Se connecterในจังหวะนั้นเอง อนุซ่งเสวี่ย ก็ก้าวเข้ามาจากทางเดินด้านนอก นางคืออนุคนแรกของเสิ่นเยี่ยนเหิง และด้วยศักดิ์ที่เป็นถึงหลานสาวแท้ๆ ของหลิ่วซูหยา ทำให้ฐานะของนางในจวนแทบไม่ต่างจากฮูหยินเอก มือเรียวของนางจูงเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มผิวขาวผ่องดั่งหยดน้ำค้าง... คุณหนูรอง เสิ่นอวี้เหยา
ซ่งเสวี่ยหยุดยืนฟังเสียงพิณอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเรียบนิ่งมิได้เผยอารมณ์ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ แล้วก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม หวั่นถงรีบลุกขึ้นย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยทันที
“ซ่งอี้เหนียง... คุณหนูรอง”
ซ่งเสวี่ยพยักหน้ารับ น้ำเสียงอ่อนโยนทว่าแฝงอำนาจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย “เสียงพิณของเจ้า... ฟังแล้วชวนให้คนคำนึงหาใครสักคนนัก” นางก้มมองเด็กหญิงข้างกายแล้วเอ่ยต่อด้วยท่าทีเป็นกันเอง “ข้าพาเหยาเอ๋อร์มาเยี่ยมน้องชายเสียหน่อย”
เสิ่นอวี้เหยามองเข้าไปในเรือนจันทร์ฉายด้วยดวงตาเป็นประกาย “นั่นคือน้องชายของข้าหรือเจ้าคะ?”
หวั่นถงยิ้มรับด้วยความเอ็นดูตามมารยาท ทว่าแววตานั้นกลับนิ่งสงบดุจผืนน้ำลึกที่ไร้ก้น “ใช่เจ้าค่ะคุณหนูรอง”
ภายใต้บรรยากาศที่ดูสุภาพอ่อนหวาน หวั่นถงรู้ดีว่านี่คือมารยาทเรือนหลังที่แสดงออกมาให้คนนอกดูเท่านั้น ในขณะที่ทั้งสองสนทนากัน
หากจะลองวิชา... ก็ต้องเริ่มจากผู้ที่จิตใจบริสุทธิ์และเกราะกำบังจิตยังเบาบางที่สุด’
สายตาของหวั่นถงเลื่อนไปหยุดที่เด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบตลับงาช้างลายดอกบัวอ่อนช้อยบนโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดออกเผยให้เห็นขี้ผึ้งสีชมพูระเรื่อส่งกลิ่นหอมน้ำผึ้งป่าอบอวล
“ข้าทำมันขึ้นเองเจ้าค่ะ” หวั่นถงกล่าวเสียงนุ่ม “ใช้กลีบดอกเหมยแดงที่เก็บในยามเช้าตรู่ ผสมขี้ผึ้งบริสุทธิ์จากรังผึ้งป่า เติมน้ำมันเมล็ดทับทิมและน้ำมันดอกไม้หอมลงไปเล็กน้อย”
นางยกตลับขึ้นให้เสิ่นอวี้เหยาเห็นชัด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนถ่อมตน
“ข้ารู้ดีว่าสิ่งดีงามใดๆ คุณหนูรองย่อมมีพร้อมอยู่แล้ว ของชิ้นนี้ข้าจึงตั้งใจทำด้วยตนเอง เพียงหวังให้คุณหนูรองได้ลองใช้เล่นๆ หากมิถูกใจก็ขออย่าได้ถือสา... นับเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าเถิดเจ้าค่ะ”
ขณะที่เอื้อนเอ่ย ภายในใจของหวั่นถงกลับร่ายมนตราสาริกาลิ้นทองที่สืบทอดมาจากตำราลับโบราณอย่างแผ่วเบา คาถานั้นถูกหล่อหลอมลงในขี้ผึ้งตั้งแต่ยามยังร้อนระอุ เพื่อให้ผู้ใดที่ใช้จะมีวาจาไพเราะจับจิต ปากหวานราวน้ำผึ้ง เป็นที่รักใคร่เอ็นดูแก่ผู้ที่ได้สนทนาด้วย
นางยื่นตลับนั้นให้เด็กหญิงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าแววตากลับซ่อนแผนการไว้ลึกสุดใจ คุณหนูรองยังเยาว์วัย จิตใจบริสุทธิ์ไร้เกราะป้องกัน ย่อมรับพลังจากคาถาได้ง่ายดายนัก หวั่นถงมั่นใจว่านางต้องหยิบไปใช้แน่นอน... และเมื่อวันหนึ่งที่อวี้เหยารู้สึกว่าคำพูดของตนช่างไพเราะและได้รับความเมตตามากขึ้น เมื่อนั้นขี้ผึ้งตลับเล็กนี้จะกลายเป็นสิ่งที่นางขาดไม่ได้
เมื่อของได้ผล เงินทองย่อมไหลมา... หวั่นถงหัวเราะเย็นในใจ โบราณว่าไว้ มีเงินต่อให้จ้างผีมาช่วยโม่แป้งก็ยังทำได้ สิ่งแรกที่นางต้องสร้างในจวนแห่งนี้ คือรากฐานของ "อำนาจเงิน"
เช้าวันต่อมา
แสงอรุณสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายของเรือนเล็ก เสิ่นอวี้เหยานั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้สาวใช้คนสนิทช่วยจัดแต่งเรือนผมอย่างประณีต
“วันนี้คุณหนูดูสดใสกว่าทุกวันเลยนะเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยชมพลางบรรจงเสียบปิ่นมุกเข้ากับมวยผม
ทว่าอวี้เหยาคล้ายไม่ได้ยินคำเหล่านั้น สายตาของเด็กหญิงกลับจดจ้องไปยังตลับงาช้างลายดอกบัวที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวเล็กเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นกระตุ้นให้จิตใจฝักใฝ่
กริ๊ก...
ฝาตลับถูกเปิดออกช้าๆ กลิ่นหอมละมุนของน้ำผึ้งป่าและมวลบุปผาลอยแตะจมูก ชวนให้เคลิบเคลิ้มอย่างบอกไม่ถูก อวี้เหยาใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อขี้ผึ้งสีชมพูระเรื่อเพียงบางเบา แล้วค่อยๆ ทาลงบนริมฝีปากที่เพิ่งตื่นจากการนอนหลับ
“แปลกนัก...” นางพึมพำกับเงาสะท้อนในกระจก รู้สึกเพียงว่าริมฝีปากของตนดูอิ่มเอิบและสดใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ความมั่นใจบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังสัมผัสได้
“คุณหนูไปที่รถม้าเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะสายเอาได้”
อวี้เหยาลุกขึ้นแล้วหมุนกายก้าวออกจากเรือน ทันทีที่นางข้ามธรณีประตูและเอ่ยคำทักทายเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังกวาดลานเรือนอยู่นั้น วาจาที่เคยราบเรียบธรรมดากลับกังวานใสและนุ่มนวลชวนฟังเป็นพิเศษ จนบรรดาบ่าวต่างพากันชะงักมือ พลางก้มศีรษะลงต่ำและมองตามด้วยความเอ็นดูที่ลึกซึ้งกว่าปกติ
“คุณหนูรองวาจาไพเราะปานน้ำผึ้ง ฟังแล้วเย็นใจจริง ๆ” เสียงกระซิบกระซาบไล่หลังมาอย่างไม่ขาดสาย
ไกลออกไปในมุมมืดของเรือนจันทร์ฉาย หวั่นถงยืนพิงกรอบหน้าต่าง ลอบมองภาพความสำเร็จนั้นด้วยแววตาพราวระยับ นางคลี่ยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะพลางนึกในใจ
‘ได้ผล... คาถาข้ายังขลังเหมือนเดิม!’
ตอนที่ 73 ไม่รั้งเสิ่นฮูหยินกำลังประคองชามยาอุ่น ๆ ให้มารดาสามี ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเมื่อได้รับฟังรายงานจากบ่าวรับใช้เรื่องการมาเยือนของคนจากตระกูลหลินฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะชราภาพและร่างกายทรุดโทรมลงไปบ้าง ทว่าดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางจอกชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“คนเราหากใจเขาไม่อยู่แล้ว... รั้งไปก็ไร้ประโยชน์”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย พลางปรายตาไปเหลนสาวตัวน้อยที่อยู่กับสาวใช้ไม่ไกล “ทว่าหรูเล่อเล่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? นางคือเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเสิ่น จะให้ตามมารดาไป หรือจะให้เติบโตที่นี่อย่างยากลำบาก”เสิ่นฮูหยินถอนหายใจยาว ความหนักใจฉายชัดบนใบหน้า “ตระกูลหลินเลือกมาในช่วงเวลาที่เยี่ยนเหิงไม่อยู่เช่นนี้ นับว่าจงใจให้พวกเราตัดสินใจลำบากนักเจ้าค่ะ หากเยี่ยนเหิงอยู่ที่นี่ เขาคงไม่ยอมให้ใครมาพรากบุตรสาวไปแน่ ทว่าข้าเกรงว่านางจะพาเล่อเอ๋อร์ไปด้วย”เสิ่นฮูหยินทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวที่เดินตามสาวใช้ไปหาผู้เป็นมารดา“เล่อเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว... ยามนี้นางเริ่มรู้ความ หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมท
ตอนที่ 72 หากเลือกได้ข่าวคราวเรื่องการตั้งสำนักคุ้มภัยของเสิ่นเยี่ยนเหิงเป็นหัวข้อหลักในเมืองหลวงเหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ บ้างก็ชื่นชมในความแกร่งกร้าว บ้างก็เย้ยหยันว่าเป็นแม่ทัพตกอับจนต้องมาขายแรงงานยิ่งได้ยินว่าสตรีในตระกูลเสิ่นแม้แต่สะใภ้และอนุต่างก็ต้องมานั่งเคี่ยวชาด ปักผ้า และทำเครื่องประทินโฉมเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เสียงค่อนแคะก็ยิ่งดังหนาหูเสียงนินทาเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของตระกูลหลิน ผู้เป็นตระกูลเดิมของหลินจิงเจียว สำหรับพวกเขาแล้ว แม้บุตรสาวที่แต่งออกไปจะเปรียบดั่งน้ำที่สาดออกไปแล้ว ทว่าน้ำถังนี้กลับไม่แห้งส่งกลิ่นไปทั่วในที่สุด ผู้นำตระกูลหลินก็ไม่อาจทนฟังคำถากถางได้อีกต่อไป จึงได้ส่งพ่อบ้านมาตระกูลหลิน พร้อมกับจดหมายและคำสั่งที่เย็นชาที่สุด“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ข้ามาแจ้งแก่ท่าน...”พ่อบ้านตระกูลหลินเอ่ยพลางปรายตาขยะแขยงมองสภาพเรือนไม้และกองผ้าปัก “สถานการณ์ของตระกูลเสิ่นยามนี้ไม่ต่างจากโคลนตม การที่ท่านมานั่งทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่เช่นนี้ช่างเสื่อมเสียเกียรติยศนัก นายท่านจึงสั่งให้ท่าน ‘หย่าขาด’ จากเสิ่นเยี่ยนเหิงเสีย แล้วกลับไปกับข้า
ตอนที่ 71 งานเล็กน้อยเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ "หุบเขาอสรพิษ" จุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทาง พ่อค้าเกวียนถึงกับสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาหวาดระแวงไปทุกพุ่มไม้ ทว่าเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้าอยู่เคียงข้างกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสนิท แววตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าด้วยความสงบที่น่าเกรงขามทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรนับสามสิบคนที่ปิดล้อมทุกทิศทาง หัวหน้าโจรควบม้าออกมาพลางกวัดแกว่งดาบเล่มโต “ทิ้งของไว้ แล้วข้าจะเหลือหัวไว้ให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าว!” โจรโฉดตะโกนก้องโจรสามคนพุ่งเข้าใส่เสิ่นเยี่ยนเหิงพร้อมกัน ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่น เขาใช้เพียง "ฝักกระบี่" ในมือแทนอาวุธร้าย สะบัดกระแทกเข้าที่ข้อมือและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาเคลื่อนไหวดูสง่างามราวกับการร่ายรำ ทว่ารุนแรงจนโจรเหล่านั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทางโดยที่เขาไม่ได้ขยับขาออกจากโกลนม้าด้วยซ้ำโจรอีกคนเงื้อดาบฟันลงมาสุดแรง เสิ่นเยี่ยนเหิงเพียงยกฝักกระบี่ขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น ทว่าฝักกระบี่ไม้เลิศล้ำกลับไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย เขาใช้แรงส่งนั้นพลิกข้อมือเพี
ตอนที่ 70 เปิดสำนักทันทีที่หวั่นถงได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยี่ยนเหิงบอก นางถึงกับชะงักงันจนแทบสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบเข้าไป ใบหน้าเนียนละเอียดปรากฏแววตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง“ท่านกำลังบอกข้าว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ขออภัย...ข้าคงฟังไม่ชัด” นางถามย้ำ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากอย่างรวดเร็ว“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก... ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์จริงๆ”ชายหนุ่มอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการเงินเพื่อกวาดซื้อที่ดินรอบนอกเพิ่มเติม”หวั่นถงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประมวลผลตามแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่... นี่ท่านกำลังคิดจะใช้สำนักคุ้มภัยเป็นฉากบังหน้า เพื่อซุ่มสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”เสิ่นเยี่ยนเหิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่น “มิใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและรับงานจ้างจริงๆ”หวั่นถงเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเขาเช่นนั้น จึงเลี่ยงที่จะโต้แย้งต่อ พลางเอ่ย “หากเป็นเรื่องเงินก้อนใหญ่ถึงขั้นซื้อที่ดิน ท่านพี่ควรไปปรึกษาท่านแม่จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”“อ่า... เช่นนั้นหรือ”ชายหนุ่มรับคำเพียงส
ตอนที่ 69 งานปักผ้าภายในโถงเรือนไม้หลังใหม่ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จิงเจียวคลี่ผืนผ้าไหมเนื้อละเอียดออกเบื้องหน้าสมาชิกสตรีตระกูลเสิ่นทุกคน“นี่คือลายยันต์คุ้มภัยจากสำนักเมฆาเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยขณะส่งผืนผ้าให้เสิ่นฮูหยินและเหล่าสตรีสายรองได้พิจารณาดูใกล้ ๆทุกคนต่างหยิบผ้าขึ้นมาส่งต่อกันและเพ่งมองก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน “ลายปักนี้แม้จะดูขลังและซับซ้อนด้วยตัวอักขระ แต่ใช้เพียงด้ายสีเดียวปักเน้นเส้นสายให้คมชัด หากเทียบกับลายปักหงส์มังกรที่พวกเราเคยทำในจวนเก่า งานนี้ก็นับว่าไม่เกินกำลังนักเจ้าค่ะ” สตรีสายรองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจเมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังใจ จิงเจียวจึงอาสาจัดการขั้นต่อไปทันที “เพื่อให้งานเดินไวและไม่มีผู้ใดปักผิดเพี้ยน ข้าจะวาดภาพยันต์ต้นแบบลงบนกระดาษร่างให้พวกท่านนำไปวางทาบบนผ้าได้ง่ายขึ้นเองเจ้าค่ะ”นางเริ่มลงมือจับพู่กัน วาดสัดส่วนของตัวอักขระและสัญลักษณ์เมฆาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แจกจ่ายให้แต่ละคนนำไปใช้ลอกลายลงบนผืนผ้าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นจิงเจียวจึงเริ่มแจกจ่ายพับผ้าไหมและเส้นด้ายที่ซื้อมาวันนี้“นี่คือผ้าและด้ายสำหรับชุดแรกเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนลง
ตอนที่ 68 งามกว่า “ท่านอาจารย์มีประสงค์จะสร้างเครื่องรางคุ้มภัยชุดใหม่ขึ้นมา ทว่ายันต์กระดาษนั้นชำรุดง่ายนัก ท่านจึงให้ข้ามาลองหารือว่า... พวกท่านพอจะช่วยปักลายยันต์เหล่านี้ลงบนถุงผ้าไหมได้หรือไม่?”จิงเจียวรับภาพวาดนั้นมาพินิจดูอย่างละเอียด นางคลี่กระดาษออกพลางพิจารณาเส้นสายของตัวอักขระและสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏแม้ลายเส้นจะดูขลังทว่าตัวลวดลายใช้ด้ายเพียงสีเดียว และมีจังหวะการลงเข็มที่ซ้ำไปมา“ลายนี้มิได้ยากเย็นอันใดเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “การปักลายสีเดียวบนพื้นผ้าสีเดียวกันเช่นนี้ นับว่าเป็นงานง่ายสำหรับพวกเรานัก หากใช้ไหมเงาพิเศษปักให้ดูนูนเด่นขึ้นมา ยามต้องแสงจะดูคล้ายกับยันต์นั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เจ้าค่ะ”หวั่นถงลอบยิ้มในใจ แผนการของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หากเครื่องประทินโฉมคือการดึงดูดสตรีสูงศักดิ์ เครื่องรางคุ้มภัยที่ปักด้วยฝีมือตระกูลเสิ่นนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจที่กำลังหวั่นเกรงในภัยการเมือง“หากพี่หญิงกล่าวว่าทำได้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” หวั่นถงหันไปหาศิษย์ของเหอซาง “ฝากเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า งานปักนี้จะถูกทำขึ้นด้วยความประณีตที่
ยามเช้า หวั่นถงประคองบุตรชายออกมารับไอแดดอ่อนหน้าลานเรือนจันทร์ฉาย แสงสีทองรำไรอาบไล้ปรางแก้มยุ้ยของเด็กน้อยที่ขยับมือไม้ไปมาอย่างร่าเริง ทว่าดวงตาคมสวยของหวั่นถงกลับกวาดมองความวุ่นวายรอบตัวด้วยแววตามาดมั่นบ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ผิดหูผิดตา ทั้งขัดถูพื้นจนขึ้นเงา ล้างแจกันล้ำค่า และเปลี่ยนผ้าม่านใหม
หวั่นถงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบุตรชาย วันคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบ นางแทบไม่สนใจสิ่งใดนอกจากลมหายใจเล็ก ๆ ในอ้อมแขนที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวไม่กี่วันต่อมา สารจากชายแดนก็มาถึงเรือนจันทร์ฉายนามของคุณชายสามถูกเขียนด้วยลายมืออันหนักแน่นและทรงพลังบนกระดาษเนื้อดี"เสิ่นรุ่ยเหิน"หวั่นถงอ่านช
หวั่นถงพักฟื้นอยู่หลายวันจนไอแห่งไสยเวทแทรกซึมสมานร่างกายจนเข้าที่ เมื่อความเจ็บปวดจางหาย นางก็ไม่คิดจะแสร้งนอนซมเป็นผักต้มให้เสียเวลา หญิงสาวลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยขบ ท่วงท่ากระฉับกระเฉงผิดกับสตรีที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาหมาด ๆเมื่อไร้ความเจ็บปวดที่คอยเหนี่ยวรั้ง ใจของนางก็คล้ายจะโบยบินต
ในยามค่ำคืนหลังจากทุกคนหลับใหล เรือนจันทร์ฉายตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมบาง ๆ ที่ลอดผ่านกรอบหน้าต่างไม้เข้ามา หวั่นถงยังคงลืมตาอยู่ในความมืด ครุ่นคิดวางแผนอย่างเยือกเย็นนางรู้ดีว่าจวนแม่ทัพเสิ่นหวงแหนบุตรหลานยิ่งกว่าสิ่งใด บุตรชายของตระกูลคือรากฐานของอำนาจ คือสายเลือดที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อ







