Share

บทที่ 3

last update Tanggal publikasi: 2026-01-10 16:07:58

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นสองเดือน สุดท้ายจวิ้นอ๋องก็ไม่อาจจะเล่นสงครามอารมณ์กับเว่ยเหยาได้อีกต่อไป เมื่อมีรับสั่งจากเสด็จปู่ให้พาหลานสะใภ้เข้าเฝ้า

“ฝูเฉิน เจ้าได้แจ้งหรือไม่ว่าข้าให้กลับจวน” หงจื่อร้อนรน เพราะเพียงวันพรุ่งก็ถึงกำหนดงานในราชวงศ์ แต่นางยังไม่กลับมาเตรียมตัวเลยสักนิด ทั้งยังเมินเฉยต่อคำสั่งของเขา

“แจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า...”

“แต่อะไรยังไม่รีบพูด!!” จวิ้นอ๋องโกรธแล้วจริง ๆ ตอนแรกก็ไม่เคยคิดอะไรกับนาง เพราะนางก็คงขัดเรื่องแต่งงานของพ่อแม่ไม่ได้เช่นเดียวกับเขา แต่กระทั่งคำสั่งของเขานางก็ไม่ใส่ใจได้อย่างนั้นหรือ

“เอ่อ...คือว่าพระอาจารย์ที่วัดหย่งเล่อสั่งห้ามพระชายาออกจากวัดภายในสามวัน มิเช่นนั้นจะมีเคราะห์หนัก”

“มีเคราะห์!”

เหอะ! มีเคราะห์เป็นเขาเสียมากกว่าเสด็จปู่มีรับสั่งนางขัดได้หรือ

ภายในใจจวิ้นอ๋องรู้สึกวุ่นวายมาก เขาสั่งให้คนเอารถม้าออกแล้วตรงไปยังอารามหย่งเล่อทันที หากไม่ได้ตัวนางมาในวันพรุ่งนี้ เห็นทีว่าเขานี่แหละจะโดนเสด็จปู่ลงโทษฐานขัดรับสั่ง

ซ่งเว่ยเหยาสวดมนต์นั่งสมาธิถือศีล ตามคำสั่งของพระอาจารย์ที่เตือนตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเหยียบเลยก็ว่าได้

‘อาตมาขอให้พระชายาถือศีลอยู่ในวัดห้ามออกไปไหนสักระยะเถิด’

นั่นเป็นคำขอร้องของพระอาจารย์ผู้เฒ่าแห่งวัดหย่งเล่อที่เอ่ยทักนางคำแรก และนำมาซึ่งการถือศีลโดยไร้กำหนด เมื่อท่านอ๋องเองก็มิไยดีอยู่แล้ว นางเองก็ไม่เห็นทางที่จะกลับไปที่จวนจวิ้นอ๋องเพื่ออะไร บางทีหากนางถือศีลจนจิตใจสงบ อาจจะละวางความทุกข์ในใจลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

แต่เมื่อวานฝูเฉินคนของจวิ้นอ๋องเดินทางมายังวัดหย่งเล่อและขอให้นางกลับจวนโดยด่วน เนื่องจากมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า แต่เมื่อหันมองสีหน้าพระอาจารย์ผู้เฒ่ากลับได้รับเพียงการส่ายหน้ากลับมา นางจึงขัดใจจวิ้นอ๋องเป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานมา

‘ข้ามีเคราะห์ถึงชีวิต หากไม่ถือศีลครบอีกสามวัน เรียนท่านอ๋องเถิด’ ต่อให้ไม่อยากขัดคำสั่งสามีแล้วอย่างไร ตลอดหลายวันที่อยู่วัดนางซาบซึ้งใจดีแล้วว่า น้ำหนักในใจของสามีไม่เคยมีนางอยู่เลย สามวันแรกนางเฝ้าคิดถึงใบหน้าเขา แต่เมื่อสวดมนต์ถือศีลฟังธรรมไปเรื่อย ๆ นางก็เข้าใจแล้วว่าความสุขที่แท้จริง คือ ความเฉยเมยต่อทุกสิ่ง เฉยเมยต่อสิ่งที่รักและไม่รัก

เขามิได้มีใจให้นาง นางก็เพียงแต่เฉยชาต่อเขาก็เท่านั้น สองเดือนที่นางออกจากจวนมา ตระหนักดีแล้วว่า นอกจากเป่ยเป่ย ในโลกนี้นางไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้างอีกเลย พ่อแม่หรือ มีก็เหมือนไม่มี คงมีสตรีเพียงสองผู้ที่รักนางอย่างแท้จริง

“นายหญิงเจ้าคะ...ปฏิเสธจวิ้นอ๋องดีแล้วหรือเจ้าคะ” เป่ยเป่ยถามนายหญิงขณะที่อยู่โรงครัวในวัดเพื่อทำอาหารเจถวายพระและสำหรับพวกนาง นางอยู่ที่นี่ทานวันละสองมื้อ ตามพระท่าน อาหารเป็นผักกับถั่วตามแต่จะมีในโรงครัวหรือคนมาทำบุญ เรียกได้ว่านางรู้ว่าการกินง่ายอยู่ง่ายก็ไม่เลวเลยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา

แต่เมื่อมีคนอีกผู้ที่เหมือนเป็นความทุกข์ใจเดียวของนางที่ตกตะกอนเหลืออยู่นั้น ทำให้นางสับสนขึ้นอีก แต่เมื่อพระอาจารย์ตักเตือนเช่นนั้นก็ควรจะรักตัวเองให้มากหน่อย ในเมื่อมิได้บังคับ และเขาก็ไม่ได้มาเชิญด้วยตัวเอง เหตุใดนางต้องสนใจเขาด้วยเล่า

“หากท่านจวิ้นอ๋องกริ้ว....”

“บางที่หากเขาโกรธข้าบ้างก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเขาก็รู้สึกกับข้าบ้าง นี่เขาไม่รู้สึกอะไรกับข้าเลย หากเขาเกลียดข้าก็ดีเหมือนกัน บางทีข้าอาจจะตัดใจจากเขาได้เร็วหน่อย” ใช่นางคิดแล้วว่าควรจะอยู่ในที่ที่ควรอยู่ เพียงแต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลานั้นเท่านั้นเอง

“นายหญิง” เสียงแหบเครือของเป่ยเป่ยบอกให้รู้ว่าสงสารนายของตนเพียงใด แม่เสียชีวิต พ่อไม่รัก แม่เลี้ยงรังแก ออกเรือนสามียังมิไยดี มีอันใดทุกข์กว่านี้อีกหรือไม่

เว่ยเหยา เว่ยเหยา เว่ยเหยา....!

เสียงตะโกนลั่นตั้งแต่ทางขึ้นวัด ยามบุรุษองอาจก้าวเท้าแตะพื้นก็ดังรบกวนความสงบภายในวัดทันที คนที่กำลังอยู่ในการภาวนาชุดสีขาวใบหน้าล้วนไม่ได้เติมแต่งลืมตาขึ้น นางนั่งสมาธิอยู่ต่อหน้าพุทธองค์ เมื่อคลายสมาธิแล้วจึงขยับลืมตา พระอาจารย์ผู้เฒ่าเองก็ลืมตาพร้อมส่ายหน้าไปมา แล้วเดินมายังที่ไหว้พระสวดมนต์ และพูดเพียงไม่กี่คำกับพระชายาจวิ้นอ๋อง

“พระอาจารย์ผู้เฒ่า” เสียงของเว่ยเหยากล่าวออกมาพร้อมกับก้มหัวด้วยความเคารพ

“ชะตาถูกกำหนดแล้ว หมั่นสงบใจให้มาก แล้วทุกอย่างจะผ่านไป” พระอาจารย์กล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็จากไป นางรับรู้ได้ทันทีว่าไม่อาจฝืนลิขิตสวรรค์ หากครั้งนี้ออกจากอารามหย่งเล่อ แล้วรอดชีวิตไปได้ นางจะทิ้งทุกสิ่งในเมืองหลวงแล้วหนีไปอยู่ชายแดนบูรพาเหมือนตอนเด็ก

หลังจากพนมมือขอพรจากพุทธองค์แล้ว ลมหายใจของนางก็สูดเข้าลึกเต็มปอด พร้อมเผชิญทุกปัญหาจากนี้แล้ว

น้ำหนักเท้าที่ก้าวเป็นจังหวะมั่นคงเจือด้วยความโกรธกำลังเดินมาหานาง ใบหน้าที่เคยคลั่งไคล้รักในชายหญิงยามนี้สงบเงียบ นางเพียงแต่ต้องเผชิญหน้าเท่านั้น

“เว่ยเหยา...เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าอย่างนั้นหรือ” เสียงตวาดลั่นอารามไม่ทำให้นางตื่นตกใจ หรือเกรงกลัวเขาเท่าไหร่นัก เพียงใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดหันกลับมา

“คารวะจวิ้นอ๋อง” นางยังมีแก่ใจทำความเคารพแม้ว่ายามนี้เขาจะมีโทสะปานใดก็ตาม มารยาทล้วนเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่เคยได้รับสั่งสอนจากท่านแม่ นางควรปฏิบัติให้ดี

“เจ้าคิดจะลองดีกับข้าเช่นนั้นหรือ อ่อ...หรือให้ข้ามาตามถึงวัดถึงจะกลับได้ อย่าสำคัญตัวผิดไป” จวิ้นอ๋องนิสัยเอาแต่ใจแต่ไหนแต่ไรมา เขาล้วนไม่ชอบให้ผู้ใดขัดคำสั่ง

“ข้าน้อยมิกล้าเพคะ”

“มิกล้าแล้วเหตุใดต้องให้ข้ามาตาม” เขาเพิ่มความดังขึ้นอีก จนองครักษ์กับสาวใช้ของพระชายาไม่กล้าเข้ามาด้วยเกรงกลัวต่ออารมณ์ที่ไม่ปกติของจวิ้นอ๋อง

“ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้” นางยอมแล้ว นางยอมรับซึ่งชะตากรรมในครั้งนี้แล้ว นางจะไม่ฝืน ปล่อยให้เป็นในสิ่งที่ควรจะเป็น

เขาแปลกใจ หันมององครักษ์ที่รั้งอยู่หน้าประตูอย่างไม่เข้าใจ ราวกับนางไม่เคยรู้สึกอันใด เพียงเขาบอกก็กลับอย่างนั้นหรือ เขาปรารถนาจะเห็นแววตาดื้อรั้นเอาแต่ใจ ท่าทางแง่งอนเหมือนสตรีทั่วไปที่รอให้คนรักมางอนง้อ แต่ทว่าเขาไม่เห็นสิ่งพวกนั้นในตัวนางเลย กระทั่งแววตาที่เคยมองเขาดั่งคนรักก็ไม่เห็นอีกแล้ว

“งั้นก็ดี...ไปขึ้นรถม้า” เขาไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดต่อ คำพูดทั้งหมดคำต่อว่าต่อขาน จบเพียงแค่นางตกลงกลับจวนงั้นเหรอ น่าหัวเราะเยาะสิ้นดี นางคิดจะมาไม้ไหนกับเขากันแน่

ระหว่างอยู่ในรถม้า นางนั่งอย่างสงบเสงี่ยมทั้งหลับตาราวกับไม่อยากมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ตลอดสองเดือนที่ออกไปอยู่ด้านนอก นางเป็นอะไรไป หรือเลอะเลือนเพราะสวดมนต์มากไปอย่างนั้นหรือ

ความคิดมากมายแล่นเข้าใส่ในหัวของจวิ้นอ๋อง จนเขาไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนางกันแน่ นางเป็นอันใดไป

เมื่อถึงจวนนางลงจากรถม้าและเดินเข้าไปที่เรือนด้วยท่าทีเรียบเฉย ไม่ได้ทุกข์ร้อนสิ่งใด จนเขาต้องเรียกนางให้หยุดก่อน

“เจ้า!”

ซ่งเว่ยเหยาก้าวไปอีกสองก้าว จากตอนแรกที่ไม่คิดหยุดฟัง แต่เมื่อคิดอีกที การที่ไม่ต่อต้านผู้ใดอีกต่อไปล้วนเป็นเรื่องที่ดีกระมัง

“เพคะจวิ้นอ๋อง” ใบหน้าสวยดั่งธรรมชาติปั้นแต่งหันมาด้วยใบหน้านิ่งอีกแล้ว จวิ้นอ๋องมองใบหน้านั้นแล้วเขาขัดใจนัก

นางไม่เกรง ไม่กลัวเขาอีกแล้วงั้นเหรือ?

“พรุ่งนี้ต้องเข้าวังแต่เช้า เตรียมตัวให้ดี อย่าให้ข้าและเสด็จพ่อต้องอับอายขายหน้า” เขากำชับเพียงเท่านั้นแล้วก็กลับเรือนของตัวเอง นางเพียงก้มหน้ารับคำสั่งเขาเท่านั้น นั่นยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่

นางเป็นอันใดไป?

ความสงสัยนั้นจวิ้นอ๋องคิดหาคำตอบ แต่ทว่าคิดเท่าไหร่ก็ไม่ออก เขาจึงดื่มเหล้าอย่างหนัก ว่าเหตุใดตัวเองถึงเอาแต่คิดถึงผู้หญิงคนนี้มาตั้งแต่อารามหย่งเล่อจวบจนตอนนี้มืดค่ำเล่า

ฝูเฉินเข้ามาในเรือนพักของจวิ้นอ๋อง กลิ่นเหล้าคลุ้งไปถึงหน้าประตูกับไหเหล้าที่เรียงรายเต็มไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านจวิ้นอ๋องดื่มไปแล้วเท่าไหร่

“นั่นใคร” เสียงลิ้นเปลี้ยดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ แม้ว่าจะเมามายเพียงใด แต่ทว่าเขาก็ฝึกวรยุทธมามากนัก ทำให้ประสาทสัมผัสย่อมไวกว่าคนธรรมดา

“ข้าน้อยฝูเฉินพ่ะย่ะค่ะ” ฝูเฉินกล่าวก่อนจะเดินไปใกล้ แล้วก็พยุงท่านจวิ้นอ๋องขึ้น

“ข้า...ข้าจะไปถามนาง...ปล่อย” จวิ้นอ๋องเดินออกจากห้องนอนตรงไปยังประตูเรือนแล้วก็มุ่งหน้าไปยังเรือนของพระชายา เขาไม่เคยย่างกรายไปเหยียบเลยนับตั้งแต่แต่งงาน แต่กลับเดินได้คล่องราวกับว่าชินกับการเดินไปที่นั่น แต่เมื่อมาถึงเห็นไฟในห้องยังส่องสว่างอยู่ ก็ผลักประตูเข้าไปทันที

ปึ่ง!!!

“เจ้าเป็นอันใด!!!” ลิ้นเปลี้ยไม่พอ การทรงตัวยังไม่ตรงทางอีกด้วย แต่ทว่านั่นเป็นห้องของพระชายาชายอื่นห้ามล่วงเข้าไป ฝูเฉินจึงได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนเท่านั้น

“จวิ้นอ๋อง” เว่ยเหยากำลังเลือกชุดที่จะใส่เข้าวังหลวงพรุ่งนี้ เมื่อเห็นท่านอ๋องมาเยือนยังเรือนของนางก็รู้สึกแปลกใจ ทั้งมองหน้ากับเป่ยเป่ย ราวกับต้องการหาคำตอบเรื่องนี้

“หึ...เอิ้ก!”

เสียงสบถพร้อมกับเรอส่งให้กลิ่นเหล้านั้น มาพร้อมกับเสียงที่ชวนหาเรื่องเป็นที่สุด

“ใคร...ใช้...ให้เจ้า...เอิ้ก...เมินเฉยข้า!”

กว่าจะเอ่ยมาครบประโยคก็ใช้เวลากว่าอึดใจ ทำให้เว่ยเหยาเองก็พลอยลุ้นไปด้วย นางพยักหน้าให้เป่ยเป่ยออกไป ท่านอ๋องคงเมามากเลยเดินมาถึงเรือนของนาง พรุ่งนี้เขาก็คงจะไม่พูดถึงอีกต่อไป ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น ทำเหมือนเป็นคนไม่เคยรู้จักในจวนจวิ้นอ๋องเหมือนอย่างที่เคยเป็น

ดวงตาแดงก่ำทั้งใบหน้าและลำคอด้วยพิษสุรา แต่เขาก็ยังจะเดินเข้าไปหานางแล้วกระชากคอเสื้อสตรีราวกับบุรุษกักขฬะก็ไม่ปาน จนทำให้เว่ยเหยารู้สึกอึดอัดและพยายามผลักมือเขาออกไป แต่ว่าเรี่ยวแรงที่น้อยกว่ากลับทำได้เพียงปัดป้องเท่านั้น

“บอกข้า...บอกข้าเดี๋ยวนี้”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 55

    จนถึงวันที่ไฉ่เฉินต้องเดินทาง หงจื่อก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ เพียงแต่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงทั้งอยากพานางไปอยู่ที่จวนด้วยกัน “ท่านเดินทางปลอดภัยนะ” เว่ยเหยามาส่งเขาที่หน้าจวนอวยพรให้เขาปลอดภัยกลับมา แต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขากลับแช่งชักเสียนี่ “ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับม

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 54

    “ข้าคิดถึงเจ้านะเว่ยเหยาเมื่อไหร่เจ้าจะยกโทษให้ข้า” เขารำพันกับตัวเองแล้วก็กลับจวนไปด้วยความหงอยเหงา ทุกวันถัดมาเขาก็มาส่งของด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จวนกั๋วกงดูวุ่นวายเล็กน้อย ทั้งมีเหล่าบ่าวรับใช้วิ่งวุ่นวายเต็มไปหมด “นี่พวกเจ้า...เกิดอะไรขึ้น” เขารั้งบ่าวรับใช้มาได้หนึ่งคน

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 53

    คนช่างตื๊อยิ้มเห็นฟันขาวครอบทุกซี่ให้กับภรรยา เขานั่งรถม้าตามนางมาเช่นกัน แล้วให้คนของเขาจัดการเอาเป่ยเป่ยไปเก็บชั่วคราว แล้วตัวเองก็ถือดอกไม้เดินตามหลังนางมาจนถึงด้านบนโดยที่นางไม่รู้ตัวเลย “ข้าถือดอกไม้มาให้เจ้าไหว้พระ ไปเถิดไปไหว้พระกัน” เขาจับมือนางเดินเข้าไปแต่ก็โดนสะบัดหลุดออกจากการเก

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 52

    “ให้ข้าสงสารเจ้า ทำทานกับสุนัขขี้เรื้อนดีกว่า ข้าย่อมไม่ทรยศสหายเหมือนเจ้า” เขาจำจนวันตายที่มันทิ้งเขาแล้วให้นางโจรจับไปบูชายัญไม่พอ ยังพรากพรหมจรรย์ของเขาไปเสียอีก “เจ้าก็เจ้าคิดเจ้าแค้นจัง ก็ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่า ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเหตุสุดวิสัย” เขาไม่คิดว่ามันจะโกรธขนาดนี้ อุตส่าห์ส่งให้ขึ

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 51

    รถม้าของทั้งสี่คนเคลื่อนมายังเมืองหลวง หลังจากส่งเว่ยเหยาที่จวนกั๋วกงแล้ว เขาทั้งสองก็รีบเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที เพราะเมียคนดีของเขานั้นไม่อยากกลับจวนของเขา จำเป็นต้องมาส่งที่นี่ ดีกว่าให้หางเลือกกลับไปยังชายแดนบูรพาเสี่ยงอันตรายคนเดียว “คืนนี้ห้ามเจ้าลงกลอน ไม่งั้นเจอดีแน่” “ข้

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 50

    ถ้อยคำนั้นทำเอาเป่ยเป่ยยิ้มล้อนายหญิงไม่คิดว่าห่างกันแค่ไม่เท่าไหร่สถานะของนายหญิงตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อมาถึงโรงเตี้ยมหงจื่อเลือกจะเช่าห้องสามห้อง ห้องหนึ่งให้เจ้าไก่อ่อน อีกห้องของเป่ยเป่ย ส่วนเขาจะนอนกับเมียให้ฉ่ำอุรา “เถ้าแก่มีห้องว่างสามห้องไหม” “เหลือเพียงสองห้องเท่านั้นคุณ

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 2

    เพล้ง!!! เสียงแจกันในห้องนอนของหลินเหยาแตกละเอียด เพราะโดนเจ้าของนั้นขว้างปาด้วยโทสะที่กำลังโหมกระพือ เพราะพี่สาวตัวดีเป็นต้นเหตุของอารมณ์ขุ่นมัวในครั้งนี้ “นางมีสิทธิ์อันใดมาไล่ข้า!” เสียงเดือดดาลพ่นออกจากลำคอด้วยความโกรธแค้น ทำไม...ทำไมนางต้องเป็นน้องสาว

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 1

    เมื่อ 15 ปีก่อน ชายแดนบูรพาในรัฐเว่ย แคว้นจงโจว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่ากงซีเป็นที่พักชั่วคราวของฮูหยินแม่ทัพซ่งอัน ซึ่งห่างจากทัพใหญ่บูรพาไม่กี่ลี้ หมู่บ้านนั้นเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญชนิดสุดกู่ เส้นทางสัญจรไปในหมู่บ้านนั้นมีแต่ทางเดินเท้าของชาวบ้านและทางเกวียนวัว ถ้าจะเดินทางออกไปด

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 41

    หลังจากขึ้นจากน้ำ คนหวงเมียก็เดินนำหน้า เพราะตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ แล้วเสื้อผ้าของนางก็แนบลู่เข้ากับเนื้อสาวจนทำให้นึกหงุดหงิด ดีที่บ้านของนางอยู่ช่วงท้ายหมู่บ้านแล้ว คนที่สัญจรไปมาไม่ได้มีมากนัก แต่กระนั้นเขาก็ยังหวงอยู่ดี “เจ้าขวางข้าทำไม” กูเทียนมี่ชักหงุดหงิด ที่เจ้าบ้านี่เดินล้อมหน้าล

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 23

    “เห็นบอกพ่อบ้านว่าไท่จื่อเฟยเรียกให้ไปพบเจ้าค่ะ” ฟังคำตอบแล้วก็รู้ว่าต้องเตรียมรับมือกับการวางแผนของแม่ผัวกับน้องสาวอีกแล้วสินะ คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกก็ไม่รู้ นางเหนื่อยจริง ๆ จนบางครั้งอยากปล่อยไปให้หมด จวิ้นอ๋องกลับมาที่จวนรีบเข้าไปหานางทันที ยิ่งเห็นนางอยู่เรือนตัวเองยิ่งชอบใจนัก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status