ログインตอนที่ 19 ผู้ลี้ภัย
ธันวาเดินอยู่กลางป่าติดต่อกันเกือบสองวันโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด ฝนหยุดตกตั้งแต่รุ่งเช้า แต่เสื้อผ้ายังชื้นและหนัก รอยไหม้จากวงแหวนยับยั้งพลังรอบข้อมือบวมแดงจนขยับนิ้วลำบาก เขาไม่ได้กินอาหารจริงจังตั้งแต่ออกจากฐานสำรอง มีเพียงน้ำจากลำธารกับผลไม้ป่าซึ่งไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าปลอดภัยหรือไม่ ความเหนื่อยล้าทำให้ภาพตรงหน้าเลือนเป็นระยะ แต่เขายังฝืนเดินต่อ เพราะทุกครั้งที่หยุด เสียงของมาลินีจะดังขึ้นในความทรงจำ ทุกครั้งที่หลับตา เขาจะเห็นภราดรยืนอยู่ท่ามกลางก๊าซพิษและเปลวไฟ แล้วคำพูดเดิมจะย้อนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่ช่วยผมต้องตาย ธันวาเชื่อว่าการเดินออกมาเพียงลำพังคือวิธีเดียวที่จะตัดวงจรนั้น เขาไม่รู้ว่าพิมพ์ชนกกับแม่อยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าสถาบันอรุณรอดจากการโจมตีหรือไม่ และไม่รู้ว่าโลกภายนอกกำลังรายงานข่าวของเขาอย่างไร โทรศัพท์ถูกทิ้งไว้แล้ว อุปกรณ์สื่อสารถูกตัดสัญญาณ ส่วนข้อมูลที่ขโมยมาจากสถาบันยังซ่อนอยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อ เขาไม่ได้เปิดดู เพราะกลัวว่าข้อมูลใดก็ตามจะนำคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีก เงาสีดำใต้เท้ายังคงเคลื่อนไหวช้า ๆ แม้เขาไม่ได้เรียกใช้ มันเหมือนสัตว์ที่คอยติดตามอยู่ข้างกาย รอเพียงความโกรธหรือความกลัวเล็กน้อยเพื่อพุ่งออกมา เสียงในหัวเองก็ยังไม่หาย เพียงเงียบลงตั้งแต่เขาแยกจากทุกคน ราวกับมันพอใจกับความโดดเดี่ยวที่เขาเลือก ธันวาเดินพ้นแนวป่าในช่วงบ่ายและพบถนนสายเล็กทอดผ่านทุ่งแห้งแล้ง รถบรรทุกเก่าคันหนึ่งจอดเสียอยู่ข้างทาง มีชายชราสองคนกำลังช่วยกันเปลี่ยนยาง เขาหลบหลังพุ่มไม้ทันที สัญชาตญาณแรกบอกให้เลี่ยงผู้คน แต่ท้องที่ร้อนระอุและริมฝีปากแตกจนเลือดซึม หากไม่หาอาหารหรือน้ำ เขาอาจหมดแรงก่อนถึงค่ำ ขณะกำลังชั่งใจ เสียงเครื่องยนต์จากอีกฟากก็ดังขึ้น รถตรวจการณ์สีดำแล่นมาตามถนน ธันวาจำรูปทรงของเสาอากาศบนหลังคาได้ มันเป็นรถของหน่วยค้นหา เขาก้มตัวลงต่ำ แต่เครื่องตรวจจับบนรถหมุนมาทางป่าและส่งเสียงเตือน ชายในชุดเกราะสองคนกระโดดลงมา พวกเขายกอาวุธขึ้นและเริ่มเดินตรวจแนวพุ่มไม้ ชายชราข้างรถบรรทุกหันมองสถานการณ์ ก่อนสบตากับธันวาซึ่งซ่อนอยู่หลังต้นไม้ ใบหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนไปทันที เขาจำได้ คนทั้งโลกจำใบหน้านี้ได้ดีเกินไป ธันวาเตรียมปล่อยพลัง หากชายชราตะโกน ทุกอย่างคงจบลงในไม่กี่วินาที แต่แทนที่จะเรียกเจ้าหน้าที่ ชายคนนั้นกลับหยิบผ้าใบเก่าขึ้นมาคลุมท้ายรถบรรทุกและพูดด้วยเสียงดัง
"พวกคุณมองหาใครหรือ"
เจ้าหน้าที่ตอบ
"ผู้ต้องสงสัยอันตราย หลบหนีเข้ามาทางนี้"
ชายชราแสร้งทำหน้าตกใจ
"ผมเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งไปทางคลองเมื่อครู่ เสื้อสีเข้ม น่าจะคนที่พวกคุณตาม"
เจ้าหน้าที่หันไปตามทิศที่เขาชี้ หนึ่งในนั้นยังลังเลและใช้เครื่องตรวจจับกวาดไปมา สัญญาณดังถี่ขึ้นเมื่อหันมาทางธันวา ชายชราอีกคนจึงยกประแจทุบตัวถังรถอย่างแรง คลื่นโลหะรบกวนอุปกรณ์จนหน้าจอรวน
"เครื่องพวกคุณเสียหรือเปล่า แถวนี้มีแต่เหล็กเก่า"
เจ้าหน้าที่สบถ ก่อนขึ้นรถและขับไปทางคลองตามข้อมูลปลอม ธันวารอจนรถหายลับจึงค่อยออกจากที่ซ่อน ชายชราทั้งสองมองเขาอย่างระวัง คนที่โกหกเจ้าหน้าที่เป็นชายร่างผอม ผิวคล้ำ และมีรอยแผลเก่าพาดจากคิ้วถึงแก้ม เขาหยิบขวดน้ำจากรถโยนมาให้ ธันวารับไว้แต่ยังไม่ดื่มทันที
"ทำไมช่วยผม"
ชายชราตอบ
"เพราะพวกมันถือปืน แต่นายไม่มีอะไรนอกจากแผล"
"คุณรู้ว่าผมเป็นใคร"
"รู้"
"แล้วไม่กลัวหรือ"
ชายชรามองเงาสีดำใต้เท้าเขา
"กลัวสิ"
ธันวาชะงัก
"แต่กลัวไม่ได้แปลว่าต้องส่งนายไปตาย"
คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบ ชายชราอีกคนเปิดฝากระติกอาหารและยื่นข้าวห่อใบตองให้
"กินก่อน หน้าตานายเหมือนศพเดินได้"
ธันวาไม่รับทันที
"ถ้าช่วยผม พวกเขาจะตามมาฆ่าคุณ"
ชายทั้งสองมองหน้ากัน คนที่มีรอยแผลหัวเราะเบา ๆ
"พวกมันไล่พวกเรามาจนไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"
ธันวาขมวดคิ้ว
"หมายความว่าอย่างไร"
ชายชราชี้ไปทางถนน
"ค่ายอยู่ห่างไปไม่กี่กิโล ผู้คนที่นั่นหนีมาจากเมืองชายแดนซึ่งถูกกวาดล้างหลังเกิดจลาจลจากนิมิต บางคนเสียบ้าน บางคนเสียครอบครัว บางคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับผู้มีพลัง ทั้งหมดถูกผลักออกมาอยู่กลางทุ่ง"
ธันวาหันมองทิศทางที่เขาชี้
"มีเจ้าหน้าที่เฝ้าหรือ"
"มี แต่พวกนั้นสนใจอาหารบริจาคมากกว่าผู้ลี้ภัย"
"ผมไปไม่ได้"
"ถ้าไม่ไป นายจะตายข้างถนน"
"ถ้าผมไป คนในค่ายอาจตาย"
ชายชรามองเขานาน
"งั้นเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ก่อน"
ธันวาส่ายหน้า
"ผมไม่ควรอยู่ใกล้ใคร"
"คนที่พูดแบบนั้นมักอยากให้ใครสักคนรั้งไว้"
ธันวาหันหน้าหนี คำพูดนั้นใกล้ความจริงเกินไป ชายชราไม่บังคับ เขาเพียงวางข้าวห่อไว้บนฝากระโปรงแล้วหันกลับไปซ่อมรถ
"ชื่อฉันชาญ ส่วนนั่นเมธา จะมาก็ขึ้นท้ายรถ ไม่มาก็กินแล้วไป"
ธันวายืนอยู่พักใหญ่ ก่อนหยิบข้าวห่อขึ้นมากิน ความหิวทำให้เขากินเร็วเกินไปจนสำลัก เมธายื่นน้ำให้โดยไม่พูดอะไร เมื่อรถซ่อมเสร็จ ทั้งสองขึ้นด้านหน้า ธันวานั่งซ่อนใต้ผ้าใบด้านหลัง เขารู้ว่ากำลังทำสิ่งที่ตั้งใจหลีกเลี่ยง แต่ร่างกายไม่เหลือแรงพอเดินต่อ และส่วนลึกของใจเองก็อยากเห็นสถานที่ซึ่งผู้คนยังช่วยกันอยู่ แม้โลกภายนอกจะพังลงด้วยความกลัวก็ตาม รถบรรทุกแล่นผ่านแนวตรวจสอบที่สร้างจากแผงเหล็กและถุงทราย เสียงเจ้าหน้าที่ถามจำนวนคนกับรายการอาหาร ชาญตอบอย่างคล่องแคล่วก่อนรถจะผ่านเข้าไป ภายในค่ายมีเต็นท์นับร้อยเรียงกันบนพื้นดินแห้ง ฝุ่นสีแดงลอยคลุ้งทุกครั้งที่ลมพัด เด็กวิ่งเท้าเปล่าระหว่างแถวเต็นท์ ผู้หญิงต่อคิวรับน้ำจากถังใหญ่ ชายหลายคนกำลังสร้างรางระบายน้ำด้วยเศษไม้และแผ่นสังกะสี ไม่มีสถานที่ใดดูปลอดภัยหรือสะอาด แต่กลับมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และกลิ่นอาหารลอยอยู่ในอากาศ ธันวาเห็นหญิงชราคนหนึ่งแบ่งขนมชิ้นเล็กให้เด็กสามคน เห็นชายขาเจ็บช่วยเย็บเต็นท์ของเพื่อนบ้าน และเห็นคนหลายเชื้อชาติใช้ภาษามือสื่อสารกันเพราะไม่มีใครเข้าใจคำพูดทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกแปลก โลกในข่าวเต็มไปด้วยใบหน้าที่เกลียดเขา ทว่าค่ายแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยคนที่แม้ไม่มีอะไรเหลือก็ยังแบ่งสิ่งเล็กน้อยให้กัน ชาญพาเขาไปยังเต็นท์เก็บของด้านหลังสุด
"อยู่ตรงนี้ก่อน กลางคืนค่อยคิดว่าจะไปทางไหน"
ธันวาถาม
"มีใครรู้ไหม"
"เมธากับฉัน"
"อย่าบอกคนอื่น"
ชาญพยักหน้า
"แต่ฉันรับรองไม่ได้ว่าจะไม่มีใครเห็น"
ธันวานั่งอยู่หลังกล่องอาหารแห้ง ฟังเสียงค่ายผ่านผ้าเต็นท์บาง ๆ เขาตั้งใจพักเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วจากไป แต่ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้หลับโดยไม่รู้ตัว เมื่อฟื้นขึ้นอีกครั้ง แสงด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีส้มเย็น เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้า เธอถือชามน้ำซุปและมองเขาด้วยดวงตากลมโต ธันวารีบยกนิ้วแตะริมฝีปาก
"อย่าส่งเสียง"
เด็กหญิงพยักหน้า
"ลุงชาญบอกว่ามีคนป่วยอยู่ข้างใน"
"ฉันไม่ได้ป่วย"
"หน้าพี่เหมือนคนป่วย"
เธอวางชามลงแล้วนั่งยอง ๆ ห่างออกไป ธันวาเห็นรอยแผลไฟไหม้บนแขนของเธอ
"เธอชื่ออะไร"
"ข้าวฟ่าง"
"พ่อแม่อยู่ไหน"
เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง
"แม่อยู่เต็นท์พยาบาล พ่อหายไปตอนเมืองถูกเผา"
ธันวาไม่รู้จะตอบอย่างไร ข้าวฟ่างมองหน้าเขานาน ก่อนขยับเข้าใกล้และกระซิบ
"พี่เหมือนคนในภาพข่าว"
เงาสีดำใต้เท้าธันวาขยับทันที เขาถอยหลัง
"เธอจำผิด"
"ไม่ผิด"
"อย่าบอกใคร"
ข้าวฟ่างเอียงศีรษะ
"พี่จะฆ่าหนูไหม"
คำถามนั้นแทงเข้าอกโดยตรง ธันวาก้มมองมือของตน
"ไม่"
"งั้นหนูก็ไม่บอก"
"ทำไมเชื่อฉัน"
"แม่บอกว่าคนที่น่ากลัวจริงไม่ถามว่าหนูกลัวไหม"
ธันวาหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว เป็นครั้งแรกในหลายวันที่มีเสียงเช่นนั้นออกจากปาก ข้าวฟ่างยิ้มตาม ก่อนผลักชามน้ำซุปมาให้
"กินเถอะ หนูขอเพิ่มจากครัวมา"
"เธอเองได้กินหรือยัง"
เด็กหญิงพยักหน้าเร็วเกินไป ธันวารู้ทัน เขาแบ่งน้ำซุปครึ่งหนึ่งใส่ถ้วยเล็กที่อยู่ข้างกล่อง
"กินด้วยกัน"
ข้าวฟ่างลังเล ก่อนรับไป ทั้งสองนั่งกินเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงเย็นที่ลอดผ่านผ้าเต็นท์ ช่วงเวลานั้นเรียบง่ายจนธันวาแทบลืมว่าทั้งโลกกำลังตามล่า แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน เสียงผู้ชายตะโกนดังจากด้านนอก
"มีคนเห็นผู้ต้องสงสัยเข้าค่าย"
เสียงฝีเท้าหลายคู่ใกล้เข้ามา ข้าวฟ่างหน้าซีด ธันวาลุกขึ้นทันทีและผลักเธอไปทางด้านหลัง
"ออกไปทางนั้น"
"แล้วพี่ล่ะ"
"ไปหาแม่"
เด็กหญิงไม่ขยับ
"ไป"
น้ำเสียงแข็งทำให้เธอสะดุ้งและมุดออกใต้ผ้าเต็นท์ ธันวาเตรียมหนีอีกทาง แต่คนกลุ่มหนึ่งเปิดผ้าเข้ามาก่อน มีชายห้าคนและหญิงสองคน บางคนถือไม้ บางคนถือมีดทำครัว ชายร่างใหญ่ด้านหน้าจำเขาได้ทันที
"เป็นมันจริง ๆ"
คนอื่นถอยโดยสัญชาตญาณ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบเต็นท์ ผู้คนเริ่มมารวมตัวด้านนอก ชาญกับเมธาฝ่าฝูงชนเข้ามา ชายร่างใหญ่ชี้ไปที่ธันวา
"พวกคุณซ่อนมันไว้"
ชาญตอบ
"เขาแค่ต้องการพัก"
"มันคือคนที่จะทำลายโลก"
"ตอนนี้เขาแค่เด็กบาดเจ็บ"
ชายคนนั้นตะโกน
"ลูกชายฉันตายในจลาจลหลังนิมิต เพราะคนเชื่อว่าต้องฆ่าผู้มีพลังทุกคน ถ้าไม่มีมัน โลกจะไม่บ้าแบบนี้"
ธันวารู้สึกพลังในร่างขยับ เสียงในหัวกระซิบ
"เขาเกลียดเจ้า"
ธันวากำหมัด
"ผมจะไป"
แต่หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งปิดทาง
"ไปไม่ได้ เราต้องส่งตัวให้เจ้าหน้าที่"
เมธาพูด
"เจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่ขโมยอาหารพวกเราและยิงคนหนีค่ายหรือ"
หญิงคนนั้นหันใส่
"อย่างน้อยพวกมันอาจไม่เผาค่าย ถ้าเรามอบเขาให้"
คนด้านนอกเริ่มแบ่งเป็นสองฝ่าย บางคนตะโกนให้จับ บางคนบอกว่าไม่ควรส่งใครไปตายโดยไม่มีการพิสูจน์ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเด็กหลายคนร้องไห้ ธันวายืนอยู่กลางวงล้อม ความกลัวและความเกลียดของคนจำนวนมากไหลเข้าหาพลังในร่าง เงาดำเลื้อยออกจากปลายเท้า วงแหวนยับยั้งปล่อยกระแสไฟจนเขาสะดุ้ง คนรอบข้างเห็นพลังและถอยกรูด
"เห็นไหม มันกำลังจะฆ่าพวกเรา"
เสียงในหัวดังขึ้น
"ฆ่าพวกมันก่อน"
ธันวาก้มหน้า พยายามกดพลังกลับ
"ผมไม่ได้อยากทำร้ายใคร"
ชายร่างใหญ่ยกไม้ขึ้น
"ทุกคนพูดแบบนั้นก่อนกลายเป็นปีศาจ"
ชาญยืนขวาง
"ถ้าจะจับเขา ต้องผ่านฉันก่อน"
เมธายืนข้างกัน
"ผ่านฉันด้วย"
หญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยแบ่งขนมให้เด็กเดินออกมาจากฝูงชน เธอไม่มีอาวุธ เพียงถือไม้เท้า
"พวกเราหนีมาที่นี่เพราะคนข้างนอกตัดสินว่าเราเป็นปัญหา ตอนนี้เราจะทำแบบเดียวกันกับเด็กคนนี้หรือ"
ชายร่างใหญ่ตอบ
"เขาไม่เหมือนเรา"
หญิงชรามองธันวา
"ทุกคนพูดแบบนั้นเวลาอยากกำจัดใคร"
คำพูดนี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งเงียบลง แต่ฝ่ายที่ต้องการจับยังไม่ยอม ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งออกไปทางป้อมยาม บอกว่าจะเรียกเจ้าหน้าที่ ธันวารู้ว่าเวลาเหลือน้อย เขาหันไปหาชาญ
"คุณไม่ควรช่วยผม"
ชาญตอบ
"ฉันตัดสินเอง"
"พวกเขาจะฆ่าคุณ"
"ถ้าทุกคนยอมกลัวจนไม่ช่วยใครเลย ค่ายนี้คงไม่มีคนรอดสักคน"
ธันวารู้สึกบางอย่างสั่นในอก ไม่ใช่พลังด้านมืด แต่เป็นความเชื่อที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่ภราดรตาย เขาเคยคิดว่าคนที่ช่วยเขาต้องตาย และทางเดียวที่จะปกป้องคนอื่นคือไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ทว่าคนเหล่านี้เองก็ผ่านความตาย ผ่านการสูญเสีย และยังเลือกยืนข้างกันแม้รู้ว่ามีอันตราย ชาญไม่ได้ช่วยเพราะไม่เข้าใจความเสี่ยง เขาช่วยทั้งที่รู้ เมธา หญิงชรา และข้าวฟ่างต่างก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้มองว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ แต่เชื่อว่าไม่มีใครควรถูกส่งไปตายเพียงเพราะภาพอนาคต
เสียงไซเรนดังจากหน้าค่าย รถตรวจการณ์หลายคันกำลังเข้ามา คนที่ต้องการจับธันวาแสดงสีหน้าโล่งใจ ส่วนคนที่ช่วยกลับตึงเครียด เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านลำโพง
"เราตรวจพบภัยคุกคามระดับสูงในค่าย ทุกคนออกจากเต็นท์และคุกเข่าบนพื้น"
ไม่มีใครขยับทันที เจ้าหน้าที่เริ่มยิงขึ้นฟ้า เสียงปืนทำให้ฝูงชนแตกกระจาย เด็กกรีดร้อง ผู้สูงอายุล้มลง ธันวารู้ว่าเขาต้องออกไปจากค่ายก่อนการปะทะจะเกิด แต่ทางออกทุกด้านถูกปิด รถหุ้มเกราะเคลื่อนเข้ามาพร้อมปืนพลังงานบนหลังคา เสียงในหัวหัวเราะ
"เห็นหรือยัง พวกมันมาหาเจ้า และทุกคนจะตาย"
ธันวาก้าวออกจากเต็นท์ ยกมือขึ้นให้เห็นชัด
"ผมอยู่ตรงนี้"
ชาญคว้าแขนเขา
"อย่า"
"ถ้าผมไม่ออกไป พวกเขาจะยิงค่าย"
"พวกมันอาจยิงอยู่ดี"
เจ้าหน้าที่เล็งอาวุธมาทันที
"คุกเข่า"
ธันวาค่อย ๆ คุกเข่า ผู้คนรอบข้างมองด้วยความตกใจ บางคนโล่งใจ บางคนโกรธ และบางคนร้องไห้ เจ้าหน้าที่หลายคนเดินเข้ามาพร้อมโซ่ยับยั้งพลัง ชายร่างใหญ่ซึ่งอยากจับเขาตะโกน
"พาตัวมันไป แล้วออกจากค่ายเรา"
หัวหน้าหน่วยกลับยกปืนยิงชายคนนั้นล้มลง กระสุนทะลุไหล่ เลือดสาดเต็มพื้น ทุกคนชะงัก
"ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต้องถูกควบคุม"
ชาญสบถ
"พวกมันไม่ได้มาแค่จับเขา"
เจ้าหน้าที่กระจายกำลังและเริ่มล้อมผู้ลี้ภัย เด็กกับผู้หญิงถูกบังคับให้นอนราบ ธันวารู้ทันทีว่าหน่วยนี้อาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่ฆ่าปิดปากคนของสถาบัน หากพวกมันพบว่าใครช่วยเขา ค่ายทั้งค่ายอาจถูกลบออกจากแผนที่ ความกลัวพุ่งขึ้น เสียงในหัวคำราม
"ฆ่าพวกมัน"
ธันวายกมือที่ถูกพันธนาการ เงาดำระเบิดจากพื้นแต่ไม่ได้พุ่งใส่ร่างคน มันแผ่เป็นกำแพงขนาดใหญ่กั้นระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ลี้ภัย กระสุนทั้งหมดหยุดอยู่บนผิวเงา เขาฝืนยืนขึ้นทั้งที่วงแหวนยับยั้งปล่อยไฟฟ้าจนเลือดไหลจากข้อมือ
หัวหน้าหน่วยตะโกน
"ยิงต่อ"
ธันวากางแขน กำแพงขยายคลุมค่ายครึ่งหนึ่ง เขารู้ว่าการใช้พลังขนาดนี้เสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุม เสียงในหัวกำลังเสนอวิธีง่ายที่สุด เพียงส่งหนามออกไปแทงหัวใจของเจ้าหน้าที่ ทุกอย่างจะจบ แต่ภาพข้าวฟ่าง ชาญ เมธา และหญิงชราปรากฏขึ้น เขาไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นว่าโลกพูดถูก ไม่ต้องการให้เด็กหญิงซึ่งแบ่งน้ำซุปแก่เขาต้องจำภาพเขาฆ่าคนต่อหน้า
"ฆ่าพวกมัน"
"ไม่"
ธันวาพูดออกมาชัดเจน
"พวกมันจะฆ่าคนเหล่านี้"
"ฉันจะหยุดโดยไม่ฆ่า"
"เจ้าอ่อนแอ"
ธันวากัดฟันและส่งเงาลงใต้ดิน มันพุ่งขึ้นรัดล้อรถหุ้มเกราะ ทำลายอาวุธบนหลังคา และกระชากปืนจากมือเจ้าหน้าที่ทีละคน เงาอีกส่วนยกกำแพงดินขึ้นปิดถนน ทำให้กำลังเสริมเข้ามาไม่ได้ เขาใช้แรงมากเกินขีดจำกัด เลือดไหลจากจมูก ดวงตาข้างหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่ยังควบคุมปลายเงาไม่ให้แทงโดนร่างใคร เจ้าหน้าที่บางคนพยายามระเบิดตัวเองเหมือนหน่วยล้างข้อมูล ธันวาจึงใช้เงาดึงอุปกรณ์ออกและฝังลงดินก่อนระเบิด เสียงดังสนั่นแต่ไม่มีผู้ลี้ภัยได้รับบาดเจ็บ ชาญตะโกนให้ทุกคนพาเด็กกับคนเจ็บไปทางท้ายค่าย เมธาเปิดรั้วสังกะสีด้านหลังเป็นช่องหนี ผู้คนเริ่มเคลื่อนออกอย่างรวดเร็ว แม้บางคนยังมองธันวาด้วยความหวาดกลัว แต่หลายคนหันกลับมาช่วยกันพยุงผู้สูงอายุ หญิงซึ่งก่อนหน้านี้อยากจับเขากลับช่วยลากชายร่างใหญ่ที่ถูกยิง ชายอีกคนโยนถังน้ำให้ธันวาและตะโกนบอกเส้นทางหนี ทุกคนไม่ได้เปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุนในทันที ทว่าท่ามกลางอันตราย พวกเขาเลือกช่วยกันมากกว่าผลักใครออกไป
เมื่อผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ผ่านช่องหลังค่าย ธันวาจึงปล่อยกำแพงเงากระแทกพื้น สร้างฝุ่นหนาทึบปิดการมองเห็น แล้ววิ่งตามไป ชาญกับเมธารออยู่ตรงแนวต้นไม้ ข้าวฟ่างยืนข้างแม่ซึ่งอ่อนแรง เธอโบกมือเรียกธันวา
"พี่มาทางนี้"
ธันวาหยุด
"พวกคุณไปก่อน"
ชาญถาม
"แล้วนายล่ะ"
"ผมจะล่อพวกมันไปทางอื่น"
เมธาส่ายหน้า
"อีกแล้วหรือ"
ธันวาเข้าใจทันทีว่าชายชรามองออก เขากำลังพยายามแยกตัวเหมือนเดิม
"ถ้าผมไปกับพวกคุณ พวกมันจะตาม"
ชาญตอบ
"ถ้านายไปคนเดียว พวกมันก็ตามอยู่ดี"
"อย่างน้อยพวกคุณปลอดภัย"
หญิงชราเดินมาถึงและใช้ไม้เท้าเคาะพื้น
"ไม่มีใครปลอดภัยหรอกหนุ่มน้อย แต่พวกเรายังต้องเลือกว่าจะทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่"
ธันวาหันมองผู้คน บางคนยังจ้องเขาด้วยความกลัว ชายร่างใหญ่ที่อยากจับถูกพยุงอยู่ เขากัดฟันและพูด
"ฉันยังไม่ไว้ใจนาย"
ธันวาพยักหน้า
"คุณไม่จำเป็นต้องไว้ใจ"
"แต่เมื่อครู่นายช่วยลูกฉัน"
เขาหันไปทางเด็กชายวัยสิบขวบซึ่งยืนข้างหญิงคนหนึ่ง ธันวาจำได้ว่าเคยใช้เงาปัดกระสุนซึ่งพุ่งไปทางเด็กคนนั้น
"ฉันยังคิดว่านายอาจเป็นภัย"
ชายร่างใหญ่กล่าวต่อ
"แต่วันนี้คนที่ยิงฉันไม่ใช่นาย"
ประโยคนั้นทำให้ธันวานิ่ง ผู้คนในค่ายไม่ได้พร้อมใจกันรักหรือเชื่อเขา บางคนยังกลัว บางคนยังโกรธ และบางคนอาจเปลี่ยนใจเมื่อพ้นอันตราย แต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้าคือโลกไม่ได้มีเพียงคนซึ่งต้องการเห็นเขาตาย มีคนที่ช่วยทั้งที่กลัว มีคนที่ไม่ไว้ใจแต่ยังไม่ยอมส่งเขาไปตาย และมีเด็กคนหนึ่งที่แบ่งน้ำซุปโดยไม่ถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
เสียงในหัวกระซิบ
"พวกมันจะทรยศเจ้า"
ธันวาหลับตา
"บางคนอาจทำ"
"แล้วเหตุใดยังอยู่"
เขามองชาญ มองข้าวฟ่าง มองชายร่างใหญ่ที่บาดเจ็บ และมองผู้ลี้ภัยซึ่งกำลังช่วยกันเดินต่อ
"เพราะบางคนไม่ทำ"
เสียงนั้นเงียบไปชั่วขณะ เป็นความเงียบซึ่งธันวาไม่เคยได้รับจากมันมาก่อน เขาหายใจลึกและเดินเข้าร่วมกลุ่ม ผู้ลี้ภัยเคลื่อนผ่านป่าละเมาะไปตามทางแห้งซึ่งชาญรู้จัก พวกเขาแบ่งน้ำให้กัน ช่วยพยุงคนเจ็บ และใช้ผ้าคลุมรอยเลือดเพื่อปิดเส้นทาง ธันวาเดินอยู่ด้านหลังสุดเพื่อคอยระวัง เขายังไม่ยอมเข้าใกล้ใครมากนัก แต่ไม่ได้แยกตัวออกไปทั้งหมด ข้าวฟ่างเดินย้อนกลับมาหาและยื่นเชือกเส้นหนึ่งให้
"จับไว้"
ธันวามองเชือกที่ผูกกับกระเป๋าของแม่เธอ
"ทำไม"
"ถ้าหลงจะได้ไม่หาย"
เขาอยากปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นดวงตาจริงจังของเด็กหญิง จึงยื่นมือไปรับ เชือกเส้นเล็กนั้นไม่ได้แข็งแรงพอผูกใครไว้ หากธันวาต้องการจาก เขาสามารถปล่อยมือได้ทุกเมื่อ ทว่าเขายังคงจับมันตลอดทาง
ช่วงค่ำ กลุ่มผู้ลี้ภัยหยุดพักในโรงเก็บข้าวร้าง ชาญแจกอาหารที่เหลือ เมธาช่วยรักษาคนเจ็บ ธันวานั่งใกล้ประตูแต่ไม่ไกลจากคนอื่นเหมือนก่อน เขาเห็นแม่ของข้าวฟ่างแบ่งผ้าห่มให้หญิงชรา เห็นชายร่างใหญ่ยื่นขวดน้ำมาให้โดยไม่พูด และเห็นคนที่เคยตะโกนให้จับเขาช่วยกันปิดประตูเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตามพบ ไม่มีใครประกาศว่าเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา ไม่มีใครพูดว่าเขาจะไม่กลายเป็นราชาปีศาจ และไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่เกิดการทรยศในวันหน้า แต่การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้บางอย่างในใจเขาเปลี่ยนไป
ชาญนั่งลงข้าง ๆ
"ยังคิดว่าคนที่ช่วยนายต้องตายอยู่ไหม"
ธันวาก้มมองมือ
"ภราดรตายจริง"
"ฉันไม่ได้ถามว่าเขาตายไหม ฉันถามว่านายคิดว่าการช่วยนายเป็นเหตุให้เขาตายหรือ"
"ถ้าไม่มีผม เขาอาจยังอยู่"
"ถ้าไม่มีนาย เขาอาจใช้ชีวิตทั้งชีวิตกับความรู้สึกผิดที่ช่วยเด็กคนอื่นไม่ทัน"
ธันวาเงียบ
ชาญมองไปยังผู้ลี้ภัยที่กำลังพัก
"คนที่นี่หลายคนช่วยกันแล้วก็เสียคนสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าย้อนกลับไป พวกเขายังจะช่วย เพราะบางครั้งการมีชีวิตอยู่โดยไม่ทำสิ่งที่เชื่อก็ไม่ต่างจากตาย"
"ผมไม่อยากให้ใครเสียสละ"
"งั้นอย่าทำให้การเสียสละของพวกเขากลายเป็นเหตุผลให้เจ้าหยุดเป็นมนุษย์"
ธันวาหันมองชายชรา
"คุณไม่กลัวผมจริงหรือ"
ชาญยิ้ม
"กลัว"
"แล้วทำไมยังนั่งใกล้"
"เพราะกลัวไม่ได้แปลว่าเกลียด"
คำตอบเดิมจากข้างถนนกลับมามีความหมายมากขึ้น ธันวาเอนหลังพิงผนังและมองผู้คนในโรงเก็บข้าว เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากมุมหนึ่ง เด็กสองคนกำลังเล่นกับฝาขวด หญิงคนหนึ่งร้องเพลงกล่อมลูก ชายบาดเจ็บกำลังเล่าเรื่องตลกให้คนข้าง ๆ ฟัง ทุกคนสูญเสียมากพอจะเกลียดโลก แต่ยังเก็บพื้นที่เล็ก ๆ ในใจไว้ให้ความเมตตา
ธันวาหลับตา เสียงในหัวกระซิบอีกครั้ง
"ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา"
เขาตอบในใจ
"บางที"
"พวกมันจะทำร้ายเจ้า"
"บางคนอาจทำ"
"เจ้าจะเสียใจ"
"ผมเสียใจอยู่แล้ว"
เสียงนั้นเงียบ
ธันวาลืมตาและมองเชือกเส้นเล็กที่ข้าวฟ่างผูกไว้กับข้อมือ มันยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้แน่น ไม่ได้บังคับ และไม่ได้ขังเขา เพียงบอกว่ามีใครบางคนไม่อยากให้เขาหายไป
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นิมิตปรากฏต่อคนทั้งโลก ธันวาเริ่มเห็นความจริงอีกด้าน โลกไม่ได้มีแต่คนเกลียดเขา โลกมีคนที่กลัวแต่ยังยื่นน้ำให้ มีคนที่โกรธแต่ยังช่วยปกป้อง มีคนที่ไม่เชื่อแต่ยังไม่ยอมให้ความกลัวตัดสินชีวิตผู้อื่น และมีคนซึ่งไม่มีอะไรเหลือแต่ยังแบ่งอาหารครึ่งหนึ่งให้คนแปลกหน้า
ความมืดในตัวเขายังอยู่
เสียงให้ฆ่ายังไม่หาย
อนาคตราชาปีศาจยังคงรออยู่ข้างหน้า
แต่ค่ำคืนนี้ ท่ามกลางผู้ลี้ภัยซึ่งถูกทั้งโลกทอดทิ้ง ธันวาได้พบสิ่งหนึ่งซึ่งผู้บงการพยายามตัดออกจากชีวิตเขามาตลอด
ความหวังว่าเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้เพียงลำพัง
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







