ログインตอนที่ 67 ราคาของหนึ่งชีวิต
เสียงฝนเทียมจากระบบควบคุมความชื้นดังอยู่เหนือหลังคานครไร้ธง มันเป็นเพียงเสียงจำลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนใต้ดินยังรู้สึกว่าตนเองมีท้องฟ้า แต่วันนี้เสียงหยดน้ำกลับไม่สามารถทำให้ใครสงบลงได้ ทุกคนรู้ว่าภายนอกภูเขากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนตัวเข้ามา และทุกคนรู้ว่าชื่อของคนหนึ่งคนถูกวางไว้ตรงกลางของชะตากรรมเมืองทั้งเมือง
ธันวา
ห้องประชุมใหญ่ของสภาเมืองเต็มไปด้วยผู้คนมากกว่าปกติ ตัวแทนจากทุกเขตพักอาศัยเข้าร่วม ทั้งฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายพลังงาน ฝ่ายแพทย์ และตัวแทนของผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในนครไร้ธง เสียงพูดคุยดังต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุม ไม่มีใครมีสีหน้าผ่อนคลายเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว
เมื่อวานพวกเขาเพิ่งเรียกธันวาว่าผู้ช่วยชีวิต
วันนี้พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะส่งเขาออกไปตายหรือไม่
ดารินทร์นั่งอยู่หัวโต๊ะ เธอไม่ได้สวมชุดพิพากษาเหมือนในอดีต ไม่มีเครื่องหมายตำแหน่ง ไม่มีสิ่งใดแสดงว่าเธอเป็นผู้นำ นอกจากสายตาที่ทุกคนจับจ้อง
ธันวานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาไม่ได้ถูกมัด ไม่ได้ถูกควบคุม แต่เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ยืนอยู่รอบห้องเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง เขาเข้าใจดีว่าการมีอยู่ของเขาทำให้คนในห้องนี้แบ่งเป็นสองฝ่าย แม้ไม่มีใครพูดตรง ๆ แต่ทุกสายตากำลังถามคำถามเดียวกัน
หนึ่งชีวิตของเขามีค่ามากกว่าชีวิตของคนทั้งเมืองหรือไม่
สมาชิกสภาคนหนึ่งลุกขึ้นก่อน
"ข้าขอพูดตามความจริง"
ชายคนนั้นเป็นหัวหน้าเขตพักอาศัยชั้นสอง เขาเคยเป็นหนึ่งในคนที่ขอบคุณธันวาหลังระบบอากาศกลับมา แต่วันนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"พวกเรามีประชาชนมากกว่าสองหมื่นคนในเมืองนี้"
เขากล่าว
"เด็ก ผู้สูงอายุ คนป่วย คนที่ไม่มีพลัง พวกเขาไม่ได้เลือกให้ราชันอสูรมาอยู่ที่นี่"
ห้องประชุมเงียบลง
"ถ้าการส่งตัวคนหนึ่งคนสามารถหยุดการโจมตีและช่วยชีวิตคนสองหมื่นคนได้ ข้าถามว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเราหรือ"
เสียงสนับสนุนดังขึ้นทันทีจากหลายมุม
"ถูกต้อง"
"เราไม่สามารถเอาความเชื่อมั่นของคนกลุ่มหนึ่งมาเสี่ยงกับชีวิตทั้งหมด"
"เมืองนี้ถูกสร้างเพื่อปกป้องผู้คน ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนคนเดียว"
ธันวานั่งฟังโดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้โกรธ เขาไม่ได้แปลกใจ เพราะลึกลงไปเขาเข้าใจความคิดนั้นดี เขาเคยคิดแบบเดียวกันหลายครั้ง หากการตายของเขาช่วยหยุดหายนะได้จริง เขาก็พร้อมยอมรับ
แต่ปัญหาคือเขาไม่แน่ใจว่าการตายของเขาจะช่วยอะไรได้จริงหรือไม่
อีกฝ่ายลุกขึ้น เป็นตัวแทนจากเขตผู้ลี้ภัย ผู้หญิงวัยกลางคนที่เคยเสียครอบครัวในช่วงรอยแยก เธอเป็นหนึ่งในคนที่เคยถูกโลกภายนอกทอดทิ้งก่อนเข้ามาอยู่เมืองไร้ธง
"ข้าเข้าใจความกลัวของทุกคน"
เธอพูด
"ข้าเองก็กลัว"
เธอมองไปยังธันวา
"ข้าเคยเห็นภาพนิมิตเหมือนทุกคน ข้าเคยคิดว่าถ้ามีโอกาสฆ่าเขาก่อนที่เขาจะกลายเป็นราชันอสูร โลกอาจรอด"
เธอหยุดเล็กน้อย
"แต่ข้าก็เห็นเขาแบกผลึกกลับมา"
ห้องประชุมเงียบ
"ข้าเห็นเขายืนรับการโจมตีแทนเด็กคนหนึ่ง"
สายตาหลายคู่หันไปทางต้นกล้าที่นั่งอยู่ด้านหลังห้อง เด็กชายกำมือแน่นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
"ข้าเห็นเขาช่วยคนที่เกลียดเขา"
หญิงคนนั้นกล่าวต่อ
"ถ้าเราส่งเขาออกไปเพียงเพราะโลกบอกว่าเขาจะเป็นปีศาจ เราต่างจากคนที่เคยไล่ล่าพวกเราหรือ"
สมาชิกอีกคนแย้ง
"แต่นี่ไม่ใช่เรื่องอดีต"
"ไม่"
เธอตอบ
"แต่มันคือหลักการเดียวกัน"
เสียงถกเถียงดังขึ้นอีกครั้ง
ฝ่ายหนึ่งมองว่าธันวาคือความเสี่ยง
อีกฝ่ายมองว่าการส่งเขาไปคือการยอมแพ้ต่อความกลัว
กฤตภาสยืนอยู่ด้านหลังธันวา เขาไม่ได้เข้าร่วมการอภิปราย เพราะดารินทร์สั่งให้เขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่จากสีหน้าเห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจกับทุกคำพูดที่เรียกร้องให้ส่งธันวา
ขุนเขากับเมษานั่งอยู่ฝั่งเดียวกัน แม้ทั้งสองไม่ได้พูด แต่การเลือกที่นั่งก็บอกชัดเจนแล้ว
ภาคย์เข้าร่วมผ่านภาพสื่อสารจากห้องเครื่อง เขายังต้องดูแลระบบอากาศ แต่ดวงตาไม่ละจากการประชุม
หลังการถกเถียงยาวนานกว่าสองชั่วโมง ดารินทร์ยกมือขึ้น
"พอ"
ทุกคนเงียบ
เธอมองเอกสารตรงหน้า ซึ่งเป็นรายงานกำลังทหารภายนอก จำนวนอาวุธ ตำแหน่งปิดล้อม และข้อมูลการเคลื่อนพล
"เรายังไม่รู้ว่าการส่งตัวธันวาจะหยุดการโจมตีจริงหรือไม่"
เธอกล่าว
"แต่เรารู้ว่าพวกเขากำหนดเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว"
ดารินทร์มองทุกคน
"ส่งเขา"
ชายจากฝ่ายแรกตอบ
"นั่นคือเหตุผลที่เราต้องทำ"
ดารินทร์ส่ายหน้า
"ไม่"
ทุกคนหันมอง
"นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เราคิด"
เธอเปิดข้อมูลบนจอ
"ดูเส้นทางกองกำลัง พวกเขาเริ่มล้อมเมืองก่อนประกาศเส้นตาย พวกเขาเตรียมภาพปลอมก่อนรู้ว่าเราจะตอบอย่างไร และพวกเขาส่งสัญญาณเข้ามาในเมืองเพื่อสร้างความแตกแยก"
ภาพแผนที่แสดงวงล้อมรอบภูเขา
"นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการรับตัว"
ดารินทร์กล่าว
"นี่คือปฏิบัติการบังคับให้เราทำลายตัวเอง"
ความเงียบเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่ใครจะตอบ เสียงของธันวาก็ดังขึ้น
"ข้าจะออกไปเอง"
ทุกคนหันมอง
กฤตภาสก้าวเข้ามาทันที
"ไม่"
ธันวายังคงนั่งนิ่ง
"ถ้าข้าอยู่ต่อ เมืองจะแตก"
"เจ้ากำลังพูดเหมือนพวกมัน"
กฤตภาสตอบ
ธันวาหันมองเขา
"ข้าพูดจากสิ่งที่เห็น"
เขามองผู้คนในห้อง
"เมื่อวานพวกเขามองข้าเป็นคนช่วยชีวิต วันนี้บางคนมองข้าเป็นเหตุผลที่ลูกหลานพวกเขาอาจตาย"
ไม่มีใครโต้แย้ง
"ข้าไม่โทษพวกเขา"
ธันวาพูด
"ถ้าข้าเป็นพวกเขา ข้าอาจคิดเหมือนกัน"
ต้นกล้าที่นั่งด้านหลังเงยหน้าขึ้น
"แต่เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด"
ธันวาหันไปมองเด็กชาย
"ข้ายังไม่รู้"
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบ
"ข้ามีพลังที่สามารถทำลายเมืองได้"
ธันวากล่าว
"ข้ามีสิ่งในตัวที่แม้แต่ข้าก็ไม่เข้าใจ และทุกครั้งที่ข้าใช้มัน ข้าก็เข้าใกล้สิ่งที่ทุกคนกลัวมากขึ้น"
มาลีที่ยืนอยู่ข้างจอข้อมูลมองเขา
"แต่เจ้าก็ยังเลือกควบคุมมัน"
ธันวายิ้มบาง
"วันนี้"
คำเดียวทำให้ทุกคนเงียบ
เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันวันพรุ่งนี้ได้
ธันวาลุกขึ้น
"หากการออกไปของข้าทำให้เด็กเหล่านี้ปลอดภัย ทำให้คนในเมืองนอนหลับได้ และหยุดสงครามก่อนเริ่ม ข้าควรทำ"
กฤตภาสเดินเข้ามา
"แล้วถ้ามันไม่หยุด"
ธันวาไม่ตอบ
เพราะเขารู้คำตอบ
ถ้าโลกต้องการเพียงเขาจริง ทุกอย่างอาจจบลง
แต่ถ้าโลกต้องการข้ออ้าง
การเสียสละของเขาจะไม่มีความหมาย
ดารินทร์มองธันวานาน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายแน่ใจหรือว่าโลกต้องการเพียงตัวนาย ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำลายพวกเราทั้งหมด"
ห้องประชุมเงียบสนิท
คำถามนั้นไม่ได้ถามว่าเขากลัวตายหรือไม่
แต่ถามว่าเขาเข้าใจศัตรูหรือไม่
ธันวาไม่ตอบทันที
เขามองภาพตัวเองบนหน้าจอข่าว มองคำว่าราชันอสูรที่ถูกเขียนทับบนชื่อของเขา มองภาพปลอมของเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนทั้งโลกเกลียด
จากนั้นเขาหลับตา
"ข้าไม่รู้"
เขาตอบตามจริง
"แต่ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่เคยต้องการเจรจากับข้า"
ดารินทร์พยักหน้าเล็กน้อย
"พูดต่อ"
"ถ้าพวกเขาต้องการแค่ข้า พวกเขาจะส่งคนมารับตัว"
ธันวากล่าว
"แต่พวกเขาสร้างภาพว่าที่นี่เป็นรังสัตว์ประหลาด พวกเขาทำให้คนทั้งโลกเกลียดเมืองนี้ก่อนจะยิงกระสุนแรก"
กฤตภาสมองเขา
"ดังนั้น"
ธันวาหันกลับไปมองแผนที่
"ข้าคิดว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ข้า"
เขาชี้ไปยังเมือง
"พวกเขาต้องการสิ่งที่อยู่ที่นี่"
ทุกคนเงียบลง
มาลีเดินไปเปิดข้อมูลจากฐานทดลอง
"ชิ้นส่วนแก่นอนันต์"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนทันที
ดารินทร์ถาม
"เจ้าคิดว่าสถาบันอรุณอยู่เบื้องหลัง"
"ยังไม่มีหลักฐาน"
มาลีตอบ
"แต่มีความเป็นไปได้สูง"
ธันวานึกถึงศูนย์หก
ผู้ไร้ชื่อทั้งหมด
ประตูที่รอเขา
ชิ้นส่วนที่ถูกซ่อน
บางสิ่งในเมืองนี้ไม่ได้มีค่าเพียงเพราะเป็นที่หลบภัย มันอาจเป็นสิ่งที่โลกภายนอกต้องการมากที่สุด
กฤตภาสพูดช้า ๆ
"ถ้าส่งเจ้าไป พวกเขาอาจเข้ามาเอาสิ่งที่เหลืออยู่"
ดารินทร์พยักหน้า
"และถ้าไม่ส่ง พวกเขาก็ใช้เหตุผลเรื่องราชันอสูรเป็นข้ออ้างบุก"
ทุกคนเข้าใจทันที
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เกมนี้ถูกวางไว้แล้ว
ธันวานั่งลงอีกครั้ง
"เช่นนั้นข้าจะไม่ออกไป"
หลายคนหันมอง
"แต่ข้าก็ไม่ต้องการให้คนในเมืองตายเพราะข้า"
เขากล่าว
"ถ้าจะมีสงคราม ข้าจะเป็นคนยืนอยู่ด้านหน้า"
ขุนเขายิ้มบาง
"นั่นฟังดูเหมือนเจ้าจริงกว่าเมื่อครู่"
ธันวาหันไปมอง
"หมายความว่าอย่างไร"
"เมื่อครู่เจ้าพูดเหมือนคนยอมแพ้"
ขุนเขาตอบ
"ตอนนี้เจ้าพูดเหมือนคนเลือกสู้"
เมษาพยักหน้า
"ราชันอสูรในนิมิตอาจยืนอยู่เหนือซากโลก"
เธอกล่าว
"แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือธันวา"
ต้นกล้ามองเขาแล้วพูดเบา ๆ
"ถ้าเจ้าจะเป็นปีศาจจริง"
ทุกคนหันไปมองเด็กชาย
เขากลืนน้ำลาย
"ข้าจะเป็นคนเห็นเอง"
ธันวาเงียบไป ก่อนยิ้มเล็กน้อย
"ตกลง"
ดารินทร์มองทุกคนในห้อง
"เช่นนั้นเรามีเวลาน้อยกว่าสามวัน"
เธอเปิดแผนที่เมือง
"เราต้องเตรียมรับมือ"
เสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้งก่อนการประชุมจบ
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองวิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
"ท่านดารินทร์"
ทุกคนหันไป
"พบผู้ส่งข้อมูลออกไปแล้ว"
ห้องทั้งห้องเงียบ
"ใคร"
เจ้าหน้าที่ลังเล
"เป็นคนในเมือง"
ดารินทร์กำมือ
"ชื่อ"
เจ้าหน้าที่มองหน้าจอ
"ยังไม่ยืนยัน แต่สัญญาณมาจากเขตพักอาศัยของผู้ลี้ภัย"
สายตาหลายคู่หันไปหาธันวา
ไม่ใช่เพราะสงสัยเขา
แต่เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อความกลัวเพิ่มขึ้น คนที่ถูกโลกทอดทิ้งอาจเริ่มหันมาทำร้ายกันเอง
และในวันที่เมืองต้องเลือกระหว่างการยืนหยัดหรือยอมจำนน
ศัตรูตัวจริงอาจไม่ใช่กองทัพที่กำลังล้อมอยู่ด้านนอก
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







