تسجيل الدخول| นารา |
“อายุ วัณโณ สุขัง พลัง”
“สาธุ” ฉันพูดสาธุงึมงำในคอ พลางยกมือขึ้นไหว้พระท่านท่วมหัว หลังจากเสียงหลวงลุงและหลวงพี่อีกสองรูปให้พรแล้วหันขวาเดินจากไป พร้อมกับเด็กวัดตัวน้อยอีกสองคน ที่ถือถังน้ำสีเหลืองใส่ของเดินตามท่านต้อยๆ
เช้านี้แม่พาฉันออกมาตักบาตรทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่หน้าหมู่บ้าน แม่บอกช่วงนี้ดวงฉันสวิงมาก ไม่รู้แกไปดูกับหมอไหนมาถึงบอกอย่างงั้น แต่ก็จริงของแม่แหละ ซวยถึงขั้นจำอะไรแทบไม่ได้ ก็นึกว่าไอ้ความจำเสื่อมนี่จะมีแค่ในละครกับในนิยายซะอีก ไหงมาเจอเองแบบนี้นะ!
ใส่บาตรเสร็จ ฉันจึงเก็บถาดและภาชนะไว้ที่หลังรถเน่าของบ้านเรา จากนั้นก็ขับไอ้เจ้าบุโรทั่งพาแม่ไปตลาดแถวบ้าน เพื่อซื้อของสดและวัตถุดิบมาทำอาหาร แปลกแฮะ...แปลกที่ฉันจำเส้นทางได้ทุกเส้น จำถนนทุกสาย แม้แต่ซอยลัดที่มีไอ้โบ้กับพรรคพวกวิ่งไล่กัดล้อรถ ฉันก็ยังจำพวกมันได้ทุกตัว แต่ทำไมหนอ ถึงจำเรื่องราวหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่ได้เลย
แต่ช่างมันก่อน...ตอนนี้ต้องโฟกัสกับลิสต์รายการวัตถุดิบของสดและเครื่องปรุงที่คุณนารินยื่นให้ โอ้โห...ยาวเป็นหางว่าว!!
“แม่ ลิสต์ยาวขนาดนี้ แม่จะซื้อของไปเปิดร้านข้าวแกงหรือไง ทำไมมันเยอะจัง แค่คุณการันต์จะมากินข้าวด้วย ต้องจัดชุดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ”
“เออ...ไปซื้อมาตามนี้แหละ แม่ทำหลายอย่าง ซื้อเผื่ออีกสองวันด้วยไง จะได้ไม่ต้องมาตลาดบ่อย”
ฉันคิดเอาเองว่านี่คงเป็นวิธีเลี่ยงเนียนๆ ของแม่แน่ๆ เพราะมาทีไรมิวายจะต้องเลี้ยวเข้าแผงลอตเตอรี่ตรงทางเข้าตลาดก่อนทุกที คงเป็นการหักดิบแหละ มาตลาดทุกวัน ก็ซื้อลอตเตอรี่ทุกวัน
นี่แหละ คุณนารินของฉัน เรื่องหวยรัฐบาลนี่ว่าเธอไม่ได้เลย ขอให้ได้ซื้อ จะถูกหวยหรือโดนหวยแดกนั่นเป็นอีกเรื่องนึง
ตอนนี้ฉันกับแม่เดินแยกกันไปตามโซนต่างๆ เพื่อจะได้รีบซื้อของให้ครบและรีบกลับบ้าน ใช้เวลาไม่นานฉันก็เดินซื้อของตามลิสต์จนครบหมดทุกอย่าง ก่อนเดินกลับไปรอที่รถ
“คุณนารินซื้อหวยอีกแล้วเหรอ” ฉันแซวแม่ที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ กำลังวุ่นวายเก็บหวยปึกใหญ่ยัดใส่กระเป๋าสะพายทรงคุณนายใบเก่ง “งวดนี้กะถูกสามสิบล้านเลยใช่ไหมเนี่ย”
“เออ ถ้าถูกหวยนะ จะซื้อรถใหม่ให้เลย สงสารไอ้รถแก่คันนี้เต็มที ไม่รู้จะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน”
ฉันได้แต่หัวเราะขำ แม่ฉันเป็นคนอารมณ์ดีและมีอารมณ์ขัน ทำให้ฉันติดนิสัยแบบนี้มาจากเธอ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
ไม่นานนักฉันก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน ยกถุงทั้งหมดที่ซื้อมาจากตลาดเดินถือเข้าไปในครัว รวมๆ น้ำหนักของพวกนี้น่าจะเกินยี่สิบโล ไม่รู้จะซื้อมาทำไมเยอะแยะ
วางของเสร็จ ฉันก็ไปนั่งเล่นนอนเล่นบนโซฟา เพราะกว่าแม่จะเริ่มทำอาหารเย็นมื้อใหญ่นั่นก็คงประมาณสี่โมงเย็นเห็นจะได้ พอตกเที่ยง แม่ก็จัดสำรับอาหารเป็นแกงฟักทองกับไข่พะโล้ ที่เหลือจากทำใส่บาตรตอนเช้า ตักมานั่งกินกันสองแม่ลูก และหลังจากช่วยเก็บล้างจานชามเสร็จสรรพ ฉันก็เดินกลับมานั่งๆ นอนๆ ที่โซฟาตัวเดิม
ตอนนี้ฉันเหมือนคนว่างงาน อยากรีบกลับไปทำงานเหลือเกิน ทั้งที่ฉันก็ไม่ได้มีอาการเจ็บปวดอะไรแล้ว แผลที่โดนเย็บตรงทรวงอกตอนนี้ รอยแผลเป็นก็เริ่มจางลง ร่างกายจิตใจก็ดูสบายดี แต่เจ้านายก็ยังไม่ยอมให้ไปทำงานสักที แบบนี้มันน่าเบื่อมากที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ
ว่าแล้วฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกมเรียงเพชรเรียงลูกกวาดโง่ๆ อยู่หลายสิบด่าน พอจะเปลี่ยนไปเล่นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ก็โคตรจะน่าเบื่อ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่อัพรูปหรือตั้งสเตตัสลงในโซเชียลมีเดียพวกนี้ ก็น่าจะเมื่อปีที่แล้วตอนพึ่งกลับมาถึงไทย ดังนั้นโซเชียลมีเดียฉันมันเลยร้างราวกับป่าช้าวัดดอนเลยก็ว่าได้
ในเมื่อไม่รู้จะทำอะไรต่อ ฉันจึงวางมือถือลง ไถตัวนอนเหยียดยาวลงบนโซฟา ดึงผ้าผืนบางขึ้นมาห่มห่อตัวไว้ แล้วค่อยๆ พาตัวเองขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวทิพย์ที่อิสราเอล เลบานอน และอาหรับตามลำดับ (เอน-นอน-หลับ)
.....
ตะวันบ่ายคล้อย เสียงหมาพันธุ์กระเป๋าสองตัวของป้าหน้าบ้านเริ่มเห่าดังขึ้น พาเสียงของพวกมันสอดแทรกแว่วดังเข้ามาในโสตประสาท มันค่อนข้างจะหนวกหูและน่ารำคาญหน่อยๆ สำหรับคนที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข
หมอนอิงที่วางอยู่ข้างๆ ถูกหยิบขึ้นมาวางปิดหูแบบลวกๆ อย่างน้อยมันก็ลดเสียงเห่าของไอ้หมาจิ๋วสองตัวพวกนั้นลงไปได้บ้าง
แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ต่อพลังเสียงอันเล็กแหลมของน้องๆ ทั้งสองตัว ฉันจึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาและพลิกตัวหันหน้าจากฝั่งพนักพิงของโซฟาไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ว้าย...หัวใจจะวายตาย จ๊ะเอ๋เต็มๆ!!
“นี่ฉันหลับไปนานแค่ไหนล่ะเนี่ย” ฉันบ่นกับตัวเองเบาๆ ทันทีที่เห็นชายหนุ่มรูปงามใส่สูทหรูตามองที่ไอแพดในมือ นั่งไขว่ห้างอยู่ที่เก้าอี้รับแขกตัวข้างๆ
และนั่นมันทำให้ตัวฉันเด้งขึ้นมาจากเบาะโซฟาอัตโนมัติ เมื่อคุณแขกคนสำคัญดันต้องมานั่งรอให้ฉันตื่น แถมตอนนี้ชุดที่ฉันใส่อยู่ก็ดูจะไม่ค่อยจะรับแขกอีกต่างหาก เสื้อกล้ามตัวสีขาว กับกางเกงขาสั้นเปื่อยๆ เน่าๆ ดูสภาพตัวเองตอนนี้กับคนที่นั่งตรงนั้น อยากหายตัวแวบขึ้นไปเปลี่ยนชุดมากๆ โอ๊ย…จะคอนทราสต์กันไปไหน!!
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







