Beranda / รักโบราณ / ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์ / ตอนที่ 8 ศัตรูที่ชื่อ "ฉินกุ้ยเฟย"

Share

ตอนที่ 8 ศัตรูที่ชื่อ "ฉินกุ้ยเฟย"

last update Tanggal publikasi: 2026-05-22 01:00:37

กลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิเริ่มขยับเข้ามาใกล้ ดอกสาลี่ขาวโพลนในอุทยานหลวงเริ่มผลิบานดูราวกับหิมะที่ค้างอยู่บนกิ่งไม้ ทว่าบรรยากาศภายในวังหลังกลับคุกรุ่นไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่เย็นเยียบกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา

หลินชิงเยียนในยศ "หลินเหริน" บัดนี้ได้ย้ายเข้ามาพำนักอยู่ที่ตำหนักฉีเสียงตามพระราชโองการ ตำหนักแห่งนี้แม้ไม่กว้างขวางเท่าตำหนักประธาน แต่ก็ประดับประดาด้วยเครื่องเรือนล้ำค่าและอยู่ใกล้กับเขตพระราชฐานชั้นกลางมากพอที่จะได้รับกลิ่นอายแห่งอำนาจทุกย่างก้าว

"พระสนมเจ้าคะ วันนี้มีเทียบเชิญจากตำหนักจิ่งเหรินเจ้าค่ะ" ชุ่ยเอ๋อร์ยื่นแผ่นกระดาษสีแดงชาดที่มีกลิ่นหอมแรงของกำยานชั้นเลิศให้นาง "ฉินกุ้ยเฟยทรงจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ และระบุว่าต้องการให้พระสนมไปร่วมงานด้วยเพื่อ 'ทำความรู้จัก' ในฐานะน้องใหม่เพคะ"

ชิงเยียนรับเทียบเชิญมาพิเคราะห์ มุมปากของนางยกยิ้มอย่างรู้ทัน "ทำความรู้จักงั้นหรือ? ชุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงไปเตรียมชุดสีฟ้าหม่นที่ดูจืดชืดที่สุดมาให้ข้า เครื่องประดับก็ขอเพียงปิ่นไม้ธรรมดาหนึ่งอันพอ"

"แต่พระสนม... งานเลี้ยงของกุ้ยเฟย สตรีทุกคนต่างประโคมโฉมแข่งกัน หากท่านทำตัวเช่นนั้น มิมอบโอกาสให้พวกนางรุมดูถูกหรือเพคะ?"

"นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ" ชิงเยียนวางเทียบเชิญลง "เสือที่ฉลาดจะหมอบต่ำเพื่อให้เหยื่อตายใจ ฉินกุ้ยเฟยชอบความเป็นหนึ่ง นางเกลียดใครก็ตามที่ดูจะมาเทียบเคียงนางได้ วันนี้ข้าจะไปเพื่อเป็น 'ก้อนกรวดริมทาง' ที่นางมองข้าม แต่ในขณะเดียวกัน ข้าจะเก็บข้อมูลทุกอย่างของนางกลับมา"

ณ อุทยานหลวงส่วนตัวของฉินกุ้ยเฟย บรรยากาศหรูหราจนน่าอึดอัด เหล่าพระสนมทุกยศตำแหน่งต่างพากันนั่งเรียงรายตามลำดับศักดิ์ เสียงหัวเราะต่อกระซิกดังขึ้นไม่ขาดสาย ทว่าสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่ทางเข้าอุทยาน

และแล้ว ฉินกุ้ยเฟยก็เสด็จมาถึง นางอยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์รำแพนด้วยไหมทองคำระยิบระยับ เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ทองคำแท้ประดับทับทิมสะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา ใบหน้าของนางงดงามหยิ่งยโสดุจพญาหงส์ที่มองนกกระจอกรอบตัวด้วยหางตา

"ถวายพระพรฉินกุ้ยเฟย ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ" เสียงขานรับดังกระหึ่ม

"ตามสบายเถิดพวกเจ้า" ฉินกุ้ยเฟยสะบัดพัดจีบในมือเบาๆ ก่อนจะทรุดองค์นั่งบนเก้าอี้ประธาน "วันนี้ข้าเพียงแค่อยากเชิญพวกเจ้ามาดูดอกสาลี่ที่บิดาข้าส่งมาจากชายแดน เห็นว่าปีนี้งามเป็นพิเศษ... โดยเฉพาะเมื่อมี 'ดอกไม้ใหม่' เข้ามาในวังหลวง ข้าจึงอยากเห็นนักว่าจะงดงามสู้ดอกสาลี่ของข้าได้หรือไม่"

สายตาคมกริบของกุ้ยเฟยพุ่งตรงไปที่ท้ายแถว ซึ่งหลินชิงเยียนนั่งอยู่อย่างสงบในชุดสีฟ้าซีด

"นั่นน่ะหรือ... หลินเหริน?" ฉินกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเรียบแต่กังวาน "เงยหน้าขึ้นให้ข้าดูซิ ว่าสตรีที่ทำให้ฝ่าบาทเสด็จไปถึงตำหนักมู่ตานได้ มีเสน่ห์เพียงใด"

ชิงเยียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นางไม่ได้ทำท่าทีหวาดกลัวจนสั่นเทิ้ม แต่ก็ไม่ได้เชิดหน้าท้าทาย นางทำเพียงแค่มอบรอยยิ้มที่ดูซื่อบริสุทธิ์และไร้พิษสง "หม่อมฉันหลินชิงเยียน ถวายพระพรพระสนมเพคะ ความงามของหม่อมฉันนั้นเปรียบได้เพียงต้นหญ้าธรรมดา มิอาจเทียบเคียงรัศมีหงส์ของพระสนมได้แม้เพียงเสี้ยวเล็บเพคะ"

ฉินกุ้ยเฟยจ้องมองใบหน้าของชิงเยียนอย่างละเอียด แม้ชิงเยียนจะแต่งกายจืดชืดเพียงใด แต่เครื่องหน้าของนางกลับคมชัดหมดจด ผิวพรรณเนียนละเอียดจนแสงแดดยังต้องพ่ายแพ้ แววตาของชิงเยียนดูเรียบง่ายจนแทบจะเรียกได้ว่า "ว่างเปล่า" ซึ่งนั่นทำให้กุ้ยเฟยยิ่งระแวง

"เจ้าพูดจาลื่นหูดีนี่" กุ้ยเฟยแสยะยิ้ม "แต่ข้าได้ยินว่าเจ้าเดินหมากชนะฝ่าบาทเสียด้วย? สตรีที่ฉลาดเกินไปในวังหลัง... มักจะอายุไม่ยืน เจ้ารู้ข้อนี้หรือไม่?"

"ทูลพระสนม หม่อมฉันมิได้ชนะด้วยสติปัญญา แต่ฝ่าบาททรงมีเมตตาออมมือให้หม่อมฉันเพคะ" ชิงเยียนก้มหน้าลงต่ำ "ในวังแห่งนี้ มีเพียงพระสนมกุ้ยเฟยเท่านั้นที่เพียบพร้อมทั้งวาสนาและปัญญา หม่อมฉันย่อมต้องฝากตัวให้พระองค์ทรงเมตตาสั่งสอนเพคะ"

คำพูดที่ดูอ่อนน้อมถล่มตัวของชิงเยียน ทำให้สนมคนอื่นๆ พากันลอบยิ้มเยาะ บางคนถึงกับกระซิบว่า 'ก็นึกว่าแน่ที่แท้ก็แค่นางขี้ขลาดคนหนึ่ง' ฉินกุ้ยเฟยเริ่มคลายใจลงบ้าง นางคิดว่าบางทีชิงเยียนอาจจะเป็นเพียงเด็กสาวที่โชคดีเพียงชั่่วยาม "ดี ในเมื่อเจ้ารู้ความเช่นนี้ ข้าก็ย่อมเมตตา ในฐานะพี่สะใภ้ข้าจะขอมอบ 'รางวัล' เล็กๆ น้อยๆ ให้เจ้า"

กุ้ยเฟยพยักหน้าให้นางกำนัลส่งถาดที่วางจอกเหล้าสีนิลมาเบื้องหน้าชิงเยียน "นี่คือเหล้าดอกสาลี่หมักสิบปี รสชาติหอมหวานนัก เจ้าจงดื่มเพื่อแสดงความเคารพต่อข้าเสีย"

ชิงเยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง กลิ่นที่โชยมาจากจอกเหล้านั้นดูปกติ ทว่าสัญชาตญาณจากชาติก่อนที่ถูกวางยาพิษทำให้ประสาทสัมผัสของนางฉับไวเป็นพิเศษ นางตรวจพบกลิ่นจางๆ ของ 'ผงรากบัวหิมะแสลง' ซึ่งมิใช่ยาพิษร้ายแรงถึงตาย แต่มันมีคุณสมบัติทำให้ใบหน้าเกิดผื่นแดงพุพองอย่างรุนแรงหากได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน

ฉินกุ้ยเฟย... ท่านต้องการทำลายรูปโฉมของข้าตั้งแต่วันแรกเลยสินะ

ชิงเยียนยกจอกเหล้าขึ้นด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย (เป็นการแสดง) นางมองไปที่ฉินกุ้ยเฟยที่กำลังจ้องเขม็งรอคอยชัยชนะ

"ขอบพระคุณพระสนมที่ทรงเมตตาเพคะ"

ชิงเยียนยกจอกขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะดื่มนั้นเอง เสียงประกาศกึกก้องจากหน้าอุทยานก็ดังขึ้น

"ฮ่องเต้เสด็จ!"

ทุกคนในงานเลี้ยงพากันลุกขึ้นคุกเข่ารวมถึงชิงเยียนด้วย ในจังหวะที่หมอบลงนั้นเอง ชิงเยียนแสร้งทำเป็นมือลื่นจนจอกเหล้าตกลงพื้น แต่อย่างแยบยล นางใช้ปลายนิ้วป้ายเหล้าบางส่วนมาทาที่แขนเสื้อของตนเอง แล้วรีบซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อที่กว้างขวาง

เซียวจื่อเซียนเดินเข้ามาด้วยท่วงท่ามังกรที่น่าเกรงขาม แววตาของพระองค์เย็นเยียบกวาดมองไปรอบงานเลี้ยง ก่อนจะหยุดลงที่ชิงเยียนที่หมอบอยู่ใกล้ๆ กับจอกเหล้าที่แตกกระจาย

"เกิดอะไรขึ้น?" ฮ่องเต้ตรัสเสียงเข้ม

ฉินกุ้ยเฟยรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานทันที "ไม่มีอะไรเพคะฝ่าบาท หลินเหรินคงจะตื่นเต้นไปหน่อยจนทำจอกเหล้าที่หม่อมฉันประทานให้แตกเพคะ ช่างน่าเสียดายเหล้าชั้นเลิศนัก"

ฮ่องเต้มองเหล้าที่เจิ่งนองบนพื้นหิน พระองค์ทรงมีความรู้ด้านสมุนไพรและพิษไม่น้อยจากวัยเยาว์ที่ต้องเอาตัวรอด แววตาของพระองค์ไหววูบชั่วครู่เมื่อเห็นควันจางๆ ที่ไม่ควรจะมีจากเหล้าดอกไม้ทั่วไป

"หลินเหริน เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" ฮ่องเต้ดำเนินเข้าไปพยุงชิงเยียนด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางสายตาที่แทบจะหลุดออกจากเบ้าของเหล่าสนม

"หม่อมฉันมิเป็นไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันทำตัวซุ่มซ่าม ทำลายน้ำใจของกุ้ยเฟย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ" ชิงเยียนเงยหน้าขึ้น แววตาของนางคลอน้ำตาดูน่าเวทนา

เซียวจื่อเซียนบีบมือนางเบาๆ ก่อนจะหันไปหาฉินกุ้ยเฟยที่บัดนี้สีหน้าเริ่มถอดสี "กุ้ยเฟย... เจ้าใจกว้างนักที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ แต่ข้าว่าแดดยามบ่ายเริ่มจะแรงเกินไปแล้ว หลินเหรินดูท่าทางจะไม่ค่อยสบาย ข้าจะพานางกลับตำหนักฉีเสียงเอง"

"แต่ฝ่าบาท... งานเลี้ยงเพิ่งเริ่มนะเพคะ" กุ้ยเฟยพยายามประท้วง

"เจ้าดูแลแขกคนอื่นเถิด" ฮ่องเต้ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีใครกล้าขัด

ตลอดทางที่ดำเนินกลับตำหนัก ฮ่องเต้มิได้ตรัสอะไร จนกระทั่งเข้าสู่เขตลับตาคน พระองค์ทรงหยุดเดินแล้วหันมามองชิงเยียนที่เดินตามหลังมา

"เหล้านั่น... มีอะไร?" พระองค์ถามตรงๆ

ชิงเยียนนิ่งไป ก่อนจะค่อยๆ เลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยผื่นแดงที่เริ่มลามขึ้นตามแขนที่โดนเหล้าหยดใส่ "หม่อมฉันมิกล้ากราบทูลให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทเพคะ แต่กุ้ยเฟยอาจจะเพียงต้องการลองทดสอบ 'ความอดทน' ของหม่อมฉัน"

เซียวจื่อเซียนขบกรามแน่น "นางยังไม่เลิกใช้วิธีต่ำช้าพวกนี้อีกงั้นหรือ"

"ฝ่าบาท..." ชิงเยียนเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อของฮ่องเต้เบาๆ "อย่าทรงกริ้วพระสนมเลยเพคะ ในวังหลวง... สตรีที่ไร้อำนาจย่อมต้องถูกทดสอบเป็นธรรมดา แต่หม่อมฉันสัญญา... หม่อมฉันจะไม่ยอมให้ใครทำลายตัวเองง่ายๆ เพราะหม่อมฉันยังมีหน้าที่สำคัญต้องทำ"

"หน้าที่อะไร?"

"หน้าที่ในการเป็น 'บ้าน' ที่ปลอดภัยให้พระองค์ไงเพคะ"

คำพูดนั้นทำให้ฮ่องเต้ถึงกับหยุดนิ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด พระองค์ทรงรวบตัวชิงเยียนเข้ามากอดเบาๆ ท่ามกลางความเงียบของอุทยาน

"หลินชิงเยียน... เจ้าช่างอันตรายนัก คำพูดของเจ้าทำลายกำแพงในใจข้าได้ง่ายกว่ากองทัพนับหมื่นเสียอีก"

ชิงเยียนซบหน้าลงกับอกแกร่งของจักรพรรดิ ในใจของนางลอบแสยะยิ้ม 'ฉินกุ้ยเฟย... ขอบคุณสำหรับเหล้าจอกนั้น เพราะมันทำให้ข้าได้ 'ความเชื่อใจ' จากมังกรมาครอบครองโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเลยสักนิด'

สงครามระหว่างนางกับฉินกุ้ยเฟยได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และครั้งนี้... ชิงเยียนเป็นฝ่ายที่กุมความได้เปรียบไว้อย่างลับๆ!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 30 เงาสะท้อนในกาลเวลา (ตอนจบ)

    สิบปีผ่านไป...ท่ามกลางความเงียบสงบของ 'ศาลาคืนวาร' ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดในอุทยานหลวง หลินชิงเยียนในวัยสามสิบเศษยังคงความงดงามไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่วงท่าของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความสุขุมของมารดาแห่งแผ่นดิน นางกำลังนั่งมองเซียวหมิงอวี่ รัชทายาทวัยสิบห้าปีที่กำลังขะมักเขม้นกับการคัดอักษร และบุตรสาวคนเล็ก องค์หญิงเซียวหลิงเอ๋อร์ วัยแปดขวบที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออยู่ไม่ไกล"เสด็จแม่พะยะค่ะ..." หมิงอวี่วางพู่กันลงแล้วเงยหน้าขึ้น "ลูกสงสัยนัก ในตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์บันทึกไว้เพียงว่าเสด็จแม่ทรงฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายจนได้ครองบัลลังก์หงส์ แต่เหตุใด... ในแววตาของเสด็จแม่ยามมองไปยังตำหนักเย็น หรือจวนตระกูลหลินที่ร้างผู้คน ถึงได้ดูเศร้าสร้อยและลึกซึ้งเพียงนั้น?"ชิงเยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง นางวางถ้วยชาลงช้าๆ แล้วกวักมือเรียกบุตรชายเข้ามาใกล้ "หมิงอวี่... โลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย ความสงบที่เจ้าเห็นในวันนี้ แลกมาด้วยหยดเลือด น้ำตา และการตัดสินใจที่ยากลำบากในอดีต""ลูกอยากรู้พะยะค่ะ... ว่าแท้จริงแล้ว 'ชัยชนะ' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร? คือการกำจัดศัตรูให้พินาศสิ้น หรือคือการครอบครองอำนาจ?"ชิงเย

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 29 ใต้ร่มเงาแห่งรัก

    เวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไหลรินอย่างสงบ ห้าปีผ่านไปนับตั้งแต่พิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บัดนี้แผ่นดินชิงก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความมั่งคั่งและร่มเย็นอย่างถึงขีดสุด ราษฎรต่างสรรเสริญการปกครองของมังกรผู้ปรีชาและหงส์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาภายในอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย หลินชิงเยียนในวัยที่สง่างามและสุขุมยิ่งกว่าครั้งใด ประทับนั่งอยู่บนศาลาไม้หอม ทอดพระเนตรดูเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบที่กำลังฝึกยิงธนูไม้เล็กๆ อย่างขะมักเขม้น โดยมีมังกรหนุ่มอย่าง เซียวจื่อเซียนคอยประคองแขนสอนท่วงท่าอยู่ไม่ห่าง"เสด็จแม่! ลูกยิงถูกเป้าแล้วพะยะค่ะ!" เซียวหมิงอวี่ร้องเรียกด้วยความดีใจพลางวิ่งเข้ามากอดเอวชิงเยียน ใบหน้าถอดแบบมาจากฮ่องเต้ราวกับพิมพ์เดียว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสซื่อและเฉลียวฉลาดเหมือนมารดาชิงเยียนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากของบุตรชายอย่างอ่อนโยน "เก่งมากหมิงอวี่ แต่จำไว้นะลูก ธนูมีไว้เพื่อปกป้อง มิใช่เพื่อทำลาย ยิ่งเจ้ามีอำนาจมากเท่าใด ใจของเจ้าต้องอ่อนน้อมต่อราษฎรมากเท่านั้น""ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ" เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะวิ่งไปหา

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 28 สถาปนาฮองเฮา

    รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์มาถึง ท้องฟ้าเหนือพระราชวังหลวงถูกย้อมด้วยสีทองละมุน เสียงแตรสังข์และกลองศึกดังประโคมกึกก้องไปทั่วทั้งพระนคร เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ — พิธีสถาปนาฮองเฮาคู่บัลลังก์ภายในตำหนักฉีเสียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความปีติและสำรวม หลินชิงเยียนนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางกำนัลอาวุโสนับสิบคนกำลังปรนนิบัติแต่งกายให้นางด้วยความประณีตสูงสุด ชุดพิธีการสีแดงเข้มที่ปักลวดลายหงส์ทองผงาดฟ้าด้วยดิ้นทองคำแท้ดูงดงามราวกับมีชีวิต ทุกฝีเข็มที่ปักลงบนอาภรณ์ชุดนี้เปรียบเสมือนรอยจารึกแห่งการต่อสู้และการดิ้นรนที่ชิงเยียนผ่านมาตลอดสองชาติภพ"พระนางทรงงดงามเหลือเกินเพคะ" ชุ่ยเอ๋อร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะบรรจงสวมฉลองพระบาทปักลายมงคลให้นาง "จากคุณหนูในเรือนร้าง สู่มารดาแห่งแผ่นดิน... หม่อมฉันดีใจที่ได้อยู่รับใช้พระนางมาจนถึงวันนี้เพคะ"ชิงเยียนยิ้มบางๆ ผ่านคันฉ่อง แววตาของนางมิได้มีความเย่อหยิ่งทระนงทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขุมลุ่มลึก "ชุ่ยเอ๋อร์... ตำแหน่งนี้มิใช่รางวัลของข้าเพียงคนเดียว แต่มันคือชัยชนะของพวกเราทุกคนที่เชื่อม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 27 บ่วงกรรมที่สิ้นสุด

    กลิ่นธูปหอมจางๆ อบอวลอยู่ภายในห้องพระลับของตำหนักฉีเสียง หลินชิงเยียนในชุดคลุมสีทองเรียบง่ายนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าป้ายวิญญาณของมารดาที่นางแอบนำมาประดิษฐานไว้ บัดนี้เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มหลังจากที่องค์ชายน้อยหมิงอวี่ลืมตาดูโลก ร่างกายของนางกลับมาแข็งแรงและผุดผ่องยิ่งกว่าครั้งใด ทว่าในใจของนางกลับโหยหาความสงบเพื่อปิดฉาก "บ่วงกรรม" ทั้งหมดอย่างแท้จริง"ท่านแม่เพคะ... วันนี้ลูกนำความสำเร็จมาบอกท่าน" ชิงเยียนพึมพำพลางวางดอกบัวขาวลงหน้าป้ายวิญญาณ "ศัตรูที่เคยทำร้ายเราพินาศสิ้นแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขของลูกได้กลายเป็นรัชทายาทแห่งแผ่นดิน บ่วงแค้นที่ลูกแบกมาจากชาติปางก่อน... บัดนี้ลูกขอวางมันลงที่นี่เพคะ"นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดในอดีต ภาพใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเยี่ยฉือ และภาพความโหดร้ายของฉินกุ้ยเฟยค่อยๆ จางหายไปจากห้วงคำนึงราวกับถูกสายน้ำแห่งกาลเวลาชะล้างจนสะอาดณ ลานประหารหน้าประตูเมืองในวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการฉบับสุดท้ายถูกอ่านออกเสียงท่ามกลางพยานนับพัน หลินกั๋วตง อดีตบิดาผู้ทรยศต่อคุณธรรม บัดนี้ร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกจากการตรากตรำแรงงานหนักที่ชายแดน เขาถูกคุมตัวกลับ

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 26 การประสูติของมังกร

    ลมสารทฤดูพัดโบกผ่านยอดตำหนักฉีเสียง นำพาความเย็นสดชื่นมาสู่บรรยากาศที่แสนจะตึงเครียด ภายในห้องบรรทมที่ถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นสมุนไพรอุ่นๆ และน้ำอุ่นถูกจัดเตรียมไว้โดยนางกำนัลที่คัดเลือกมาอย่างดีที่สุด บัดนี้ถึงเวลาที่ทั่วทั้งแผ่นดินต่างเฝ้ารอคอย — การประสูติของทายาทมังกรหลินชิงเยียนนอนบนแท่นบรรทม ใบหน้าของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก มือบางกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้นางจะเคยผ่านความตายมาแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากการให้กำเนิดชีวิตใหม่นั้นช่างเหนือคำบรรยาย"พระสนมเพคะ ทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ เห็นพระเศียรแล้วเพคะ!" หมอหลวงซ่งและแม่หมอหลวงตำแยต่างให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นณ โถงด้านหน้าตำหนักเซียวจื่อเซียนทรงดำเนินกลับไปกลับมาด้วยความกระวนกระวายใจ พระองค์มิอาจนั่งนิ่งบนบัลลังก์ได้ในยามที่สตรีอันเป็นที่รักกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อบุตรของพระองค์ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของชิงเยียนเล็ดลอดออกมา หัวใจของมังกรผู้เกรียงไกรกลับรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนแทบแหลกสลาย"ฝ่าบาททรงใจเย็นลงเถิดพะยะค่ะ หวงกุ้ยเฟยทรงมีบุญบารม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 25 ศึกนอกวังหลัง

    แม้ลมพายุภายในวังหลังจะสงบลงด้วยความตายของพี่สาวและแม่เลี้ยง ทว่าท้องฟ้าเบื้องบนแผ่นดินชิงกลับมิได้ปลอดโปร่งอย่างที่คิด เมื่อข่าวการตั้งครรภ์ของหลินหวงกุ้ยเฟยแพร่สะพัดออกไปนอกกำแพงวังหลวง บรรดาขุนนางเฒ่าหัวแข็งและขั้วอำนาจเก่าที่เหลืออยู่กลับนั่งไม่ติดพื้น พวกเขามองว่าหากชิงเยียนประสูติพระโอรส อำนาจของตระกูลขุนนางดั้งเดิมจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซากด้วยน้ำมือของฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในตัวนางณ จวนใต้เท้าเว่ยเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมกำลังพลบางส่วนและเป็นแกนนำขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยม บรรยากาศภายในห้องลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด"เราปล่อยให้สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างนางนั่งบัลลังก์หงส์ไม่ได้!" ใต้เท้าเว่ยทุบโต๊ะเสียงดัง "หากนางมีองค์ชาย ฝ่าบาทจะทรงสถาปนานางเป็นฮองเฮาทันที และเมื่อนั้นหัวของพวกเราคงหลุดจากบ่าด้วยข้อหา 'กังฉิน' ที่นางคอยเป่าหูฝ่าบาททุกวัน""แต่ใต้เท้าพะยะค่ะ กองกำลังองครักษ์เงาของหวงกุ้ยเฟยนั้นเข้มงวดนัก เราเข้าไม่ถึงตัวนางเลย" ขุนนางผู้น้อยเอ่ยเสียงสั่น"ในเมื่อเข้าทางตรงไม่ได้ ก็ต้องเข้าทางอ้อม" ใต้เท้าเว่ยแสยะยิ้ม "ประกาศออกไปว่าชายแดนทิศเหนือถูกเผ่าเร่ร่อนโจมตี และให้กลุ่มพ่อค้าที่เราร

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 7 ความขมขื่นของหลินเยี่ยฉือ

    ในขณะที่วังหลังกำลังสั่นสะเทือนด้วยข่าวการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วของ "หลินเหริน" ทว่าที่จวนโหวตระกูลเซี่ย บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอัปยศและหยาดน้ำตา หลินเยี่ยฉือ นั่งเหม่อลอยอยู่บนตั่งไม้ในเรือนหอที่บัดนี้ดูซอมซ่อลงในสายตาของนาง แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ทำให้หัวใจของนางอบอุ่นข

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 6 หมากรุกกระดานแรก

    ควันจางๆ จากถ่านไม้กฤษณาที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาใหม่ช่วยให้ความหนาวเหน็บภายในตำหนักมู่ตานทุเลาลง บรรยากาศที่เคยดูซอมซ่อบัดนี้กลับดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด เสบียงอาหารชั้นเลิศ ผ้าห่มแพรเนื้อหนา และตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างโชติช่วงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งด่วนของฮ่องเต้เมื่

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 5 การเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ทรราช

    กลิ่นอายของฤดูหนาวในวังหลวงช่างบาดลึกถึงกระดูก โดยเฉพาะที่ตำหนักมู่ตานอันอ้างว้างแห่งนี้ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมามิได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บทุเลาลง แต่กลับช่วยเปิดเผยความทรุดโทรมของสถานที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฝุ่นหนาเตอะบนขื่อคา เศษใบไม้แห้งที่ทับถมอยู่ในอุทยานเล็กๆ และเครื่องเรือนที่ผุพังจนแทบใช

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 4 คืนแรกในวังหลัง

    แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ลงบนหลังคากระเบื้องสีหม่นของ ตำหนักมู่ตาน สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ตำหนักลืมเลือน" ตั้งอยู่สุดเขตพระราชฐานทิศตะวันตก ความเงียบสงัดของที่นี่แตกต่างจากความคึกคักในตำหนักอื่นราวกับคนละโลก ลมฤดูหนาวพัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของเหล่าสตรีที่เค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status