Se connecterตอนที่ 9 หมอที่ยังเชื่อในมนุษย์
บ้านร้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของแม่ชัดเจน ธันวานั่งอยู่ข้างนางตลอดทั้งคืน มือหนึ่งกดผ้าสะอาดไว้ตรงบาดแผลที่แขน อีกมือคอยแตะหน้าผากเป็นระยะ ไข้ของแม่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสี ลมหายใจถี่และขาดช่วง บางครั้งนางไอจนทั้งตัวสั่น แล้วมีเลือดเล็กน้อยติดมุมปาก กฤตภาสนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ประตู หน่วยสื่อสารถูกปิดหมดแล้ว โทรศัพท์ทุกเครื่องถูกถอดแบตเตอรี่และเก็บแยกไว้ ไม่มีใครกล้าเปิดสัญญาณ เพราะกำลังทหาร ตำรวจ และนักล่าค่าหัวกำลังค้นหาพวกเขาทั่วเมือง ข่าวประกาศเตือนประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าผู้ใดให้ความช่วยเหลือธันวาจะถูกดำเนินคดีร้ายแรง ผู้ประกาศข่าวบางช่องเรียกเขาว่าผู้ก่อการร้าย บางช่องเรียกเขาว่าอาวุธมีชีวิต และบางช่องถึงกับเสนอให้ประกาศพื้นที่ใดก็ตามที่พบเขาเป็นเขตอันตรายสูงสุด แม้แต่ภาพแม่ที่กำลังบาดเจ็บยังถูกเผยแพร่พร้อมคำบรรยายว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดลึกลับซึ่งอาจอยู่เบื้องหลังการปลุกพลังของราชันอสูร ธันวาไม่อยากมองข่าวเหล่านั้นอีกแล้ว เขาเพียงมองแม่และพยายามนับลมหายใจของนาง แต่ยิ่งนับก็ยิ่งรู้สึกกลัว เพราะทุกช่วงเวลาระหว่างการหายใจยาวนานขึ้นกว่าครั้งก่อน กฤตภาสลุกจากที่นั่ง เดินเข้ามาคุกเข่าข้างแม่ แล้วใช้ไฟฉายเล็กส่องดูรูม่านตา เขาตรวจชีพจร ก่อนขมวดคิ้วแน่น "อาการติดเชื้อเริ่มรุนแรงแล้ว" ธันวาเงยหน้าขึ้นทันที "ยาที่คุณให้ไม่พอหรือ" "ยาพวกนี้ใช้ประคองได้เท่านั้น แผลลึกเกินไป และเธอเสียเลือดมาก" "งั้นเราต้องไปโรงพยาบาล" "นายก็รู้ว่าโรงพยาบาลทุกแห่งถูกเฝ้า" "ถ้าไม่ไป แม่จะตาย" กฤตภาสเงียบ ธันวารู้ว่าคำพูดนั้นไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็นความจริงที่ทั้งคู่กำลังเผชิญ เขามองใบหน้าของแม่ เห็นเหงื่อเกาะเต็มหน้าผาก เห็นมือที่เคยลูบศีรษะเขาตอนเด็กกำลังเย็นลงทีละน้อย ความหวาดกลัวในอกเริ่มเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง หากแม่ตายเพราะไม่มีใครกล้ารักษา เขาไม่รู้ว่าตนจะเหลือเหตุผลอะไรให้ยอมเชื่อในโลกนี้อีกต่อไป กฤตภาสยืนขึ้นและเดินไปมุมห้อง เขาหยิบสมุดเล่มเล็กออกจากกระเป๋า พลิกดูรายชื่อหลายหน้า ก่อนหยุดที่ชื่อหนึ่ง "มีหมอคนหนึ่ง" ธันวารีบหันไปมอง "เขาจะช่วยหรือ" "ไม่รู้" "คุณรู้จักเขาไหม" "เคยร่วมภารกิจด้วยกันหลายปีก่อน เขาเป็นศัลยแพทย์สนาม ชื่อหมอภาคย์" "เขาไว้ใจได้หรือเปล่า" กฤตภาสมองชื่อในสมุดอยู่นาน "เมื่อก่อนเขาไว้ใจได้" "แล้วตอนนี้ล่ะ" "ตอนนี้ไม่มีใครตอบได้" ธันวาก้มมองแม่อีกครั้ง "เราไม่มีทางเลือกแล้วใช่ไหม" กฤตภาสพยักหน้าเพียงเล็กน้อย เขาหยิบโทรศัพท์เก่าชนิดที่ถอดซิมได้ออกมา ต่อสายผ่านอุปกรณ์เข้ารหัสขนาดเล็ก แล้วกดหมายเลขจากความจำ เสียงสัญญาณดังอยู่หลายครั้งก่อนมีคนรับ เสียงชายวัยกลางคนดังจากปลายสาย "ใคร" "กฤตภาส" ปลายสายเงียบไปทันที "นายควรอยู่กับหน่วย ไม่ใช่โทรหาฉันด้วยสายแบบนี้" "ผมต้องการความช่วยเหลือ" "เกี่ยวกับเด็กคนนั้นหรือ" กฤตภาสไม่ได้ตอบตรง ๆ "มีผู้หญิงบาดเจ็บ เสียเลือด ติดเชื้อ และอาจมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจกับปอด" "พามาโรงพยาบาล" "ทำไม่ได้" "งั้นเรียกรถพยาบาล" "ก็ทำไม่ได้" ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง ก่อนเสียงของหมอภาคย์จะเปลี่ยนเป็นหนักขึ้น "ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของธันวาใช่ไหม" ธันวากำมือแน่น เขามองกฤตภาสรอคำตอบ ชายทหารไม่ปฏิเสธ "ใช่" เสียงถอนหายใจดังมาจากโทรศัพท์ "นายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ช่วยพวกเขาเท่ากับทำลายชีวิตตัวเอง" "รู้" "ฉันมีครอบครัว" "ผมรู้" "รัฐบาลประกาศชัดว่าคนช่วยเหลือจะถูกจับ" "ผมรู้" "แล้วนายยังโทรมา" กฤตภาสมองแม่ของธันวา ก่อนตอบด้วยเสียงสงบ "เพราะเธอกำลังจะตาย" ปลายสายเงียบยาวจนธันวาได้ยินเพียงเสียงไฟฟ้ารบกวนเบา ๆ เขารู้ว่าหมอภาคย์อาจตัดสายได้ทุกเมื่อ อาจแจ้งเจ้าหน้าที่ หรืออาจส่งตำแหน่งของพวกเขาไปแลกความปลอดภัยให้ครอบครัวตนเอง ธันวาไม่อาจโทษได้หากหมอเลือกแบบนั้น เพราะคนที่ปฏิเสธช่วยก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เลวร้าย พวกเขาเพียงกลัว แต่การเข้าใจเหตุผลไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดน้อยลง ในที่สุดเสียงหมอภาคย์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง "อย่าเปิดสัญญาณต่อ ส่งพิกัดด้วยรหัสเดิม แล้วรอหนึ่งชั่วโมง" กฤตภาสขมวดคิ้ว "คุณจะมาเองหรือ" "ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะมา" "แต่คุณขอพิกัด" "ส่งมา แล้วปิดเครื่อง" สายถูกตัดทันที กฤตภาสส่งพิกัดผ่านรหัสสั้น ๆ แล้วถอดแบตเตอรี่ออก ธันวาอยากถามว่าหมอจะมาจริงหรือไม่ แต่สีหน้าของกฤตภาสบอกว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจ ทั้งสามรออยู่ในความเงียบ เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมาน แม่เริ่มเพ้อเรียกชื่อธันวาตอนยังเด็ก บางครั้งนางพูดถึงคนที่เขาไม่รู้จัก พูดถึงห้องทดลอง ประตูหมายเลขเจ็ด และคำสั่งให้พาเด็กออกไปก่อนที่ระบบจะถูกเปิด ธันวาพยายามถาม แต่แม่ไม่ตอบอย่างมีสติ นางเพียงกำมือเขาแน่นเหมือนกลัวว่าจะถูกพรากไปอีกครั้ง คำเพ้อเหล่านั้นยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าอดีตของแม่เกี่ยวข้องกับโครงการดวงตาสุดท้ายจริง และสิ่งที่นางซ่อนไว้อาจเกี่ยวข้องกับนิมิตของคนทั้งโลกโดยตรง แต่ตอนนี้ความจริงเหล่านั้นไม่สำคัญเท่าชีวิตของนาง เขายอมไม่ได้คำตอบตลอดไป ขอเพียงแม่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พอ ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง เสียงรถยนต์ก็ดังมาจากถนนด้านนอก กฤตภาสยกปืนทันทีและส่งสัญญาณให้ธันวาหลบ แสงไฟหน้ารถส่องผ่านช่องหน้าต่างแตก รถตู้สีเทาจอดอยู่หน้าบ้านร้าง ประตูคนขับเปิดออก ชายวัยประมาณห้าสิบปีลงจากรถ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม กางเกงธรรมดา และถือกระเป๋าแพทย์สองใบ ไม่มีรถตำรวจตามมา ไม่มีเสียงไซเรน และไม่มีเจ้าหน้าที่ซ่อนอยู่ในระยะที่มองเห็น กฤตภาสยังไม่ลดปืน ชายคนนั้นเดินมาหยุดหน้าประตู ก่อนยกมือทั้งสองข้างให้เห็นว่าไม่มีอาวุธ "ถ้าจะให้ฉันยืนรอตรงนี้ คนเจ็บอาจตายก่อน" กฤตภาสเปิดประตูเพียงเล็กน้อยและตรวจรอบตัวอีกครั้ง "คุณมาคนเดียวหรือ" "ฉันไม่พยาบาลมาด้วย" "มีใครรู้ไหม" "ผู้ช่วยที่คลินิกรู้ว่าฉันออกมา แต่ไม่รู้ว่ามาที่ไหน" "โทรศัพท์ล่ะ" หมอภาคย์หยิบโทรศัพท์ออกมา ถอดแบตเตอรี่ต่อหน้าแล้วส่งให้กฤตภาส "พอใจหรือยัง" กฤตภาสรับเครื่องมาตรวจ ก่อนเปิดทางให้เข้า หมอภาคย์เดินตรงไปหาแม่ของธันวาทันที เขาไม่มองธันวานานเกินความจำเป็น ไม่แสดงความตกใจ และไม่พูดถึงข่าว เขาวางกระเป๋าลง เปิดอุปกรณ์ตรวจชีพจร วัดความดัน ตรวจแผล และฟังเสียงปอดอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเคร่งขึ้นทุกวินาที "ต้องให้ยาฆ่าเชื้อทันที แผลมีเศษโลหะอยู่ข้างใน และเธอมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ" ธันวานั่งคุกเข่าข้าง ๆ "ช่วยแม่ผมได้ไหม" หมอภาคย์ไม่ตอบในทันที เขาเปิดเส้นให้น้ำเกลือ ฉีดยา และจัดอุปกรณ์ผ่าตัดขนาดเล็กบนผ้าสะอาด "ฉันจะทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัด" "ต้องการอะไรเพิ่มไหม" "แสงสว่าง น้ำสะอาด ผ้า และพื้นที่ให้ฉันทำงาน" กฤตภาสจัดทุกอย่างอย่างรวดเร็ว เขาใช้ไฟฉายหลายดวงวางรอบพื้นที่ ธันวาช่วยต้มน้ำและนำผ้าสะอาดมาให้ หมอภาคย์สวมถุงมือ ล้างแผล แล้วเริ่มนำเศษโลหะออกจากแขนของแม่ นางหมดสติอยู่ตลอดเวลา เลือดไหลออกมาอีกครั้งจนธันวารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น แต่หมอทำงานอย่างมั่นคง มือไม่สั่น และไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย เขาสั่งให้กฤตภาสจับแขนคนเจ็บให้แน่น แล้วให้ธันวาคอยเปลี่ยนผ้าซับเลือด ทุกคำสั่งชัดเจนและรวดเร็ว เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงกว่าหมอจะนำเศษโลหะชิ้นสุดท้ายออก เขาเย็บแผล ใส่ท่อเล็กเพื่อระบายของเหลว และฉีดยาอีกหลายชนิด จากนั้นจึงถอยออกมานั่งพิงผนัง เหงื่อเต็มหน้าผาก "พ้นช่วงอันตรายแรกแล้ว แต่ต้องเฝ้าดูไข้และการหายใจอย่างใกล้ชิด" ธันวารู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างหมดแรง เขานั่งลงกับพื้นและก้มศีรษะ มือทั้งสองสั่นจากความเครียดที่สะสมมานาน "ขอบคุณครับ" หมอภาคย์ไม่ได้ตอบ เขาถอดถุงมือทิ้งและใช้ผ้าเช็ดมือ กฤตภาสเดินเข้ามายืนตรงหน้า "คุณรู้ใช่ไหมว่าเธอเป็นใคร" "รู้" "แล้วก็รู้ว่าธันวาอยู่ที่นี่" "รู้" "ถ้ามีใครพบว่าคุณช่วยเรา คุณอาจเสียใบอนุญาต ถูกจับ หรือหนักกว่านั้น" หมอภาคย์เงยหน้ามองกฤตภาส "นายโทรหาฉันเพราะคิดว่าฉันยังเป็นหมออยู่ใช่ไหม" "ผมไม่แน่ใจ" "ตอนนี้แน่ใจหรือยัง" กฤตภาสไม่ได้ตอบ ธันวาหันไปมองหมอภาคย์ ชายคนนั้นดูเหนื่อยล้าแต่ไม่มีความกลัวในดวงตา เขาเพียงหยิบขวดยาออกมาเรียงบนโต๊ะ แล้วเขียนเวลาใช้ลงบนกระดาษ "ทำไมคุณถึงช่วย" หมอภาคย์หยุดมือเล็กน้อย "เพราะเธอเป็นคนเจ็บ" "แต่เธอเป็นแม่ของคนที่ทั้งโลกเรียกว่าราชันอสูร" "ฉันรู้" "คุณไม่กลัวผมหรือ" หมอภาคย์หันมามองธันวาตรง ๆ เป็นครั้งแรก เขาพิจารณาใบหน้าของเด็กหนุ่มอยู่นาน ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังมือที่มีรอยแผลและคราบเลือด "กลัว" ธันวาชะงัก "แล้วทำไมยังมา" หมอภาคย์ปิดกระเป๋าแพทย์และตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย "หน้าที่หมอคือรักษาคน" ประโยคนั้นไม่ได้ดัง แต่ทำให้ธันวานิ่งไปอย่างสิ้นเชิง ตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาได้ยินคำว่าความปลอดภัย ความมั่นคง ภัยคุกคาม และอนาคตซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกคำถูกใช้เป็นเหตุผลในการจับกุม ไล่ล่า ทำร้าย และฆ่าเขา แต่ชายตรงหน้ากลับใช้เพียงคำธรรมดาว่าหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่ต่อรัฐบาล ไม่ใช่หน้าที่ต่อคนส่วนใหญ่ แต่เป็นหน้าที่ต่อคนเจ็บคนหนึ่ง ธันวารู้สึกบางอย่างร้อนขึ้นที่ขอบตา เขารีบก้มหน้าเพราะไม่อยากให้ใครเห็น นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โลกเห็นนิมิตที่มีคนภายนอกมองพวกเขาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่ครอบครัวของราชันอสูร และไม่ใช่ตัวแปรของวันสิ้นโลก แม่ขยับตัวเล็กน้อยก่อนลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง ธันวารีบเข้าไปจับมือ "แม่" นางหันมองรอบตัวอย่างสับสน ก่อนสายตาจะหยุดที่หมอภาคย์ "คุณช่วยฉันหรือ" หมอพยักหน้า "อย่าเพิ่งพูดมาก คุณต้องพัก" แม่มองเขาอย่างระแวดระวัง "คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร" "รู้เท่าที่ข่าวบอก" "แล้วคุณยังช่วย" หมอภาคย์ถอนหายใจ "ผมไม่ได้รักษาข่าว ผมรักษาคน" แม่หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าผ่อนคลายกว่าเดิม ธันวานั่งเฝ้าข้างนางโดยไม่ยอมปล่อยมือ กฤตภาสเดินออกไปตรวจพื้นที่รอบบ้าน ส่วนหมอภาคย์เริ่มเก็บอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว เขาอธิบายอาการและวิธีดูแลอย่างละเอียด พร้อมเตือนว่าหากไข้ไม่ลดภายในสิบสองชั่วโมงจำเป็นต้องใช้ยาชนิดแรงกว่านี้ "ผมจะไปหายาเพิ่มให้" ธันวาพูด หมอส่ายหน้า "นายออกไปไม่ได้ ใบหน้านายอยู่ทุกที่" "งั้นเราจะทำอย่างไร" "ฉันจะกลับไปเอา" กฤตภาสที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาหยุดทันที "เสี่ยงเกินไป" "ปล่อยไว้ก็เสี่ยงตาย" "คลินิกคุณอาจถูกเฝ้า" "อาจใช่" "คุณยังจะกลับไปหรือ" หมอภาคย์สะพายกระเป๋า "ฉันมีคนไข้คนอื่นด้วย" ธันวาลุกขึ้น "อย่ากลับไปเลยครับ อยู่ที่นี่ก่อน" หมอภาคย์ส่ายหน้า "ถ้าฉันหายไปนาน คนจะสงสัยมากกว่าเดิม" "แต่ถ้าพวกเขารู้" "ฉันเลือกแล้ว" กฤตภาสมองเขาอย่างเคร่งเครียด "อย่างน้อยเปลี่ยนเส้นทางและอย่าใช้โทรศัพท์" "ฉันรู้วิธีเอาตัวรอดอยู่บ้าง" หมอภาคย์เดินไปที่ประตู ก่อนหยุดและหันกลับมามองธันวา "อย่าเข้าใจผิดว่าการที่คนกลัวนายหมายความว่าทุกคนเกลียดนาย คนจำนวนมากเพียงไม่กล้าพอที่จะทำสิ่งถูกต้อง" ธันวานิ่งฟัง "แล้วคุณกล้าหรือ" หมอภาคย์ยิ้มบาง ๆ "วันนี้กล้า พรุ่งนี้ไม่รู้" เขาเปิดประตูออกไป รถตู้สีเทาเคลื่อนหายไปตามถนนเงียบ กฤตภาสยืนมองจนแน่ใจว่าไม่มีใครติดตาม จากนั้นจึงกลับเข้ามาด้านใน ธันวานั่งลงข้างแม่อีกครั้ง หัวใจยังเต็มไปด้วยความกังวล แต่ความมืดซึ่งปกคลุมอยู่ภายในเริ่มมีแสงเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น เขาเคยคิดว่าโลกทั้งใบทอดทิ้งเขาแล้ว ทว่าอย่างน้อยยังมีหมอคนหนึ่งที่ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อรักษาคนเจ็บ ยังมีคนที่ไม่ยอมให้ความกลัวทำลายความเป็นมนุษย์ทั้งหมด ความหวังนั้นเล็กมาก เล็กจนแทบดับได้ด้วยลมหายใจเดียว แต่สำหรับธันวา มันมากพอให้เขายังไม่ยอมเกลียดคนทั้งโลก เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง อาการของแม่เริ่มทรงตัว ไข้ลดลงเล็กน้อย ธันวาเพิ่งหลับตาได้ไม่นาน เสียงอุปกรณ์เตือนในมือกฤตภาสก็ดังขึ้น เขาเปิดเครื่องรับสัญญาณอย่างระมัดระวัง ก่อนเห็นข่าวด่วนใหม่บนหน้าจอ ภาพคลินิกของหมอภาคย์กำลังถูกถ่ายทอดสด รถตำรวจหลายคันจอดล้อมอยู่ เจ้าหน้าที่ในชุดเกราะกำลังบุกเข้าไปด้านใน ผู้ประกาศข่าวรายงานว่ามีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าหมอภาคย์หายออกจากคลินิกพร้อมอุปกรณ์ผ่าตัดจำนวนมาก และอาจมีส่วนช่วยเหลือผู้หลบหนีอันตราย เจ้าหน้าที่พบภาพจากกล้องถนนซึ่งจับรถตู้สีเทาได้ในเส้นทางใกล้พื้นที่ค้นหา ธันวาลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาพหมอภาคย์ถูกใส่กุญแจมือและพาออกจากคลินิก นักข่าวหลายสิบคนกรูเข้าหา ขณะที่ฝูงชนตะโกนด่าทอ บางคนเรียกเขาว่าคนทรยศ บางคนถามว่าทำไมถึงช่วยแม่ของราชันอสูร หมอภาคย์ไม่ตอบ เขาเพียงเดินผ่านกล้องด้วยสีหน้าสงบ กฤตภาสเพิ่มเสียงขึ้น ผู้ประกาศข่าวอ่านข้อมูลใหม่ "เจ้าหน้าที่ระบุว่าเบาะแสดังกล่าวมาจากบุคคลใกล้ชิดในคลินิก ผู้แจ้งเห็นพฤติกรรมผิดปกติและตัดสินใจรายงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชน" ธันวาจ้องหน้าจอด้วยหัวใจหนักอึ้ง คนที่ช่วยแม่เขาถูกจับแล้ว ไม่ใช่เพราะทำร้ายใคร ไม่ใช่เพราะซ่อนอาวุธ แต่เพราะรักษาคนเจ็บ ภาพสุดท้ายก่อนเจ้าหน้าที่ดันหมอภาคย์ขึ้นรถคือใบหน้าของชายที่ยังคงสงบนิ่ง นักข่าวตะโกนถามซ้ำว่ารู้สึกเสียใจหรือไม่ที่ช่วยครอบครัวของราชันอสูร หมอหยุดเดินเพียงครู่เดียว ก่อนหันไปมองกล้อง "ผมรักษาคนไข้" จากนั้นประตูรถก็ปิดลง ธันวากำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ ความหวังที่เพิ่งปรากฏยังไม่ทันสว่างเต็มที่ก็ถูกโลกเหยียบย่ำอีกครั้ง และในวินาทีนั้นเอง เขาเริ่มเข้าใจว่าคนที่ยื่นมือช่วยเขาอาจต้องจ่ายแพงกว่าคนที่ตามล่าเขาเสมอตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







