Home / แฟนตาซี / คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม / ตอนที่ 27 นายทหารผู้ทรยศ

Share

ตอนที่ 27 นายทหารผู้ทรยศ

last update publish date: 2026-07-25 09:43:01

ตอนที่ 27 นายทหารผู้ทรยศ

รุ่งสางมาเยือนโดยไม่มีแสงอาทิตย์ หมอกหนาปกคลุมแนวป่ารอบกระท่อมร้างจนต้นไม้แต่ละต้นดูเหมือนเงาคนที่ยืนเฝ้าอยู่ในความมืด เสียงเครื่องบินลาดตระเวนซึ่งวนอยู่เหนือพื้นที่ตลอดคืนค่อย ๆ ห่างออกไป แต่ไม่มีใครเชื่อว่าการค้นหาจะสิ้นสุดลง ศูนย์ไล่ล่าระดับโลกเพิ่งเริ่มทำงาน และศัตรูยังมีทั้งดาวเทียม โดรน หน่วยข่าวกรอง รวมถึงประชาชนซึ่งหวังเงินรางวัลหนึ่งพันล้านบาท ผู้หลบหนีทั้งสี่จึงไม่มีเวลาพักมากนัก เมธากำลังถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้เมื่อคืนเพื่อป้องกันการติดตาม พิมพ์ชนกนั่งพิงผนัง หลับตาพยายามฟื้นกำลังจากการมองอนาคต ส่วนธันวายืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากกระท่อม เขายกมือขึ้นช้า ๆ และพยายามเรียกเงาจากพื้นให้รวมตัวเป็นเส้นบาง เงานั้นขยับตามความคิดในช่วงแรก ก่อนสั่นและแตกกระจายเมื่อความรู้สึกกังวลแทรกเข้ามา ภาพมาลีถูกจับยังคงวนอยู่ในหัว ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ พลังจะรุนแรงขึ้นทันทีจนควบคุมยาก ธันวาหายใจลึกแล้วลองอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้บังคับเงาให้ยกก้อนหินหรือทำลายสิ่งใด เพียงให้มันพันรอบกิ่งไม้แห้งและเคลื่อนตามปลายนิ้ว เงาเลื้อยขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เมื่อเขาพยายามดึงกิ่งไม้มาหาตัว มันกลับออกแรงมากเกินไป กิ่งไม้หักกระเด็นผ่านหน้าไปปักลงบนพื้นด้านหลัง กฤตภาสซึ่งนั่งพิงประตูกระท่อมมองเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่พูดอะไร ผ้าพันแผลรอบสีข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง แต่สีหน้าของเขายังคงนิ่งเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ ธันวาหันกลับไปเห็นและขมวดคิ้ว

"คุณควรนอนพัก"

กฤตภาสตอบ

"นายก็ควรพัก"

"ผมไม่ได้ถูกยิง"

"แต่นายใช้พลังจนเกือบตายสองครั้งในวันเดียว"

ธันวาก้มมองเงาที่สั่นอยู่ใต้เท้า

"ผมไม่มีเวลาพัก"

"เพราะมาลีหรือ"

"เพราะผมยังทำอะไรไม่ได้อย่างที่ควรทำ"

กฤตภาสขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บทำให้ใบหน้ากระตุก แต่เขายังคงมองธันวา

"นายคิดว่าการฝึกหนักจนร่างพังจะช่วยแม่ได้หรือ"

"อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรอ"

"การเรียนรู้ควบคุมพลังไม่ใช่การบังคับมันจนยอมเชื่อฟัง นายต้องรู้ก่อนว่าพลังตอบสนองต่ออะไร"

ธันวาหัวเราะสั้น ๆ อย่างไร้อารมณ์

"คุณพูดเหมือนรู้จักพลังผมดี"

กฤตภาสเงียบไปครู่หนึ่ง

"ฉันเคยเห็นพลังแบบนี้มาก่อน"

คำตอบนั้นทำให้ธันวาหันกลับมาทันที เมธาซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ในกระท่อมชะงักมือ พิมพ์ชนกลืมตาและมองกฤตภาสอย่างสงสัย ไม่มีใครพูดอยู่หลายวินาที เสียงลมพัดผ่านยอดไม้กลายเป็นสิ่งเดียวที่ดังอยู่รอบตัว

ธันวาถาม

"ที่ไหน"

กฤตภาสไม่ตอบทันที เขามองเข้าไปในป่าหมอกหนา ราวกับภาพตรงหน้าไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นสถานที่อีกแห่งในอดีต

"ฐานวิจัยทางเหนือ"

เมธาเดินออกมาจากกระท่อม

"ฐานเดียวกับที่อยู่ในแผนที่หรือ"

"ไม่ใช่ ฐานนั้นอยู่ลึกกว่านี้และถูกปิดไปนานแล้ว"

พิมพ์ชนกถาม

"คุณเคยไปที่นั่นในฐานะอะไร"

กฤตภาสสูดหายใจช้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงซึ่งหนักกว่าทุกครั้ง

"หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ"

ธันวานิ่งงัน แม้รู้ว่ากฤตภาสเคยเป็นนายทหารและเคยทำงานให้รัฐบาล แต่เขาไม่เคยได้ยินรายละเอียดมากกว่านั้น ชายคนนี้หลบเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับอดีตเสมอ โดยอ้างว่ามันไม่สำคัญกับการเอาชีวิตรอด ทว่าตอนนี้สิ่งที่เขาปิดบังอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถาบันอรุณและต้นกำเนิดของหมายเลขศูนย์

เมธาถาม

"หน่วยอะไร"

กฤตภาสมองทุกคนทีละคน

"หน่วยพิเศษรหัสเก้า มีหน้าที่รับภารกิจซึ่งไม่สามารถบันทึกลงในระบบปกติ งานของเราไม่เคยปรากฏในรายงาน ไม่มีรายชื่อผู้ปฏิบัติการ และหากภารกิจล้มเหลว รัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักเรา"

ธันวาถามต่อทันที

"คุณทำงานให้สถาบันอรุณหรือ"

"ในตอนนั้นฉันคิดว่ากำลังทำงานให้ฝ่ายความมั่นคง"

"หมายความว่าอะไร"

"คำสั่งทั้งหมดส่งผ่านนายพลระดับสูง ภารกิจถูกอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยจากผู้มีพลังผิดปกติ พวกเราถูกบอกว่าสถาบันอรุณเป็นศูนย์วิจัยซึ่งพยายามหาวิธีช่วยเด็กที่เกิดมาพร้อมพลังอันตราย ฉันเชื่อแบบนั้นอยู่หลายปี"

ธันวากำมือ เงาบนพื้นกระเพื่อมตามอารมณ์

"แล้วความจริงคืออะไร"

กฤตภาสหลับตา ภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ตอนนั้นเขายังสวมเครื่องแบบสีดำ มีตราหน่วยพิเศษรหัสเก้าบนบ่า และมีลูกน้องสิบสองคนอยู่ใต้คำสั่ง ทุกคนผ่านสนามรบและภารกิจเสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาเคยช่วยตัวประกันจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย เคยหยุดอาวุธชีวภาพก่อนแพร่เข้าสู่เมือง และเคยกำจัดผู้มีพลังซึ่งเสียการควบคุมในเขตพลเรือน ชื่อของพวกเขาไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะ แต่กฤตภาสเชื่อมาตลอดว่าสิ่งที่ทำช่วยรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์ จนกระทั่งได้รับภารกิจหนึ่งซึ่งเปลี่ยนทุกอย่าง

ในคืนที่หิมะตกหนัก หน่วยรหัสเก้าถูกส่งไปยังฐานวิจัยใต้ภูเขาทางตอนเหนือ คำสั่งระบุว่ามีกลุ่มก่อการร้ายบุกยึดห้องทดลองและพยายามขโมยตัวอย่างพลังอันตราย กฤตภาสได้รับคำสั่งให้ยึดฐานคืน ปิดผนึกข้อมูล และกำจัดผู้บุกรุกทุกคน ทีมเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไร้สัญลักษณ์ ก่อนลงจอดห่างจากฐานสองกิโลเมตร พวกเขาเคลื่อนผ่านพายุหิมะโดยใช้แว่นตรวจความร้อน เมื่อถึงประตูชั้นนอกกลับไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีศพ ไม่มีปลอกกระสุน และไม่มีรอยระเบิด มีเพียงระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งถูกปิดจากภายใน

กฤตภาสเล่าต่อขณะสายตามองไกลออกไป

"คนแรกที่พวกเราเจอไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นนักวิจัยผู้หญิงคนหนึ่ง"

ธันวาถาม

"เธอหนีหรือ"

"เธออุ้มเด็กชายคนหนึ่งอยู่ เด็กอายุไม่เกินเจ็ดขวบ สวมเสื้อผู้ป่วยและมีสายต่ออยู่ที่หลัง"

พิมพ์ชนกฟังเงียบ ๆ สีหน้าค่อย ๆ ซีดลง

กฤตภาสกล่าว

"เธอบอกว่าพวกเขาไม่ได้บุกฐาน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ข้างในที่พยายามพาเด็กหนี"

เมธาถาม

"คุณเชื่อเธอไหม"

"ตอนแรกไม่เชื่อ ฉันสั่งให้เธอวางเด็กลงและยกมือขึ้น เธอทำตาม แต่เด็กไม่ยอมปล่อยคอเธอ เขาร้องขอว่าอย่าส่งกลับไปในห้องสีขาว"

ธันวาก้มมองมือของตน

"แล้วคุณทำอะไร"

กฤตภาสนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

"ฉันทำตามคำสั่ง"

ความทรงจำยังคงไหลย้อนกลับ ในคืนนั้นกฤตภาสจับนักวิจัยหญิงและเด็กส่งกลับให้เจ้าหน้าที่ของสถาบัน ชายชุดขาวสามคนมารับตัว พวกเขาไม่พูดกับเด็ก ไม่ปลอบ และไม่ตรวจอาการบาดเจ็บ เพียงฉีดยาบางอย่างเข้าที่คอ เด็กหยุดดิ้นทันที ร่างเล็กอ่อนแรงลงในอ้อมแขนของเจ้าหน้าที่ นักวิจัยหญิงกรีดร้องและพยายามขัดขืน นางบอกว่าหากเด็กถูกส่งกลับ เขาจะไม่รอดถึงเช้า แต่กฤตภาสยังยึดตามข้อมูลในภารกิจ เขาเชื่อว่านางอาจถูกบังคับหรือถูกหลอก จึงสั่งให้ลูกน้องคุมตัวไว้ หลังจากนั้นหน่วยรหัสเก้าจึงเคลื่อนลึกเข้าไปในฐาน

ยิ่งเข้าไปด้านใน สิ่งที่พบยิ่งไม่เหมือนศูนย์รักษาเด็ก ห้องแรกเต็มไปด้วยเตียงโลหะพร้อมสายรัดข้อมือและข้อเท้า ผนังมีรอยข่วนจำนวนมาก บางรอยเล็กจนเห็นได้ชัดว่าเป็นเล็บเด็ก ห้องถัดไปมีเครื่องกระตุ้นประสาทและภาชนะบรรจุเลือดที่ติดหมายเลขแทนชื่อ ส่วนชั้นใต้ดินมีกรงกระจกเรียงยาว ภายในแต่ละกรงมีเด็กนั่งอยู่ตามลำพัง บางคนมีแผลไหม้เต็มตัว บางคนไม่มีเส้นผม บางคนกอดเข่าและพูดกับตัวเองซ้ำ ๆ เด็กทุกคนสวมปลอกคอซึ่งสามารถปล่อยกระแสไฟได้

กฤตภาสกำมือจนเส้นเลือดขึ้น

"เด็กคนหนึ่งมองฉันผ่านกระจก เขาไม่ได้ขอให้ช่วย ไม่ร้องไห้ และไม่พูดอะไร เขาเพียงยกแผ่นกระดาษขึ้น"

ธันวาถาม

"เขาเขียนว่าอะไร"

"เขียนว่า ผมยังเป็นคนอยู่ไหม"

ความเงียบปกคลุมบริเวณหน้ากระท่อม พิมพ์ชนกหลบตา เมธาสูดลมหายใจลึก ส่วนธันวารู้สึกเหมือนบางอย่างหนักอึ้งกดลงกลางอก เขาเคยคิดว่าตนเป็นเพียงคนเดียวซึ่งถูกสถาบันเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือ แต่จากคำเล่าของกฤตภาส มีเด็กจำนวนมากถูกขังไว้ก่อนเขาหลายปี

กฤตภาสเล่าต่อว่าเขาสั่งให้ลูกน้องบันทึกภาพทั้งหมด ทว่าอุปกรณ์สื่อสารถูกตัดทันที นายพลผู้ควบคุมภารกิจติดต่อเข้ามาและสั่งให้ยุติการตรวจสอบ กฤตภาสได้รับคำสั่งใหม่ให้พาเด็กทั้งหมดกลับสู่ห้องกักกัน และจับนักวิจัยที่พยายามหลบหนีในฐานะผู้ทรยศ เขาเริ่มสงสัย แต่คำสั่งทางทหารซึ่งฝังอยู่ในตัวมาหลายปีทำให้ยังลังเล ผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนยืนยันว่าพวกเขาไม่มีหน้าที่ตัดสินโครงการวิจัย มีเพียงหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขณะที่อีกหลายคนเริ่มไม่พอใจสิ่งที่เห็น ความขัดแย้งภายในหน่วยเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณเตือนซึ่งดังทั่วฐาน

กฤตภาสพูด

"ตอนนั้นฉันยังเชื่อว่าหากรายงานขึ้นไปตามระบบ จะมีคนตรวจสอบ"

เมธาถามอย่างขมขื่น

"แล้วมีไหม"

"ไม่มี"

คืนต่อมา เด็กคนหนึ่งในห้องทดลองเสียการควบคุม พลังของเขาทำให้อุณหภูมิทั่วชั้นใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว ผนังกลายเป็นน้ำแข็ง นักวิจัยหลายคนติดอยู่ในห้อง สถาบันสั่งให้หน่วยรหัสเก้ากำจัดเด็กคนนั้นทันที โดยอ้างว่าเขาไม่อาจควบคุมได้ กฤตภาสกับทีมบุกเข้าไปและพบเด็กชายกำลังกอดร่างของเด็กอีกคนซึ่งเพิ่งเสียชีวิต เขาไม่ได้โจมตีใครก่อน พลังระเบิดออกมาเพราะความหวาดกลัวและความเศร้า เจ้าหน้าที่ของสถาบันยืนยันว่าเด็กคือภัยคุกคามและสั่งยิง

"ฉันเป็นคนออกคำสั่ง"

เสียงกฤตภาสแผ่วลง

ธันวาจ้องเขา

"คุณสั่งยิงเด็กหรือ"

"ใช่"

เงาดำใต้เท้าธันวากระจายออกทันที กิ่งไม้รอบตัวสั่นไหว เมธาขยับเข้ามาแต่กฤตภาสยกมือห้าม เขาไม่หลบและไม่จับอาวุธ

กฤตภาสกล่าวต่อ

"กระสุนพิเศษถูกยิงเข้าไปสิบเจ็ดนัด เด็กคนนั้นยังยืนกอดเพื่อนอยู่จนถึงนัดสุดท้าย"

ธันวาก้าวเข้าหา

"เขาอายุเท่าไร"

"ประมาณสิบสองปี"

"แล้วคุณบอกตัวเองว่านั่นคือภารกิจหรือ"

กฤตภาสรับคำอย่างไม่ปฏิเสธ

"ใช่"

"คุณเชื่อว่ากำลังช่วยโลกหรือ"

"ใช่"

"แล้วหลังจากนั้นล่ะ"

"ฉันเข้าไปตรวจร่าง และพบสิ่งหนึ่งในมือเด็ก"

"อะไร"

"ภาพวาดครอบครัว"

กฤตภาสจำได้ว่ากระดาษในมือเด็กเปียกเลือด ภาพวาดมีบ้านหลังเล็ก ดวงอาทิตย์ และคนสี่คนยืนจับมือกัน หนึ่งในนั้นถูกเขียนคำว่าแม่ อีกคนคือพ่อ ส่วนเด็กสองคนยืนอยู่ตรงกลาง ที่มุมกระดาษมีข้อความว่าเมื่อหายดีจะกลับบ้าน แต่แฟ้มของสถาบันระบุว่าเด็กคนนั้นไม่มีครอบครัวและเกิดในห้องทดลอง ความขัดแย้งทำให้กฤตภาสเริ่มค้นข้อมูลลับ เขาพบว่าหลายคนถูกลักพาตัวจากโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ บางคนถูกแจ้งว่าเสียชีวิตแล้ว บางคนมีครอบครัวตามหามาหลายปี สถาบันปลอมเอกสารทั้งหมดเพื่อให้เด็กหายไปจากโลกอย่างถูกกฎหมาย

พิมพ์ชนกถาม

"ตอนนั้นคุณช่วยพวกเขาหรือ"

กฤตภาสหลับตา

"ช้าเกินไป"

นักวิจัยหญิงคนเดิมแอบมอบข้อมูลหลักฐานให้กฤตภาส นางชื่อศศิ และเป็นคนดูแลเด็กในโครงการระยะต้น นางบอกว่าสถาบันกำลังพยายามสร้างภาชนะซึ่งสามารถรับคลื่นพลังจากจิตสำนึกรวมของมนุษย์ เด็กจำนวนมากตายระหว่างการทดลอง หมายเลขของพวกเขาถูกลบออกและแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ ศศิขอให้กฤตภาสช่วยเปิดห้องกักกันและพาเด็กหนี แต่ก่อนแผนจะเริ่ม มีใครบางคนในหน่วยแจ้งเรื่องแก่ผู้บังคับบัญชา กองกำลังเสริมของสถาบันเข้าควบคุมฐาน หน่วยรหัสเก้าถูกสั่งปลดอาวุธ

กฤตภาสกับลูกน้องที่ไว้ใจได้ห้าคนพยายามต่อต้าน พวกเขาปลดปล่อยเด็กได้เพียงเจ็ดคนจากหลายสิบ ศศิถูกยิงระหว่างเปิดประตูฉุกเฉิน ลูกน้องของกฤตภาสเสียชีวิตสี่คน เหลือเพียงเขากับทหารอีกคนซึ่งพาเด็กหลบออกทางอุโมงค์ขนส่ง ทว่าเมื่อออกไปถึงลานหิมะ เฮลิคอปเตอร์ของสถาบันตามมาทัน เด็กหลายคนถูกยิงด้วยยาสลบและจับกลับ มีเพียงเด็กหญิงคนหนึ่งหนีเข้าป่าได้ กฤตภาสถูกยิงจนหมดสติ เมื่อตื่นขึ้น เขาอยู่ในโรงพยาบาลทหาร รายงานภารกิจถูกเขียนใหม่ว่าสถาบันถูกกลุ่มผู้มีพลังบุกโจมตี ลูกน้องที่ตายถูกระบุว่าเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนนักวิจัยหญิงถูกประกาศเป็นผู้ก่อการร้าย

เมธาถาม

"ทำไมพวกมันไม่ฆ่าคุณ"

"เพราะฉันยังมีประโยชน์ และเพราะนายพลผู้บังคับบัญชาเชื่อว่าสามารถควบคุมฉันได้ เขาบอกว่าหากฉันพูดเรื่องฐาน เด็กที่หนีรอดจะถูกตามล่า รวมถึงครอบครัวของลูกน้องทุกคน"

ธันวาพูด

"คุณเลยเงียบ"

กฤตภาสพยักหน้า

"ฉันเงียบ"

น้ำเสียงนั้นไม่มีข้อแก้ตัว มีเพียงความจริงอันน่าอับอาย เขากลับไปทำงานให้กองทัพต่ออีกหลายปี ภายนอกได้รับเลื่อนตำแหน่งเพราะปฏิบัติภารกิจสำเร็จ แต่ภายในเริ่มรวบรวมข้อมูลของสถาบันอย่างลับ ๆ ทุกครั้งที่พบคำสั่งเกี่ยวกับเด็กหรือผู้มีพลัง เขาจะคัดลอกเก็บไว้ เขาพยายามตามหาเด็กหญิงที่หนีรอดจากฐาน แต่ไม่เคยพบ เขาพยายามค้นชื่อศศิในระบบ แต่ข้อมูลทั้งหมดถูกลบ กระทั่งคืนแห่งนิมิตมาถึง และใบหน้าของธันวาปรากฏต่อคนทั้งโลก กฤตภาสจำรูปแบบพลังได้ทันที เงาสีดำซึ่งแผ่จากร่างเด็กหนุ่มเหมือนกับผลการทดลองในฐานทางเหนือ เขาจึงเริ่มตรวจสอบแฟ้มหมายเลขศูนย์ และพบว่าสถาบันอรุณเกี่ยวข้องกับนิมิตตั้งแต่ต้น

พิมพ์ชนกถาม

"คุณจึงลาออกและช่วยธันวา"

กฤตภาสตอบ

"ไม่ใช่เพราะกล้าหาญ ฉันช่วยเพราะรู้ว่าหากปล่อยให้เรื่องเดิมเกิดขึ้นอีก ฉันจะไม่ต่างจากคนที่ยิงเด็กคนนั้น"

ธันวายังคงยืนอยู่ตรงหน้าเขา เงาดำรอบตัวไม่หายไป ความโกรธยังคงอยู่ และส่วนหนึ่งต้องการกระชากคอชายคนนี้ขึ้นมาถามว่าเด็กเหล่านั้นทำอะไรผิด เหตุใดคนในเครื่องแบบซึ่งควรปกป้องพวกเขาจึงทำตามคำสั่งอย่างง่ายดาย แต่เมื่อมองใบหน้ากฤตภาส ธันวาไม่เห็นคนที่กำลังขอให้ยกโทษ เขาเห็นชายคนหนึ่งซึ่งแบกศพของเด็กและลูกน้องติดตัวมาหลายปี

ธันวาถาม

"ทำไมเพิ่งบอก"

"เพราะฉันกลัว"

"กลัวผมฆ่าคุณหรือ"

"กลัวนายไม่เชื่อใจอีก"

ธันวาหัวเราะอย่างเจ็บปวด

"แล้วคุณคิดว่าปิดไว้จะทำให้ผมเชื่อหรือ"

"ไม่"

"คุณรู้เรื่องสถาบันมากแค่ไหน"

"น้อยกว่าที่ควรรู้ แต่ก็มากกว่าที่เคยบอก"

เมธามองกฤตภาสอย่างไม่พอใจ

"มีอะไรอีก"

"หน่วยรหัสเก้าเคยขนส่งอุปกรณ์ให้ฐานลับหลายแห่ง บางแห่งอาจยังเปิดอยู่ ฉันจำเส้นทางบางส่วนได้"

พิมพ์ชนกถาม

"ฐานแรกในแผนที่ คุณเคยไปหรือ"

"ไม่เคยเข้า แต่เคยคุ้มกันขบวนรถไปถึงอุโมงค์ด้านนอก"

ธันวาก้มมองแผนที่ซึ่งเมธาเปิดขึ้นบนโต๊ะในกระท่อม จุดสีแดงใต้ภูเขายังคงกะพริบอยู่ มันไม่ใช่เพียงสถานที่ซึ่งอาจมีข้อมูลของมาลี แต่ยังอาจเป็นหลุมศพของเด็กจำนวนมาก และหลักฐานการกระทำของสถาบันอรุณตลอดหลายปี

กฤตภาสพยายามลุกจากเตียง ธันวาไม่ได้ช่วย เขาปล่อยให้ชายคนนั้นยืนด้วยตัวเอง แม้ร่างจะสั่นและเลือดซึมจากแผล กฤตภาสเดินมาหยุดตรงหน้าแผนที่ ก่อนวางตราหน่วยพิเศษเก่าลงบนโต๊ะ ตราสีดำมีเลขเก้าอยู่ตรงกลาง ขอบโลหะเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน

"ตรานี้เคยเปิดประตูของสถาบันได้หลายแห่ง"

เมธาหยิบขึ้นมาตรวจ

"รหัสอาจยังใช้ได้"

"อาจใช้ได้ หรืออาจส่งสัญญาณบอกตำแหน่งเรา"

"งั้นต้องดัดแปลงก่อน"

ธันวาถาม

"คนในหน่วยของคุณที่แจ้งสถาบันคือใคร"

กฤตภาสตอบ

"ไม่รู้ ตอนนั้นทุกคนที่เหลือถูกแยกย้าย บางคนตาย บางคนหายไปจากระบบ และบางคนขึ้นเป็นผู้บัญชาการระดับสูง"

"ศูนย์ไล่ล่าระดับโลกมีคนของหน่วยเก้าไหม"

"มีความเป็นไปได้"

พิมพ์ชนกมองตราบนโต๊ะ

"ถ้าอย่างนั้นคนที่ไล่ล่าเราอาจรู้วิธีคิดของคุณ"

กฤตภาสพยักหน้า

"และรู้เส้นทางที่ฉันเคยใช้"

เมธาถอนหายใจ

"ยอดเยี่ยม เรามีทั้งรัฐบาลโลก นักล่าค่าหัว สถาบันลับ และอดีตเพื่อนร่วมหน่วยของคุณ"

กฤตภาสพูด

"เพราะแบบนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีเดินทางทั้งหมด ไม่ใช้เส้นทางทหาร ไม่เข้าจุดพักเก่า และห้ามเชื่อรหัสใดที่ฉันเคยใช้ในอดีต"

ธันวาถาม

"แล้วเราจะเชื่อคุณได้ยังไง"

คำถามนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง กฤตภาสมองธันวาโดยไม่หลบสายตา

"ฉันไม่มีคำพูดใดพิสูจน์ได้"

"คุณช่วยผมหลายครั้ง"

"นั่นไม่ได้ลบสิ่งที่เคยทำ"

"คุณเกือบตายเพื่อช่วยแม่"

"นั่นก็ไม่ได้ลบ"

"แล้วคุณต้องการอะไร"

กฤตภาสวางมือบนขอบโต๊ะ

"ไม่ต้องการการให้อภัย ฉันต้องการโอกาสพานายไปถึงความจริง และหากวันหนึ่งนายเห็นว่าฉันกำลังกลับไปเป็นคนเดิม นายมีสิทธิ์ทิ้งฉันไว้"

ธันวาจ้องชายตรงหน้าอยู่นาน ในอดีต เขาอาจตัดสินทันทีว่าคนที่เคยทำร้ายเด็กไม่มีสิทธิ์เดินร่วมทาง แต่หลังจากเห็นเอกภพทรยศเพื่อช่วยลูกสาวและยอมตายแก้ไขสิ่งที่ทำ ธันวาเริ่มเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว คนคนหนึ่งอาจเคยทำเรื่องเลวร้ายและยังเลือกเปลี่ยนแปลงได้ การยอมรับความจริงไม่ใช่การลบความผิด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรับผิดชอบ

ธันวาถอนเงากลับช้า ๆ

"ผมยังไม่ให้อภัย"

กฤตภาสพยักหน้า

"เข้าใจ"

"และผมจะไม่ลืมเด็กที่คุณเล่า"

"ไม่ควรลืม"

"แต่เรายังต้องการคุณ"

กฤตภาสมองเขา

"นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอจะไว้ใจ"

"ผมไม่ได้บอกว่าไว้ใจทั้งหมด ผมบอกว่าให้คุณเดินต่อไปกับเรา"

พิมพ์ชนกถอนหายใจเบา ๆ เมธากลับไปตรวจตราหน่วยเก้าโดยไม่พูดอะไร แต่บรรยากาศรอบกระท่อมเปลี่ยนไป ความลับซึ่งค้างอยู่ระหว่างพวกเขาถูกเปิดออกแล้ว แม้สร้างรอยร้าว แต่ก็ทำให้ทุกคนรู้ว่ากำลังเดินทางกับใคร

กฤตภาสหยิบกิ่งไม้จากพื้นและวาดเส้นทางบนดิน

"ฐานเป้าหมายมีทางเข้าหลักสามแห่ง ทางเข้าแรกคืออุโมงค์ขนส่ง มีระบบตรวจจับชีวภาพ ทางเข้าแห่งที่สองเป็นช่องระบายน้ำเก่าซึ่งอาจถล่มไปแล้ว ส่วนทางที่สามคือปล่องบริการบนหน้าผา ต้องปีนขึ้นจากหุบเขาด้านตะวันออก"

เมธาถาม

"แบบไหนมีโอกาสรอดมากที่สุด"

"ไม่มี"

"คำตอบน่าประทับใจมาก"

"แต่ปล่องบริการมีโอกาสถูกเฝ้าน้อยกว่า"

พิมพ์ชนกถาม

"ระหว่างทางมีเมืองหรือไม่"

"มีหมู่บ้านเหมืองร้างหนึ่งแห่ง เราอาจหาเสบียงและรถได้ แต่ต้องระวัง ศูนย์ไล่ล่าจะตรวจพื้นที่ดังกล่าวก่อน เพราะเป็นจุดผ่านเข้าสู่ภูเขา"

ธันวามองเส้นทางบนพื้น

"ใช้เวลาเท่าไร"

"หากเดินป่าและไม่ถูกพบ สามวัน"

"ถ้ากฤตภาสเดินไหว"

เมธาพูด

กฤตภาสตอบ

"ฉันไหว"

ธันวามองเขา

"คุณพูดคำนี้บ่อยเกินไป"

พิมพ์ชนกหลุดหัวเราะเป็นครั้งแรกนับจากวันที่เจ็ด แม้เสียงเบามาก แต่ทำให้ความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย กฤตภาสส่ายหน้าและนั่งกลับลงบนเตียง

ก่อนออกเดินทาง พวกเขาทำลายอุปกรณ์ซึ่งอาจทิ้งสัญญาณ ตัดตราหน่วยเก้าออกจากฐานข้อมูลด้วยโปรแกรมของเมธา และแบ่งเสบียงใหม่ ธันวาฝึกใช้เงาคลุมรอยเท้าแทนการทำลายสิ่งของ วิธีนี้ใช้พลังน้อยกว่าแต่ต้องอาศัยความละเอียด เขาล้มเหลวหลายครั้ง เงาบางจุดหนาเกินไปจนมองเห็นชัด บางจุดหายเร็วเกินไป แต่กฤตภาสคอยบอกให้เขาหยุดเมื่ออารมณ์เริ่มรบกวน

"อย่าคิดถึงสิ่งที่ต้องการทำลาย"

กฤตภาสกล่าว

"คิดถึงสิ่งที่ต้องการปกป้อง"

ธันวาหันไปมองเขา

"ใครสอนคุณ"

"เด็กหญิงที่หนีจากฐาน"

"คุณเจอเธออีกหรือ"

"ไม่ แต่ก่อนหนีเธอใช้พลังสร้างเงาคลุมพวกเราไว้ นางพูดประโยคนี้กับฉัน"

ธันวาลองอีกครั้ง เขานึกถึงมาลี นึกถึงข้าวฟ่าง นึกถึงเด็กบนรถบัส และนึกถึงคนที่กำลังเดินอยู่ข้างเขา เงาค่อย ๆ แผ่ออกคลุมรอยเท้าทั้งสี่คน ก่อนกลืนมันลงกับพื้นป่าอย่างแนบเนียน

กฤตภาสพยักหน้า

"จำความรู้สึกนั้นไว้"

พวกเขาออกจากกระท่อมในช่วงสาย หมอกยังหนาและอากาศเย็นจัด กฤตภาสเดินช้ากว่าคนอื่น แต่ไม่ยอมให้ใครพยุง ธันวาเดินท้ายขบวน คอยใช้เงาปิดร่องรอยเป็นระยะ ระหว่างทางไม่มีใครพูดถึงอดีตอีก ทว่าทุกคนรู้ว่าคำสารภาพยังไม่จบ มันเพิ่งเปิดประตูสู่ความจริงที่หนักกว่าเดิม

เมื่อเดินถึงสันเขา พวกเขาหยุดมองพื้นที่เบื้องหน้า แนวภูเขาสีดำทอดยาวอยู่ใต้เมฆ จุดหมายแรกของภาคใหม่ซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในนั้น ธันวารู้สึกถึงเสียงในหัวขยับอีกครั้ง

"คนข้างเจ้าเคยฆ่าเด็ก"

ธันวาตอบในใจ

"ผมรู้"

"มันอาจฆ่าเจ้า"

"ผมรู้"

"แล้วเหตุใดยังพาไปด้วย"

ธันวามองแผ่นหลังของกฤตภาส

"เพราะคนเรามีสิทธิ์เลือกว่าจะเป็นอะไรต่อจากความผิดที่เคยทำ"

เสียงนั้นเงียบลง

ก่อนเดินต่อ กฤตภาสหยุดกะทันหัน เขาหันกลับมามองธันวา พิมพ์ชนก และเมธา สีหน้าของเขาไม่เหมือนนายทหารผู้เคยออกคำสั่งในสนามรบ แต่เหมือนชายคนหนึ่งซึ่งกำลังยอมรับโทษที่หลบหนีมานาน

"ยังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูด"

ธันวาถาม

"อะไร"

กฤตภาสกำตราหน่วยเก้าในมือแน่น

"สถาบันอรุณไม่ได้ทำทุกอย่างลำพัง พวกมันขนเด็กได้เพราะหน่วยทหารเปิดทาง ปิดรายงาน และจับคนที่พยายามหนีกลับไป"

เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

"ฉันเองก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้เกิด"

ไม่มีใครตอบในทันที ลมหนาวพัดผ่านสันเขา พาเสียงของคำสารภาพลอยไปเหนือผืนป่า ธันวาไม่ได้บอกว่าให้อภัย และกฤตภาสไม่ได้ร้องขอ เขาเพียงหันกลับไปทางภูเขา แล้วเริ่มเดินนำหน้าทุกคนอีกครั้ง

จากจุดนั้น การเดินทางเพื่อเปิดเผยความจริงของสถาบันอรุณไม่ได้มีเพียงเป้าหมายช่วยมาลีหรือค้นหาต้นกำเนิดหมายเลขศูนย์อีกต่อไป

มันยังเป็นการเดินทางของนายทหารผู้ทรยศ ซึ่งต้องกลับไปเผชิญหน้ากับบาปที่ตนเคยช่วยสร้างด้วยมือของตัวเอง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผัง

    ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตู

    ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิป

    ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 119 ประตูภาชนะ

    ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 118 เกาะอรุณ

    ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคต

    ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status