Partager

บทที่ 8

“ท่านหมายความว่านางตัวซ...ลูกรองของข้าเป็นผู้นำความเคราะห์ร้ายมาสู่ครอบครัวอย่างนั้นเหรอ แล้วอาจจะหมายรวมถึงหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยใช่หรือไม่” นางจางถามนักพรตออกมาสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“ใช่แล้วประสก” นักพรตผู้ชราหลับตาลงเอามือจับลูกประคำก่อนพยักหน้ารับ

ทำให้คนบ้านฉินที่ได้ยินต่างพากันมีใบหน้าถอดสีพร้อมคิดเหมือนกัน ถึงว่าช่วงนี้มีแต่เรื่องมันต้องเป็นเพราะนางตัวซวยนี้เป็นแน่ พวกเขาสี่คนพ่อแม่ลูกจึงมองไปยังเด็กหญิงผู้ที่ถูกมัดติดอยู่กับเสาเป็นทางเดียว

“แล้วมีวิธีแก้หรือไม่เจ้าคะ” นางจางละจากใบหน้าลูกนอกไส้หันมาถามนักพรตผู้ชราอีกครั้ง

“มี ประสกจะต้องให้เด็กคนนั้นออกจากบ้านอย่างต่ำ ๆ เป็นเวลาเจ็ดปีและห้ามเกี่ยวข้องกันอย่างเด็ดขาด” นักพรตเฒ่ายังคงแสดงบทบาทของตนตามที่ได้รับ

“หมายความให้พวกเราตัดขาดจากนางอย่างนั้นหรือขอรับ” ฉินหย่งถามออกมาเสียงดัง

“ประสกเข้าใจถูกต้องแล้ว หากว่าประสกยังคิดจะยุ่งเกี่ยว กับนางไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อมความโชคร้ายก็จะมาเยือนครอบครัวของประสกอย่างไม่จบสิ้น” ผู้สวมบทบาทนักพรตกล่าวดักทาง เขาผู้ซึ่งผ่านร้อนหนาวมาย่อมเข้าใจในสายตาความโลภของคนบ้านนี้โดยเฉพาะนางจางที่น่าจะกำลังมีแผนร้ายอยู่ในใจ

“เอาไว้ข้าขอลองคิดดูก่อนยังไงนางก็ยังเป็นบุตรสาวของข้า” นางจางแสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา

เมื่อผู้ใหญ่บ้านรวมถึงชาวบ้านที่เห็นการกระทำอันเสแสร้งของนางจางพวกเขาก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรจึงได้พากันเดินตามหลังนักพรตเฒ่าที่เอาแต่ท่องอามิตาพุทธออกมา

หลังจากคนผู้มาเยือนทั้งหมดจากไปแล้วนางจางจึงคิดจะขายฉินเซียวให้เป็นเจ้าสาวเด็ก ในความคิดของนางนั้นหากจะให้ตัดขาดกับเด็กโง่นั่นโดยไม่ได้เงินย่อมไม่มีทางเป็นไปได้สู้ขายแล้วเอาเงินมาใช้จะดีกว่า

“ข้าจะไปบ้านต้าหวาง” นางจางบอกกับสมาชิกทั้งสามที่ยังยืนอยู่หน้าบ้าน

“เจ้าคิดจะทำอะไรไม่ได้ยินคำทำนายหรือว่า หากว่ายังยุ่งกับนางความซวยจะมาเยือนอีก” ฉินหย่งกล่าวทัดทานแม้เขาจะรักเงินแต่เรื่องแบบนี้เขาค่อนข้างเชื่อเป็นพิเศษ

“เชอะข้าไม่กลัวหรอกใครจะรู้ว่าจริงหรือไม่ หากขายได้เงินย่อมดีกว่าอยู่แล้วหรือท่านไม่อยากได้” จางหม่านซิงพูดเยาะ

“ก็ได้เจ้าอยากทำอะไรก็ตามใจแต่หากความซวยมาเยือนข้าจะโทษเจ้า” ฉินหย่งกล่าวอย่างคนเห็นแก่ตัว เงินเขาก็อยากได้ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดอย่ามาโยงเขาเข้าไปเกี่ยว

นางจางหาได้สนใจคำขู่ของสามีผู้เสเพลไม่ ดังนั้นนางจึงรีบเดินลัดเลาะไปทางหมู่บ้านของคนขายเนื้อที่อยู่ติดกัน

ต้าหวางที่ว่านี้เขาเคยแต่งงานแล้วภรรยาตกตายทันทีหลังจากเข้าหออาจเป็นเพราะตกใจในการกระทำอันป่าเถื่อนของคนผู้นี้หรือสาเหตุอื่นก็ไม่มีผู้ใดรู้อย่างแน่ชัด

ทางด้านนักพรตเฒ่าเมื่อเดินมาถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งยวด จึงคิดอยากจะรู้ผลของวันพรุ่งนี้เพราะหากนางจางยังไม่ปล่อยตัวเด็กหญิงตัวเล็กวันนี้ นางคนนั้นจะต้องมีแผนการร้ายบางอย่างอย่างแน่นอน

“ประสกผู้ใหญ่บ้าน คืนนี้อาตมาจะขอพักที่นี่ได้หรือไม่ เนื่องจากข้าผู้ทรงศีลจะสวดไล่สิ่งอัปมงคลให้ จนกว่านางผู้นั้นจะทำตามที่ข้าบอกเพื่อให้ชาวบ้านไม่เดือดร้อนไปด้วย

เจ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะอยู่นานพอพรุ่งนี้เช้าหากบ้านนางเกิดเรื่องนางจะรู้เองว่าที่ข้าพูดเป็นความจริง ส่วนข้าก็จะจากไปพร้อมเด็กหญิงผู้นั้นเพื่อให้นางได้ออกห่างจากหมู่บ้านแห่งนี้” นักพรตเฒ่ากล่าวเสียงอ่อนโยนพลางสบตาชาวบ้านทุกคนที่ยังอยู่ด้วยความเป็นห่วง

“พรุ่งนี้จะเกิดเรื่องกับครอบครัวฉินหรือขอรับ” ผู้ใหญ่บ้านเมื่อได้ฟังเรื่องปั้นแต่งของนักพรตก็รู้สึกตกใจจนต้องถามออกมา

“ใช่แล้วล่ะหากคนบ้านนั้นยังคงดื้อดึงพวกเจ้าก็รอดู หายนะของครอบครัวนั้นเถอะว่าจะเป็นดั่งคำของข้าหรือไม่” นักพรตผู้ชรากล่าวออกมาอย่างมั่นใจทั้งที่ในใจก็ค่อนข้างวิตกกังวลแต่ในเมื่อเดินหน้าแล้วก็มีแต่ต้องไปให้สุดทาง

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอเชิญท่านพำนักที่นี่เถอะขอรับ” ผู้ใหญ่ บ้านที่อยากพิสูจน์ความจริงเชื้อเชิญ

ทางด้านนางจางที่ตอนนี้ก็ได้เดินมาถึงบ้านคนขายเนื้อที่ว่าแล้ว นางได้ยืนอยู่หน้าบ้านเอามือปิดจมูกเนื่องจากได้กลิ่นคาวของสถานที่แห่งนี้ด้วยความรังเกียจ

“มีใครอยู่ไหมข้าจางหม่านซิงเอง” นางเอามือข้างที่ว่างเคาะประตูส่งเสียงอู้อี้ออกไป

นางรออยู่สักพักประตูบานไม้ก็เปิดออกก่อนที่จะตามมาด้วยร่างชายอ้วนหนวดเครารกรุงรังกลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวชวน พะอืดพะอม

“เจ้ามีธุระอะไรวันนี้เนื้อขายหมดแล้ว” ต้าหวางเปิดปากที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเหล้าถามสีหน้าไม่ยินดียินร้าย

“เจ้าอยากได้ภรรยาไม่ใช่หรือ ที่บ้านข้าตอนนี้ต้องการเงิน หากเจ้าสนใจเราก็มาคุยเรื่องราคากัน” นางจางกล่าวออกมาอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มแม้ในใจจะรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคนผู้นี้ก็ตาม

“บุตรสาวเจ้ายังเล็กไม่ใช่หรือเจ้าจะให้ข้าซื้อนางมาเลี้ยงหรืออย่างไร ข้าไม่ต้องการหรอกเสียเวลา” ชายผู้นี้บอกปัด

“นางอายุแปดหนาวแล้วทำงานบ้านได้ทุกอย่าง อีกแค่เจ็ดแปดปีนางก็สามารถเป็นภรรยาให้เจ้าได้เจ้าลองคิดดูให้ดี” หม่านซิงพยายามเกลี้ยกล่อม

ชายร่างอ้วนผู้นี้ครุ่นคิดแต่เขาก็ยังจัดได้ว่าเป็นคนมีมันสมองอยู่บ้างจึงคิดอยากดูตัวว่าที่เจ้าสาวเด็กของตนก่อน

“ข้าขอไปดูใบหน้าของนางก่อนหากว่าถูกใจข้ายินดีจะจ่ายให้เจ้ายี่สิบตำลึงเงิน แต่หากไม่การค้าของเราก็ล้มเหลว” ต้าหวางกล่าวรวบรัดตัดบท

นางจางที่คิดว่าตัวเองจะได้เงินจากแกะอ้วนอย่างง่ายดายก็ทำสีหน้าไม่ค่อยดีนัก หากคนผู้นี้ไปเห็นใบหน้าเหมือนผีของเด็กนั่นนางก็ชวดเงินนะสิ

“คะ...คือว่านาง” จางหม่านซิงรู้สึกอึดอัดจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก

“เจ้ามีปัญหาอะไรอีกหากว่าไม่สะดวกการค้าของเราก็ยกเลิกไป” ต้าหวางที่เห็นท่าทีของนางจางก็กล่าวตัดบทอีกครั้งด้วยความรำคาญ

“ได้ ๆ พรุ่งนี้ท่านก็ลองไปดูที่บ้านข้าก็แล้วกันวันนี้ข้าขอตัว” จางหม่านซิงที่เห็นท่าทีของชายผู้นี้จึงได้ตอบรับออกมาอย่างรวดเร็ว

“ก็แค่นั้น” ต้าหวางกล่าวจบก็เข้าบ้านปิดประตูใส่หน้านางจางทันที

ระหว่างทางเดินกลับบ้านของตนนางแม่ผู้ชั่วร้ายก็คิดหาวิธีจะทำอย่างไรถึงจะปกปิดรอยแผลของฉินเซียวไปตลอดทางจนกระทั่งถึงบ้านนางก็ยังหาวิธีไม่ออกและใบหน้าที่เละเหมือนผีของลูกนอกสายเลือดนางก็ไม่อยากมอง

“นางจางเมื่อกลับมาแล้วก็ไปทำงานในทุ่งเสียสิข้าจะเข้าไปในเมือง ก่อนเจ้าไปทุ่งนาก็เอาเงินมาให้ข้าด้วยล่ะ” ฉินหย่งกล่าวอย่างไร้ยางอาย

“ท่านพี่ข้าบอกท่านไปแล้วว่าไม่มีเงิน” นางจางกล่าวออกมาอย่างหมดความอดทนเช่นกัน งานในทุ่งนาก็จะให้นางทำคนเดียวตัวเองเป็นสามีก็ไม่คิดช่วยจ้องแต่จะเอาเงินไปเล่นพนัน

“เจ้ากล้าเสียงดังใส่ข้าเหรอหากไม่มีเงินข้าก็จะไปบอกผู้ใหญ่บ้านเรื่องขายที่ดิน” ผู้ที่เสพติดการพนันตวาดเสียงดัง

“หากไม่มีที่ดินพวกเราก็ไม่มีที่ทำนาแล้วต่อไปจะเอาอะไรกิน ต้าอีก็ยังต้องไปสำนักศึกษานะหรือว่าท่านไม่อยากให้ลูกเป็นขุนนางแล้ว” นางจางเอาจุดอ่อนเรื่องลูกชายยกมาขู่

“ก็ได้ข้าไม่ขายก็ได้แต่เจ้าต้องเอาเงินมาให้ข้า ไหนว่าเจ้าไปบ้านต้าหวางมาไม่ได้เงินมาหรือ” ฉินหย่งยอมอ่อนข้อ

“ยังไม่ได้ เขาจะมาดูหน้ามันก่อนพรุ่งนี้” นางจางกล่าวออก มาอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

“ดูหน้า หน้าเด็กนั่นตอนนี้เหมือนผีขนาดนั้นต้าหวางเห็นไม่กระเจิงไปก่อนหรอกหรือ เจ้าโง่หรือไงถึงจะให้เขามา” ฉินหย่งกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล ในระหว่างที่คนทั้งสองโต้เถียงกันภายในบ้านหมูด้านนอกก็ส่งเสียงกรีดร้องอย่างหิวโหยเพราะถึงเวลากินของมันนานแล้ว

“นั่นหมูร้องแล้วเจ้ารีบไปทำงานเลย” ฉินหย่งเอ่ยปากไล่ภรรยาก่อนที่มันจะเดินหายเข้าไปในห้องนอน

ฉินเซียวที่ยังคงถูกมัดอยู่กับเสาได้ยินเสียงโต้เถียงของคน ทั้งสองภายใจของนางก็ยิ้มเยาะชายชั่วหญิงโฉดคู่นี้ช่างเป็นคู่ที่นรกบันดาลเสียจริงเธอคิด

วันนี้ทั้งวันฉินเซียวก็ยังคงเป็นผู้ถูกลืมเหมือนเคยหากว่าเธอไม่มีโป๊ยข่วยและมิติเด็กหญิงคิดว่าเธอคงตายไปหลายรอบแล้ว เนื่องจากไม่ได้กินดื่มมาตลอดหนึ่งคืนกับอีกสองวัน

จนกระทั่งเช้าวันต่อมานางจางที่กังวลถึงเรื่องของต้าหวางจึงไม่ได้ทันสังเกตสิ่งใดทั้งสิ้นว่าวันนี้เหตุใดหมูตัวใหญ่จึงไม่ส่งเสียงร้องขออาหารเฉกเช่นดั่งทุกวัน

ซึ่งผิดกับฉินเซียวผู้รู้แล้วว่าหมูตัวนั้นบัดนี้อาจจะกำลังป่วยหนักและอาจจะตกตายลงในไม่ช้า

เหล่าชาวบ้านหลังจากที่พวกเขากินข้าวเช้ากันเสร็จก็ได้พากันเดินทางมารวมตัวที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเพื่อหวังจะไปยังบ้านครอบครัวฉินด้วยหวังจะชมเรื่องเคราะห์ร้ายของผู้อื่น ว่าคำทำนายของนักพรตจะเป็นจริงหรือไม่

ทางต้าหวางผู้มีหนวดเครารกรุงรังก็กำลังเดินไปทางบ้านนางจางเช่นเดียวกันและบังเอิญก็ได้พบกับชาวบ้านมาก มาย นักพรตผู้เฒ่าพิจารณามองชายร่างอ้วนผู้มีกลิ่นกายเหม็นเปรี้ยวโชยออกมาจากร่างเขาก็หรี่ตาลงพลางครุ่นคิดในสิ่งที่ตนได้คาดไว้เมื่อวานในเรื่องท่าทางของนางจางที่
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 360

    “พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 359

    นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 358

    ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 357

    “ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 356

    “เฮ้อ! พวกท่านช่างไม่เข้าใจจิตใจของหญิงสาว หากเป็นข้า ข้าก็จะทำแบบเดียวกับพี่สะใภ้รองเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเข้าข้างนาง” ฉินเซียวมองหน้าสามีกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจหญิงสาวผู้ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคนดีโจวเหวินหยุนผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจคำพูดของภรรยาแต่เขาไม่คิดถาม

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 355

    “ท่านพี่ ท่านบอกข้ามาตามตรงพี่รองของข้ามีเรื่องอะไรที่เขาต้องปรึกษากับท่านเป็นการส่วนตัว” ฉินเซียวเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ที่กำลังวางคางเกยยังหัวไหล่ขาวเนียนของตน“น้องหญิงเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามกับเขาโดยตรง” เหวินหยุนเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข ทำให้หญิงสาวผู้ที่ต้องการสนทนาได้แต่เอามือน้อยปัดป้องในสิ่งที่เขากำลัง

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 256

    “นำเข้ามาเร็ว” หลี่ซานไห่ส่งเสียงอนุญาตคนที่อยู่ด้านนอกอย่างมีความหวัง“ท่านพี่ ลูก...” ผู้เป็นภรรยาเองก็เอ่ยอย่างมีความหวังน้ำเสียงตื่นเต้นหลี่ซานไห่กุมมือภรรยาไว้แน่น ในระหว่างนั้นทหารผู้นั้นก็นำจดหมายที่ปิดผนึกให้นายของตน จากนั้นเขาก็ก้าวถอยหลังสามก้าวเพื่อยืนรอรับคำสั่งต่อไปทันทีที่หลี่ซานไห่เ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 255

    ซึ่งเรื่องราวในวังเหล่านั้นฉินเซียวหาได้รับรู้ไม่ เนื่องจากในตอนนี้นางกำลังหัวหมุนอยู่กับการรักษาคนป่วยที่นางกับท่านอาจารย์ทั้งหลายต่างลงความเห็นกันว่าเป็นโรคสุกใสหาใช่ฝีดาษตามที่หมอผู้หนีหายได้กล่าวไว้“เสี่ยวเซียวเจ้าออกไปพักบ้างเถอะ ตั้งแต่มาถึงที่นี่เจ้าก็ทำงานหนักมาตลอด” ซินฉีเอ่ยกับศิษย์ตัวน้อ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 254

    สองพี่น้องเสือรับคำเสียงดัง อย่ามองว่าพวกมันตัวเล็กแล้วจะไร้พิษสงเด็ดขาด เพราะขึ้นชื่อว่าลูกพยัคฆ์ก็เป็นพยัคฆ์ อยู่ดี“ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย ส่วนจินหลงเจ้าเองก็สมควรกลับเมืองหลวงได้แล้ว เกาเฉิงหยี่เจ้าจงอารักขานายของเจ้าให้ดียิ่งชีวิตล่ะ” ชายชราตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายก่อนหันไปกล่าวกับชายหนุ่มทั้งสอง

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 253

    “เป็นผลงานของหลานสาวอย่างนั้นหรือเหตุใดนางถึงได้เก่งกาจนัก” ชายหนุ่มหลังจากที่ได้ยินคำกล่าวของหนิงลี่ทำให้เขาอุทานออกมาสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“เจ้าเพิ่งจะรู้ว่านางเก่งกาจหรือ นี่ข้ายังได้ข่าวว่านางกำลังจะเปิดหอสุราซึ่งข้ายังไม่ได้ลองชิมเลยนางก็มาเดินทางไปชายแดนเหนือเสียก่อน” ชายชรากล่าวน

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status