LOGINตอนที่ 53 เบาะแสสุดท้าย
เสียงฝีเท้าของผู้ลี้ภัยหลายสิบคนสะท้อนก้องไปตามผนังหินของช่องเขากระจก แสงจันทร์ที่ลอดผ่านยอดผาสูงตกกระทบพื้นแร่สีขาวจนเกิดเงาซ้อนกันนับไม่ถ้วน ราวกับมีขบวนคนอีกหลายสายเดินขนานอยู่ในความมืด กฤตภาสเดินนำอยู่ด้านหน้า มือข้างหนึ่งถือปืน อีกข้างยกขึ้นบังแสงสะท้อนซึ่งทำให้มองเส้นทางได้ยาก ธันวาเดินอยู่ใกล้กัน แม้ใบหน้าจะยังซีดจากผลของแก่นอนันต์ แต่สายตากลับคอยกวาดมองยอดผาและเงาทุกเงาที่อาจซ่อนศัตรู พงศกรแบ่งผู้พิทักษ์ออกเป็นสามส่วน ส่วนหน้าคอยตรวจทาง ส่วนกลางคุ้มกันเด็กกับผู้บาดเจ็บ ส่วนท้ายรับหน้าที่ลบรอยและเฝ้าระวังการติดตาม มาลีกับพิมพ์ชนกอยู่ตรงกลางขบวน อุปกรณ์ข้อมูลสีดำถูกห่อด้วยผ้าหลายชั้นและเก็บไว้ในกระเป๋าของมาลี แต่ถึงจะปิดหน้าจอและตัดระบบสื่อสารออกทั้งหมด มันก็ยังส่งความร้อนออกมาเป็นระยะเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ
หลังจากเดินผ่านช่องเขามาเกือบสองชั่วโมง เด็กหลายคนเริ่มหมดแรง ผู้บาดเจ็บบนเปลส่งเสียงครางเบา ๆ และคนชราหลายคนหายใจไม่ทัน กฤตภาสจึงสั่งหยุดพักตรงโพรงหินกว้างซึ่งมีแนวผายื่นออกมาบังสายตาจากด้านบน แม้พื้นที่จะไม่ปลอดภัยนัก แต่หากฝืนเดินต่อ คนในขบวนอาจล้มก่อนถึงทางออก พงศกรสั่งเวรยามประจำทุกทางเข้า พิมพ์ชนกรีบตรวจอาการผู้บาดเจ็บ ขณะที่คนอื่นแบ่งน้ำหยดสุดท้ายในถุงหนังให้เด็กและผู้สูงอายุ
มาลีนั่งพิงผนังหิน เธอใช้มือกุมขมับและหลับตาแน่น อาการปวดศีรษะกลับมารุนแรงตั้งแต่เข้าสู่ช่องเขา ทุกครั้งที่แสงสะท้อนจากผาหินวาบผ่านดวงตา เธอจะเห็นภาพห้องทดลองสีขาว เก้าอี้เชื่อมประสาท และทะเลสีดำที่ไม่มีฝั่ง ภาพเหล่านั้นไม่ใช่ความทรงจำทั้งหมด แต่เป็นเศษเสี้ยวซึ่งถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสมอง หลังจากเชื่อมต่อกับแกนกลางใต้เมืองไร้ธง ความทรงจำที่เคยถูกทำลายเริ่มกลับมาเป็นระยะ ทว่ามันไม่ได้เรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ บางครั้งเธอจำชื่อคนที่ตายไปแล้วได้ แต่ลืมเหตุผลที่ตนเองเคยเชื่อใจเขา บางครั้งเธอเห็นสถานที่ที่ไม่เคยไป แต่กลับรู้ทุกทางเดินราวกับเคยอาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายปี
พิมพ์ชนกเดินเข้ามานั่งข้างเธอ
"เจ็บอีกแล้วหรือ"
มาลีพยักหน้า
"ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม"
"อย่างไร"
"ข้าได้ยินเสียงคลื่น"
พิมพ์ชนกหันมองรอบตัว ช่องเขาเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของผู้ลี้ภัยและเสียงลมพัดผ่านยอดผา ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีฝน และไม่มีทะเลอยู่ใกล้หลายร้อยกิโลเมตร
"ที่นี่ไม่มีน้ำ"
"ข้ารู้"
มาลีลืมตาขึ้นช้า ๆ
"แต่เสียงนั้นอยู่ในหัวของข้า"
กฤตภาสซึ่งเพิ่งเดินกลับจากแนวหน้าได้ยินคำพูดนั้น เขาจึงเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ
"เกี่ยวกับข้อมูลที่เจ้าซ่อนไว้ในความทรงจำหรือไม่"
มาลีไม่ตอบในทันที เธอล้วงอุปกรณ์สีดำออกมาวางบนพื้น ผิวของมันเย็นลงแล้ว แต่สัญลักษณ์รูปดวงตายังปรากฏจาง ๆ ตรงกลาง เธอใช้นิ้วแตะสัญลักษณ์ หน้าจอเล็กสว่างขึ้นด้วยตัวอักษรจำนวนมากที่เคลื่อนไหวรวดเร็วจนอ่านไม่ทัน
ธันวาเดินเข้ามา
"มันเปิดเองได้อย่างไร"
"มันตอบสนองต่อคลื่นสมองของข้า"
มาลีตอบ
"แกนกลางใต้เมืองไร้ธงปลดผนึกข้อมูลบางส่วน แต่ยังมีชั้นสุดท้ายที่ต้องใช้ความทรงจำของข้าเป็นกุญแจ"
กฤตภาสมองหน้าจอ
"เปิดได้หรือไม่"
"ข้าไม่แน่ใจ"
พิมพ์ชนกจับมือมาลีไว้
"ถ้าอันตรายเกินไป อย่าฝืน"
มาลีส่ายหน้า
"เราไม่มีเวลาหาเบาะแสอื่นแล้ว รัฐบาลรู้ตำแหน่งของเรา องค์กรลับกำลังตามมา และคนเหล่านี้ไม่มีที่ไป หากข้อมูลนี้บอกว่าเราควรไปที่ใด เราต้องรู้เดี๋ยวนี้"
เธอวางฝ่ามือลงบนอุปกรณ์ สัญลักษณ์รูปดวงตาสว่างขึ้นทันที เส้นแสงสีฟ้าไหลจากหน้าจอขึ้นมาตามแขนของเธอ ก่อนจะแผ่ไปถึงลำคอ มาลีสะดุ้ง ร่างกายเกร็งและล้มลงกับพื้น พิมพ์ชนกรีบประคองศีรษะไม่ให้กระแทกหิน กฤตภาสยกอุปกรณ์ขึ้นพยายามดึงออก แต่ธันวาคว้าแขนเขาไว้
"อย่าเพิ่งแตะ"
กฤตภาสหันมอง
"นางกำลังเจ็บ"
"ถ้าตัดการเชื่อมต่อกลางคัน ความทรงจำอาจเสียหายอีก"
ธันวาพูดโดยมองเส้นแสงบนอุปกรณ์
"ข้าเคยเห็นระบบแบบนี้ในฐานทดลอง"
มาลีหลับตาแน่น ลมหายใจถี่และหยาดเหงื่อไหลเต็มใบหน้า ภายในจิตใจของเธอ โลกภายนอกหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงทางเดินสีขาวทอดยาวไปสุดสายตา ประตูหลายร้อยบานเรียงอยู่สองข้าง แต่ละบานมีชื่อของโครงการ ชื่อผู้ทดลอง และตัวเลขซึ่งเธอไม่อยากจดจำ เสียงคลื่นดังชัดขึ้นทุกก้าว บางครั้งมีเสียงร้องของผู้คนแทรกอยู่ในจังหวะน้ำกระทบฝั่ง มาลีเดินผ่านประตูเหล่านั้นจนถึงบานสุดท้าย บานประตูทำจากโลหะสีดำและมีคำเพียงสองคำสลักอยู่ตรงกลาง
เกาะอรุณ
ทันทีที่เธอแตะประตู ภาพจำนวนมหาศาลก็ถาโถมเข้ามา เธอเห็นเกาะขนาดใหญ่กลางทะเลตะวันออก หน้าผาสีดำล้อมรอบทุกด้าน มีเพียงท่าเรือซ่อนอยู่ใต้ถ้ำ ระบบป้องกันทางอากาศฝังอยู่บนยอดเขา อาคารวิจัยถูกสร้างลึกลงไปใต้ดินมากกว่าสิบชั้น มีห้องทดลองนับร้อย ห้องกักกันผู้มีพลัง ศูนย์ฝึกนักสังหาร และแกนกลางสำรองของโครงการปฐมกาล เธอเห็นคนสวมหน้ากากขาวเดินตามทางเดินอย่างเป็นระเบียบ เห็นเรือไร้เครื่องหมายเข้ามาเทียบท่าในเวลากลางคืน และเห็นห้องประชุมซึ่งมีบุคคลสิบสองคนนั่งล้อมโต๊ะยาว ใบหน้าของพวกเขาถูกเงามืดปิดบัง แต่หนึ่งในนั้นหันมามองเธอโดยตรง ราวกับรู้ว่ามาลีกำลังย้อนมองผ่านความทรงจำ
เสียงหนึ่งดังขึ้น
"ผู้สร้างกลับมาแล้ว"
มาลีสะดุ้งลืมตา ร่างกายกระตุกอย่างรุนแรงก่อนเส้นแสงทั้งหมดจะหายไป หน้าจอของอุปกรณ์เปลี่ยนเป็นแผนที่ทะเล มีจุดสีแดงกะพริบอยู่กลางพื้นที่ว่างซึ่งไม่มีชื่อบนแผนที่ทั่วไป พิมพ์ชนกช่วยพยุงเธอขึ้นนั่ง
"เจ้าเห็นอะไร"
มาลีหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยเสียงแหบ
"เกาะอรุณ"
กฤตภาสมองจุดสีแดง
"มันคืออะไร"
มาลีกลืนน้ำลาย ความกลัวชัดเจนในแววตา
"ฐานใหญ่ที่สุดขององค์กร"
ธันวาขมวดคิ้ว
"ฐานที่เราหนีออกมาไม่ใช่ศูนย์กลางหรือ"
"ไม่ใช่"
มาลีตอบ
"สถานที่นั้นเป็นเพียงศูนย์ทดลองภาคพื้นทวีป เกาะอรุณคือสำนักงานใหญ่ เป็นที่เก็บต้นแบบของโครงการปฐมกาลและเป็นที่อยู่ของผู้ก่อตั้งที่เหลือ"
พิมพ์ชนกมองแผนที่
"ทำไมชื่ออรุณ ทั้งที่พวกมันทำงานในความมืด"
มาลีหลับตาลงชั่วครู่
"เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองกำลังสร้างรุ่งอรุณใหม่ให้มนุษยชาติ โลกที่ไม่มีสงคราม ไม่มีการต่อต้าน และไม่มีความคิดซึ่งหลุดจากระบบควบคุม"
กฤตภาสกำหมัด
"โลกแบบนั้นไม่ใช่รุ่งอรุณ"
"สำหรับพวกเขา อิสรภาพคือสาเหตุของความวุ่นวาย"
มาลีพูด
"พวกเขาต้องการเชื่อมจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคนเข้ากับเครือข่ายเดียว จากนั้นเลือกสิ่งที่ทุกคนควรเห็น ควรรู้สึก และควรเชื่อ"
ธันวานึกถึงนิมิตที่ถูกส่งให้คนทั้งโลก เขาจึงถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แล้วภาพอนาคตที่ทุกคนเห็น ถูกส่งมาจากเกาะนี้หรือ"
มาลีมองจุดสีแดงบนหน้าจอ
"มีความเป็นไปได้สูง แกนกลางสำรองบนเกาะอรุณมีพลังมากพอจะกระจายสัญญาณข้ามทวีป หากเชื่อมต่อกับดาวเทียมและโครงข่ายประสาทที่ฝังอยู่ในระบบสื่อสารของรัฐบาล"
กฤตภาสเงียบไป เขามองแผนที่ซึ่งแสดงระยะทางหลายพันกิโลเมตรระหว่างตำแหน่งปัจจุบันกับทะเลตะวันออก พวกเขามีผู้ลี้ภัยเกือบร้อยคน เสบียงแทบหมด ไม่มีพาหนะ ไม่มีเงิน และกำลังถูกไล่ล่าจากหลายฝ่าย การเดินทางไปยังเกาะที่มีระบบป้องกันแน่นหนาที่สุดขององค์กรดูไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่ปากสัตว์ร้าย
"ข้อมูลบอกทางเข้าไว้หรือไม่"
เขาถาม
มาลีแตะหน้าจอ แผนที่ขยายขึ้นและแสดงเส้นทางสามสาย สายแรกเป็นเส้นทางเรือขององค์กร สายที่สองเป็นเส้นทางส่งเสบียงจากเมืองท่าชื่อหาดเงา ส่วนสายสุดท้ายเป็นเส้นทางใต้ทะเลที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยรหัสเก่า
"มีอุโมงค์ขนส่งใต้ทะเล"
มาลีกล่าว
อาคมซึ่งนั่งฟังอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาใกล้
"อุโมงค์ยาวขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้"
"มันไม่ได้สร้างเพื่อรถทั่วไป"
มาลีตอบ
"เป็นท่อเคลื่อนย้ายแม่เหล็ก ใช้ส่งตัวอย่าง พลังงาน และบุคลากรระดับสูง ทางเข้าอยู่ใต้โรงไฟฟ้าร้างนอกเมืองหาดเงา"
ธันวาจ้องเส้นทางบนแผนที่
"ยังใช้งานได้หรือ"
"ข้อมูลล่าสุดเมื่อห้าปีก่อนบอกว่ายังเปิดอยู่ แต่หลังจากข้าถูกจับ พวกเขาอาจเปลี่ยนระบบทั้งหมด"
พิมพ์ชนกถาม
"แล้วทำไมข้อมูลส่วนนี้ถึงถูกซ่อนในความทรงจำของเจ้า"
มาลีนิ่งไปนาน ก่อนตอบ
"เพราะข้าเป็นคนสร้างเส้นทางนั้น"
คำตอบทำให้ทุกคนเงียบ มาลีมองมือของตนเองราวกับเห็นเลือดที่ล้างไม่ออก
"ในตอนแรกเราเชื่อว่าเกาะอรุณจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับงานวิจัยทางการแพทย์ เราต้องการพื้นที่ห่างไกลจากการแทรกแซงของรัฐบาล แต่เมื่อโครงการเปลี่ยนไป อุโมงค์นั้นกลายเป็นเส้นทางขนส่งผู้ทดลอง ข้าเคยเห็นคนถูกส่งผ่านไปหลายร้อยคน และส่วนใหญ่ไม่เคยกลับออกมา"
พิมพ์ชนกบีบมือเธอเบา ๆ
"เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่สร้างสิ่งนั้น"
"แต่ข้าเป็นคนออกแบบมัน"
มาลีตอบ
"ข้ารู้ทุกจุดตรวจ ทุกห้องกักกัน และทุกช่องทางฉุกเฉิน ข้าไม่อาจปฏิเสธว่ามือของข้ามีส่วนในสิ่งที่เกิดขึ้น"
กฤตภาสมองเธออย่างจริงจัง
"ถ้าเจ้ายังจำเส้นทางได้ นั่นหมายความว่าเรามีโอกาสเข้าไป"
ธันวาหันมองเขาทันที
"เจ้าคิดจะไปจริงหรือ"
"หากเกาะอรุณคือสถานที่ส่งนิมิตและควบคุมเครือข่าย เราต้องหยุดมัน"
"ด้วยคนบาดเจ็บและผู้ลี้ภัยเกือบร้อยคนหรือ"
"ไม่"
กฤตภาสตอบ
"เราต้องหาที่ปลอดภัยให้พวกเขาก่อน"
พงศกรซึ่งเพิ่งกลับจากตรวจเวรได้ยินประโยคนั้น เขาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ไม่มีที่ปลอดภัย"
กฤตภาสหันมอง
"ต้องมีสักแห่ง"
"เมืองไร้ธงเคยเป็นสถานที่นั้น"
พงศกรกล่าว
"ชุมชนหินแดงก็เคยคิดแบบเดียวกัน รัฐบาลตามล่าเราเพราะเรารู้มากเกินไป และตอนนี้คนขององค์กรคงรู้แล้วว่าผู้รอดชีวิตอยู่กับพวกเจ้า หากเราแยกกัน กลุ่มที่อ่อนแอจะถูกจับก่อน"
พิมพ์ชนกมองขบวนผู้ลี้ภัยซึ่งกำลังพักอยู่ในความมืด หลายคนแอบฟังการสนทนา เด็กบางคนนอนหลับโดยไม่รู้ว่าผู้ใหญ่กำลังตัดสินอนาคตของพวกเขา
"แล้วจะให้ทุกคนเดินไปถึงทะเลหรือ"
พงศกรตอบ
"หากปลายทางคือที่เดียวที่อาจหยุดการไล่ล่าได้ ก็อาจต้องทำ"
ธันวาส่ายหน้า
"การพาคนเหล่านี้ไปใกล้ฐานศัตรูเท่ากับส่งพวกเขาไปตาย"
หญิงวัยกลางคนจากชุมชนหินแดงซึ่งยืนอยู่ข้างผู้บาดเจ็บเดินเข้ามา เธอได้ยินคำพูดทั้งหมด
"พวกเรากำลังจะตายอยู่แล้ว"
ทุกคนหันมองเธอ
"รัฐบาลเผาบ้านเราเพราะคิดว่าเราช่วยคนของเมืองไร้ธง"
หญิงคนนั้นกล่าว
"ต่อให้แยกไปทางอื่น พวกมันก็ยังตามหา พวกเราไม่ใช่ทหาร แต่ก็ไม่อยากหนีไปตลอดชีวิตโดยไม่รู้ว่าทำไมต้องถูกล่า"
ชายชราคนหนึ่งจากเมืองไร้ธงลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
"หากที่เกาะนั้นมีหลักฐานว่ารัฐบาลกับองค์กรทำอะไรกับเรา ข้าจะไป"
พงศกรพยายามห้าม
"พวกท่านยังไม่รู้ว่าเกาะนั้นอันตรายเพียงใด"
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
"ข้าเห็นเมืองของตัวเองถูกฝังทั้งเมืองแล้ว ยังมีอะไรให้กลัวอีก"
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นรอบโพรงหิน ผู้รอดชีวิตหลายคนลุกมาฟัง บางคนกลัว บางคนโกรธ และบางคนเพียงต้องการที่หมายซึ่งมีความหมายมากกว่าการเดินหนีจากวันหนึ่งไปสู่อีกวันหนึ่ง กฤตภาสเห็นความรู้สึกเหล่านั้นทั้งหมด เขาไม่ต้องการใช้คนเหล่านี้เป็นกองกำลัง ไม่ต้องการเปลี่ยนผู้ลี้ภัยให้เป็นทหาร แต่เขาก็รู้ว่าการตัดสินใจแทนพวกเขาเหมือนเด็กอ่อนเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม
"เรายังไม่ตัดสินใจคืนนี้"
กฤตภาสพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน
"ก่อนอื่นต้องออกจากช่องเขาและช่วยผู้บาดเจ็บให้ถึงคลินิกร้าง หลังจากนั้นเราจะหาข้อมูลเส้นทางไปเมืองหาดเงา ใครไม่ต้องการไปเกาะอรุณ เราจะหาทางแยกออกอย่างปลอดภัย"
หญิงจากชุมชนหินแดงถาม
"แล้วเจ้าเล่า"
กฤตภาสมองจุดสีแดงบนหน้าจอของมาลี
"ข้าจะไป"
ธันวาถอนหายใจยาว
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้"
พิมพ์ชนกมองเขา
"แล้วนายจะไปหรือไม่"
ธันวายกมือแตะหน้าอกตรงแก่นอนันต์ สีหน้าของเขามีทั้งความกลัวและความตั้งใจ
"ถ้าเกาะนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับแก่นของข้า ข้าต้องไป"
มาลีเงยหน้าขึ้น
"ที่นั่นมีแฟ้มต้นฉบับของโครงการทดลองแก่นอนันต์"
ธันวาชะงัก
"เจ้าจำได้แล้วหรือ"
"เพียงบางส่วน"
มาลีตอบ
"ผู้ทดลองหมายเลขศูนย์เจ็ดไม่ใช่ผู้รอดชีวิตคนเดียว"
สีหน้าของธันวาเปลี่ยนทันที
"มีคนอื่นอีกหรือ"
"ในข้อมูลระบุว่ามีผู้ทดลองขั้นสมบูรณ์อย่างน้อยหนึ่งคน"
กฤตภาสถาม
"ใคร"
มาลีแตะหน้าจออีกครั้ง แฟ้มหนึ่งปรากฏขึ้น แต่ชื่อถูกลบ เหลือเพียงภาพเงาของชายคนหนึ่งยืนอยู่ในห้องกระจก รอบตัวมีร่างผู้มีพลังหลายคนล้มลงกับพื้น ข้อความใต้ภาพเขียนว่า ผู้ครอบครองแก่นอนันต์ขั้นสมบูรณ์ ปัจจุบันประจำการ ณ เกาะอรุณ
ธันวาจ้องภาพนั้นโดยไม่กะพริบ
"เขาใช้ขั้นดูดกลืนได้หรือ"
มาลีพยักหน้า
"อาจมากกว่านั้น"
ธันวากำมือแน่น เสียงกระซิบในหัวดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาพชายปริศนา มันไม่ได้แสดงความกลัว แต่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย ราวกับแก่นอนันต์ในตัวเขารู้จักอีกฝ่ายและต้องการเผชิญหน้า
ก่อนใครจะพูดต่อ เสียงหวีดเบาดังมาจากทางเข้าช่องเขา ผู้เฝ้าระวังบนแนวหินรีบส่งสัญญาณเตือน จุดแสงสีขาวหลายจุดปรากฏที่ปลายทางด้านหลัง เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ ไม่ใช่โดรนเพียงลำเดียว แต่เป็นฝูงเครื่องติดตามขนาดเล็กซึ่งบินต่ำเพื่อหลบหน้าผา
พงศกรตะโกนทันที
"ทุกคนลุกขึ้น ศัตรูตามมาแล้ว"
ผู้ลี้ภัยรีบเก็บของ เด็กถูกปลุกจากการหลับ ผู้บาดเจ็บถูกยกขึ้นบนเปล กฤตภาสคว้าอุปกรณ์จากมาลีและปิดหน้าจอ แต่ก่อนแสงจะดับ เขาเห็นข้อความใหม่ปรากฏขึ้นตรงมุมล่าง เป็นข้อความที่ไม่เคยอยู่ในแฟ้มก่อนหน้านี้
ยืนยันการเปิดผนึกเบาะแสสุดท้าย
ผู้สร้างกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน
ตำแหน่งถูกส่งไปยังเกาะอรุณแล้ว
กฤตภาสมองมาลี
"มันส่งข้อมูลออกไป"
มาลีหน้าซีด
"พวกเขารู้แล้วว่าเราพบเกาะ"
ธันวายกปืนขึ้นขณะเสียงโดรนใกล้เข้ามา
"อย่างน้อยตอนนี้เราไม่ต้องสงสัยว่าควรไปทางไหน"
กฤตภาสเก็บอุปกรณ์ลงในกระเป๋า ก่อนหันไปทางช่องเขาเบื้องหน้า ทางออกยังอยู่ห่างออกไปมาก และศัตรูกำลังปิดระยะจากด้านหลัง แต่ครั้งนี้การหลบหนีของพวกเขาไม่ใช่การวิ่งอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป จุดสีแดงกลางทะเลกลายเป็นทั้งคำตอบและคำท้าทาย เกาะอรุณอาจเป็นสถานที่ซึ่งเก็บความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับนิมิต โครงการปฐมกาล แก่นอนันต์ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำลายชีวิตของพวกเขา
"เคลื่อนขบวน"
กฤตภาสตะโกน
เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ลี้ภัยทั้งหมดเริ่มวิ่งลึกเข้าไปในช่องเขากระจก ขณะที่แสงจากโดรนไล่ตามอยู่เบื้องหลัง เงาของทุกคนสะท้อนบนผนังหินนับร้อยเงา ราวกับกองทัพผู้ไร้บ้านกำลังมุ่งหน้าไปสู่สงครามที่ยังไม่เริ่ม
เหนือทะเลตะวันออกซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เกาะอรุณยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ม่านพายุ ระบบป้องกันบนยอดเขาเริ่มทำงานหลังได้รับสัญญาณจากอุปกรณ์ ห้องควบคุมใต้ดินสว่างขึ้นทีละชั้น ประตูห้องกักกันหลายบานถูกปลดล็อก และชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางห้องมืดก็ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเขาดำสนิทเหมือนธันวาในตอนใช้ขั้นดูดกลืน
เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากขาวคุกเข่าลงเบื้องหน้า
"ผู้สร้างพบเส้นทางกลับมาแล้ว"
ชายคนนั้นยิ้มบาง
"แล้วผู้ครอบครองแก่นหมายเลขศูนย์เจ็ดเล่า"
"เขาอยู่กับนาง"
รอยยิ้มของชายปริศนากว้างขึ้น
"ดีมาก"
เขาลุกจากเก้าอี้ เส้นสีดำจำนวนมากเคลื่อนไหวใต้ผิวหนังทั่วร่าง
"เตรียมเกาะให้พร้อม ข้าอยากรู้ว่าธันวาจะดูดกลืนข้า หรือข้าจะเป็นคนกลืนเขาก่อน"
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







