LOGINแสงไฟสีขาวในห้องฉุกเฉินสว่างจ้า มันส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ชัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบความจริง
ร่างของรินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเข็น ผ้าสีขาวคลุมถึงอก เส้นผมที่เคยปลิวตามลมตอนอยู่บนดาดฟ้า บัดนี้แนบชื้นกับขมับเล็ก ๆ ของเธอวิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตัวตรงไหล่ผาย สีหน้าเรียบสนิท เหมือนผู้กุมอำนาจคนเดิม ที่ไม่เคยพลาด ไม่เคยเสียอะไรและไม่เคยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วที่วางอยู่ข้างลำตัว…สั่นเล็กน้อยเจ้าหน้าที่เข็นเตียงฝ่าเข้าไปผ่านประตูบานเลื่อนเขตฉุกเฉิน ล้อเหล็กเสียดกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงครืด ๆ ยาวต่อเนื่อง เสียงนั้นดังกลบลมหายใจที่เร่งร้อนของคนรอบข้าง ไฟนีออนเหนือศีรษะสาดแสงขาวจัด ไล่ตามร่างบนเตียงที่ถูกพาเคลื่อนผ่านทางเดินแคบอย่างไม่หยุดยั้ง“เตรียมห้องกู้ชีพ!”
เสียงสั่งการดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ เสื้อกาวน์ปลิวตามจังหวะเร่งรีบ วิกเตอร์เดินตามหลังเตียงไปไม่ห่าง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเพียงอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคย อีกหนึ่งปัญหาที่รอการจัดการเขาเดินตามเตียงไปทุกฝีก้าว รักษาระยะห่างเดิมไว้ สายตาตรึงแน่นกับร่างบนเตียง จนสิ่งรอบข้างสำหรับเขามันเลือนหายไปจากการรับรู้แพทย์คนหนึ่งหันกลับมามองเขา สีหน้าลังเลแฝงความระแวดระวัง เหมือนกำลังชั่งใจระหว่างหน้าที่กับอำนาจที่ยืนอยู่ตรงหน้า “คุณครับ—”“ทำต่อ”
เสียงของวิกเตอร์ดังขึ้นทันที เขาตัดบทอย่างราบเรียบไม่มีอารมณ์ปะปน มีเพียงคำสั่งที่ชัดเจนจนยากจะโต้แย้งแพทย์กลืนน้ำลาย ก่อนจะเอ่ยอีกครั้งอย่างระมัดระวัง“แต่ชีพจร—”
“ผมจ่ายได้ทุกอย่าง”
คำพูดนั้นหลุดออกมานิ่ง ๆ เพราะเงินเป็นเครื่องมือที่เปิดทุกประตู ดึงทุกโอกาสกลับมาอยู่ในมือของเขา และมันก็แก้ไขทุกความเสี่ยงให้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยได้ในโลกของเขา เงินคือคำตอบ และเขาเชื่อว่า ครั้งนี้ก็เช่นกันหมอเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าให้ทีมเดินหน้าต่อ การเคลื่อนไหวในห้องกู้ชีพกลับมาเร่งรัดอีกครั้ง เครื่องมือถูกต่อเสริมเข้ากับร่างบนเตียงอย่างเป็นลำดับ สายไฟพาดผ่านผ้าขาว ถุงลมช่วยหายใจขยับตามแรงบีบ เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เส้นกราฟทอดยาวนิ่งบนหน้าจอ ช่วงเวลาทั้งหมดถูกยืดออกให้ยาวขึ้นกว่าปกติวิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ร่างสูงนิ่งสงบ ดวงตาว่างเปล่าจับจ้องใบหน้าซีดของเธอ ริมฝีปากที่เคยมีสีสดกลับแห้งซีด ขนตายาวทอดเงาลงบนผิวแก้ม แสงไฟขาวสะท้อนผิวจนเห็นเส้นเลือดจาง ๆ ใต้ผิวบาง“รดา…ลืมตาสิ”
เสียงเรียกหลุดออกจากริมฝีปากของเขาแผ่วเบา เปลือกตาเธอยังคงปิดสนิทนิ่งสงบไม่ยอมลืมตาตามคำสั่งของเขาในขณะเดียวกันแพทย์กดหน้าอกเธอซ้ำอีกครั้ง จังหวะมือหนักแน่น ร่างบางกระเพื่อมรับแรงนั้นอย่างสม่ำเสมอ เส้นกราฟบนหน้าจอไม่ขยับ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งผ่อนการเคลื่อนไหวลง สายตาเลื่อนมองวิกเตอร์แบบหมดความสามารถ
“เราทำเต็มที่แล้วครับ…”
วิกเตอร์หันมามองช้า ๆ สายตานิ่ง แต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยร้าวเล็ก ๆ ที่แผ่กระจายอยู่ลึกลงไปในดวงตา“ผมยังไม่ได้สั่งให้หยุด”
เสียงของเขาเรียบสนิทจนยากจะจับอารมณ์ ผู้คนในห้องต่างหลบสายตา ไม่มีใครกล้าสบสายตา การปั๊มหัวใจยังดำเนินต่อ นาทีแล้วนาทีเล่า แขนที่ทำหน้าที่ซ้ำเดิมเริ่มหนักอึ้งในที่สุด หัวหน้าทีมแพทย์ค่อย ๆ ถอดถุงมือออกทีละข้าง เสียงยางเสียดสีกับผิวดังแผ่วในความเงียบ การเคลื่อนไหวช้าลงอย่างระมัดระวัง“เวลาการเสียชีวิต…”
วิกเตอร์หลับตาลงช้า ๆ ไม่อยากฟังคำพูดน่ารำคาญนี้อีก ก่อนที่เปลือกตาจะลืมขึ้นอีกครั้ง สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่รินลดา ร่างสูงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนเสียงรอบตัวค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงภาพตรงหน้า เขาเอ่ยสรุปสุดท้ายโดยไม่หันมองใคร“เธอแค่เหนื่อย ให้เธอพัก”
เจ้าหน้าที่รอบเตียงมองหน้ากันอย่างลังเล ความเงียบแผ่คลุมห้องกว้าง ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดสวนขึ้นมาแม้เพียงเสียงเดียว ทุกสายตาเลือกหลบต่ำลง ยอมปล่อยให้คำพูดนั้นกลายเป็นข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้เขาก้าวเข้าไปใกล้เตียงช้า ๆ ฝ่าแสงไฟขาวซีด มือใหญ่เอื้อมไปแตะปลายนิ้วของร่างบาง ความเย็นซึมผ่านผิวหนังขึ้นมาทันทีจังหวะนั้นเขาชะงักไปเสี้ยววินาที ภาพชีวิตที่ผ่านมาผุดขึ้นอย่างเงียบงัน การประชุมที่เขาเป็นผู้กำหนดทิศทาง ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงตามคำสั่งเพียงประโยคเดียว ทุกอย่างเคยอยู่ใต้การควบคุมของเขาเสมอ ทว่าในห้องนี้ ต่อหน้าร่างที่นอนสงบนิ่ง ราวกับโลกทั้งใบหยุดการเคลื่อนไหว ความรู้สึกบางอย่างคลี่คลายออกจากอำนาจที่เขาเคยยึดถือลมหายใจของเธอกลายเป็นสิ่งเดียวที่เขาเฝ้ารอ เป็นสิ่งเดียวที่คำสั่งใด ๆ ไม่อาจเร่งเร้าให้เกิดขึ้นตามต้องการ“จัดห้องเย็นให้เธออย่างดีที่สุด ร่างกายของเธอจะได้รับการดูแลในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ทุกขั้นตอนต้องละเอียด ทุกองศาต้องแม่นยำ”
เขาหันไปหาลูกน้องคนสนิท น้ำเสียงกลับมาเด็ดขาดอีกครั้ง ทุกถ้อยคำถูกเลือกอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังรักษาของล้ำค่าที่เขาเฝ้าถนอมเพราะในความเชื่อของเขา เธอเพียงต้องการเวลา เวลาสำหรับการพักผ่อนที่ยาวนานกว่าปกติ และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เธอจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในวันที่เขายังคงยืนอยู่ตรงนี้
กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ในห้องเย็นจัดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิเศษ โดยมีเจ้าของห้องอย่าง รินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าขาวคลุมร่างเล็กไว้เรียบร้อยราวกับกำลังหลับสนิท วิกเตอร์สวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวอย่างดี นั่งอยู่ข้างเตียง หลังตรง สองมือประสานกันแน่น สายตาจับจ้องใบหน้าเธอโดยไม่กะพริบ เขาไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน เวลาเหมือนหยุดเดินตั้งแต่วินาทีที่เครื่องมือในห้องฉุกเฉินหยุดส่งเสียง บนโต๊ะข้างเตียง มีถุงเล็ก ๆ วางอยู่ ของใช้ส่วนตัวของเธอที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ แหวน ต่างหูคู่เล็ก สายตาเขาหยุดที่แหวน แหวนแต่งงาน เขาหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ แสงไฟสะท้อนผิวโลหะบาง ๆ นั้น ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที *****
แสงไฟสีขาวในห้องฉุกเฉินสว่างจ้า มันส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ชัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบความจริง ร่างของรินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเข็น ผ้าสีขาวคลุมถึงอก เส้นผมที่เคยปลิวตามลมตอนอยู่บนดาดฟ้า บัดนี้แนบชื้นกับขมับเล็ก ๆ ของเธอ วิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตัวตรงไหล่ผาย สีหน้าเรียบสนิท เหมือนผู้กุมอำนาจคนเดิม ที่ไม่เคยพลาด ไม่เคยเสียอะไรและไม่เคยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วที่วางอยู่ข้างลำตัว…สั่นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เข็นเตียงฝ่าเข้าไปผ่านประตูบานเลื่อนเขตฉุกเฉิน ล้อเหล็กเสียดกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงครืด ๆ ยาวต่อเนื่อง เสียงนั้นดังกลบลมหายใจที่เร่งร้อนของคนรอบข้าง ไฟนีออนเหนือศีรษะสาดแสงขาวจัด ไล่ตามร่างบนเตียงที่ถูกพาเคลื่อนผ่านทางเดินแคบอย่างไม่หยุดยั้ง “เตรียมห้องกู้ชีพ!” เสียงสั่งการดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ เสื้อกาวน์ปลิวตามจังหวะเร่งรีบ วิกเตอร์เดินตามหลังเตียงไปไม่ห่าง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเพียงอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคย อีกหนึ่งปัญหาที่รอการจัดการ เขาเดินตามเตียงไปทุกฝีก้าว รักษาระยะห่างเดิมไว้ ส
“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!” คำพูดหลุดออกมาเอง สะท้อนความจริงที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาเป็นคนควบคุมชีวิตเธอทุกอย่าง ทุกลมหายใจ ทุกความเจ็บปวด และความตายครั้งนี้ อยู่นอกเหนือคำสั่งของเขา นั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด “นายครับ—” ศักดิ์รีบเข้ามาจับแขนเขาไว้ วิกเตอร์สะบัดออกทันที ดวงตาแดงจัดด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือนสัตว์ที่กำลังเสียบางอย่างไปโดยไม่เข้าใจ เขาเดินตรงไปยังลิฟต์ ดวงตาจ้องตัวเลขที่ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า แต่หัวใจกลับกระวนกระวายราวกับกำลังถูกบีบคั้น และทันทีที่ลิฟต์ถึงชั้นล่างสุด ประตูก็เปิดออก วิกเตอร์ไม่ลังเล ก้าวเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดิน ขณะลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกก้าวที่สาวเท้าไปข้างหน้า ปลายทางเริ่มปรากฏแสงไฟวูบวาบ เสียงผู้คนอื้ออึงปะปนกับเสียงวิทยุสื่อสารที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท้าใหญ่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ก่อนที่ร่างสูงจะชะงักนิ่งลงกะทันหัน เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัด วิกเตอร์จ้องมอง ร่างเล็กที่คุ้นตานอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมยาวกระจาย ชุดที่เธอใส่เมื่อเช้ายังอยู่เหมือนเดิม เลือดสีเข้มซึมออกมาเงียบ ๆ ใต้ตัวเธอ เสียงรอบตัวหา
ระหว่างรถแล่นผ่านถนนที่ไฟจราจรเริ่มติด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ภาพในหัววนกลับมาอีก เธอวางถ้วยชาให้เขาตอนเช้า มือบางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงแต่ยังคงยิ้มบางๆ “คุณอย่าทำงานจนลืมพักนะคะ” “เรื่องของเธอหรือไง” เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เธอมันคนเสแสร้ง พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ทำไมตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบีบแน่นในอกจนหายใจไม่สุด “วิกเตอร์มึงเป็นอะไร” เขาพูดเตือนสติตัวเองพลางหลับตาลงช้า หยิบมือขึ้นมามองชื่อผู้หญิงแสแสร้งที่ติดต่อยากเย็น และกำลังทำตัวมีปัญหา “โอเค…ครั้งนี้การเรียกร้องความสนใจของเธอมันได้ผล” ในที่สุดนิ้วแกร่งก็ขยับกดโทรออกอีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบงันไม่มีการตอบรับ มือหนากำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รถจอดกะทันหันหน้าอาคารสูง วิกเตอร์ก้าวลงมาด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าจะคิด ศักดิ์วิ่งเข้ามารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของลูกน้องไม่สู้ดีนัก “เธอขึ้นไปนานแล้วครับ…” เขาหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ “แต่เราไม่พบเธอ” เขาไม่รอฟังต่อ คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์บริการทันที ระหว่างทาง เสียงห
“ฉันรักคุณนะคะ” ปลายนิ้วของวิกเตอร์กระตุกข้างลำตัว เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่ก็ไม่ได้เดินต่อ สายตาคมนิ่งจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งยาวนานกว่าปกติ เหมือนมีคำบางคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่สุดท้ายเขากลับกลืนมันลงไป ก่อนเบือนสายตาไปทางประตู มือที่จับลูกบิดประตูแน่นกว่าทุกวัน แล้วเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับผู้หญิงที่ยืนมองแผ่นหลังเขา…ราวกับนั่นคือภาพสุดท้ายของชีวิตเธอ ปัจจุบัน.. “มั่วแต่นึกอะไรอยู่” วิกเตอร์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน ภาพวนซ้ำไม่ยอมหยุด ภาพรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตากลมแดงเหมือนคนอดนอน ไหนจะเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน กับประโยคธรรมดา คำที่เธอชอบพูดบ่อยๆ ‘ฉันรักคุณนะคะ’ แต่ทำไมวันนี้มันต่างออกไป เธอเหมือนไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกวนใจ แต่มันเหมือนเป็นคำลามากกว่า “เป็นไปไม่ได้” เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้ง ไร้สาระ เธอไม่มีที่ไป เธอไม่มีทางเลือก ชีวิตเธอผูกติดอยู่กับเขา จะลาไปไหนได้ยังไง และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงสั่นเบา ๆ จากมือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้นพร้อมกัน วิกเตอร์หยิบมันขึ้นมา หน้าจอปรากฏชื่อ ศักดิ์ เขากดรับสายทันที “มีอะไร” “นายครับ…” ปลายสายเงียบไปชั่ว
เสียงรายงานการประชุมยังคงดังต่อเนื่องในห้องกระจกชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่ ตัวเลข กราฟ กำไร แผนการลงทุน ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบระเบียบที่วิกเตอร์สร้างขึ้นเอง เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สูทสีเข้มเรียบกริบ ดวงตาคมนิ่งจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ปลายนิ้วเคาะปากกาเบา ๆ บนแฟ้มเอกสารจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเครื่องจักร “ไตรมาสหน้าถ้าเราปรับโครงสร้าง—” เสียงรองผู้จัดการสะดุดกลางประโยค เมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอด ยกมือหนึ่งขึ้นช้า ๆ จากปลายโต๊ะ วิกเตอร์ไม่ได้พูดทันที เขาเพียงมองออกไปนอกผนังกระจกด้านหลังเมืองที่กำลังเข้าสู่ค่ำคืน แสงไฟถนนค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง เหมือนโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไปสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่ง แต่ในอกเขา…กลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ มันไม่ใช่ความเครียด ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดลอยไป “หยุดไว้แค่นี้ก่อน” เสียงเขาต่ำ เรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ สายตาหลายคู่สบกันเพียงครู่เดียว ห้องประชุมตกอยู่ในความนิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม วิกเตอร์ลุกขึ้นก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนลงช้า ๆ ตัวเลขบนจอไฟกระพริบผ่านชั้นต่าง ๆ วิกเตอร์ยืนพิงผนังจ้องตัวเลขบนจอ







