Masukกลางดึก ภายในห้องกว้างที่มีเพียงแสงนวลสลัวจากไฟหัวเตียงดวงเล็ก อมลรดาที่กำลังจะผล็อยหลับต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่ค่อนข้างดังของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้
“รดา” เขาเรียกซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ลุกขึ้นมาหา
“คะ” หญิงสาวขานรับเสียงงัวเงียแล้วเดินมาหาอคิณที่เตียง “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ให้ฉันตามหมอมั้ย”
“ผม...” ชายหนุ่มอึกอัก
“คุณเป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” หญิงสาวจับเนื้อตัวเขาดูด้วยความเป็นห่วง แต่เพราะแสงไฟมืดสลัวจึงมองเห็นไม่ชัด “ฉันไปเปิดไฟดวงใหญ่ก่อนนะคะ”
“ไม่ต้อง” มือหนาคว้าหมับที่ข้อมือเล็กเพื่อรั้งเธอไว้ “ผมแค่...ปวดฉี่...ช่วยพาไปเข้าห้องน้ำหน่อย”
อมลรดาแอบยิ้มขำ คืนนี้เขาต้องปลุกเธอให้พาเข้าห้องน้ำหลายรอบแน่ เพราะตอนเย็นเล่นกินไก่ดำตุ๋นยาจีนไปหมดทั้งน้ำทั้งเนื้อ แถมด้วยน้ำทับทิมอีกหลายขวด “รอแป๊บนึงนะคะ ฉันไปเอารถเข็นมาให้”
“ไม่เอารถเข็น” เขาเกลียดการนั่งรถเข็น เพราะมันทำให้เขาเหมือนคนอ่อนแอ ไร้สมรรถภาพโดยสิ้นเชิง
“แล้วจะเข้าห้องน้ำยังไงคะ”
“ผมพอจะเดินได้ แต่ต้องให้คุณช่วยประคอง”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างเต็มใจ แล้วช่วยประคองร่างสูงลงจากเตียง จับแขนซ้ายของเขามาพาดที่ไหล่ จากนั้นโอบวงแขนเรียวเล็กไปรอบเอวสอบเพื่อพยุงคนตัวโตกว่าให้ก้าวเดิน “ไหวมั้ยคะ”
“ไหว” เขาตอบรับเสียงเรียบ แล้วค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว กว่าจะถึงประตูห้องน้ำก็ใช้เวลาหลายนาที “หยุดทำไม” อคิณถามพยาบาลส่วนตัวเมื่อเห็นเธอหยุดอยู่แค่หน้าประตู
“ฉันจะรออยู่ตรงนี้ คุณก็พอเดินได้ ก็เดินเข้าไปเองก็แล้วกัน”
“ที่ผมเดินมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะคุณช่วยประคอง”
“คุณก็ค่อยๆ เดินเกาะผนังห้องน้ำเข้าไปสิ”
“ไม่” เขาตอบเสียงแข็ง “คุณต้องเป็นคนพาผมเข้าไป” ว่าแล้วก็กระชับวงแขนที่พาดอยู่บนบ่าเล็ก แล้วออกแรงฉุดรั้งหญิงสาวให้เข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน
“มันใช่เรื่องมั้ยที่จะให้ฉันมายืนดูคุณฉี่” คนที่ถูกลากเข้ามาจนถึงหน้าโถชักโครกโวยวายแต่จะวิ่งหนีออกไปก็ทำไม่ได้ เพราะถูกเขาล็อกคอไว้แน่นหนา
“ดูไว้ให้ชิน จะได้ไม่ต้องร้องกรี๊ดๆ จนโรงพยาบาลแทบแตกอีก”
“คุณนี่มันโรคจิตชัดๆ” อมลรดารีบหลับตาลงเมื่อเห็นเขาใช้มือข้างขวาจับที่ขอบเอวกางเกงแล้วทำท่าจะดึงลง เธอรอจนกระทั่งได้ยินเสียงกดชักโครกเรียบร้อยแล้วจึงลืมตา จากนั้นก็พยุงร่างสูงไปที่อ่างล้างหน้า “ล้างมือก่อนค่ะ”
“ล้างให้หน่อย” อคิณยื่นมือข้างขวาไปที่กลางอ่างล้างหน้า
“มือคุณไม่ได้เจ็บ ล้างเอง”
“จะล้างยังไงมือเดียว”
“ก็เอาข้างนี้ไปช่วยสิคะ” หญิงสาวจะยกแขนซ้ายที่พาดบ่าตัวเองออกเพื่อให้เขาล้างมือ ทว่าเขากลับออกแรงต้านเอาไว้ ทำให้เธอขยับแขนเขาออกไม่ได้ จึงเงยหน้าขึ้นมองคนเกเรตาดุ
“ถ้าผมปล่อยมือจากคุณแล้วล้ม ผมจะล้มทับคุณ”
“คุณนี่!” อมลรดากระทุ้งศอกใส่จอมก่อกวนที่ชอบพูดให้ใจสั่นเบาๆ “ยืนดีๆ นะคะ เกิดล้มลงไปฉันรับคุณไม่ไหวนะ” ปากก็บ่น แต่มือเล็กก็เปิดก๊อกน้ำ แล้วจับมือใหญ่ไปรองใต้สายน้ำอุ่นแล้วกดสบู่เหลวจากขวดหัวปั๊มใส่มือตัวเอง จากนั้นก็ถูจนเกิดฟองครีมขาวนุ่ม แล้วนำไปถูที่มือให้ชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล
อคิณแอบยิ้มให้คนปากกับใจไม่ตรงกัน ปากเธอก็พร่ำบ่นและต่อว่า หากแต่การกระทำของเธอนั้นอ่อนโยนอยู่เสมอ
หลังจากล้างมือให้อคิณเสร็จ อมลรดาก็ประคองเขากลับมานอนที่เตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมให้จนถึงอกแล้วจะผละกลับไปนอนที่โซฟาตามเดิม แต่ถูกวงแขนแข็งแรงรวบเอวบางแล้วรั้งร่างเล็กให้ล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยกัน
“ว้าย!” หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่ออคิณเอียงหน้ามาประกบริมฝีปากจูบเธอเพื่อเก็บกักเสียงร้อง อมลรดาอยากจะผลักเขาออกแรงๆ แต่ก็เกรงจะกระทบกระเทือนแขนข้างที่เพิ่งถอดเฝือกออกจึงยอมให้เขาจูบแต่โดยดี “เล่นอะไรของคุณ แขนเพิ่งถอดเฝือกออกต้องระวังนะคะ มันยังไม่หายดี เดี๋ยวก็เจ็บขึ้นมาอีกหรอก” เธอต่อว่าเมื่อเขาถอนริมฝีปากออกแล้ว
“นอนด้วยกันบนเตียงนี่แหละ เผื่อผมอยากเข้าห้องน้ำอีกจะได้ปลุกคุณได้สะดวก” เขาบอกทั้งที่ยังไม่คลายวงแขนจากเอวบาง
“ฉันนอนที่โซฟาคุณก็ปลุกฉันได้”
“เมื่อกี้ผมเรียกคุณตั้งหลายครั้งกว่าคุณจะตื่น”
“เตียงเล็กนิดเดียวจะนอนเบียดกันเข้าไปได้ยังไง”
“เอาเถอะน่า นอนให้ชิน ไปอยู่เชียงใหม่เราก็ต้องนอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกันอยู่ดี”
“หือ?” อมลรดาส่งเสียงในลำคอพร้อมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาภายใต้แสงสลัวอย่างงงๆ
“งงอะไร คุณต้องทำหน้าที่เป็นภรรยาของผม ก็ต้องนอนด้วยกันสิ” ว่าพลางรั้งร่างบางเข้ามาแนบชิดกับตัวมากขึ้น แล้วยกปลายผ้าห่มไปคลุมให้เธอ ตามด้วยจูบนุ่มนวลที่หน้าผาก “นอนเถอะ อย่างอแง”
“คุณนั่นแหละเกเร เอาแต่ใจตัวเอง”
“ผมมีสิทธินี่ แล้วคุณก็ต้องตามใจผมด้วย” อคิณหัวเราะเบาๆ ในลำคอแล้วปิดเปลือกตาลง จึงไม่เห็นว่าหญิงสาวในอ้อมกอดทำหน้าง้ำหน้างอเพียงใด
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







