เข้าสู่ระบบเมื่อมาถึงโต๊ะอาหารของผู้อยู่อาศัยในเรือนหลัง บุรุษเจ้าของจวนก็ถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ มารดาของอาเฟยทันที ทั้งยังสั่งให้พ่อบ้านแบ่งอาหารที่นำมาใส่จานให้ทั่วถึง
“พ่อบ้านแบ่งอาหารใส่จานให้ทุกคนได้กินเหมือน ๆ กัน”
ชิงอีก้มหน้าก้มตารีบกินให้อิ่ม เพราะไม่กล้าร่วมโต๊ะอาหารกับผู้นำตระกูลลู่
ทว่าใต้โต๊ะกลับมืออบอุ่นของผู้เป็นนาย เข้ากอบกุมสื่อสารภาษากายให้ทำตัวตามปกติ
สายตาช่างสังเกตพบเห็นพฤติกรรมแสนอ่อนโยนของนายและผู้ติดตาม เขายิ่งรู้สึกชื่นชมมากขึ้นกว่าเดิม
กายหนาขยับเข้าใกล้ร่างอวบอิ่ม ชายอาภรณ์บุรุษและสตรีพลิ้วไหวสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา
ลู่ชิงหยวนขยับกายเข้าใกล้จนพอใจ จากนั้นจึงหันไปพูดคุยกับเป้าหมายตัวน้อย ตามที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้าหาเด็ก
“อาเฟยลุงไม่ค่อยสบาย เลยอยากมากินอาหารเช้าพร้อมอาเฟยจะได้หรือไม่”
น้ำเสียงใจดีพูดคุยกับเด็กชายแก้มกลม
“คุณยุงไม่สบายหรือขอยับ”
เด็กชายรีบวางตะเกียบลง แล้วหันมาสนใจผู้มาใหม่ เด็กน้อยรู้สึกเป็นห่วงคนไม่สบายเพราะเคยเจ็บไข้มาก่อน
“ใช่แล้ว ให้ลุงกินมื้อเช้าด้วยได้หรือไม่จะได้มีแรงกินยา”
“ได้ขอยับ เอ่อ…ท่างแม่ให้คุณยุงกินด้วยนะขอยับ”
เด็กน้อยใจดีทั้งร้องขอเสียงออดอ้อน และส่งสายตาอ้อนวอนให้มารดาทั้งสอง หากท่านลุงไม่มีแรงกินยาคงไม่หายป่วยอย่างแน่นอน
“เตรียมอาหารมาขนาดนี้ ยังต้องขออนุญาตอีกหรือเจ้าคะ”
ไป๋ซือเย่วโน้มใบหน้าเข้าใกล้ แล้วกระซิบถามบุรุษนิสัยแปลกประหลาดเสียงเบา
กลิ่นกายหอมกรุ่นจากกายสาว นำพาความรู้สึกสดชื่นมาสู่ผู้ป่วยอ่อนแรง
จมูกโด่งแอบสูดดมกลิ่นเข้าเต็มปอด หากกลิ่นหอมนี้ถอยห่างออกไปเขาคงเสียดายไม่น้อย
“ข้าป่วยกินข้าวคนเดียวแล้วอาการไม่ค่อยดี”
ตอนนี้อาการยิ่งใกล้เคียงคำว่าทรุดเต็มที เพราะต้นคอขาวผ่องโน้มเข้าใกล้จมูกเขาเหลือเกิน
“ข้ายังไม่ว่าอะไรเลย กินให้อิ่มเถิดเจ้าค่ะจะได้มีแรง คุณชายลู่อาเจียนทุกเช้าเลยหรือ”
น้ำเสียงเอื้ออาทรเอ่ยออกไป ยิ่งเห็นใบหน้าซีดเซียวยิ่งรู้สึกสงสารจนใจอ่อน
อยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเป็นเดือน คนผู้นี้ขยันหาของมาฝากบุตรชาย ทั้งยังเผื่อแผ่มาให้นางหลายอย่าง ความรู้สึกตึงเครียดเมื่อครั้งแรกพบจึงเริ่มเบาบางลงเรื่อย ๆ
ทว่าสายตาของเขาทำให้นางไม่ค่อยกล้าอยู่ด้วยตามลำพัง ไม่ใช่หวาดกลัวแต่เป็นความรู้สึกอีกอย่าง ซึ่งยังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้เช่นกัน
“อาเจียนทุกเช้าเลย พอหมดแรงข้าก็ต้องนอนพัก ยามบ่ายอาการค่อยดีขึ้น”
“ท่างแม่ช่วยได้”
เสียงเล็ก ๆ ของคนแก้มตุ่ยเพราะกำลังเคี้ยวอาหารรสชาติถูกปาก
“ท่านแม่ของอาเฟยเก่งขนาดนั้นเลยหรือ”
ลู่ชุนหยางเห็นท่าทีสดชื่นกระปรี้กระเปร่าของหลานชาย จึงรีบสอบถามถึงสาเหตุตั้งแต่วันแรกที่จับสังเกตได้ ทว่าคำตอบที่ได้รับคือให้ไปถามอาเฟย
คราแรกเขาได้ยินก็ไม่เข้าใจในคำกล่าว แต่ยามนี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลานชาย ให้สอบถามข้อมูลจากเด็กชายวัยเพียงสองปีกว่า คงเพราะผู้ใหญ่ถูกใครบางคนสั่งห้ามไม่ให้พูดความจริงกระมัง
“ขอยับ ช่วยท่างน้าจนหายเลย”
เด็กน้อยพูดไปตามที่เขาเห็นและจดจำได้ดี หลังจากท่านแม่เอามือถูหลังและทุบแรง ๆ ท่านน้าก็สามารถกระโดดไกล และหมุนตัวไปมาอย่างรวดเร็ว
ไป๋ซือเย่วกับชิงอีมองหน้ากันแล้วอมยิ้มด้วยความขบขัน อุตส่าห์กำชับไม่ให้ผู้ใหญ่พูดก่อนเวลาอันควร ทว่าเจ้าหัวผักกาดน้อยกลับถูกมองข้ามเสียอย่างนั้น
เรื่องมาถึงขนาดนี้เห็นทีว่าความลับคงปิดไว้ไม่อยู่เสียแล้ว เพราะลู่ชุนหยางเป็นบุรุษที่เฉลียวฉลาดไม่ต่างจากหลานชาย
ช่วงเวลานับเดือนที่เขาจับพิรุธ คงมากพอต่อการปะติดปะต่อความจริง เจ้าตัวถึงพยายามเข้าหาผูกมิตรขนาดนี้
“มารดาของเจ้าช่วยท่านน้าอย่างไรหรือ”
คนถามยกน้ำชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายใจ แต่หูกำลังตั้งใจฟังคำบอกเล่าอย่างเต็มที่
“ทุบหลังขอยับ ทุบแรง ๆ แล้วหายเลย”
พรืด!!!
เสียงน้ำชาพ่นออกจากปากคนตั้งใจฟัง ดีที่เขายกแขนเสื้อกางกั้นไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้อับอายขายหน้าเด็กและสตรีผู้มาเยือน
“หึ หึ”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาของสตรีข้างกาย ทำให้คนสำลักน้ำชาหันกลับไปมองทันที
รอยยิ้มแสนหวานนั้นช่างตราตรึง และสลักลึกลงหัวใจเฉยชา
ลู่ชุนหยางรู้แล้วว่าเหตุใดเขาจึงทำตัวแปลก ๆ ตั้งแต่วันแรกที่พานพบเจอหน้าไป๋ซือเย่ว
“รีบกินอาหารเช้าให้อิ่ม เดี๋ยวข้าจะช่วยทุบหลังให้นะเจ้าคะ ทุบแรง ๆ จะได้หายไว ๆ”
เสียงหวานขับกล่อมอยู่ข้างใบหู ถึงแม้น้ำเสียงจะฟังดูไม่ค่อยน่าไว้ใจสักเท่าไหร่ แต่เขากลับพึงพอใจที่นางหันมาพูดคุยด้วยท่าทีเป็นกันเองมากกว่าทุกครั้ง
“ต้องทุบหลังด้วยหรือ”
ใบหน้าหล่อเหลาหันไปถามเจ้าตัวเล็กให้แน่ใจ มุมปากหยักกดลึกอย่างพึงพอใจ
หากมือนุ่มนิ่มคู่นั้นยอมมาสัมผัสต้องกาย เขาย่อมรู้สึกดีมากกว่าเจ็บปวดอย่างแน่นอน
“ใช่ขอยับ ทุบแบบนี้เลย”
สองแขนป้อมยกขึ้นทุบกลางอากาศ เพื่อให้ท่านลุงหน้านิ่งเข้าใจทุกการกระทำ
“อาเฟยรีบกินให้อิ่มเถิด พวกเราต้องช่วยกันทำถังหูลู่จำได้หรือไม่”
ชิงอีกระซิบเสียงเบาด้วยความเกรงใจบุรุษหนึ่งเดียวบนโต๊ะอาหาร
“จำได้ขอยับ”
หลังจากนั้นเด็กชายกับมารดาบุญธรรม ก็ขอตัวไปทำขนมหวานของโปรด ปล่อยให้มารดาผู้ให้กำเนิดช่วยทุบหลังคนป่วยตามลำพัง
“อาหยวนไม่อยู่จวนหรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานเอ่ยถามหาผู้ช่วย เพราะจำเป็นต้องรักษาลมปราณติดขัดในที่ส่วนตัว
“ไม่อยู่ เจ้าถามหาอาหยวนทำไม”
“การรักษาในครั้งนี้ ข้าอยากให้เป็นความลับสักหน่อย จำเป็นต้องอยู่ในห้องลับตาผู้คน”
“เจ้าไม่กล้าอยู่ในห้องสองต่อสองกับข้าเช่นนั้นหรือ”
มุมปากบุรุษอมยิ้มบางเบา การที่นางเขินอายย่อมแน่ชัดว่ามีใจให้กัน
หลานชายเคยบอกกล่าวให้รับรู้ตั้งแต่วันแรก มาวันนี้เขาพึ่งเชื่อในคำกล่าวเลื่อนลอยนั้น
“ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าท่านจะลำบากใจ จึงอยากให้อาหยวนหรือเสวียนข่ายมาอยู่ด้วย”
“สองคนนั้นออกไปที่ร้านข้าวสารตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
คนตอบจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาบางอย่าง ซึ่งแตกต่างจากวันแรกที่พบเจอกันโดยสิ้นเชิง
“ให้ข้าไปตามอาเฟยดีหรือไม่เจ้าคะ อยู่กันสองคนรู้สึกแปลก ๆ พิกล”
คนถามมีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่อยากอยู่ตามลำพังกับบุรุษรูปงามดั่งเทพเซียนพิโรธ ถึงแม้ว่าหนึ่งเดือนมานี้จะเห็นเขาอมยิ้มอยู่บ่อยครั้งก็เถอะ
“ไม่ต้องหรอก ข้ายินดีรับการรักษาจากเจ้าสองต่อสอง”
“แน่นะเจ้าคะ ไม่ใช่มากล่าวหาข้าแบบผิด ๆ อีก”
“วันนั้นบอกไม่โกรธไม่ใช่หรือ”
ใบหน้าทรงเสน่ห์โน้มตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ทั้งยังจ้องมองเข้าไปในดวงตาดำขลับแสนหวาน
“ไม่ได้โกรธ แค่ไม่อยากพูดด้วย”
น้ำเสียงหวานหูเอ่ยพึมพำแผ่วเบา แต่ด้วยระยะประชิดลู่ชุนหยางจึงได้ยินทุกคำกล่าว
“ข้าขอโทษ ข้ามันคนปากพล่อยพูดไม่คิดชีวิตน่าสงสาร เห็นใครแปลกหน้าก็มักจะจับผิดอยู่เรื่อย เพราะหวาดระแวงหวั่นเกรงถูกลอบทำร้าย”
ใบหน้าคมคร้ามเศร้าสลดลง หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นคล้ายกำลังสับสนในตัวเอง คนมองอมยิ้มด้วยความขบขัน กับการแสดงซึ่งไม่แนบเนียนเอาเสียเลย
หากคนตรงหน้าน่าสงสาร บ่าวหญิงที่ถูกขับไล่ออกจากจวน เพียงเพราะลอบมองหน้าเจ้านายรูปงามไม่น่าสงสารกว่าหรือ
นางแทบไม่เห็นสตรีอายุต่ำกว่าสี่สิบปี เข้ามาทำงานในจวนตระกูลลู่เลย ที่ร้านขายข้าวสารก็มีเพียงบุรุษ
“น่าสงสารขนาดนั้นเลย”
ใบหน้างดงามแย้มยิ้มเต็มดวงหน้า เผยให้เห็นฟันสีขาวสะอาดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ รอยยิ้มเปิดเผยเช่นนี้ทำให้หัวใจบุรุษเต้นระรัวจนได้ยินเสียงหัวใจตนเอง
“น่าสงสารมาก สหายก็ไม่มี คนรักยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้บุรุษหน้าบึ้งชีวิตไม่สดใสเลยสักคน”
สตรีแพ้ทางบุรุษรูปงามและขี้อ้อน คำกล่าวของหลานชายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลู่ชุนหยางจึงอยากลองปฏิบัติกับคนตรงหน้า เผื่อว่าเรื่องราวในใจจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่านี้
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







