เข้าสู่ระบบในจังหวะนั้นเอง อนุซ่งเสวี่ยก็ก้าวเข้ามาจากทางเดินด้านนอก
นางคืออนุคนแรกของเสิ่นเยี่ยนเหิง
และเป็นหลานสาวของ หลิ่วซูหยาทำให้ฐานะซ่งเสวี่ยในจวนแทบไม่ต่างจากฮูหยินเอก
ในมือของนางจูงเด็กหญิงตัวน้อย
คุณหนูรอง เสิ่นอวี้เหยา ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวผ่อง ดวงตาใสบริสุทธิ์
ซ่งเสวี่ยหยุดยืนฟังเสียงพิณอยู่ครู่หนึ่ง
สายตาเรียบนิ่ง มิได้เผยอารมณ์ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวเข้ามา
หวั่นถงรีบลุกขึ้น ย่อกายคารวะอย่างงดงาม
“ซ่งอี้เหนียง...คุณหนูรอง”
ซ่งเสวี่ยพยักหน้ารับ น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงอำนาจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยให้มาก “เสียงพิณของเจ้า…ฟังแล้วชวนให้คนคิดถึงใครสักคน”
ซ่งเสวี่ยก้มลงมองเด็กหญิงข้างกาย แล้วเอ่ยต่อด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ข้าพาเหยาเอ๋อร์มาเยี่ยมน้องชาย”
เสิ่นอวี้เหยามองเข้าไปในเรือน ดวงตาเป็นประกายใส
“นั่นคือน้องชายของข้าหรือเจ้าคะ”
หวั่นถงยิ้มรับ รอยยิ้มอ่อนโยนตามมารยาท
แต่แววตานั้นนิ่งสงบ ราวกับผืนน้ำลึก
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูรอง”
ภายใต้บรรยากาศที่ดูสุภาพอ่อนหวาน
หวั่นถงกลับรู้ดี—นี่คือมารยาทที่แสดงออกมาเพื่อให้คนดูเท่านั้น
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากันอย่างอ่อนโยน หวั่นถงเอื้อมมือไปหยิบตลับขี้ผึ้งทาปากเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งตลับนั้นทำจากงาช้างแกะสลักลายดอกบัวอ่อนช้อย ฝาปิดประดับมุกเม็ดเล็กเรียงเป็นกลีบดอกไม้
นางเปิดตลับออก เผยให้เห็นขี้ผึ้งสีชมพูอ่อนหวานราวกลีบดอกซากุระแรกแย้ม เนื้อขี้ผึ้งเนียนละเอียด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ป่าและน้ำผึ้งลอยฟุ้ง
“ข้าทำมันขึ้นเองค่ะ” หวั่นถงกล่าวเสียงนุ่ม “ใช้กลีบดอกเหมยแดงที่เก็บในยามเช้า ผสมกับขี้ผึ้งบริสุทธิ์จากรังผึ้งป่า แล้วเติมน้ำมันเมล็ดทับทิมกับน้ำมันดอกไม้หอมอีกเล็กน้อย”
นางยกตลับขึ้นเล็กน้อยให้เสิ่นอวี้เหยาเห็นชัด ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวต่อเสียงเบาเหมือนกระซิบ
ข้าขอเกลาถ้อยคำให้ละมุน สุภาพ แต่แฝงนัยถ่อมตนอย่างมีชั้นเชิงนะคะ
“ข้ารู้ดีว่าสิ่งดีงามใด ๆ คุณหนูรองย่อมมีพร้อมอยู่แล้ว”
หวั่นถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตานอบน้อม “ของชิ้นนี้ ข้าจึงตั้งใจทำด้วยตนเอง เพียงหวังให้คุณหนูรองได้ลองใช้เล่น ๆ หากมิได้ถูกใจ ก็ขออย่าได้ถือสา…นับเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าเถิดเจ้าค่ะ”
ขณะที่นางพูดเช่นนั้น ในใจหวั่นถงกำลังท่องวาจาสาริกาลิ้นทองที่เรียนรู้มาจากตำราลับโบราณอย่างแผ่วเบา
และคาถานั้นยังถูกหล่อหลอมลงในขี้ผึ้งตั้งแต่ตอนที่ยังร้อนอยู่ เพื่อให้นางผู้ใดที่ใช้ จะมีวาจาไพเราะชวนให้หลงใหล ปากหวานราวน้ำผึ้งและมี
นางยื่นตลับนั้นให้เสิ่นอวี้เหยาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตากลับซ่อนเล่ห์ไว้ลึกสุดใจ
คุณหนูรองยังเป็นเด็กสาววัยเยาว์
จิตใจบริสุทธิ์ ไร้เกราะป้องกัน
ย่อมเป็นผู้ที่รับคาถาได้ง่ายดายนัก
หวั่นถงมั่นใจว่า เสิ่นอวี้เหยาย่อมหยิบสิ่งนี้ไปใช้
และเมื่อวันหนึ่งนางรู้สึกว่า คำพูดของตนช่างไพเราะขึ้นจริง ๆ
เมื่อนั้น…ของชิ้นเล็ก ๆ นี้จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เมื่อของได้ผล เงินย่อมมา
หวั่นถงหัวเราะในใจ
—มีเงิน ต่อให้จ้างผีมาช่วยโม้แป้งก็ยังได้—
สิ่งแรกที่นางต้องทำ คือ หาเงิน
เช้าวันต่อมา
แสงอรุณสาดผ่านบานหน้าต่างเรือนเล็กอย่างอ่อนโยน เสิ่นอวี้เหยา กำลังเตรียมตัวไปยังสำนักศึกษา
นางนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ปล่อยให้สาวใช้จัดการเรือนผม
ขณะสายตากลับเหม่อลอยอย่างประหลาด
ราวกับจิตใจถูกดึงไปไกลกว่าที่ตนเองรับรู้
มือเรียวหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมไปยังตลับเล็กสีเรียบที่วางอยู่มุมโต๊ะ โดยไม่รู้ตัว
ตลับขี้ผึ้งนั้น เปิดออกอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมอ่อนจางลอยขึ้นมาแตะปลายจมูก
อวี้เหยาหยิบขี้ผึ้งขึ้นมาแตะปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ทาลงบนริมฝีปากบางอย่างเคยชิน
“แปลกนัก…” นางพึมพำเบา ๆ กับเงาสะท้อนในกระจก
รู้สึกเพียงว่าตนเองดูสดใสขึ้น
ตอนที่ 37 สะกดวาจาหวั่นถงหยิบตลับเครื่องประทินโฉมจากแต่ละร้านขึ้นมาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นางเปิดฝาตลับออกทีละชิ้นใช้ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อครีมและสูดดมกลิ่นหอมของชาดอย่างละเอียดลออ“ร้านแรกนับว่าสินค้าดีที่สุด...” นางเปรยขึ้นพลางพิจารณาเนื้อชาดสีแดงสดในตลับไม้เรียบง่าย “เนื้อละเอียด ซึมซาบไว และไม่มีกลิ่นฉุนของเกสรดอกไม้ที่มากเกินไป”นางวางตลับนั้นลง ก่อนจะหยิบตลับหรูหราที่ซื้อมาจากร้านใหญ่โตชื่อดังในย่านการค้าขึ้นมาเปิดดู แล้วส่ายหน้าเบาๆ“ส่วนร้านใหญ่ ล้วนเน้นไปที่ตลับเสียมากกว่า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เนื้อแป้งแข็งกระด้าง กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกเพื่อปกปิดคุณภาพที่ต่ำเตี้ย พวกนางคงชอบใจที่ได้ครอบครองตลับเงินแกะสลักสวยงาม แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ทาลงบนผิวนั้นหาได้มีค่าอันใดไม่”นางใช้ปิ่นเงินค่อยๆ คนเนื้อชาดจากร้านแรกที่นางชมว่าดีที่สุด ผสมเข้ากับผงสีดำละเอียดประดุจเถ้าถ่านและน้ำมันพรายที่นางปรุงขึ้นเป็นพิเศษ กลิ่นหอมเย็นยะเยือกอบอวลไปทั่วห้อง แสงไฟจากเตาสะท้อนในดวงตาของนางดูลึกลับและน่าขนลุก จนชิงยวนยังต้องลอบกลืนน้ำลายเมื่อเนื้อชาดเริ่มเซตตัวเป็นสีแดงก่ำดุจเลือดนกและขึ้นเงา
ตอนที่ 36 ประทินโฉมหวั่นถงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะซื้อของไปด้วยอีกหลายชิ้นจากนั้นนางก็เดินทอดน่องไปตามย่านการค้าที่คลาคล่ำไปด้วยสตรีสูงศักดิ์และหญิงสาวแรกรุ่น นางหยุดแวะที่ร้านประทินโฉมร้านแรกซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน หลังจากพิจารณาเนื้อชาดในตลับไม้เรียบง่ายอยู่นาน นางก็หันไปสั่งเสี่ยวจู่ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย"เอาชาดตลับนี้ห้าตลับ แล้วก็แป้งผัดหน้าอีกสามชุด"เจ้าของร้านตาโตด้วยความคาดไม่ถึง รีบกุลีกุจอห่อของให้นางอย่างรวดเร็ว หวั่นถงจ่ายเงินโดยไม่ต่อรองแม้เพียงอีแปะเดียว ก่อนจะก้าวออกจากร้านไปตลอดทั้งบ่ายนั้น หวั่นถงเข้าออกร้านประทินโฉมร้านแล้วร้านเล่า ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่โตที่มีชื่อเสียงไปจนถึงร้านแผงลอยริมทาง นางจะหยุดพิจารณาสินค้าอย่างละเอียด สอบถามราคาและส่วนประกอบครู่หนึ่ง จากนั้นก็จบลงด้วยการซื้อของจากทุกร้านในปริมาณที่มากพอสมควร"อนุสี่เจ้าคะ ตอนนี้พวกเราซื้อเกือบจะครบทุกร้านแล้วเจ้าค่ะ " เสี่ยวจู่เอ่ยพลางพยายามประคองห่อของพะรุงพะรังในอ้อมแขนหวั่นถงเพียงยิ้มบางๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองร้านค้าเหล่านั้นราวกับกำลังอ่านหมากรุก เอ่ย "เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ” เรือนฟู่หย่า
ตอนที่ 35 อนุห้า อนุหก หวั่นถงปรายตามองหญิงสาวทั้งสองที่ยกถาดน้ำชาเข้ามาคารวะหัวใจนางสะดุดเหตุใด…พวกนางจึงดูคล้ายตนเองถึงเพียงนี้อนุห้าชื่อ เชี่ยซูสวมอาภรณ์สีอ่อนเรียบตา ใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาเรียวสงบท่าทางสำรวม นิ่งเงียบให้ความรู้สึกคล้ายสตรีที่ไม่แย่งชิงส่วนอนุหกชื่อ เฉินอวี้หลันรูปโฉมอาจมิได้สะดุดตาในแรกเห็นทว่ารอยยิ้มบางที่มุมปาก และแววตาที่นิ่งลึกกลับมีเสน่ห์บางอย่างซ่อนอยู่ เป็นความอ่อนโยนที่ดูไม่อ่อนแอขณะเดียวกัน—เชี่ยซูและเฉินอวี้หลันก็ลอบมองหวั่นถงเช่นกันเมื่อเชี่ยซูและเฉินอวี้หลันคารวะเสร็จ สวี่จิ่นเหยาคลี่ยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“สองท่านงดงามนัก ฮูหยินเอกช่างเลือกคนได้เหมาะสมจริง ๆ”“ดูแล้ว… ชวนให้รู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อย”สายตานางชำเลืองไปทางหวั่นถงเพียงครู่เดียวตู้เหลียนอินยกถ้วยชาขึ้นจิบ เอ่ยเบา ๆ คล้ายพูดกับตนเอง“ในจวนนี้ หากวางตัวให้ถูกที่ ก็ย่อมอยู่อย่างสงบได้”“โดยเฉพาะ… ผู้ที่รู้ว่าควรเงียบเมื่อใด” ถ้อยคำดูอ่อนโยน หากสายตาที่ทอดไปยังหวั่นถงกลับจับจ้องอยู่ชั่วอึดใจซ่งเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ สุภาพสมฐานะกิริยาท่าทางสงบงดงาม ไร้
ตอนที่ 34 เปิดจิตเมื่อเหอซางได้ฟังเงื่อนไขจากปากของชิงยวน เขาก็แทบไม่เสียเวลาไตร่ตรองแม้แต่น้อย รีบพยักหน้าตกลงในทันที ดวงตาที่เคยฉายแววกะล่อนปนหวาดระแวง บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความหวังอันแรงกล้า“ข้ายินดีทำตามทุกอย่างที่นางหญิงต้องการ! ขอเพียงได้เป็นศิษย์ และได้เรียนรู้วิชาที่แท้จริง ข้าก็พร้อมจะมอบชีวิตให้”สำหรับเหอซางแล้ว เขาหาได้รู้ซึ้งถึงตัวตนที่แท้จริงของสตรีที่อยู่หลังม่านผู้นั้นไม่ เขาไม่รู้ว่านางเป็นใคร มาจากไหน หรือมีฐานะใดในใต้หล้า เขารู้เพียงว่านางคือ “นายหญิง” ผู้มีอำนาจลึกลับและอาคมเข้มขลังอย่างที่เขาไม่เคยพบเจอมาทั้งชีวิตหัวใจของเหอซางเต้นรัวด้วยความลิงโลด ในที่สุดเขาก็จะได้หลุดพ้นจากคราบนักพรตต้มตุ๋นที่คอยหลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ เสียทีชิงยวนยืนนิ่งสงบ ในมือถือ "ผ้ายันต์สาบานตน" ที่หวั่นถงเพิ่งปลุกเสกเสร็จสิ้น อักขระบนผ้านั้นดูราวกับมีชีวิต มันวาวโรจน์เป็นระยะคล้ายจังหวะการหายใจเหอซางคุกเข่าลงเบื้องหน้า หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นปนยำเกรง "ข้าเหอซาง พร้อมรับพันธะสัญญาจากนายหญิงแล้วขอรับ""ดี..." ชิงยวนเอ่ยเสียงเรียบ "เมื่อเจ้าประทับรอยเลือดและกล่าวคำสาบาน ยันต์นี้จะห
ตอนที่ 33 เร่งเพิ่มคนหวั่นถงหาได้ใส่ใจเรื่องที่เสิ่นเยี่ยนเหิงจะรับอนุเพิ่มแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก ด้วยหวังว่าสตรีเหล่านั้นจะช่วยดึงความสนใจของเขาไปเสีย ให้เขามีเวลาแวะเวียนมาหานางน้อยลงกว่าเดิมนางอุ้มบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมอกพลางหยอกล้อด้วยแววตาอ่อนโยน “เจ้าไม่อยากให้แม่แก้แค้นหรือ...นางทำร้ายแม่ก่อน.. นางทำให้มารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าต้องสิ้นชีพ”ทารกน้อยส่งเสียงอ้อแอ้พลางขยับตัวไปมา ราวกับจะเข้าใจภาษาและกำลังโต้ตอบกับหวั่นถงเป็นเรื่องเป็นราว นางมองภาพนั้นแล้วคลี่ยิ้มบางนางอุ้มบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมอกพลางหยอกล้อด้วยแววตาอ่อนโยน “ไม่อยากให้แม่ผูกเวรผูกกรรมเพิ่มหรือ... ได้ๆ แม่รับปากเจ้าว่าจะไม่เป็นฝ่ายตั้งแง่หาเรื่องนางก่อน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวป้องกันไว้ให้ดี จะประมาทเล่ห์เหลี่ยมคนพรรค์นั้นไม่ได้เด็ดขาด”หลังจากคุยกันได้ไม่กี่ประโยค ทารกน้อยก็ค่อยๆ เคลิ้มหลับไปในอ้อมแขน หวั่นถงระบายยิ้มบาง “คุยกันยังไม่ทันรู้ความ เจ้าก็หลับเสียแล้วหรือ”นางวางบุตรชายลงในเปลอย่างแผ่วเบา ไกวเปลกล่อมอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าเด็กน้อยหลับสนิท จึงลุกขึ้นเดินออกมาพยักหน
ตอนที่ 32 เลือกส่งๆเมื่อเสิ่นเยี่ยนเหิงก้าวเข้ามาภายในเรือน บรรยากาศดูสงบเงียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมชั้นดี หลิ่วซูหยานั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งประธานด้วยท่าทางสง่างาม แววตาที่ทอดมองบุตรชายฉายชัดถึงความอ่อนโยนและภาคภูมิใจหลินจิงเจียว นั่งอยู่ด้านข้างเยื้องลงมาเล็กน้อย นางสวมอาภรณ์สีนวลตาใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูอ่อนช้อยและนิ่งสงบประหนึ่งน้ำในสระ นางเก็บงำความรู้สึกที่ว้าวุ่นไว้ภายใต้กิริยาอันไร้ที่ติประดุจภรรยาเอกผู้เพียบพร้อมหลิ่วซูหยาเมื่อเห็นหน้าบุตรชายนางก็คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวทักทาย “เยี่ยนเหิง นั่งลงก่อนเถอะ”เสิ่นเยี่ยนเหิงพยักหน้าเล็กน้อยให้หลินจิงเจียวที่ทำความคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงหันไปทางมารดาพลางเอ่ยถาม“ท่านแม่มีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ”หลิ่วซูหยาส่งสัญญาณให้แม่นมเฉินคลี่ภาพวาดหญิงสาวจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะไม้เบื้องหน้าเขาอย่างเบามือ ภาพแต่ละภาพล้วนเป็นฝีมือช่างวาดชั้นครู บรรจงถ่ายทอดความงามของเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางที่มีรูปโฉมงดงามหมดจดและกิริยาท่าทางดูสงบเสงี่ยมนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ที่แม่เรียกเจ้ามาวันนี้ เพราะอยากให้เจ้าล







