เข้าสู่ระบบเมื่อคนในครอบครัวรู้ว่าเด็กหญิงปลอดภัย ผู้เป็นแม่ก็อาสาอยู่ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเองร่วมกับบ่าวรับใช้ตัวน้อยซึ่งเป็นเด็กในหมู่บ้านนามเสี่ยวชิง เด็กคนนี้มีอายุราวแปดปี รูปร่างผอมบางแต่มีดวงตาที่สดใสและขยันขันแข็ง
นางเป็นบุตรสาวของชาวนาที่ครอบครัวเสิ่นเคยให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นด้วยความที่ครอบครัวนี้อยากตอบแทนพวกเขาจึงได้ส่งลูกสาวเพียงคนเดียวท่ามกลางลูกชายห้าคนมาทำงานในจวน...เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านและคอยเป็นเพื่อนเล่นให้คุณหนูเล็ก
ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ บัดนี้เหลือเพียงหลิวซูซินที่นั่งอยู่ข้างเตียงของบุตรสาว และเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง
แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง ทิ้งไว้เพียงเงาทอดยาวที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงเสียงพัดในมือของหญิงสาวผู้เป็นแม่ของร่างเล็กบนเตียงที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อขับไล่ความร้อนอบอ้าวให้แก่เด็กหญิงที่ยังคงหลับใหล
หลิวซูซินมองใบหน้าที่ซีดเซียวของบุตรสาวแล้วถอนหายใจอย่างแผ่วเบา นางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นที่เสี่ยวชิงนำมาเปลี่ยนให้เป็นระยะเช็ดซับตามกรอบหน้าและลำคอของหลิวเวยอย่างอ่อนโยน ความรักและความห่วงใยฉายชัดอยู่ในทุกการกระทำ
“เสี่ยวชิง เจ้าไปพักก่อนเถอะ ทางนี้ข้าจะเฝ้านางเอง” นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาอย่างมีเมตตาให้เด็กหญิงร่างเล็กตัวน้อย
“บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะฮูหยิน” เสี่ยวชิงตอบเสียงแผ่ว “บ่าวอยากอยู่รอจนกว่าคุณหนูเล็กจะฟื้นเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้หลิวซูซินเผยรอยยิ้มบางออกมา นางรู้ดีว่าเสี่ยวชิงนั้นรักและผูกพันกับบุตรสาวของตนมากเพียงใด
ท่ามกลางความเงียบ เวลาก็ได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า หลินเยว่เอ๋อซึ่งพักผ่อนจนมีแรงขึ้นมาบ้าง ก็ให้บ่าวประคองกลับมาดูอาการหลานสาวอีกครั้ง
นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่นั่งลงข้างเตียงมองดูใบหน้ายามหลับของหลานรักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้มือที่เหี่ยวย่นจัดผ้าห่มให้เข้าที่แล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบงันเมื่อเห็นลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิง
ตกดึกสงัดในคืนเดียวกัน ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อจึงก้าวออกจากห้องหนังสือหลังจากเพียรสะสางงานกองโตที่รัดตัวมาตลอดทั้งวัน
เสิ่นอี้หานก็แวะเข้ามาดูบุตรสาวเช่นกัน เขายืนมองร่างเล็กบนเตียงนิ่ง ๆ ใบหน้าที่ปกติจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับตะเกียงให้ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงรบกวนการนอนของบุตรี ก่อนจะหันไปกำชับภรรยาให้พักผ่อนบ้างแล้วจึงเดินจากไป
ส่วนพี่ชายทั้งสามนั้น หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนน้องน้อย พวกเขาก็ทำได้เพียงแอบมาเกาะที่ขอบประตูห้อง แอบมองน้องสาวที่ยังไม่ฟื้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถูกท่านแม่ไล่ให้ไปเข้านอนในที่สุด
ค่ำคืนนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน
เสิ่นหลิวเวยจึงได้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ จิตสำนึกของเธอที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้วค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่มีความสับสนอลหม่านอีกต่อไป มีเพียงความกระจ่างชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอยังคงหลับตาแต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่างที่ดังมาแต่ไกล รวมถึงยังได้กลิ่นยาต้มสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่สำคัญที่สุด...เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของใครบางคนที่กุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ไม่ห่าง
เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มเปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าของมารดาที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนเพลีย แต่กระนั้นมือของนางก็ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้แน่น
วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักก็ท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กหญิงอย่างไม่มีเหตุผล มันคือความผูกพันดั้งเดิมจากเจ้าของร่างเดิมที่ส่งผ่านมายังวิญญาณของเธอโดยตรง
(นี่คือ... แม่ของเรา...)
ความคิดนั้นทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับนิ้วอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่อยากรบกวนผู้ให้กำเนิด ทว่าสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นก็ได้ปลุกให้หลิวซูซินให้ตื่นขึ้นทันที สตรีผู้งดงามเบิกตากว้างเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างของบุตรีกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง
“เวยเวย! เวยเวย เจ้าฟื้นแล้ว!”
หลิวเวยพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นคำแรกด้วยเสียงที่ยังแหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง
“ท่านแม่”
เพียงคำคำเดียวก็ทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของหลิวซูซินไหลรินลงมาอีกครั้ง นางรีบเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แล้วประคองร่างบุตรสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“รอก่อนนะลูก แม่จะให้คนยกโจ๊กมาให้”
หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวดีที่ว่าคุณหนูเล็กฟื้นแล้วก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวน ทุกคนต่างทยอยกันมาเยี่ยมด้วยความยินดี แต่การมาเยือนที่ทำให้หลิวเวยตกตะลึงมากที่สุดคือการมาของหลินเยว่เอ๋อ
ทันทีที่เธอได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นอย่างชัดเจน...โลกทั้งใบของเด็กหญิงก็หยุดหมุนทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะใบหน้าของหญิงชรานั้นช่างเหมือนกับใบหน้าของย่าของเธอเองในศตวรรษที่ 21 ราวกับเป็นคน...คนเดียวกันไม่มีผิด!
ความทรงจำสุดท้ายก่อนทะลุมิติ... ภาพของพู่หยก... และความจริงที่ว่าวิญญาณของเธอได้หลอมรวมกับร่างนี้... ทุกอย่างประติดประต่อกันในหัวของเธอทันที
(ที่นี่และร่างนี้คือส่วนหนึ่งของเธออย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว จะเหลือเพียงเสียงเล็ก ๆ ที่เธอได้ยินเท่านั้นเองที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใคร)
ความตระหนักรู้นี้ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองท่านย่าไม่วางตา
“เป็นอะไรไป หืม หลานย่า?” หลินเยว่เอ๋อถามอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นหลานสาวจ้องมองตนด้วยท่าทางแปลกไปจากเดิม
หลิวเวยกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความร้อนที่เอ่อขึ้นมาในดวงตา เธอยิ้มออกมาอย่างสดใสเป็นครั้งแรก ก่อนจะโผเข้าไปกอดท่านย่าอย่างสุดกำลัง
“ท่านย่า... เวยเวยคิดถึงท่านย่าเจ้าค่ะ!”
นี่คือเสียงของเด็กวัยสี่ขวบ...แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหาที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน...
อ้อมกอดที่แนบแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก อันซับซ้อนนั้นทำให้หลินเยว่เอ๋อทั้งประหลาดใจและเอ็นดู นางหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหลังหลานสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน
“โอ้... หลานของข้า ช่างขี้อ้อนเสียจริงนะหลังจากหายป่วย”
หลิวซูซินที่มองดูอยู่ก็ยิ้มตาม ก่อนจะเดินเข้ามาประคองบุตรสาว “เวยเวย อย่ารบกวนท่านย่ามากนักเลยลูก เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ ควรจะนอนพักผ่อนบนเตียง อีกเดี๋ยวโจ๊กก็มาแล้วจะได้กินข้าวกินยา”
เมื่อได้ยินว่าจะต้องกินโจ๊กอยู่บนเตียงคนเดียว หลิวเวยก็ส่ายหน้าทันที จิตสำนึกของหลินเวยรู้ดีว่าการแยกตัวออกมาคือสิ่งที่ผิดปกติอย่างที่สุดในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ เธอจึงใช้สิทธิ์ของการเป็นเด็กเอาแต่ใจหลังฟื้นไข้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“เวยเวยไม่เอาเจ้าค่ะ... เวยเวยอยากไปกินข้าวเช้าพร้อมท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็พวกท่านพี่ด้วย” นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำเล็กน้อย
“กินข้าวหลาย ๆ คนอร่อยมากกว่ากินคนเดียวนะเจ้าคะ”
คำพูดนี้ของนางทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนชะงักไป ปกติแล้วเสิ่นหลินวเวยจะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและเงียบขรึมเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไม่เคยร้องขออะไรเช่นนี้มาก่อน แต่การที่นางดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นเช่นนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีมากกว่าจะขัดใจ
“ฮ่า ๆ ฟังนางพูดเข้าสิ!” หญิงชราหัวเราะร่วนออกมาอย่างมีความสุข “ได้ยินหรือไม่ซูซิน หลานข้าอยากรับข้าวพร้อมหน้ากันไปเถอะ ๆ แค่เดินไปห้องกินข้าวแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกข้าจะอุ้มนางไปเอง!”
สิ้นคำพูดของนาง หญิงชราที่ยังคงแข็งแรงก็ช้อนร่างหลานสาวขึ้นมาอุ้มอย่างไม่รอช้า แม้จะดูเหมือนเป็นการตามใจแต่แท้จริงแล้วนางต้องการจะสัมผัสให้แน่ใจว่าหลานรักของตนนั้นไม่ได้ผอมลงไปมากกว่าเดิม
เมื่อหลิวเวยมาถึง ทุกคนในเรือนใหญ่ก็มานั่งพร้อมหน้ากันอยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของตระกูลเสิ่นนั้นเรียบง่ายและอบอุ่น
อาหารเช้าไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย มีเพียงโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ หมั่นโถวเนื้อนุ่ม ผักดองสองสามอย่าง และไข่ต้มเพียงเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่สมถะของขุนนางผู้ซื่อสัตย์
ทันทีที่ทุกคนกำลังจะลงมือกินข้าว ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นครอบครัวสายรองที่เดินเข้ามาเพื่อคารวะผู้ใหญ่และเยี่ยมอาการของหลานสาวพอดี
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่” เสิ่นอี้เฉิง ท่านอารองผู้มีใบหน้าซื่อตรงเอ่ยคารวะทุกคน ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานสาวตัวเล็ก “ดูสิว่าใครหายดีแล้ว หน้าตาสดใสเชียวนะเวยเวย”
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ! ทำเอาข้ากับท่านอารองของเจ้าเป็นห่วงแทบแย่!” จางชุนฮวาอาสะใภ้รองกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าใครเพื่อน แม้จะฟังดูโผงผางแต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง
และด้านหลังของทั้งคู่ ยังมีเด็กชายหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะสองคนยืนอยู่ พวกเขาคือเสิ่นจื้ออันและเสิ่นจื้อคัง บุตรชายฝาแฝดวัยห้าขวบของเรือนรอง
เด็กชายทั้งคู่ต่างประสานมือคารวะผู้ใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแอบชำเลืองมองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของท่านย่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลิวเวยได้พบกับญาติสายรองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องจากความทรงจำเดิมบอกเธอว่านางไม่ค่อยได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองนักเพราะสุขภาพไม่อำนวย
แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่ฉลาดและช่างสังเกตของเด็กแฝดคู่นั้น จิตวิญญาณของหลินเวยก็รู้สึกถูกชะตากับคนทั้งคู่ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็รีบนั่งเถอะ จะได้กินข้าวกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราผู้เป็นประมุขของจวนดังขึ้นและสำหรับหลินเวยที่เคยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดนับตั้งแต่ย่าและพ่อแม่จากไป นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าครอบครัวอันอบอุ่นอย่างแท้จริงแม้ว่าอาหารจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายเป็นอย่างมากก็ตาม
‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เราเพิ่งมาถึง การจะลงมือทำสิ่งใดสักอย่างนั้นจำเป็นต้องรู้เขารู้เราเสียก่อน’‘ที่นายท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่นายท่านอย่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานมากนักนะเจ้าคะ เพราะชุนหยารู้สึกปวดใจยิ่งนักที่เห็นวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้ไม่น่ากินเจ้าค่ะ’‘ข้ารู้ ข้าเองก็กลัวพี่ ๆ จะผอมลงเหมือนกัน เจ้าดูสิกว่าข้าจะขุน เอ้ยทำให้พวกเขามีเนื้อมีหนังขึ้นมานั้นไม่ใช่ง่ายเลย หากแก้มยุ้ย ๆ ของพี่สาม พี่สี่ พี่ห้าหายไปข้าคงปวดใจแย่ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองเองก็สูงขึ้นมาก... หากต้องมาหยุดการเจริญเติบโตเพราะว่ากินไม่ได้ข้าเองก็ไม่พอใจเช่นกันนั่นแหละ เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง’แต่แม้ว่ารสชาติของอาหารจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ทว่าเด็ก ๆ ตระกูลเสิ่นกลับกินกัน
หลังจากที่เสิ่นหลิวเวยได้รับอนุญาตให้ใช้โรงครัวของสถานศึกษาได้ตามอัธยาศัยแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มปฏิบัติการปฏิวัติอาหารทันที ในเย็นวันนั้นเองนางอ้างกับท่านอาจารย์หยางว่าจะขอลองเตรียมอาหารมื้อเย็นสำหรับพี่น้องของนางก่อนเพื่อทดสอบครัวดังนั้นเมื่อได้กุญแจครัวเล็ก... ซึ่งเป็นครัวแยกสำหรับอาจารย์ที่อยู่ติดกับโรงอาหารใหญ่มาอยู่ในมือ เด็กหญิงก็สั่งให้เสี่ยวชิงไปตระเตรียมถ่านและฟืน ส่วนตนเองก็เข้าไปสำรวจด้านในครัวตามลำพัง‘ชุนหยา เจ้าพร้อมหรือไม่’ นางเอ่ยถามภูตน้อยทันทีที่ประตูปิดลง‘พร้อมเจ้าค่ะ! ว่าแต่นายท่านต้องการสิ่งใดในมิติบ้างหรือเจ้าคะ’‘ข้าอยากได้ไก่หมักสูตรไก่ทอดผู้พัน... ซี่โครงหมูหั่นขนาดพอดีคำ... มันฝรั่งสำหรับตุ๋น มะเขือเทศกับไข่... และที่สำคัญ สาลี่กับเห็ดหูหนูขาวสำหรับของหวาน! เจ้าเตรียมให้ข้าได้หรือไม่’‘เรื่องแค่นี้เองสบายมากเจ้าค่ะ นายท่านไว้ใจชุนหยาได้เลย’เพียงพริบตาเดียวจบคำของภูตน้อยไม่นาน บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกเตรียมไว้มีทั้งไก่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้น... หมักด้วยเครื่องเทศจนเข้าเนื
ทว่ายังไม่ทันที่เมิ่งหย่าฉีจะได้ตอบรับ เสียงของอาจารย์ หยางซือเจ๋อก็ได้ดังขึ้นมาเสียก่อนอย่างตื่นเต้น“ศิษย์น้อยเวยเวย เจ้าสนใจมาเป็นผู้ช่วยสอนของอาจารย์หรือไม่”คำถามนี้ของเขา ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กทั้งสองหยุดชะงักแต่ยังทำให้ทั้งโรงอาหารที่กำลังเริ่มจะกลับสู่สภาวะปกติต้องเงียบกริบลงอีกครั้ง! เหล่าศิษย์พี่ที่เพิ่งจะจ่ายเงินพนันกันเสร็จถึงกับหันขวับกลับมามองทางคนทั้งสามเป็นตาเดียว!“ผู้ช่วยสอน... หรือเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยทวนคำอย่างงุนงง‘ชุนหยาดูเหมือนว่าชีวิตอันสงบสุขของข้ากำลังจะจบลงแล้ว’‘นายท่านเจ้าขา ชุนหยาคิดว่านายท่านจะรู้ตั้งแต่รับคำท้าแล้วนะเจ้าคะ’ คำตอบของชุนหยาทำให้เสิ่นหลิวเวยอยากเอามือก่ายหน้าผาก‘สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว’ เจ้าตัวอยากจะหลั่งน้ำตา“ใช่!” หยางซือเจ๋อพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า“ข้าเป็นอาจารย์มาจนอายุขนาดนี้ บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นวิธีการคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! วิชาคำนวณในใจของเจ้ามันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยข้าอาจารย์เ
ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว“จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวนี้ ทำให้เมิ่งหย่าฉีรีบนำลูกคิดของตนขึ้นมาทันที นิ้วของนางดีดอย่างรวดเร็ว... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ!” นางตะโกนตอบออกมาอย่างมั่นใจในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ!แต่เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันกับนาง... ก็คือเสียงเล็กใสของเสิ่นหลิวเวย“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ”อาจารย์หยางเลิกคิ้วสูง! เร็วเท่ากัน! “ถูกต้องทั้งคู่! ข้อนี้เสมอกัน!”“โธ่เอ๊ย!” เสียงโอดครวญจากกลุ่มศิษย์พี่ที่ลงพนันดังขึ้นเบา ๆเมิ่งหย่าฉีหันไปมองหลิวเวยด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย (บังเอิญน่ะสิ! โจทย์ข้อนี้นับว่ายังง่ายไป!)“โจทย์ข้อที่สอง... ยากขึ้นมาหน่อย” เสียงของหยางซือเจ๋อกล่าวต่อ“จงฟังให้ดี... ช่างทอผ้าผู้หนึ่ง ทอผ้าไหม
เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!” นางยกมือขึ้นห้าม “ของอร่อยมีจำกัด! ไก่ที่ข้าเตรียมมามีไม่พอสำหรับทุกคนแน่ ๆ!” คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนหน้าสลดลงทันที“แต่...” นางฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากทุกท่านอยากกิน... ก็ต้องมาช่วยกันทำ!”“ได้เลย” แม้ว่าเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาเหล่านี้จะไม่เคยทำอาหารก็ตาม ทว่าด้วยทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รับปากออกมาอย่างลืมตัว“ถ้าอย่างนั้น ทุกคนรอกันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยพูดขึ้น‘ชุนหยารีบนำไก่หมักออกมาเพิ่มเร็วเข้า เอามาให้พอกับจำนวนคนนะ’‘ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่าน’ สิ้นคำพูดของภูตน้อย ไก่หลายอ่างดินเผาพร้อมกับแป้งในอ่างอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมา“น้องเล็ก เจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน” เส
ไม่นานหลังจากวันที่เหล่าพี่น้องบ้านเสิ่นไปสมัครเรียน ในที่สุดวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของสถานศึกษาไห่เหวินซู เยวียนก็มาถึง...บรรยากาศในยามเช้าของวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ รถม้าหรูหราหลายคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้า เหล่าคุณชายและคุณหนูในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีต่างทยอยกันลงจากรถม้า พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่หอบหิ้วหีบเสื้อผ้าและตำราตามหลังมาเป็นพรวนแม้ว่าสำนักศึกษาจะอยู่ภายในตัวมณฑลตงไห่ ทว่าตามกฎระเบียบของที่นี่ เหล่าว่าที่บัณฑิตทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในหอพักของสถานศึกษา ซึ่งหากจะให้เสิ่นหลิวเวยเปรียบเปรย ที่แห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนประจำชั้นสูงนั่นเองจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดจะรู้ที่ในยุคนี้ผู้คนไม่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียน อีกทั้งยังไม่มีการบังคับเรื่องการศึกษาจึงทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่คนชั้นสูงบางครอบครัวไม่คิดว่าการศึกษาสำคัญ ยกเว้นครอบครัวนั้นต้องการจะให้บุตรหลานสอบรับราชการ หรือไม่ก็หากเป็นสตรีก็หวังจะให้นางแต่งกับคนชั้นสูงเพื่อสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวดังนั้นแม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษากินนอนก็ทำให้ห้องพักยังมีเพียงพอ ซึ่งเสิ่







