เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นสองเดือน สุดท้ายจวิ้นอ๋องก็ไม่อาจจะเล่นสงครามอารมณ์กับเว่ยเหยาได้อีกต่อไป เมื่อมีรับสั่งจากเสด็จปู่ให้พาหลานสะใภ้เข้าเฝ้า
“ฝูเฉิน เจ้าได้แจ้งหรือไม่ว่าข้าให้กลับจวน” หงจื่อร้อนรน เพราะเพียงวันพรุ่งก็ถึงกำหนดงานในราชวงศ์ แต่นางยังไม่กลับมาเตรียมตัวเลยสักนิด ทั้งยังเมินเฉยต่อคำสั่งของเขา
“แจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า...”
“แต่อะไรยังไม่รีบพูด!!” จวิ้นอ๋องโกรธแล้วจริง ๆ ตอนแรกก็ไม่เคยคิดอะไรกับนาง เพราะนางก็คงขัดเรื่องแต่งงานของพ่อแม่ไม่ได้เช่นเดียวกับเขา แต่กระทั่งคำสั่งของเขานางก็ไม่ใส่ใจได้อย่างนั้นหรือ
“เอ่อ...คือว่าพระอาจารย์ที่วัดหย่งเล่อสั่งห้ามพระชายาออกจากวัดภายในสามวัน มิเช่นนั้นจะมีเคราะห์หนัก”
“มีเคราะห์!”
เหอะ! มีเคราะห์เป็นเขาเสียมากกว่าเสด็จปู่มีรับสั่งนางขัดได้หรือ
ภายในใจจวิ้นอ๋องรู้สึกวุ่นวายมาก เขาสั่งให้คนเอารถม้าออกแล้วตรงไปยังอารามหย่งเล่อทันที หากไม่ได้ตัวนางมาในวันพรุ่งนี้ เห็นทีว่าเขานี่แหละจะโดนเสด็จปู่ลงโทษฐานขัดรับสั่ง
ซ่งเว่ยเหยาสวดมนต์นั่งสมาธิถือศีล ตามคำสั่งของพระอาจารย์ที่เตือนตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเหยียบเลยก็ว่าได้
‘อาตมาขอให้พระชายาถือศีลอยู่ในวัดห้ามออกไปไหนสักระยะเถิด’
นั่นเป็นคำขอร้องของพระอาจารย์ผู้เฒ่าแห่งวัดหย่งเล่อที่เอ่ยทักนางคำแรก และนำมาซึ่งการถือศีลโดยไร้กำหนด เมื่อท่านอ๋องเองก็มิไยดีอยู่แล้ว นางเองก็ไม่เห็นทางที่จะกลับไปที่จวนจวิ้นอ๋องเพื่ออะไร บางทีหากนางถือศีลจนจิตใจสงบ อาจจะละวางความทุกข์ในใจลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
แต่เมื่อวานฝูเฉินคนของจวิ้นอ๋องเดินทางมายังวัดหย่งเล่อและขอให้นางกลับจวนโดยด่วน เนื่องจากมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า แต่เมื่อหันมองสีหน้าพระอาจารย์ผู้เฒ่ากลับได้รับเพียงการส่ายหน้ากลับมา นางจึงขัดใจจวิ้นอ๋องเป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานมา
‘ข้ามีเคราะห์ถึงชีวิต หากไม่ถือศีลครบอีกสามวัน เรียนท่านอ๋องเถิด’ ต่อให้ไม่อยากขัดคำสั่งสามีแล้วอย่างไร ตลอดหลายวันที่อยู่วัดนางซาบซึ้งใจดีแล้วว่า น้ำหนักในใจของสามีไม่เคยมีนางอยู่เลย สามวันแรกนางเฝ้าคิดถึงใบหน้าเขา แต่เมื่อสวดมนต์ถือศีลฟังธรรมไปเรื่อย ๆ นางก็เข้าใจแล้วว่าความสุขที่แท้จริง คือ ความเฉยเมยต่อทุกสิ่ง เฉยเมยต่อสิ่งที่รักและไม่รัก
เขามิได้มีใจให้นาง นางก็เพียงแต่เฉยชาต่อเขาก็เท่านั้น สองเดือนที่นางออกจากจวนมา ตระหนักดีแล้วว่า นอกจากเป่ยเป่ย ในโลกนี้นางไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้างอีกเลย พ่อแม่หรือ มีก็เหมือนไม่มี คงมีสตรีเพียงสองผู้ที่รักนางอย่างแท้จริง
“นายหญิงเจ้าคะ...ปฏิเสธจวิ้นอ๋องดีแล้วหรือเจ้าคะ” เป่ยเป่ยถามนายหญิงขณะที่อยู่โรงครัวในวัดเพื่อทำอาหารเจถวายพระและสำหรับพวกนาง นางอยู่ที่นี่ทานวันละสองมื้อ ตามพระท่าน อาหารเป็นผักกับถั่วตามแต่จะมีในโรงครัวหรือคนมาทำบุญ เรียกได้ว่านางรู้ว่าการกินง่ายอยู่ง่ายก็ไม่เลวเลยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา
แต่เมื่อมีคนอีกผู้ที่เหมือนเป็นความทุกข์ใจเดียวของนางที่ตกตะกอนเหลืออยู่นั้น ทำให้นางสับสนขึ้นอีก แต่เมื่อพระอาจารย์ตักเตือนเช่นนั้นก็ควรจะรักตัวเองให้มากหน่อย ในเมื่อมิได้บังคับ และเขาก็ไม่ได้มาเชิญด้วยตัวเอง เหตุใดนางต้องสนใจเขาด้วยเล่า
“หากท่านจวิ้นอ๋องกริ้ว....”
“บางที่หากเขาโกรธข้าบ้างก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเขาก็รู้สึกกับข้าบ้าง นี่เขาไม่รู้สึกอะไรกับข้าเลย หากเขาเกลียดข้าก็ดีเหมือนกัน บางทีข้าอาจจะตัดใจจากเขาได้เร็วหน่อย” ใช่นางคิดแล้วว่าควรจะอยู่ในที่ที่ควรอยู่ เพียงแต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลานั้นเท่านั้นเอง
“นายหญิง” เสียงแหบเครือของเป่ยเป่ยบอกให้รู้ว่าสงสารนายของตนเพียงใด แม่เสียชีวิต พ่อไม่รัก แม่เลี้ยงรังแก ออกเรือนสามียังมิไยดี มีอันใดทุกข์กว่านี้อีกหรือไม่
เว่ยเหยา เว่ยเหยา เว่ยเหยา....!
เสียงตะโกนลั่นตั้งแต่ทางขึ้นวัด ยามบุรุษองอาจก้าวเท้าแตะพื้นก็ดังรบกวนความสงบภายในวัดทันที คนที่กำลังอยู่ในการภาวนาชุดสีขาวใบหน้าล้วนไม่ได้เติมแต่งลืมตาขึ้น นางนั่งสมาธิอยู่ต่อหน้าพุทธองค์ เมื่อคลายสมาธิแล้วจึงขยับลืมตา พระอาจารย์ผู้เฒ่าเองก็ลืมตาพร้อมส่ายหน้าไปมา แล้วเดินมายังที่ไหว้พระสวดมนต์ และพูดเพียงไม่กี่คำกับพระชายาจวิ้นอ๋อง
“พระอาจารย์ผู้เฒ่า” เสียงของเว่ยเหยากล่าวออกมาพร้อมกับก้มหัวด้วยความเคารพ
“ชะตาถูกกำหนดแล้ว หมั่นสงบใจให้มาก แล้วทุกอย่างจะผ่านไป” พระอาจารย์กล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็จากไป นางรับรู้ได้ทันทีว่าไม่อาจฝืนลิขิตสวรรค์ หากครั้งนี้ออกจากอารามหย่งเล่อ แล้วรอดชีวิตไปได้ นางจะทิ้งทุกสิ่งในเมืองหลวงแล้วหนีไปอยู่ชายแดนบูรพาเหมือนตอนเด็ก
หลังจากพนมมือขอพรจากพุทธองค์แล้ว ลมหายใจของนางก็สูดเข้าลึกเต็มปอด พร้อมเผชิญทุกปัญหาจากนี้แล้ว
น้ำหนักเท้าที่ก้าวเป็นจังหวะมั่นคงเจือด้วยความโกรธกำลังเดินมาหานาง ใบหน้าที่เคยคลั่งไคล้รักในชายหญิงยามนี้สงบเงียบ นางเพียงแต่ต้องเผชิญหน้าเท่านั้น
“เว่ยเหยา...เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าอย่างนั้นหรือ” เสียงตวาดลั่นอารามไม่ทำให้นางตื่นตกใจ หรือเกรงกลัวเขาเท่าไหร่นัก เพียงใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดหันกลับมา
“คารวะจวิ้นอ๋อง” นางยังมีแก่ใจทำความเคารพแม้ว่ายามนี้เขาจะมีโทสะปานใดก็ตาม มารยาทล้วนเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่เคยได้รับสั่งสอนจากท่านแม่ นางควรปฏิบัติให้ดี
“เจ้าคิดจะลองดีกับข้าเช่นนั้นหรือ อ่อ...หรือให้ข้ามาตามถึงวัดถึงจะกลับได้ อย่าสำคัญตัวผิดไป” จวิ้นอ๋องนิสัยเอาแต่ใจแต่ไหนแต่ไรมา เขาล้วนไม่ชอบให้ผู้ใดขัดคำสั่ง
“ข้าน้อยมิกล้าเพคะ”
“มิกล้าแล้วเหตุใดต้องให้ข้ามาตาม” เขาเพิ่มความดังขึ้นอีก จนองครักษ์กับสาวใช้ของพระชายาไม่กล้าเข้ามาด้วยเกรงกลัวต่ออารมณ์ที่ไม่ปกติของจวิ้นอ๋อง
“ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้” นางยอมแล้ว นางยอมรับซึ่งชะตากรรมในครั้งนี้แล้ว นางจะไม่ฝืน ปล่อยให้เป็นในสิ่งที่ควรจะเป็น
เขาแปลกใจ หันมององครักษ์ที่รั้งอยู่หน้าประตูอย่างไม่เข้าใจ ราวกับนางไม่เคยรู้สึกอันใด เพียงเขาบอกก็กลับอย่างนั้นหรือ เขาปรารถนาจะเห็นแววตาดื้อรั้นเอาแต่ใจ ท่าทางแง่งอนเหมือนสตรีทั่วไปที่รอให้คนรักมางอนง้อ แต่ทว่าเขาไม่เห็นสิ่งพวกนั้นในตัวนางเลย กระทั่งแววตาที่เคยมองเขาดั่งคนรักก็ไม่เห็นอีกแล้ว
“งั้นก็ดี...ไปขึ้นรถม้า” เขาไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดต่อ คำพูดทั้งหมดคำต่อว่าต่อขาน จบเพียงแค่นางตกลงกลับจวนงั้นเหรอ น่าหัวเราะเยาะสิ้นดี นางคิดจะมาไม้ไหนกับเขากันแน่
ระหว่างอยู่ในรถม้า นางนั่งอย่างสงบเสงี่ยมทั้งหลับตาราวกับไม่อยากมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ตลอดสองเดือนที่ออกไปอยู่ด้านนอก นางเป็นอะไรไป หรือเลอะเลือนเพราะสวดมนต์มากไปอย่างนั้นหรือ
ความคิดมากมายแล่นเข้าใส่ในหัวของจวิ้นอ๋อง จนเขาไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนางกันแน่ นางเป็นอันใดไป
เมื่อถึงจวนนางลงจากรถม้าและเดินเข้าไปที่เรือนด้วยท่าทีเรียบเฉย ไม่ได้ทุกข์ร้อนสิ่งใด จนเขาต้องเรียกนางให้หยุดก่อน
“เจ้า!”
ซ่งเว่ยเหยาก้าวไปอีกสองก้าว จากตอนแรกที่ไม่คิดหยุดฟัง แต่เมื่อคิดอีกที การที่ไม่ต่อต้านผู้ใดอีกต่อไปล้วนเป็นเรื่องที่ดีกระมัง
“เพคะจวิ้นอ๋อง” ใบหน้าสวยดั่งธรรมชาติปั้นแต่งหันมาด้วยใบหน้านิ่งอีกแล้ว จวิ้นอ๋องมองใบหน้านั้นแล้วเขาขัดใจนัก
นางไม่เกรง ไม่กลัวเขาอีกแล้วงั้นเหรือ?
“พรุ่งนี้ต้องเข้าวังแต่เช้า เตรียมตัวให้ดี อย่าให้ข้าและเสด็จพ่อต้องอับอายขายหน้า” เขากำชับเพียงเท่านั้นแล้วก็กลับเรือนของตัวเอง นางเพียงก้มหน้ารับคำสั่งเขาเท่านั้น นั่นยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่
นางเป็นอันใดไป?
ความสงสัยนั้นจวิ้นอ๋องคิดหาคำตอบ แต่ทว่าคิดเท่าไหร่ก็ไม่ออก เขาจึงดื่มเหล้าอย่างหนัก ว่าเหตุใดตัวเองถึงเอาแต่คิดถึงผู้หญิงคนนี้มาตั้งแต่อารามหย่งเล่อจวบจนตอนนี้มืดค่ำเล่า
ฝูเฉินเข้ามาในเรือนพักของจวิ้นอ๋อง กลิ่นเหล้าคลุ้งไปถึงหน้าประตูกับไหเหล้าที่เรียงรายเต็มไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านจวิ้นอ๋องดื่มไปแล้วเท่าไหร่
“นั่นใคร” เสียงลิ้นเปลี้ยดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ แม้ว่าจะเมามายเพียงใด แต่ทว่าเขาก็ฝึกวรยุทธมามากนัก ทำให้ประสาทสัมผัสย่อมไวกว่าคนธรรมดา
“ข้าน้อยฝูเฉินพ่ะย่ะค่ะ” ฝูเฉินกล่าวก่อนจะเดินไปใกล้ แล้วก็พยุงท่านจวิ้นอ๋องขึ้น
“ข้า...ข้าจะไปถามนาง...ปล่อย” จวิ้นอ๋องเดินออกจากห้องนอนตรงไปยังประตูเรือนแล้วก็มุ่งหน้าไปยังเรือนของพระชายา เขาไม่เคยย่างกรายไปเหยียบเลยนับตั้งแต่แต่งงาน แต่กลับเดินได้คล่องราวกับว่าชินกับการเดินไปที่นั่น แต่เมื่อมาถึงเห็นไฟในห้องยังส่องสว่างอยู่ ก็ผลักประตูเข้าไปทันที
ปึ่ง!!!
“เจ้าเป็นอันใด!!!” ลิ้นเปลี้ยไม่พอ การทรงตัวยังไม่ตรงทางอีกด้วย แต่ทว่านั่นเป็นห้องของพระชายาชายอื่นห้ามล่วงเข้าไป ฝูเฉินจึงได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนเท่านั้น
“จวิ้นอ๋อง” เว่ยเหยากำลังเลือกชุดที่จะใส่เข้าวังหลวงพรุ่งนี้ เมื่อเห็นท่านอ๋องมาเยือนยังเรือนของนางก็รู้สึกแปลกใจ ทั้งมองหน้ากับเป่ยเป่ย ราวกับต้องการหาคำตอบเรื่องนี้
“หึ...เอิ้ก!”
เสียงสบถพร้อมกับเรอส่งให้กลิ่นเหล้านั้น มาพร้อมกับเสียงที่ชวนหาเรื่องเป็นที่สุด
“ใคร...ใช้...ให้เจ้า...เอิ้ก...เมินเฉยข้า!”
กว่าจะเอ่ยมาครบประโยคก็ใช้เวลากว่าอึดใจ ทำให้เว่ยเหยาเองก็พลอยลุ้นไปด้วย นางพยักหน้าให้เป่ยเป่ยออกไป ท่านอ๋องคงเมามากเลยเดินมาถึงเรือนของนาง พรุ่งนี้เขาก็คงจะไม่พูดถึงอีกต่อไป ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น ทำเหมือนเป็นคนไม่เคยรู้จักในจวนจวิ้นอ๋องเหมือนอย่างที่เคยเป็น
ดวงตาแดงก่ำทั้งใบหน้าและลำคอด้วยพิษสุรา แต่เขาก็ยังจะเดินเข้าไปหานางแล้วกระชากคอเสื้อสตรีราวกับบุรุษกักขฬะก็ไม่ปาน จนทำให้เว่ยเหยารู้สึกอึดอัดและพยายามผลักมือเขาออกไป แต่ว่าเรี่ยวแรงที่น้อยกว่ากลับทำได้เพียงปัดป้องเท่านั้น
“บอกข้า...บอกข้าเดี๋ยวนี้”