แชร์

บทที่ 4

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-10 16:08:39

“ท่านจวิ้นอ๋องเมามากแล้วนะเพคะ รีบพักผ่อนก่อนดีกว่า” เสียงเรียบเจื่อด้วยความหงุดหงิดเล็ก ๆ ที่เขามาระรานนางถึงเรือน ทำให้จวิ้นอ๋องที่ยิ่งมีโทสะยามเมามายมากขึ้น

“เจ้ากล้าสั่งข้า?”

“มิกล้าเพคะ” นางก้มหน้าลงแล้วก็ไม่กล้าสบตาเขาอีก ไม่ใช่เกรงกลัวแต่ไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับบุรุษเมามายต่างหาก เมื่อสร่างเมาก็ไม่ต่างจากคนความจำเลอะเลือน นางและเขาก็แค่ทำหน้าที่สามีภรรยาเพียงในนาม โดยที่คนนอกมิรู้ด้วยซ้ำว่า นางและเขามิเคยร่วมเรียงเคียงหมอนสักครั้งเดียว แต่พูดไปก็รังแต่จะเสื่อมเสียถึงนาง มิมีผู้ใดเชื่อเรื่องชายหญิงแต่งงานกันไม่แตะต้องกันหรอก

“เห็นอยู่ว่าเจ้ากล้า” เขายังไม่ยอมแพ้ จนเว่ยเหยาถอนหายใจและตัดสินใจเรียกคนมาช่วย

“ฝูเฉิน เป่ยเป่ย เจ้ามาช่วยพยุงท่านอ๋องกลับเรือนเถิด” เมื่อลำพังคนเดียวมิอาจจะรับมือกับคนเมาได้ ก็ต้องเรียกคนช่วย และเชื่อว่าทั้งสองคนคงยังไม่ไปไกลกว่าหน้าประตูเรือน

“พ่ะย่ะค่ะ” “เพคะ”

ยามอยู่อารามนายหญิงให้ทิ้งยศศักดิ์ แต่ยามกลับจวนเป่ยเป่ยต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม เรียกคำราชาศัพท์เช่นเดิม เป่ยเป่ยจึงต้องเคร่งครัดมิเช่นนั้นบ่าวในเรือนจะเอาไปนินทา

แต่ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินเข้ามาในห้องนั้น ทั้งคู่ก็ต้องตกใจ เมื่อจวิ้นอ๋องผลักพระชายาไปจนเสียหลัก

โป๊ก!

ฟุบ!

แรงผลักจากมือใหญ่ทำให้นางหัวโขกกับพื้น ดวงตาพร่าเลือนจนมองไม่เห็นพลันสตินางก็ค่อย ๆ เลือนลางจางหายจนกระทั่งดับวูบในท้ายที่สุด

เลือดที่ไหลออกจากศีรษะแดงฉาน จนเป่ยเป่ยกรีดร้องเรียกเจ้านายเสียงหลง

“พระชายา...นายหญิง...ตามหมอ ตามหมอเร็ว”

ร่างที่ไร้สติอยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้คนดี โดยที่ฝูเฉินได้สติเป็นคนแรก และออกไปเร่งให้พ่อบ้านหลี่ตามหมอหลวงมารักษาพระชายาโดยด่วนที่สุด

จวิ้นอ๋องที่เพิ่งได้สติเมื่อมีเสียงกรีดร้องพร้อมกับความวุ่นวายตรงหน้า ดวงตาที่พร่าเลื่อนในตอนแรกเปลี่ยนเป็นตกใจทรุดไปนั่งข้างร่างของเว่ยเหยา...

“เว่าเหยา...เจ้า...เจ้าเป็นอะไรไป” เขายกมือขึ้นพร้อมกับเลือดที่เปื้อนมือและไหลไม่หยุด ทำให้จวิ้นอ๋องอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียง แม้ว่าตัวเองยังไม่สร่างเมาเต็มที่แต่ก็กัดฟันยกร่างนางขึ้นไปนอนให้ได้

“เจ้าไปเอาผ้ามา” เขาออกรบบ่อยครั้งการห้ามเลือดเป็นทักษะพื้นฐานที่ทหารทุกคนต้องมี เป่ยเป่ยรีบไปค้นหาผ้าสะอาดมาให้จวิ้นอ๋อง แล้วนางได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ หวังให้นายหญิงของตนไม่เป็นอันใดไป

นึกถึงคำที่พระอาจารย์ผู้เฒ่านั้นกล่าวไว้ ว่านายหญิงของตนจะมีเคราะห์ถึงชีวิต หากออกจากอารามหย่งเล่อภายในสามวันนี้ หัวใจที่ภักดีต่อนายหญิงแทบทรุด นางไม่อยากให้นายหญิงจากไปเยี่ยงนี้ มันยากจะทำใจได้

“ฮึก...นายหญิง...อย่าเป็นอันใดนะ เป่ยเป่ยอยู่ไม่ได้ นายหญิงน่าจะเชื่อพระอาจารย์...หึก...นายหญิง”

เสียงคร่ำครวญของสาวใช้ทำให้จวิ้นอ๋องเครียดลง ยิ่งบอกว่าพระอาจารย์คาดเดาไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี เป็นเพราะเขาหรอกหรือ เพราะเขาที่ทำให้นางมีเคราะห์หรือ

“เจ้าพูดอะไร...เงียบเดี๋ยวนี้นะ” จวิ้นอ๋องตวาดเสียงสั่น หรือนางจะต้องตายเพราะเขา ไม่...ไม่จริงเขาไม่เชื่อ เขาแค่เมามากไปเท่านั้นและเผลอผลักนาง เขาไม่ได้ตั้งใจ

“ฝูเฉิน...ทำอะไรอยู่ หมอหลวงมาหรือยัง” เสียงจวิ้นอ๋องปลุกให้บ่าวไพร่ที่ใกล้จะพักผ่อนตื่นขึ้น ไฟในจวนจุดสว่างไสว พ่อบ้านหลี่เร่งพาหมอหลวงเข้ามาที่ตำหนักโดยเร็ว แต่นั่นมันก็ต้องใช้เวลาในการเดินทางอยู่ดี กว่าสองเค่อท่านหมอจึงจะมาถึง

พระชายานอนอยู่บนเตียงโดยมีจวิ้นอ๋องเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ทั้งสาวใช้ก็ยืนสะอื้นไห้ไม่กล้าส่งเสียง กลัวจะโดนตัดหัวเสียก่อน เพราะสีหน้าจวิ้นอ๋องยามนี้พร้อมฆ่าได้ทุกคน

“หมอหลวงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านหลี่กล่าวทั้งเชิญท่านหมอหลวงเข้าไปตรวจอาการของพระชายา

“ขอกระหม่อมตรวจชีพจรหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงหมอหลวงที่อายุมากแล้วกล่าว ใบหน้าของพระชายายามนี้ซีดนักคงเพราะเสียเลือดมาก สังเกตจากผ้าที่ซับเลือดที่กองอยู่ด้านข้างเตียง

เมื่อท่านหมอหลวงตรวจชีพจรสีหน้าก็ไม่ดีนัก เพราะว่าอาการของพระชายากระทบการมองเห็น ทำให้คนที่รอฟังว่าอาการของนางจะเป็นเช่นไรอย่างจวิ้นอ๋องรีบถามทันที

“นางไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”

หมอหลวงส่ายหน้าไปมา นั่นหมายถึงสัญญาณที่ไม่ดีนัก

“ทูลจวิ้นอ๋อง พระชายาศีรษะกระทบกระเทือนหนักมาก ทำให้เลือดคั่งขวางระบบที่รับรู้ด้านการมองเห็น หากนางฟื้นอาจจะมองไม่เห็นสักระยะ หรือตลอดไป แต่ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าเลือดจะไม่คั่งในสมอง นั่นหมายถึงอันตรายถึงชีวิต” คำพูดของหมอหลวงทำเอาจวิ้นอ๋องตกใจจนหน้าซีด เขาไม่เคยกลัวอันใดเท่านี้มาก่อนเลย ต่อให้ไม่เคยรักนางดั่งคนรัก ก็ไม่คิดอยากให้นางตายเพราะเขา

“ทะ...ท่าน...ท่านหมอหลวงว่าอันใดนะ” เสียงแหบโหยกล่าวออกมา ส่วนเป่ยเป่ยนั้นทรุดนั่งร้องไห้ด้านข้างนายหญิงของตัวเอง ความคับแค้นอัดแน่นในอก เดิมทีนายหญิงของตัวเองก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับจวิ้นอ๋องอยู่แล้ว นางเพียงปลีกวิเวกถือศีลอยู่อาราม ท่านอ๋องก็มิสนใจ เมื่อพระอาจารย์ทักเรื่องภัยก็ปฏิเสธไปหนึ่งคำ แต่เพราะจวิ้นอ๋องใจร้ายผู้นั้น เขา...ฮึก...เขาทำให้นายหญิงของนางต้องเสี่ยงตาย

“ข้าไม่เชื่อว่าจะรักษานางมิได้...ใช้ยาที่ดีที่สุดรักษานาง” เขาทนเห็นนางเจ็บป่วยไม่ได้ จึงเดินออกมาด้านนอกสั่งคนให้จัดการต้มยาให้นาง มือของเขายังเปรอะเปื้อนเลือด เขายกขึ้นสั่นเทาเล็ก ๆ ความมึนเมาจากสุรานั้นหายเป็นปลิดทิ้ง

‘ต่อไปนี้ข้าจะไม่ดื่มเหล้าอีก’

เขาคิดในใจ

รุ่งเช้าจวิ้นอ๋องเข้าไปในวัง ภายในงานเลี้ยงที่รื่นเริงนั้นเขาไม่รู้สึกสนุกสักนิด เมื่อพบกับเสด็จพ่อเขาจึงรีบไปทูลเสด็จพ่อและเสด็จแม่เรื่องของนาง แล้วหมายจะกลับทันที แต่เสด็จปู่ของเขาก็เสด็จออกมาก่อน ใบหน้าที่เครียดขรึมซีดเผือดนั้นทำให้รู้ว่าต้องเกิดอะไรไม่ดีกับหลานของตนเป็นแน่

“ขันที...เรียกจวิ้นอ๋องมาพบเรา” ฝ่าบาทไท่หวงจื่อ บอกแล้วก็นั่งรอ

จวิ้นอ๋องที่กำลังจะทูลลาเสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับไปดูอาการนาง แต่ก็โดนขัดขวางด้วยขันทีประจำพระองค์ของเสด็จปู่เสียก่อน

“เสด็จพ่อ” จวิ้นอ๋องหันมาเรียกหมายให้ช่วย เพราะตนเองนั้นเป็นห่วงนางยิ่งนัก

“เจ้าไปเรียนเสด็จปู่ด้วยตัวเอง ลูกผู้ชายกล้าทำย่อมต้องกล้ารับ” เรื่องนี้เป็นลูกชายของตนที่ทำผิดเอง ย่อมต้องเข้าไปยอมรับผิดเรื่องนี้

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

ซูหนิงเป็นห่วงลูกชายยิ่งนัก เพราะว่าลูกชายนั้นทำให้สตรีผู้หนึ่งเป็นหรือตายเท่ากัน หากเป็นสตรีทั่วไปก็คงไม่เป็นอันใด แต่นี่เป็นถึงลูกสาวเสนาบดี และมารดายังเป็นอดีตองค์หญิงอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะคิดเห็นประการใด

ฝ่าบาททรงเรียกเข้าพบที่ห้องรับรองด้านหลัง แล้วก็นั่งรอว่าหลานชายจะพูดว่าอย่างไร โดยมีไฉ่กั๋วกงยืนอยู่ข้าง ๆ

“สารภาพมา” ไท่หวงจื่อผ่านผู้คนมามาก เหตุใดไม่รู้ว่าเจ้าหลานชายต้องทำผิดมา แต่กล่าวเท่านั้นมันก็ทรุดไปคุกเข่าแล้ว

“หลานผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ...หลาน...หลานเมา...เพราะหลาน” เขาพูดตะกุกตะกัก ทั้งสับระคนเสียใจ

“เราให้เจ้าสารภาพไม่ใช่แก้ตัว” เสียงฝ่าบาทแม้ชราวัยแต่ก็ยังทรงด้วยอำนาจ ทำให้หลานชายตัวสั่นงันงก องค์รัชทายาทที่ยืนฟังอยู่ด้านนอกจึงเร่งเข้ามาคุกเข่าด้านข้างลูกชายขอประทานอภัย เขารู้ดีว่าเสด็จพ่ออยู่ในวังแต่หูตากว้างไกลนัก ขนาดเรื่องที่ลูกสะใภ้ไม่มาร่วมงานในวันนี้ยังสังเกตได้

“หึ...ยังไม่รีบพูด”

“ทูลเสด็จปู หลานเมาแล้วผลักนางล้มหัวกระแทกพื้นอาการตอนนี้เป็นตายเท่ากัน หากฟื้นก็ไม่แน่ว่าจะมองเห็น” เขาก้มหน้าติดพื้นสารภาพความผิด

ไฉ่กั๋วกงที่ยืนอยู่ด้านข้างกำหมัดแน่น รู้สึกโกรธแค้นแทนนางชอบกล เขาพบเจอนางวันนั้นก็จริง แล้วก็แอบไปมองนางอยู่บ่อย ๆ จนเมื่อพระอาจารย์ผู้เฒ่าที่ฝ่าบาทนับถือเข้ามาเทศนาในวังส่วนพระองค์ แล้วเล่าเรื่องของพระชายาจวิ้นอ๋อง ทำให้มีการจัดงานวันนี้

“เจ้าไล่นางไปอยู่อาราม ยามเมื่อเราเรียกเข้าวังเจ้าก็ทำร้ายนาง เช่นนี้เจ้าต้องการสิ่งใด นางเป็นลูกผู้ใดเจ้ามิรู้หรือ แม่นางเป็นใครเจ้ามิสนใจเลยงั้นหรือ” เสียงกล่าวที่ไม่ได้เจือด้วยโทสะ เพียงแต่เนิบนาบนั้นแฝงด้วยความเสียดสีอยู่ในที จนสองพ่อลูกไม่กล้ากล่าวอันใดออกมา

“เจ้ามิสนใจนาง เหตุใดยังแต่งนางเข้าจวน ตอนนี้เรื่องจวิ้นอ๋องทำร้ายพระชายาสาหัสลือกันทั่วตลาด เจ้าจะให้เราทำเช่นไร ตำแหน่งองค์รัชทายาท ยังจำเป็นสำหรับครอบครัวพวกเจ้าหรือไม่!!” เจี่ยหมิงตัวสั่นทันที ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งไม่มีครั้งไหนหรือเหตุการณ์ใดจะสั่นคลอนตำแหน่งของเขาได้เช่นนี้

“เสด็จพ่อลูกสั่งสอนหงจื่อไม่ดี โปรดลงโทษลูกด้วยเถิด” เขารีบขอการลงโทษดีกว่าถูกปลด

“ลงโทษหรือ...โทษใดจะคุ้มกับความผิดเจ้าดีล่ะ แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ คิดให้อำนาจเสนาบดีกลาโหมมาทานอำนาจฝ่ายอื่นงั้นหรือ เจ้าหวั่นใจเช่นนั้นเชียว หรือความสามารถของเจ้ามันน้อยนักรึ...อย่าคิดใช้เรื่องนี้มาขู่เรา!”

“เสด็จปู่เรื่องนี้หลานผิดเองไม่เกี่ยวกับเสด็จพ่อนะพ่ะย่ะค่ะ ลงโทษหลานเถอะ” จวิ้นอ๋องจะไม่ยอมให้เรื่องนี้มาสั่นคลอนตำแหน่งเสด็จพ่อ เป็นเขาที่เลอะเลือนชั่วขณะเองเท่านั้น

“เหอะ! เจ้าพ่อลูกทำประการใดอย่างคิดว่าเราไม่รู้ เจ้าไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของเรา จำเอาไว้”

“เจ้า...ทำให้นางฟื้นให้ได้ จะมองเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง หากเจ้าแต่งสตรีอื่นเข้าจวนแทนที่นาง บัลลังก์มังกรของพวกเจ้าก็ไม่เหลือ”

เขาจัดงานนี้เพื่อหวังให้เว่ยเหยาที่อาภัพแม่ตั้งแต่เด็กด้วยภัยสงคราม ต้องตายที่ชายแดนอย่างอนาถ เขาไม่ใช่ไม่เคยติดตาม แม่ของนางมีเชื้อสายเดียวกันแม้ว่าจะห่างนักก็ตาม แต่ก็เป็นอดีตจักรรพรรดิเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขานั้นเป็นองค์ชายสายรองไม่ได้สายตรง เนื่องจากภัยสงครามคร่าชีวิตองค์ชายสายตรงไปจนหมด เขาเพียงเป็นลูกของอนุชาอดีตองค์จักรพรรดิ

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จปู่” จวิ้นอ๋องก็ไม่คิดจะแต่งใครเข้ามาอยู่แล้ว คนเดียวที่เขาคาใจคือกูเทียนมี่เพียงผู้เดียว สตรีอื่นหมื่นแสนเขาก็ไม่สน แต่ยามนี้นางเป็นเรื่องเดียวที่เขาต้องรับผิดชอบ และจะรับผิดชอบอย่างดีอีกด้วย

ข่าวเรื่องจวิ้นอ๋องทำร้ายพระชายาจนเป็นตายเท่ากันกระพือไปทั่ว กระทั่งจวนเสนาบดีซ่งเองก็รับรู้ข่าวเช่นกัน แต่ซูหลันหนี่ว์แม่เลี้ยงของเว่ยเหยานั้นเพียงแต่ตกใจในครั้งแรกแล้วก็ลอบยิ้มกับหลินเหยาเท่านั้น

‘มิต้องลงแรงอันใด วาสนาก็ตกมาถึงลูกสาวของนาง’

“ท่านพี่เราควรไปเยี่ยมลูกหน่อยดีหรือไม่” ซ่งอันปกติก็ไม่ใคร่ใยดีบุตรสาวผู้นี้อยู่แล้ว เขาเพียรปรารถนาบุตรชายสืบสกุลซ่งเป็นคนแรก ครั้งเมื่อนางเป็นหญิงเขาก็ผิดหวังจนต้องรับซูหลันหนี่ว์เข้ามา แต่นางก็มิได้ให้กำเนิดลูกชายเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงทำใจ แต่ดูเหมือนจะสายไปเมื่อเกาหยางมิได้อยู่ให้เขาดูแลนางอีกต่อไปแล้ว

แต่นั่นเขาก็ไม่เคยรู้สึกผิดใด ๆ เพียงแต่เลี้ยงบุตรสาวของนางให้ดีเท่านั้น และก็รับอนุเข้าจวนเรื่อย ๆ เพื่อหวังอยากได้บุตรชาย จนในที่สุดก็มี ตอนนี้เขาอายุเพียง 7 หนาว นามว่า ซ่งเจาเหอ เขาจึงใส่ใจเพียงแต่บุตรชาย บุตรสาวก็ให้เป็นหน้าที่ฮูหยินไปก็แล้วกัน

“เจ้าเป็นมารดาควรจะไปเยี่ยมนาง ข้ามีราชกิจอีกมาก ทั้งยังเข้มงวดกับซ่งเจาเหอด้วย” แน่นอนว่าเขามิไว้ใจให้ซูหลันหนี่ว์เลี้ยงบุตรชาย มิใช่ไม่รู้ไม่เห็น เพียงแต่หลับตาข้างหนึ่งเท่านั้น

“เจ้าค่ะ ข้าจะทำหน้าที่แม่ที่ดี” หลินเหยาพยักหน้ากับท่านแม่แล้วพากันไปที่จวนจวิ้นอ๋อง แต่ครั้นมาถึงกลับได้รับคำสั่งห้ามผู้ใดเข้าจวนโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ท่านแม่...เหตุใดสั่งห้ามพวกเรา”

“เจ้าเรียนจวิ้นอ๋องเถิด ข้าเป็นแม่ของพระชายาอยากจะมาดูอาการนางด้วยความเป็นห่วง”

“ไม่ได้ขอรับ” ทหารยามด้านหน้าทำหน้าที่แข็งขัน ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปในจวนเด็ดขาด เพราะตอนนี้ระดมหมอหลวงแทบหมดวังมาดูอาการของพระชายา คนนอกจึงห้ามเข้า

“ข้าจะเข้า...เหตุใดเข้ามิได้”

“ทหารใครฝืนคำสั่งลากไปตัดหัว!!!!” เสียงนั้นทำสองแม่ลูกสะดุ้ง เพราะเป็นเสียงองค์รัชทายาท ยามนี้ตำแหน่งกำลังสั่นคลอนคนนอกจึงไม่รับอนุญาตให้เข้าจวนกลัวจะแพร่งพรายเรื่องภายในออกไป
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 55

    จนถึงวันที่ไฉ่เฉินต้องเดินทาง หงจื่อก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ เพียงแต่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงทั้งอยากพานางไปอยู่ที่จวนด้วยกัน “ท่านเดินทางปลอดภัยนะ” เว่ยเหยามาส่งเขาที่หน้าจวนอวยพรให้เขาปลอดภัยกลับมา แต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขากลับแช่งชักเสียนี่ “ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับม

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 54

    “ข้าคิดถึงเจ้านะเว่ยเหยาเมื่อไหร่เจ้าจะยกโทษให้ข้า” เขารำพันกับตัวเองแล้วก็กลับจวนไปด้วยความหงอยเหงา ทุกวันถัดมาเขาก็มาส่งของด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จวนกั๋วกงดูวุ่นวายเล็กน้อย ทั้งมีเหล่าบ่าวรับใช้วิ่งวุ่นวายเต็มไปหมด “นี่พวกเจ้า...เกิดอะไรขึ้น” เขารั้งบ่าวรับใช้มาได้หนึ่งคน

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 53

    คนช่างตื๊อยิ้มเห็นฟันขาวครอบทุกซี่ให้กับภรรยา เขานั่งรถม้าตามนางมาเช่นกัน แล้วให้คนของเขาจัดการเอาเป่ยเป่ยไปเก็บชั่วคราว แล้วตัวเองก็ถือดอกไม้เดินตามหลังนางมาจนถึงด้านบนโดยที่นางไม่รู้ตัวเลย “ข้าถือดอกไม้มาให้เจ้าไหว้พระ ไปเถิดไปไหว้พระกัน” เขาจับมือนางเดินเข้าไปแต่ก็โดนสะบัดหลุดออกจากการเก

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 52

    “ให้ข้าสงสารเจ้า ทำทานกับสุนัขขี้เรื้อนดีกว่า ข้าย่อมไม่ทรยศสหายเหมือนเจ้า” เขาจำจนวันตายที่มันทิ้งเขาแล้วให้นางโจรจับไปบูชายัญไม่พอ ยังพรากพรหมจรรย์ของเขาไปเสียอีก “เจ้าก็เจ้าคิดเจ้าแค้นจัง ก็ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่า ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเหตุสุดวิสัย” เขาไม่คิดว่ามันจะโกรธขนาดนี้ อุตส่าห์ส่งให้ขึ

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 51

    รถม้าของทั้งสี่คนเคลื่อนมายังเมืองหลวง หลังจากส่งเว่ยเหยาที่จวนกั๋วกงแล้ว เขาทั้งสองก็รีบเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที เพราะเมียคนดีของเขานั้นไม่อยากกลับจวนของเขา จำเป็นต้องมาส่งที่นี่ ดีกว่าให้หางเลือกกลับไปยังชายแดนบูรพาเสี่ยงอันตรายคนเดียว “คืนนี้ห้ามเจ้าลงกลอน ไม่งั้นเจอดีแน่” “ข้

  • ชายาเอกจวิ้นอ๋องมีได้เพียงหนึ่งและข้าไม่อยากได้   บทที่ 50

    ถ้อยคำนั้นทำเอาเป่ยเป่ยยิ้มล้อนายหญิงไม่คิดว่าห่างกันแค่ไม่เท่าไหร่สถานะของนายหญิงตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อมาถึงโรงเตี้ยมหงจื่อเลือกจะเช่าห้องสามห้อง ห้องหนึ่งให้เจ้าไก่อ่อน อีกห้องของเป่ยเป่ย ส่วนเขาจะนอนกับเมียให้ฉ่ำอุรา “เถ้าแก่มีห้องว่างสามห้องไหม” “เหลือเพียงสองห้องเท่านั้นคุณ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status