เพล้ง!!!
เสียงแจกันในห้องนอนของหลินเหยาแตกละเอียด เพราะโดนเจ้าของนั้นขว้างปาด้วยโทสะที่กำลังโหมกระพือ เพราะพี่สาวตัวดีเป็นต้นเหตุของอารมณ์ขุ่นมัวในครั้งนี้
“นางมีสิทธิ์อันใดมาไล่ข้า!”
เสียงเดือดดาลพ่นออกจากลำคอด้วยความโกรธแค้น
ทำไม...ทำไมนางต้องเป็นน้องสาว
ทำไมนางต้องเกิดทีหลัง
ทำไมมันจะสูงส่งกว่านาง
คำว่าทำไมผุดขึ้นจนรู้สึกแน่นอก จนหายใจไม่ออก แต่เล็กแม้ว่าแม่ได้เลื่อนเป็นฮูหยินใหญ่ แต่ว่าที่มาของแม่นั้นเกิดจากสตรีอุ่นเตียงในกองทัพมาก่อน นั่นย่อมทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียง ต่อให้บ่าวไพร่ในจวนเคารพนางกับแม่ในฐานะคุณหนูในจวน กับฮูหยินใหญ่ แต่ลับหลังพวกนางก็เอาไปพูดกันสนุกปาก ทั้งดูแคลนนางที่เป็นลูกอนุมากก่อนอยู่ดี
“บ่าวเก็บของเสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู เรารีบไปขึ้นรถม้ากลับกันเถิด” เสี่ยวเหรินรีบเตือนผู้เป็นนาย หากขืนให้พ่อบ้านหลี่มาไล่อีกรอบ คิดว่าการมาเยือนจวนจวิ้นอ๋องล้วนไม่ง่ายแล้ว
“ไม่ข้าไม่กลับ”
“โธ่...คุณหนู อย่าดื้อสิเจ้าคะ...เราแค่กลับไปตั้งหลักวางแผนก่อนเจ้าค่ะ...อีกอย่างครั้งนี้เป็นจวิ้นอ๋องที่ออกปากไล่ ไม่ใช่แค่เรานะเจ้าคะพระชายาเว่ยเหยาก็ด้วย”
เสี่ยวเหรินคร้านจะอับอายหน้าทนอยู่ในจวนจวิ๋นอ๋อง นายของตนตำแหน่งใดในจวนล้วนไม่มีไม่พอ ยังทำตัวเป็นสตรีน่าเกลียดให้สาวใช้บ่าวรับใช้ในจวนนินทากันอีก กล่าวได้ว่าใบหน้าของคุณหนูนางก็งามไม่แพ้สตรีนางใด เพียงแต่ด้อยกว่าคุณหนูเว่ยเหยาก็เท่านั้น เหตุใดคิดอยากใช้สามีร่วมกับพี่สาว
เมื่อหวงไท่จื่อคิดอยากเชื่อมสัมพันธ์จึงอ้างว่าคุณหนูใหญ่เว่ยเหยานั้นเกิดก่อนสมควรออกเรือนได้แล้ว จึงให้แต่งกับหงจื่อจวิ้นอ๋อง นั่นนำมาซึ่งความริษยาของแม่ลูกคู่นี้ซึ่งเสียวเหรินไม่อยากพูดให้มากความ แม้จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด
“หึ...จริงสินะ พี่สาวคนดีของข้าก็โดนตะเพิดไล่ ก็ได้ข้าจะกลับไปก่อน หากเมื่อมันสิ้นอำนาจในจวนเมื่อใด ข้าจะเข้ามาแทนที่ ดึงดันตอนนี้ไปก็รังแต่จะมีคนนินทา”
เสี่ยวเหรินเอามือลูบอก ในที่สุดนายของตนก็ฉลาดสักที การยื้อแย่งอำนาจในจวนจวิ้นอ๋องทำได้ หากว่ามีอำนาจบ้าง แต่นี่เป็นเหมือนสาวใช้ก็ไม่ปาน อ้างว่ามาดูแลท่านอ๋อง ที่จริงก็ต้องการเป็นอนุเท่านั้น แต่จวิ้นอ๋องผู้นี้เดาใจยากยิ่ง ขนาดหญิงงามดั่งนางเซียนมาจุติอย่างคุณหนูใหญ่เว่ยเหยา ก็ไม่คิดสนใจเหลียวแล ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านอ๋องมีใครบางคนอยู่ในใจ ผู้นั้นคงงดงามมากสินะ ที่ทำให้กระทั่งสตรีงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเช่นคุณหนูเว่ยเหยาถึงกับหน้าถอดสี เมื่อตนเป็นถึงพระชายาแต่ไม่ได้รับความรักไม่พอ การให้เกียรติผู้เป็นเมียยังไม่มี
เรือนพระชายาจวิ้นอ๋อง...
“เป่ยเป่ย เก็บของเรียบร้อยดีหรือไม่” เสียงที่อ่อนล้าเต็มทีกล่าวออกมา นางพยายามมานานแล้วแต่ทว่าจวิ้นอ๋องไม่เคยมีสายตามองมายังนางเลยสักนิดเดียว
นางเคยถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำอย่างไรนะ จะชนะคนในใจของจวิ้นอ๋องได้ แต่ว่าคำตอบคือความว่างเปล่า เมื่อนางเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจวิ้นอ๋องนั้นชื่นชอบผู้ใด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีข่าวจวิ้นอ๋องกับสตรีนางใดมาก่อน บางทีนางอาจไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่นั่นล้วนไม่ใช่สิ่งที่นางต้องใส่ใจ หากแต่พยายามแล้วนางไม่ได้รับความรักตอบ นางควรพอ
เคยมีปราชญ์ ท่านหนึ่งกล่าวว่าตบมือข้างเดียวก็เหมือนยกมือสัมผัสลมสัมผัสอากาศ ล้วนไม่มีการตอบกลับมันมีแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
เป่ยเป่ยจัดของเสร็จแล้ว เห็นความเศร้าในดวงตานายหญิงของตนเองทำให้น้ำตาซึมออกมา นางรู้ดีว่าคุณหนูของนางรักบุรุษผู้นั้นมาเพียงใด แต่ทว่ารักข้างเดียวก็เท่านั้น
“พระชายาเพคะ จะไปจริง ๆ หรือเพคะ” นางกลัวว่าหากออกไปโดยพลการไม่ได้ขออนุญาตจะมีความผิดเอาได้ เพราะท่านอ๋องนั้นพูดด้วยความมัวเมา และโทสะจากที่คุณหนูรองหลินเหยาไปรบกวนเท่านั้น หากแต่คุณหนูของนางคิดเป็นจริงจัง
“จวิ้นอ๋องออกปากไล่เพียงนั้น ข้ามิหน้าทนอยู่ได้หรอก ข้าหน้าบาง” นางอับอายแทบแทรกแผ่นดิน สตรีที่บุรุษออกปากไล่จะอยู่ให้เขาผู้นั้นเห็นหน้าได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด
ไม่ใช่ว่านางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่มันเป็นเพราะการที่บังคับเอาคนที่ไม่ได้รักมาแต่งงาน ล้วนอยู่ไม่ยืดยาวนัก เพียงแต่ทำตามคำสั่งพ่อแม่เท่านั้น คำที่บอกว่าอยู่กันไปก็รักกันเอง เห็นจะไม่ถูกนัก
ยิ่งอยู่เหมือนยิ่งเพิ่มความเกลียดชังในใจให้กับจวิ้นอ๋อง นางไม่ต้องการให้เขาเกลียดนาง แค่ไม่รักก็เจ็บพอทนแล้ว
“เราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ...สกุลซ่งกลับไม่ได้ จวนจวิ้นอ๋องอยู่ไม่ได้ มีที่ใดให้พึ่งพิงอีก” เป่ยเป่ยรู้ดีว่าสนุกซ่งนั้นเหมือนขุนนรกเพียงใด หากองค์รัชทายาทไม่ทาบทามสู่ขอ นายหญิงของนางคงได้แต่งกับพวกพ่อค้าที่ไม่มียศตำแหน่ง เพราะแม่เลี้ยงของคุณหนูนั้นร้ายกาจมาก หากแต่นายท่านยิ่งแล้ว เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ไยดีไม่พอยังปล่อยให้คนรังแกเจ้านายของตน การอยู่ในจวนจึงไม่ต่างจากปากกัดตีนถีบดิ้นรนด้วยตัวเอง กระทั่งเบี้ยหวัดรายเดือนของคุณหนูยังถูกหักออกตั้งครึ่ง แต่เมื่อคุณหนูไปเรียกร้องความเป็นธรรม ก็โดนนายท่านกล่าวหาว่าใช้เงินมือเติบ นับจากนั้นมาคุณหนูก็ไร้ปากเสียงในเรือนอีกเลย
เว่ยเหยาถอนหายใจก่อนตอบ “อารามหย่งเล่อแล้วกัน ใครถามจะได้ตอบว่าไปถือศีลให้นางมีวาสนาได้เป็นแม่คนสักครั้ง”
สกุลเดิมก็กลับมิได้ จวนจวิ้นอ๋องก็อยู่ไม่ได้ มีที่ใดดีไปกว่าอารามเล่า อย่างน้อยนางได้ถือศีลสวดมนต์สงบใจ เผื่อคิดหาทางออกกับชีวิตของนาง
“เจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย นายหญิงของนางอาภัพจริง ๆ ครอบครัวไม่ไยดีก็หนักหนาแล้ว แต่งงานสามีไล่ออกจากจวนอีก บุญกรรมอันใดกัน
เว่ยเหยาเดินออกมาก็พอดีที่น้องสาวของนางก็ออกจากจวนจวิ้นอ๋องเช่นเดียวกัน นางเพียงแต่ยืนมองการจากไปของหลินเหยาแล้วคิดอะไรบางอย่างขึ้น
หากท่านอ๋องมีใจให้หลินเหยาสักนิดนางควรหลีกทางให้ แต่นี่ท่านอ๋องไม่มีใจให้คนสกุลซ่งแม้แต่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่นางอยากให้น้องสาวเลิกพยายาม สู้เอาเวลาไปดูแลตัวเอง เพื่อจะได้แต่งงานกับคนที่ดี ดีกว่าให้มารดานางชักจูงเพื่อแค่อยากแก้แค้นนาง
“คุณหนูรองกลับแล้วเจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยดูแน่ใจแล้วก็รายงานกับนายของตนเอง นางเพียงพยักหน้าแล้วขึ้นรถม้าด้านข้างจวน ท่วงท่าสง่างามแต่ทว่าว่าใบหน้าเศร้าสร้อยนั้นทำให้คนที่นั่งรถม้ามาแปลกใจนัก
ไฉ่กั๋วกง ได้รับบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากทำงานขึ้นตรงกับฝ่าบาท และงานการสร้างเขื่อนรัฐเว่ยทำให้ประชาชนพ้นวิกฤติจากน้ำท่วม รวมทั้งปราดเปรื่องเรื่องบุ๋นบู๊ทำให้ฝ่าบาทต้องเอามาไว้ข้างกาย ไม่ให้ลงไปในขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง
วันนี้เดิมทีเขามาทำบุญที่อารามแทนท่านย่า เส้นทางนั้นไม่ใช่ต้องผ่านจวนจวิ้นอ๋อง เพียงแต่เส้นทางนั้นเกิดมีคนทะเลาะวิวาทกัน จึงเลี่ยงมาทางนี้ จึงได้พบเข้ากับพระชายาจวิ้นอ๋อง ที่เพิ่งแต่งงานเข้าจวนได้ไม่นาน เหตุใดใบหน้าจึงทุกข์ระทมหม่นเศร้าราวกับมีผู้ใดในครอบครัวจากไปเช่นนั้นเล่า
ไฉ่เฉินมองไปจนรถม้าไปไกลแล้ว แล้วเก็บความสงสัยไว้ในใจ มุ่งหน้าสู่อารามหย่งเล่อต่อไป
รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องมาส่งพระชายาที่หน้าอาราม มีคนขับรถม้าและสาวใช้ประจำตัวของพระชายาขนของเข้าไปที่พักในอารามด้านหลังที่แยกชายหญิงชัดเจน
ที่นี่นอกจากคนในราชวงศ์บางคนก็ไม่ค่อยมีชาวบ้านมาทำบุญมากนัก นับว่าเป็นวัดที่ให้ความสงบเงียบได้ดี เว่ยเหยาจึงอยากใช้โอกาสนี้ให้นางได้สงบจิตใจสักครู่
ท่วงท่างามสง่าก้าวขึ้นไปตามบันไดมุ่งไปยังที่ประดิษฐานพระพุทธรูปด้านหน้าองค์ใหญ่สลักจากหิน ใบหน้าที่เศร้าหมองมองไปยังเบื้องหน้า พรั่งพรูความในใจหลังจากจุดธูป
หากมีที่ใดที่รับฟังความทุกข์ของนาง เห็นมีเพียงพุทธองค์เท่านั้น การเกิดมาในชนชั้นสูงตระกูลขุนนางล้วนไม่ทำให้นางมีความสุข ยามแต่งงานกับชายไม่ได้รัก ยิ่งไม่ได้รับความสุข แล้วสิ่งใดเล่าที่นางจะมีความสุขได้ ที่ใดเล่าที่จะเปิดอ้าแขนต้อนรับนาง
คิดถึงตรงนี้น้ำตาก็รินไหลออกมา นางคิดถึงเมื่อตอนเป็นเด็ก แม้ความจำเลือนรางแต่นางรับรู้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่นางมีความสุขที่สุด ได้อยู่กับท่านแม่แม้ว่าท่านจะป่วย ก็รักและดูแลนางอย่างดี จำตอนที่มีเด็กอันธพาลแย่งซาลาเปา มีพี่ชายคนหนึ่งช่วยไว้ นางนั่งกินซาลาเปาริมลำธารพูดคุยโดยไม่ต้องคิดอันใด เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ความทรงนั้นที่เหลือก็เลือนหายไป นางจำหลังจากนั้นไม่ได้อีกเลย ตอนนั้นจำได้ว่าท่านแม่จากไปแล้วนางก็ป่วย ตื่นมาก็มีช่วงหนึ่งความจำหายไป แต่แม้ว่าเลือนรางเต็มที แต่นึกทีไรก็อิ่มใจ
ท่าทางของพระชายาจวิ้นอ๋องนั้นล้วนอยู่ในสายตาของไฉ่กั๋วกง นางดูเหมือนเป็นคนอมทุกข์ ใบหน้างดงามฉาบทาความเศร้ามองอย่างไรเขาก็รู้สึกขัดตา นางไม่เหมาะกับความเศร้าหรอก นางเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่า
เขาแอบดูนางอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้คิดเข้าไปทักทาย เพียงแต่สายตาไม่อาจละจากสตรีเบื้องหน้าได้เลยเท่านั้น และนางก็ดูมีสมาธิกับการสวดมนต์ของพรจากพุทธองค์ไม่สนใจว่ามีใครอยู่รอบกายบ้าง
ยามลมพัดโชยผ่านหน้าความเย็นสบายทำให้นางใจสงบจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาพบกับความจริง
จวนจวิ้นอ๋องยามนี้เงียบลงถนัดตา เมื่อเจ้าของจวนขับไล่สองสตรีที่มารบกวนเวลาสำราญของเขาไปแล้ว ฝูเฉินนั้นอยากไปรายงานเรื่องพระชายานัก แต่ดูเหมือนจวิ้นอ๋องไม่ได้สนใจ จึงได้แต่อ้าปากแล้วก็หุบปากอยู่เช่นนั้น
เวลาผ่านไปสองวัน จวิ้นอ๋องเพิ่งรู้สึกว่าจวนเงียบเหงาผิดปกติจึงเรียกองครักษ์ของตัวเองมาสอบถาม
“ฝูเฉิน ทำไมจวนเงียบนัก” ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนจวนไม่เคยสงบสุขแบบนี้มาก่อน นี่มันหาได้ยากยิ่ง
“จวิ๋นอ๋องอยากหาผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” ฝูเฉินไม่กล้ากล่าวทูลไป เพราะเป็นท่านอ๋องเองที่ขับไล่สองสตรีพี่น้อง อีกคนมีตำแหน่งเป็นถึงชายา อีกคนก็น้องเมีย เขาไม่รู้ว่าท่านโปรดเรียกหาสตรีคนใด
“พระชายาไปที่ใด ปิดเรือนเงียบเชียบ” เขาปรายตามองไปทางนั้นเห็นประตูปิด ไม่เห็นมีผู้ใดอยู่อีกเลย ส่วนสตรีอีกผู้เขาจำได้ว่าไล่นางไปแล้ว คงจะกลับบ้านไปแล้วกระมัง
“ท่านจวิ้นอ๋องลืมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าทรงไล่พระชายาออกไปด้วย ตอนนี้พระชายาไร้ที่ไปได้แต่ไปอาศัยอยู่อารามหย่งเล่อ” ฝูเฉินตอบไม่เต็มเสียงนัก ไม่รู้ด้วยว่านายของตนนั้นจะรู้สึกเช่นไรกับพระชายา
“เหอะ...! เรียกร้องความสนใจ ดี...ให้นางอยู่อารามก็ดี ข้าจะได้สบายตาสักหน่อย” เรียกร้องไปเถอะอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยว เขาคิดว่าเขาพูดชัดเจนแล้วในคืนเข้าหอ
หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว จวิ้นอ๋องก็พูดคำแรกกับเจ้าสาว
‘เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้ามิมีใจให้ ในใจข้ามีสตรีเพียงผู้เดียว แต่ข้ามิอาจขัดรับสั่งเสด็จพ่อ ดังนั้นเจ้าและข้าต่างคนต่างอยู่’ คำพูดบุรุษหนักแน่นดุจภูผา เขาไม่คิดกลับคำเรื่องนี้
พูดจบเขาก็กลับมาพักเรือนของตัวเอง แล้วไม่เหยียบไปเรือนของพระชายาอีกเลยนับแต่นั้น ส่วนสตรีอีกผู้ก็อาศัยบารมีพี่สาวเข้ามาในจวนเขาเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจหากไม่มาวุ่นวาย
“เพคะจวิ้นอ๋อง” นางพูดกับเขาเพียงแค่เท่านี้หลังจากเขาสะบัดหน้าเดินจากไป
“เอ่อ...จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“มีอันใดไม่ดี ไหนเจ้าลองว่ามาสักคำ”
“....” ฝูเฉินหรือจะกล้า หากเขาพูดมิเท่ากับเอาคอเข้ารองที่เขียงรอการประหารหรอกหรือ ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด จวิ้นอ๋องก็ไม่แพ้องค์รัชทายาทเช่นเดียวกัน