ログインแม่นมหลิวที่เฝ้ามองอยู่รีบกล่าว “เห็นหรือไม่เจ้าคะ น้ำนมของอี้เหนียงอาจยังไม่มา คุณชายกำลังหิว ให้บ่าวพาไปเถิดเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางไม่ถึงกับดูแคลน แต่กลับแฝงความมั่นใจว่าผลลัพธ์เป็นไปตามที่ตนคาดไว้
หวั่นถงมิได้ส่งเด็กคืนให้
นางเพียงหลับตาลงชั่วครู่ ตั้งสติฟังร่างกายตนเอง
ร่างนี้เสียเลือดไปมาก ลมปราณพร่อง ความเจ็บปวดยังปิดกั้นการไหลเวียนภายใน หากฝืนใช้คาถาแรงเกินไปอาจทำให้ไข้ขึ้นหรือเลือดไหลซ้ำ
แต่นางไม่จำเป็นต้องใช้มนต์ใหญ่โต เพียงผ่อนลมหายใจ คลายเส้นลมปราณ และปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่ของมันเท่านั้น
หวั่นถงวางปลายนิ้วลงบนจุดใกล้ทรวงอกอย่างแนบเนียน หลับตาสงบใจ ก่อนจะบริกรรมถ้อยคำเพียงสั้น ๆ อยู่ในลำคอ
“ลมแม่ตั้ง ธารน้ำนมไหล หล่อเลี้ยงสายใย อย่าขาดอย่าคลาย”
ความอุ่นจาง ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก
มิใช่ความร้อนรุนแรงเช่นยามใช้มนต์ห้ามเลือด แต่เป็นความอบอุ่นอ่อนโยนคล้ายสายน้ำซึ่งค่อย ๆ ไหลผ่านพื้นดินแห้งแล้ง
หวั่นถงลืมตาขึ้น แล้วประคองเด็กกลับเข้าใกล้อีกครั้ง
“ลองใหม่ดีหรือไม่”
ไม่รู้ว่านางกำลังกล่าวกับบุตรหรือร่างกายของตนเอง
คราวนี้เด็กน้อยดูดนมได้เพียงไม่กี่ครั้ง ก็หยุดร้องไห้
เสียงกลืนแผ่วเบาดังเป็นจังหวะ
มือเล็กที่เคยโบกไปมาค่อย ๆ กำชายเสื้อของมารดาไว้แน่น
ภายในห้องเงียบลงทันที
แม่นมหลิวมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
เดิมทีนางมั่นใจว่า สตรีซึ่งตกเลือดหนักจนเกือบตายย่อมไม่มีน้ำนมเพียงพอ อย่างไรก็ต้องพึ่งพาแม่นมเช่นนาง
หวั่นถงก้มมองบุตรชาย ดวงตาซึ่งเคยมีประกายระแวดระวังอ่อนลงอย่างชัดเจน
จังหวะการดูดนมของเด็กน้อยทำให้ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง
ครั้งหนึ่ง นางเคยนั่งอุ้มลูกอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้ ฟังเสียงฝนกระทบใบตอง มือเล็ก ๆ เคยเกาะนิ้วของนางแน่นเช่นนี้
ในเวลานั้นนางเคยคิดว่า ไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายเพียงใด อย่างน้อยก็ยังมีลูกอยู่ข้างกาย
แต่ที่นางยอมรับการประหาร....
นางมั่นใจมากเกินไป
หวั่นถงก้มใบหน้าลงจนหน้าผากแตะกับเส้นผมอ่อนนุ่มของเด็กน้อย
ลมหายใจสั่นไหวเพียงน้อย “เจ้ากินให้อิ่มเถิด”
นางกระซิบ “ข้าไม่รู้ว่ามารดาคนเดิมของเจ้าจะฝากคำใดไว้ แต่หากนางยังอยู่ นางคงอยากบอกเจ้าว่า…นางรักเจ้ายิ่งกว่าชีวิต”
เด็กน้อยยังคงดูดนมอย่างไม่รับรู้เรื่องราว
หยาดน้ำใสเอ่อขึ้นตรงขอบตาของหวั่นถง นางรีบกะพริบตาไล่มันกลับไป ‘เพิ่งฟื้นก็ร้องไห้เสียแล้ว’
‘หากวิญญาณเดิมยังวนเวียนอยู่ คงคิดว่าข้ามาอาศัยร่างนางแล้วทำตัวอ่อนแอยิ่งกว่าเดิม’
นางจึงสูดลมหายใจลึก แล้วเอ่ยกับเด็กน้อยเบา ๆ
“ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเจ้าเอง” นิ้วเรียวลูบผ่านแก้มอ่อนนุ่ม
นางเว้นจังหวะ มองใบหน้าเล็กอย่างจริงจัง
“แต่เจ้าก็ต้องช่วยข้าด้วย” เด็กน้อยหยุดดูดไปครู่หนึ่ง
หวั่นถงเลิกคิ้ว “อย่างแรก เจ้าต้องเลี้ยงง่าย”
เด็กกลับเริ่มดูดต่อประหนึ่งไม่คิดจะรับปาก
หวั่นถงถอนหายใจ “ดูท่าข้าคงหวังมากเกินไป”
ชิงยวนกับเสี่ยวจู่สบตากัน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
แม้แต่แม่นมหลิว สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็ยังอ่อนลงเล็กน้อย
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กน้อยจึงค่อย ๆ ผละออกด้วยความอิ่มเอม ดวงตาปิดสนิท แก้มเล็กแนบอยู่กับอกมารดา ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ
หวั่นถงอุ้มเขาพาดบ่า ลูบหลังเบา ๆ อย่างคุ้นเคย
ไม่นาน เสียงเรอเล็ก ๆ ก็ดังขึ้น
นางนิ่งไป ก่อนจะมองบุตรชายด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“กินอิ่มแล้วก็ประกาศให้คนทั้งห้องรู้เชียวหรือ”
เสี่ยวจู่หัวเราะออกมาเบา ๆ “คุณชายแข็งแรงดีนะเจ้าคะ”
“เสียงดังเช่นนี้ ข้าเองก็พอมองออก”
หวั่นถงตอบ พลางยิ้มอย่างเอ็นดู
นางอุ้มเด็กไว้ต่ออีกครู่หนึ่ง จนรู้สึกว่าแขนเริ่มอ่อนแรงจึงยื่นส่งให้แม่นมหลิว
“รับเขาไปเถิด”
แม่นมหลิวรีบก้าวเข้ามารับเด็กด้วยความระมัดระวัง “เจ้าค่ะ”
หวั่นถงยังไม่ปล่อยมือทันที
นางมองตาของแม่นมหลิว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีหน้าที่ดูแลเขา และเท่าที่เห็น เจ้าก็ดูแลได้ดี”
แม่นมหลิวก้มศีรษะ “เป็นหน้าที่ของบ่าวเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็จงทำหน้าที่ต่อไปให้ดี”
น้ำเสียงของหวั่นถงมิได้แข็งกร้าว ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจน “เขาเป็นบุตรของข้า หากกินสิ่งใด นอนเมื่อใด ร้องไห้เพราะเหตุใด หรือมีผู้ใดเข้ามาใกล้ ข้าต้องรู้ทุกเรื่อง”
แม่นมหลิวชะงักไปเล็กน้อย
หวั่นถงยิ้มบาง ๆ “เหตุใดถึงได้ทำสีหน้าเช่นนั้น”
แม่นมหลิวสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงกว่าเดิม
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หวั่นถงจึงปล่อยมือ
“พาเขาไปนอนเถิด หากตื่นแล้วให้พามาหาข้าอีก”
“เจ้าค่ะ”
แม่นมหลิวอุ้มเด็กออกไปอย่างเงียบเชียบ หวั่นถงมองตามจนม่านประตูปิดลง แล้วจึงเอนกายพิงหมอนด้วยความเหนื่อยล้า
เพียงให้นมบุตรครั้งเดียว
นางกลับรู้สึกประหนึ่งเพิ่งผ่านการรบมาหนึ่งสนาม
นางหลับตาลง ก่อนจะพึมพำ
“เลี้ยงลูกช่างเปลืองแรงยิ่งกว่าร่ายคาถาเสียอีก”
ชิงยวนรีบเข้ามาจัดผ้าห่มให้ “อี้เหนียงสี่ควรพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 93 ถุงหอมหน้าประตู เช้าวันนั้น หวั่นถงตื่นขึ้นแล้วนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกไม่หลังไม่ปวด แขนไม่ชา ใต้ตัวก็ไม่มีฟางคอยทิ่มยามพลิกกาย ที่แท้นางเพียงขาดที่นอนดี ๆ มิได้ชราลงหลายปีอย่างที่นึกกลัว รุ่ยเอ๋อร์ยังหลับอยู่ข้างกาย นางจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นรับถ้วยน้ำจากชิงยวน สายตาหยุดอยู่ที่ถุงผ้าเล็กหลายใบในตะกร้า “เสี่ยวจู่เย็บไว้เจ้าค่ะ บอกว่ามีเศษผ้าเหลือจึงไม่อยากทิ้ง” หวั่นถงหยิบขึ้นดู ฝีเข็มยังคดอยู่บ้างทว่าปากถุงผูกได้แน่นดี นางให้ชิงยวนเอาสมุนไพรหอมแห้งที่เหลือมาแบ่งใส่ถุงก่อนเรียกเสี่ยวจู่เข้ามา สาวใช้มองของในตะกร้าแล้วขยับปลายนิ้วอย่างเขิน ๆ “เย็บไม่งามนักเจ้าค่ะ” “สมุนไพรคงไม่ถือสา ขอเพียงอย่าร่วงออกมาก็พอ” เสี่ยวจู่หลุดยิ้ม นั่งลงช่วยเติมจนได้ถุงหอมหลายใบ หวั่นถงเก็บหนึ่งใบไว้ในมือ ให้ชิงยวนขยับผ้ากั้นมาบังสายตาจากด้านนอก นางหลับตา วางนิ้วแตะปมด้ายแล้วเอื้อนเสียงแผ่ว “ธาตุไม้คงคุณ กลิ่นเกื้อกูลมิรู้คลาย…” ความอุ่นบางเบาซึมผ่านปลายนิ้ว กลิ่นสมุนไพรในถุงค่อย ๆ ชัดขึ้น นางเสริมเพียงฤทธิ์ไล่แมลงให้คงอยู่นานขึ้น ถึงกระน
ตอนที่ 92 ใต้ชายคาเดียวกัน ชิงยวนส่งเงินที่แบ่งไว้ให้เสิ่นเยี่ยนเหิงตามคำสั่ง เขาจดจำนวนลงกระดาษก่อนส่งให้หวั่นถงเก็บไว้ นางพับกระดาษอย่างเรียบร้อย เงินออกจากถุงไปแล้ว อย่างน้อยยังมีกระดาษกลับมาปลอบใจอยู่หนึ่งแผ่น เช้าวันถัดมา บ่าวคนสนิทพาช่างไม้จากหมู่บ้านใกล้เคียงมาถึงเรือน ช่างดูไม้ที่มีแล้วตกลงกับเสิ่นเยี่ยนเหิงว่าจะปิดรอยแตกที่ฝากับทำพื้นยกสำหรับที่นอนก่อน เสิ่นเยี่ยนเหิงเรียกญาติผู้น้องมาช่วยขนไม้ คราวนี้มีผู้ยอมลุกขึ้นมากกว่าเมื่อคืน “ท่านแม่จัดการเรื่องเครื่องนอนเถิดขอรับ” หลิ่วซูหยารับคำแล้วเรียกจิงเจียวมาดูผ้าฝ้ายที่ชิงยวนซื้อไว้ “ตัดผ้ารองให้เด็กก่อน ของพวกผู้ใหญ่ยังพอใช้ได้” จิงเจียวให้สาวใช้ช่วยคลี่ผ้าออกวัดก่อนลงมือตัด สตรีสายรองที่นั่งอยู่ใกล้กันค่อย ๆ ขยับเข้ามาช่วยเย็บ ฮูหยินผู้เฒ่านั่งมองอยู่ข้างหน้าต่าง มือที่เคยกำไม้เท้าตลอดหลายวันวางลงบนตักช้า ๆ หวั่นถงถืออ่างผักผ่านมาพบอวี้เหยานั่งจับม้วนด้ายให้ผู้ใหญ่ “เมื่อยก็วางลงเถิด” “ข้าช่วยได้เจ้าค่ะ” เด็กน้อยตอบทันที หวั่นถงยิ้มให้ก่อนเดินเข้าครัว เสี่ยวจู่ซาวข
ตอนที่ 91 ยืมก่อน จิงเจียวก้มมองมือตนเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ได้หากขายผ้าปักกับภาพวาดได้เงิน ข้าจะนำมาให้เจ้าซื้ออาหารกับของใช้” “เจ้าค่ะ” หวั่นถงรับคำอย่างยินดี ฟังดูคล้ายมีเงินกำลังจะเข้ามือทว่าปลายทางของมันยังคงเป็นหม้อข้าว เสี่ยวจู่นำห่อเข็มด้ายที่ใช้เย็บผ้ารองนอนมาวาง จิงเจียวเปิดดูแล้วเลือกด้ายที่พอใช้ได้ออกมาสองสามสี “ข้าจะเริ่มจากของชิ้นเล็กก่อน ภาพวาดต้องรอหากระดาษกับพู่กัน” หลิ่วซูหยาซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเงยหน้ามองก่อนพยักหน้า จิงเจียวจึงหยิบผ้าขึ้นพิจารณา หวั่นถงมิได้ยืนดูต่อ นางกลับไปจัดการหน้าเตากับเสี่ยวจู่ “นายหญิง บ่าวปักผ้าไม่งามเช่นฮูหยิน” “หุงข้าวให้สุกก่อนเถิด” สาวใช้ก้มมองหม้อทันที “บ่าวดูไฟอยู่เจ้าค่ะ” “ข้ารู้” หวั่นถงตอบพลางยกฝาหม้อ กลิ่นข้าวหอมลอยออกมา เสี่ยวจู่จึงค่อยคลายไหล่ลง เพียงบอกให้ดูไฟก็เฝ้าราวกับเตาจะหนีหาย นางมีลูกมือที่ตั้งใจถึงเพียงนี้เชียวใกล้เที่ยง เสิ่นเยี่ยนเหิงกลับมาพร้อมบ่าวคนสนิท ข้าวของที่นำมามีเครื่องมือช่าง ตะปู เชือกกับของจำเป็นอีกไม่กี่ห่อ เขาวางลงข้างกองไม้ก่อนส่งเงินที่เหลือคืนม
ตอนที่ 90 ช่วยกัน หวั่นถงรอจนรุ่ยเอ๋อร์หลับจึงรับตะเกียงจากชิงยวนแล้วเดินออกไปที่ชานเรือน เสิ่นเยี่ยนเหิงนั่งถากไม้อยู่ใต้แสงไฟ มือข้างที่ประคองท่อนไม้มีรอยถลอกเพิ่มขึ้นอีกแห่ง นางวางตะเกียงในมุมที่ช่วยให้เห็นรอยสิ่วได้ชัด “มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหยิบจับหรือไม่เจ้าคะ” ชายหนุ่มเงยหน้ามอง “เจ้าเองก็ทำอาหารให้คนทั้งเรือน ไปพักเถิด” “เจ้าค่ะ” นางรับคำทันทีจนเขาชะงักไปเล็กน้อย หวั่นถงย่อกายแล้วหมุนตัวกลับ ในเมื่อเขาอนุญาตให้พักจะยืนเถียงให้ปวดขาไปไย ครั้นเดินพ้นประตู ญาติผู้น้องสองคนก็ขยับลุกจากเสื่อ “พี่ใหญ่ ข้าช่วยขอรับ” คนหนึ่งรับท่อนไม้ไปประคอง อีกคนเก็บเศษไม้ให้พ้นทาง เสียงสิ่วจึงดังต่อเนื่องขึ้น ทว่าคนในมุมโถงอีกหลายคนกลับนอนนิ่ง บางคนถึงกับเริ่มกรนทั้งที่เมื่อครู่ยังพลิกตัวไปมา เสี่ยวจู่ซึ่งกำลังเก็บชามกระซิบถาม “เสียงดังเพียงนี้ยังหลับลงอีกหรือเจ้าคะ” หวั่นถงเหลือบมองปลายเท้าที่ขยับหนีแสงตะเกียง “อย่าทัก ประเดี๋ยวเขาต้องกรนให้ดังขึ้นอีก” เสี่ยวจู่รีบก้มหน้า ไหล่สั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนหอบชามออกไปหวั่นถงกลับมานั่งข้างบ
ตอนที่ 89 จัดการเอง “ฮูหยิน ข้าฝากคุณชายสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” หลิ่วซูหยารับหลานมาอย่างระมัดระวัง หวั่นถงจึงเดินไปหากองของสด คนทั้งลานขยับหลีกทางให้ทันที หวั่นถงก้มมองมีดในมือแล้วเลิกคิ้วนิดหนึ่ง อยู่จวนมาหลายเดือนยังไม่เคยทำให้ผู้ใดหลีกทางได้พร้อมเพรียงถึงเพียงนี้ ที่แท้ขาดมีดอยู่เล่มเดียว นางนั่งลงบนม้าเตี้ย ทดสอบความคมของมีดก่อนให้เสี่ยวจู่ยกน้ำร้อนมา จัดการลวกไก่แล้วถอนขนอย่างคล่องแคล่ว เสี่ยวจู่ยืนมองตาไม่กะพริบ “มองข้าเช่นนั้นทำไม ข้าถอนขนไก่มิได้จะถอนผมเจ้า” สาวใช้หลุดหัวเราะก่อนรีบเม้มปาก “บ่าวเพียงไม่เคยเห็นท่านทำเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นเข้ามาช่วย คราวหน้าจะได้ทำเป็น” เสี่ยวจู่รีบนั่งลงข้างกัน ชิงยวนหุงข้าวเสร็จก็มารับปลาที่นางขอดเกล็ดแล้วไปล้าง หวั่นถงสับไก่เป็นชิ้นพอดีคำ แบ่งปลาสำหรับต้มน้ำแกง ยามเงยหน้าขึ้นยังเห็นคนหลายคนยืนมองอยู่ที่เดิม ที่แท้ถอนขนไก่ไม่ต้องร่ายคาถาก็ทำให้คนตะลึงได้ นางอดยกมุมปากไม่ได้ “ช่วยยกชามออกมาเถิดเจ้าค่ะ น้ำแกงใกล้ได้ที่แล้ว” คราวนี้ทุกคนขยับทันที กลิ่นไก่ผัดขิงลอยคลุ้งจากกระทะ น้ำแกงปลาเดือดอ
ตอนที่ 88 ปล่อยไป หลังรับร่างแม่ทัพเสิ่นคืนมา คนในตระกูลก็จัดพิธีศพให้อย่างเรียบง่าย โลงไม้ธรรมดาตั้งอยู่หลังเรือน โต๊ะเก่าตัวหนึ่งใช้วางกระถางธูปกับเครื่องเซ่นเพียงเล็กน้อย ญาติที่เหลือสวมผ้าป่านไว้ทุกข์ผลัดกันเข้าคำนับ หลิ่วซูหยาร้องไห้จนแทบไม่มีแรง ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างโลง ลูบฝาไม้ช้า ๆ ราวกับยังมีถ้อยคำที่มิทันได้กล่าวกับบุตรชาย เสิ่นเยี่ยนเหิงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นจนธูปหมดดอก หวั่นถงอุ้มรุ่ยเอ๋อร์เข้าคำนับ ชิงยวนช่วยประคองแขนนางไว้ เสี่ยวจู่พาเด็กหญิงทั้งสองเข้ามากราบท่านปู่เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อโลงถูกนำไปฝังที่เชิงเขา มีเพียงคนในครอบครัวกับบ่าวที่เหลือเดินตามไปส่ง เสิ่นเยี่ยนเหิงมองดินที่กลบลงบนโลงจนหลุมเต็มก่อนก้มศีรษะคำนับอีกครั้ง ภายในโถงตำหนักบูรพา แสงแดดลอดม่านแพรปักดิ้นทองทอดลงบนพื้นหินขัด กระถางสำริดพ่นควันกำยานบางเบา รัชทายาทประทับอยู่บนตั่งไม้จันทน์แกะลายโดยมีองครักษ์คุกเข่ารออยู่เบื้องล่าง “จะทรงปล่อยเสิ่นเยี่ยนเหิงไปเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาททรงวางจอกหยกลง “เสด็จพ่อเพิ่งแสดงพระเมตตา เจ้าจะให้ข้าขัดพระประสงค์หรือ” องครัก
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ตอนที่ 43 หรือจะไม่ได้ผลหวั่นถงนิ่งงันไปครู่ใหญ่หลังจากฟังคำรายงานของชิงยวน นางมองดูใบหน้าหลับปุ๋ยของบุตรชายวัยสี่เดือนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน พลางใช้ความคิดอย่างหนัก“เขามองเห็นได้เองงั้นหรือ...”หวั่นถงพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด “วิชาที่ข้าเรียนมา การมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากด
ตอนที่ 42 ไม่คาดฝัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปหลายวันหวั่นถงอาศัยช่วงเวลาที่เรือนจันทร์ฉายสงบเงียบเรียก ชิงยวน และ เสี่ยวจู๋ ข้ามาในห้องลับเพื่อถ่ายทอดวิชา‘อาคมส่งวิญญาณ’ อย่างจริงจังนางสอนด้วยวาจาและเน้นย้ำถึงการใช้สมาธิเพื่อเป็นทางผ่านให้ผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับ โดยมุ่งหวังให้ชิ
ตอนที่ 41 ส่งเสริมท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังทางเดินหินอ่อนที่เชื่อมระหว่างเรือน อนุห้าและอนุหก กำลังเดินนวยนาดพลางสนทนาเรื่องวาสนาบารมีกันอย่างออกรสทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างบางของหวั่นถง ในชุดสีฟ้าซีดดูสะอาดตาก็เดินผ่านมาพร้อมกับ ชิงยวนและเสี่ยวจู่ นางก้าวเดินอย่างช้าๆ ท่าทางดูอ่อนแร







