เข้าสู่ระบบ“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!”
คำพูดหลุดออกมาเอง สะท้อนความจริงที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาเป็นคนควบคุมชีวิตเธอทุกอย่าง ทุกลมหายใจ ทุกความเจ็บปวด และความตายครั้งนี้ อยู่นอกเหนือคำสั่งของเขา นั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด“นายครับ—”
ศักดิ์รีบเข้ามาจับแขนเขาไว้ วิกเตอร์สะบัดออกทันที ดวงตาแดงจัดด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือนสัตว์ที่กำลังเสียบางอย่างไปโดยไม่เข้าใจเขาเดินตรงไปยังลิฟต์ ดวงตาจ้องตัวเลขที่ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า แต่หัวใจกลับกระวนกระวายราวกับกำลังถูกบีบคั้น และทันทีที่ลิฟต์ถึงชั้นล่างสุด ประตูก็เปิดออก วิกเตอร์ไม่ลังเล ก้าวเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดิน ขณะลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกก้าวที่สาวเท้าไปข้างหน้าปลายทางเริ่มปรากฏแสงไฟวูบวาบ เสียงผู้คนอื้ออึงปะปนกับเสียงวิทยุสื่อสารที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท้าใหญ่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ก่อนที่ร่างสูงจะชะงักนิ่งลงกะทันหัน เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดวิกเตอร์จ้องมอง ร่างเล็กที่คุ้นตานอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมยาวกระจาย ชุดที่เธอใส่เมื่อเช้ายังอยู่เหมือนเดิม เลือดสีเข้มซึมออกมาเงียบ ๆ ใต้ตัวเธอเสียงรอบตัวหายไปหมด เหลือเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นกระแทกอก ก่อนจะก้าวเข้าไปช้า ๆ ทุกก้าวหนักราวกับพื้นกำลังดึงรั้งเขาไว้“รดา…” เสียงแผ่วเบาหลุดจากปาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเผลอเรียกชื่อเธอโดยไม่มีความเย็นชาเจือปนเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาดำสนิทจ้องลงไปยังร่างนิ่งตรงหน้า ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า มันนิ่งเสียจนเหมือนไม่มีความรู้สึกใดเหลืออยู่ แต่ภายในหัวกลับปั่นป่วนรุนแรงไม่จริง เป็นไปไม่ได้เธอไม่กล้าทำแบบนั้นเธอไม่มีวันทำภาพตรงหน้ากำลังถูกสมองปฏิเสธทันที เหมือนมันเป็นแค่ภาพลวงตาของเขา
ในขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าหนักรีบเร่งดังเข้ามาใกล้ หน่วยแพทย์ฉุกเฉินกรูกันเข้ามา คนหนึ่งคุกเข่าลงข้างร่างรินลดา อีกคนเปิดกระเป๋าอุปกรณ์อย่างรวดเร็วมือของเจ้าหน้าที่กดลงที่ข้อมือเธอ เช็กชีพจร และผลของมันคือ นิ่ง พวกเขามองหน้ากันเสี้ยววินาที แววตานั้นบอกทุกอย่าง สัญญาณชีพไม่มีแล้ว“ทำอะไรอยู่ ปั๊มหัวใจเธอให้ฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” วิกเตอร์ก้าวเข้าไปใกล้ทันที สั่งเสียงเย็นจัด
“เอ่อ…”
เจ้าหน้าที่แพทย์ชะงัก ทุกคนตัวเแข็ง สายตาเหลือบมองร่างหญิงสาวอีกครั้ง สภาพร่างกายบอกชัดเจนว่า…โอกาสแทบไม่มี แต่คำสั่งและดวงตาของชายที่ยืนอยู่เหนือพวกเขา บีบบังคับห้ามพูดคำว่าไม่ได้ออกมา“ครับ!”
มือสองข้างวางทับลงบนหน้าอกเธอทันที หนึ่ง สอง สาม แรงกดสม่ำเสมอ หน้าอกเล็กกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะปั๊ม เครื่องกระตุกหัวใจถูกต่อเข้ากับร่างเธออย่างรวดเร็ว“เคลียร์!”
ร่างรินลดาสะดุ้งตามแรงไฟฟ้า วิกเตอร์ยังยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองทุกการกระทำอย่างไม่กะพริบตา เหมือนตอนนี้เวลามันกำลังหยุดหมุนไปพร้อมกับเธอ“อีกครั้ง!”
ช็อกไฟฟ้าอีกระลอก ร่างเธอสั่น ก่อนจะนิ่งลงอีกครั้ง เส้นกราฟบนจอเครื่องมือยังคงเป็นเส้นตรงยาว เสียงเตือนดังสม่ำเสมอ ยาว เรียบ บ่งบอกว่าไร้ชีวิตเจ้าหน้าที่มองหน้ากันอีกครั้ง เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก พวกเขายังปั๊มต่อ มือเริ่มสั่น จังหวะเริ่มหนักขึ้น แต่ร่างเล็กใต้มือยังคงนิ่ง ไร้การตอบสนอง“ทำต่อสิ” วิกเตอร์ก้าวเข้าไปอีกก้าว เสียงเขาแหบต่ำ ไม่ใช่คำสั่งอีกต่อไป
มันเหมือนคำขอที่เขาเองไม่รู้ตัว“เธอแค่หมดสติ…เธอแค่—”
คำพูดค้างอยู่ในลำคอ เครื่องช็อกถูกใช้ซ้ำ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีอะไรเปลี่ยน และในที่สุดหนึ่งในแพทย์หยุดมือช้า ๆ เสียงเครื่องมือยังดังต่อเนื่องเป็นเส้นยาว เขามองหน้าวิกเตอร์ ก่อนพูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้“เรา…เสียใจด้วยครับ”
ร่างสูงยืนนิ่งไม่ไหวติ่ง ดวงตาดำมือสนิทจ้องร่างเธอไม่กะพริบ เส้นผมที่ปลิวระตามลมเมื่อครู่ บัดนี้แนบสนิทกับพื้นเย็นเฉียบ ผิวเธอซีดจนแทบกลืนไปกับแสงไฟสีขาวของรถพยาบาลโลกทั้งใบเงียบผิดปกติ ก่อนเสียงของเขาจะฉีกความเงียบนั้นออกเป็นเสี่ยง ๆ
“พวกคุณมันไม่ได้เรื่อง!” น้ำเสียงกดต่ำ ทับอากาศรอบตัวจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคมหันไปมองทีมแพทย์ทีละคน
“เอาตัวเธอไปโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่เขาพูดจบ เจ้าหน้าที่ชะงักไปเสี้ยววินาที แต่ไม่มีใครกล้าพูดคำเดิมซ้ำอีก และ คำสั่งนั้นมีแต่คำว่า ต้องทำและทุกอย่างรอบตัวก็โกลาหล เสียงสั่งการดังระงม เปลหามถูกลากเข้ามา ถังออกซิเจนถูกต่อเพิ่ม สายระโยงระยางถูกเสียบเข้าร่างเธออีกครั้ง แม้ทุกคนรู้ดีว่าโอกาสแทบไม่มี แต่ไม่มีใครกล้าหยุดวิกเตอร์ก้าวเดินตามเปลหามไป สายตายังไม่ละจากใบหน้าเธอแม้แต่วินาทีเดียว เขาเดินเร็วกว่าที่เคยเดินตลอดชีวิต เหมือนกลัวว่าถ้าช้าเพียงก้าวเดียว เธอจะหายไปจริง ๆเสียงประตูรถพยาบาลปิดดังปัง เขาขึ้นไปพร้อมเธอโดยไม่ถามใครสักคำ เจ้าหน้าที่พยายามจัดอุปกรณ์รอบตัวเขา แต่เขาไม่ขยับหนี มือหนึ่งยื่นออกไป จับปลายนิ้วเย็นเฉียบของรินลดาไว้แน่น“เธอแค่หลับอยู่…”
เสียงแหบหลุดออกมาเบากว่าลมหายใจ รถพยาบาลเคลื่อนตัวออกจากจุดเกิดเหตุด้วยเสียงไซเรนดังลั่น ไฟสีแดงสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่าง วิ่งย้อนผ่านใบหน้าวิกเตอร์เป็นจังหวะเขายังจ้องใบหน้าซีดอยู่แบบนั้น ภาพสุดท้ายที่เธอยิ้มให้เขาตอนเช้าแทรกเข้ามา รอยยิ้มนั้นเหมือนกับคนที่กำลังยอมวางทุกอย่างลงแล้วกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ในห้องเย็นจัดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิเศษ โดยมีเจ้าของห้องอย่าง รินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าขาวคลุมร่างเล็กไว้เรียบร้อยราวกับกำลังหลับสนิท วิกเตอร์สวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวอย่างดี นั่งอยู่ข้างเตียง หลังตรง สองมือประสานกันแน่น สายตาจับจ้องใบหน้าเธอโดยไม่กะพริบ เขาไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน เวลาเหมือนหยุดเดินตั้งแต่วินาทีที่เครื่องมือในห้องฉุกเฉินหยุดส่งเสียง บนโต๊ะข้างเตียง มีถุงเล็ก ๆ วางอยู่ ของใช้ส่วนตัวของเธอที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ แหวน ต่างหูคู่เล็ก สายตาเขาหยุดที่แหวน แหวนแต่งงาน เขาหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ แสงไฟสะท้อนผิวโลหะบาง ๆ นั้น ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที *****
แสงไฟสีขาวในห้องฉุกเฉินสว่างจ้า มันส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ชัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบความจริง ร่างของรินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเข็น ผ้าสีขาวคลุมถึงอก เส้นผมที่เคยปลิวตามลมตอนอยู่บนดาดฟ้า บัดนี้แนบชื้นกับขมับเล็ก ๆ ของเธอ วิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตัวตรงไหล่ผาย สีหน้าเรียบสนิท เหมือนผู้กุมอำนาจคนเดิม ที่ไม่เคยพลาด ไม่เคยเสียอะไรและไม่เคยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วที่วางอยู่ข้างลำตัว…สั่นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เข็นเตียงฝ่าเข้าไปผ่านประตูบานเลื่อนเขตฉุกเฉิน ล้อเหล็กเสียดกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงครืด ๆ ยาวต่อเนื่อง เสียงนั้นดังกลบลมหายใจที่เร่งร้อนของคนรอบข้าง ไฟนีออนเหนือศีรษะสาดแสงขาวจัด ไล่ตามร่างบนเตียงที่ถูกพาเคลื่อนผ่านทางเดินแคบอย่างไม่หยุดยั้ง “เตรียมห้องกู้ชีพ!” เสียงสั่งการดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ เสื้อกาวน์ปลิวตามจังหวะเร่งรีบ วิกเตอร์เดินตามหลังเตียงไปไม่ห่าง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเพียงอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคย อีกหนึ่งปัญหาที่รอการจัดการ เขาเดินตามเตียงไปทุกฝีก้าว รักษาระยะห่างเดิมไว้ ส
“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!” คำพูดหลุดออกมาเอง สะท้อนความจริงที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาเป็นคนควบคุมชีวิตเธอทุกอย่าง ทุกลมหายใจ ทุกความเจ็บปวด และความตายครั้งนี้ อยู่นอกเหนือคำสั่งของเขา นั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด “นายครับ—” ศักดิ์รีบเข้ามาจับแขนเขาไว้ วิกเตอร์สะบัดออกทันที ดวงตาแดงจัดด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือนสัตว์ที่กำลังเสียบางอย่างไปโดยไม่เข้าใจ เขาเดินตรงไปยังลิฟต์ ดวงตาจ้องตัวเลขที่ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า แต่หัวใจกลับกระวนกระวายราวกับกำลังถูกบีบคั้น และทันทีที่ลิฟต์ถึงชั้นล่างสุด ประตูก็เปิดออก วิกเตอร์ไม่ลังเล ก้าวเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดิน ขณะลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกก้าวที่สาวเท้าไปข้างหน้า ปลายทางเริ่มปรากฏแสงไฟวูบวาบ เสียงผู้คนอื้ออึงปะปนกับเสียงวิทยุสื่อสารที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท้าใหญ่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ก่อนที่ร่างสูงจะชะงักนิ่งลงกะทันหัน เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัด วิกเตอร์จ้องมอง ร่างเล็กที่คุ้นตานอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมยาวกระจาย ชุดที่เธอใส่เมื่อเช้ายังอยู่เหมือนเดิม เลือดสีเข้มซึมออกมาเงียบ ๆ ใต้ตัวเธอ เสียงรอบตัวหา
ระหว่างรถแล่นผ่านถนนที่ไฟจราจรเริ่มติด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ภาพในหัววนกลับมาอีก เธอวางถ้วยชาให้เขาตอนเช้า มือบางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงแต่ยังคงยิ้มบางๆ “คุณอย่าทำงานจนลืมพักนะคะ” “เรื่องของเธอหรือไง” เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เธอมันคนเสแสร้ง พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ทำไมตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบีบแน่นในอกจนหายใจไม่สุด “วิกเตอร์มึงเป็นอะไร” เขาพูดเตือนสติตัวเองพลางหลับตาลงช้า หยิบมือขึ้นมามองชื่อผู้หญิงแสแสร้งที่ติดต่อยากเย็น และกำลังทำตัวมีปัญหา “โอเค…ครั้งนี้การเรียกร้องความสนใจของเธอมันได้ผล” ในที่สุดนิ้วแกร่งก็ขยับกดโทรออกอีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบงันไม่มีการตอบรับ มือหนากำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รถจอดกะทันหันหน้าอาคารสูง วิกเตอร์ก้าวลงมาด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าจะคิด ศักดิ์วิ่งเข้ามารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของลูกน้องไม่สู้ดีนัก “เธอขึ้นไปนานแล้วครับ…” เขาหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ “แต่เราไม่พบเธอ” เขาไม่รอฟังต่อ คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์บริการทันที ระหว่างทาง เสียงห
“ฉันรักคุณนะคะ” ปลายนิ้วของวิกเตอร์กระตุกข้างลำตัว เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่ก็ไม่ได้เดินต่อ สายตาคมนิ่งจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งยาวนานกว่าปกติ เหมือนมีคำบางคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่สุดท้ายเขากลับกลืนมันลงไป ก่อนเบือนสายตาไปทางประตู มือที่จับลูกบิดประตูแน่นกว่าทุกวัน แล้วเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับผู้หญิงที่ยืนมองแผ่นหลังเขา…ราวกับนั่นคือภาพสุดท้ายของชีวิตเธอ ปัจจุบัน.. “มั่วแต่นึกอะไรอยู่” วิกเตอร์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน ภาพวนซ้ำไม่ยอมหยุด ภาพรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตากลมแดงเหมือนคนอดนอน ไหนจะเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน กับประโยคธรรมดา คำที่เธอชอบพูดบ่อยๆ ‘ฉันรักคุณนะคะ’ แต่ทำไมวันนี้มันต่างออกไป เธอเหมือนไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกวนใจ แต่มันเหมือนเป็นคำลามากกว่า “เป็นไปไม่ได้” เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้ง ไร้สาระ เธอไม่มีที่ไป เธอไม่มีทางเลือก ชีวิตเธอผูกติดอยู่กับเขา จะลาไปไหนได้ยังไง และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงสั่นเบา ๆ จากมือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้นพร้อมกัน วิกเตอร์หยิบมันขึ้นมา หน้าจอปรากฏชื่อ ศักดิ์ เขากดรับสายทันที “มีอะไร” “นายครับ…” ปลายสายเงียบไปชั่ว
เสียงรายงานการประชุมยังคงดังต่อเนื่องในห้องกระจกชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่ ตัวเลข กราฟ กำไร แผนการลงทุน ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบระเบียบที่วิกเตอร์สร้างขึ้นเอง เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สูทสีเข้มเรียบกริบ ดวงตาคมนิ่งจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ปลายนิ้วเคาะปากกาเบา ๆ บนแฟ้มเอกสารจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเครื่องจักร “ไตรมาสหน้าถ้าเราปรับโครงสร้าง—” เสียงรองผู้จัดการสะดุดกลางประโยค เมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอด ยกมือหนึ่งขึ้นช้า ๆ จากปลายโต๊ะ วิกเตอร์ไม่ได้พูดทันที เขาเพียงมองออกไปนอกผนังกระจกด้านหลังเมืองที่กำลังเข้าสู่ค่ำคืน แสงไฟถนนค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง เหมือนโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไปสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่ง แต่ในอกเขา…กลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ มันไม่ใช่ความเครียด ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดลอยไป “หยุดไว้แค่นี้ก่อน” เสียงเขาต่ำ เรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ สายตาหลายคู่สบกันเพียงครู่เดียว ห้องประชุมตกอยู่ในความนิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม วิกเตอร์ลุกขึ้นก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนลงช้า ๆ ตัวเลขบนจอไฟกระพริบผ่านชั้นต่าง ๆ วิกเตอร์ยืนพิงผนังจ้องตัวเลขบนจอ







