เข้าสู่ระบบ“เฮ้ย! ยัยโบท็อกซ์ด่ากันขนาดนี้เลยเหรอ” ฟ้าใสที่แอบมายืนดูคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กถึงกับสะดุ้ง สามสาวก็สะดุ้งพร้อมกันไปด้วย
“มาตอนไหนนี่แก ตกใจหมด” ราศีทาบอกตัวเองเมื่อหันไปด้านหลัง
“อย่ายอมให้ใครมาด่าฟรี” ปาริชาติบิดปากไปมา มองหน้าจอมคอมพิวเตอร์เหมือนจะเผาไหม้ให้เป็นจุณ
“อืม... ใช่” ฟ้าใสเออออตาม ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า
“แล้วนั่นแกจะไปไหน” ราศีงุนงงในอาการของเพื่อน ตอบรับว่าอย่ายอม แต่เดินหนีไปเฉย
“ไปอาบน้ำเตรียมนอนสิ ร้อนจะแย่ ค่าชุดชั้นในฉันลงบัญชีเรียบร้อยแล้วนะ”
“โห... ยัยงก” สองสาวประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียงมองเพื่อนรัก เกศราเพียงแต่ยิ้ม ฟ้าใสยักไหล่อมยิ้มแจกจ่ายให้เพื่อนรักทั้งสามอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ
“หยุด” ฟ้าใสชี้หน้าเพื่อน ทั้งสองหุบปากฉับ เกศราหัวเราะคิก เลยโดนสายตาพิฆาตจากปาริชาติมาเต็มๆ
“งั้นแกไปอาบน้ำ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ปาริชาติโบกไม้โบกมือไล่
“ดีมาก ห้ามพูดมาก ห้ามหือ เดี๋ยวเอาคืนเสียเลย ถ้าพวกแกไปซื้อรับรองไม่ได้ราคานี้นะ จะบอกให้”
ปาริชาติโพสต์รูปแห้วลงที่หน้าไทม์ไลน์*ของรินลดา รินลดาโมโหลบทิ้ง ก่อนจะโพสต์กลอนด่าโต้กลับมา
“ยัยโบท็อกซ์นี่ยั่วขึ้นแฮะ แบบนี้ก็มันน่ะสิ” สองสาวหัวเราะคิกคักที่ได้แกล้งโต้ตอบอีกฝ่ายให้ดิ้นพล่าน ส่วนเกศราได้แต่แอบมองดูสถานการณ์เงียบๆ เช่นเคย นิสัยของเธอจึงไม่ได้ทำให้เพื่อนรำคาญ แต่กลับเอ็นดูเสียมากกว่า ปล่อยให้เพื่อนรักทั้งสองตอบโต้กับกลุ่มของรินลดากันอย่างเมามัน
-------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
ไทม์ไลน์* (อังกฤษ: Timeline แปลไทยว่า เส้นเวลา) เป็นแผนผังแสดงการพัฒนาหรือลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา โดยขึ้นอยู่กับหัวข้อที่สนใจและช่วงเวลาที่สนใจ ไทม์ไลน์ถูกใช้ในการแสดงผลเพื่อง่ายต่อการศึกษาข้อมูล โดยทั่วไปจะใส่เฉพาะหัวข้อสำคัญ ไม่ลงรายละเอียดมากนัก และเฟซบุ๊กก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบที่เรียกว่า “ไทม์ไลน์”
สี่สาวเพื่อนซี้เดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ กับร้านกาแฟที่พวกเธอเปิดอยู่ ปกติสี่สาวจะมีเวลาให้กันสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นอย่างต่ำในการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ตีแบดบินตัน หรือฟิตเนส ไม่ก็ทำอาหารทานด้วยกัน ช่วยกันจัดร้านทำความสะอาด และช้อปปิ้ง
“นี่ พวกแกว่าเราจะเจออีตาเทพประทานหรือเปล่า” ปาริชาติเปิดประเด็นหัวข้อสนทนาทันทีที่เดินเข้ามาตากแอร์เย็นฉ่ำภายในห้างดัง ที่มีนิสิตนักศึกษาเข้ามาใช้บริการหลังเลิกเรียนเป็นจำนวนมาก
“แกจะอยากเจอนายผีดิบนั่นไปทำไมกัน” ราศีเบ้ปากทันทีที่เพื่อนเอ่ยถึงเทพประทาน
“ถ้าเราเจอ จะได้แนะนำให้ยัยฟ้ารู้จักไง ยัยฟ้านี่ยังไม่เคยเห็นหน้าอีตานี่ แถมยังไม่สนอีกต่างหาก รับปากว่าจะช่วยก็ไม่เห็นจะทำอะไรสักอย่าง” ปาริชาติหันไปเหล่มองเพื่อนรักอย่างฟ้าใสที่ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้
“เอา ถ้าเจออีตานั่นวันนี้ ฉันก็จะทำความรู้จักกับเขา แต่แกพูดเหมือนรู้จักเขาดีนะ จะแนะนำให้ฉันรู้จักเขาอีก” ฟ้าใสดักคอเพื่อน
“แนะนำให้แกรู้จักคือหมายความว่าถ้านายเทพประทานเผลอเดินออกมาตรงนี้ ฉันจะชี้ให้แกดูว่าคนไหน” ปาริชาติแก้อย่างรวดเร็ว
“จ้ะ ยัยเปรี้ยวจี๊ด” ฟ้าใสรับคำยิ้มๆ
“เฮ้ย! แกดูเสื้อชั้นในนั่นสิ” ราศีชี้ให้เพื่อนดู
“เฮ้ย! ทำไมมันลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์หว่า” อุทานประสานเสียงแทบจะพร้อมกัน ยกเว้นเกศราที่มองตาปริบๆ ปิดปากเงียบเชียบเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ฟ้าใสแทบจะโบยบินเข้าไปในแผนกชุดชั้นในทันที นี่เธอพลาดอะไรไปนี่ พลาดสุดๆ!!! อีตานั่น อีตาพนักงานนั่นร้ายกาจที่สุด ฟ้าใสอยากจะกรีดร้องให้ลั่นห้างสรรพสินค้า แต่ที่ทำได้ก็คือเม้มริมฝีปากสกัดกั้นอารมณ์เอาไว้อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
“ยัยฟ้า คราวนี้แกซื้อของแพงว่ะ” ปาริชาติที่ปากไวที่สุดพูดก่อนเป็นลำดับแรก
“ฟ้าแกพลาดสุดๆ” ราศีเอาด้วยอีกคน
“ฟ้าพลาดเยอะเลยนะคะคราวนี้” เกศราพูดเสียงเนิบนาบตามสไตล์
“รู้แล้ว อย่าตอกย้ำ ยังไงราคาเสื้อชั้นในก็ยังเหมือนเดิม เข้าใจไหม” ฟ้าใสพูดจบก็เดินจ้ำอ้าวไปทันที เพื่อนทั้งสามถึงกับขำในอาการของเพื่อน พวกเธอไม่ได้สนใจเรื่องราคาเสื้อชั้นในอะไรมากมายนัก เพราะมันซื้อไปแล้วนั่นเอง...
...ความเป็นเพื่อนนั้นจะยืนยาวหรือไม่นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวยหรือเงินทอง แต่อยู่ที่ความดี ไม่มีใครสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากจะคบกันแล้ว จงมองข้ามในสิ่งไม่ดีของเขาไป เพราะเขายังมีสิ่งดีๆ ให้เราได้ประจักษ์อีกมาก หากมัวแต่จับผิดกันไป มิได้ละเลยข้อเสียเล็กน้อยของกันและกันบ้าง หรือมิรู้จักปรับตัว เราก็จะมีแต่หวาดระแวงไร้ความสุข...
...สิ่งใดก็ตามหากผิดพลาดไปแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แค่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และไม่กลับไปผิดพลาดกับมันอีก เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว...
เพื่อนใหม่ในโลกออนไลน์
ฟ้าใสจัดการเคลียร์บัญชีเรียบร้อยก็เปิดคอมเพื่อเข้าเฟซบุ๊ก เธอกดออฟไลน์เอาไว้ เพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวรู้ว่าแอบเข้าเฟซ ในอาคารพาณิชย์หลังใหญ่ นอกจากห้องนอนใหญ่ที่ไว้สำหรับนอนรวมกันแล้ว ยังมีห้องนอนแยกย่อยไว้สำหรับเป็นส่วนตัว สี่สาวจะนอนด้วยกันเมื่อมีเรื่องต้องปรึกษากัน และแยกกันคนละห้องเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว
...เป็นเพื่อนกันสนิทกันได้ แต่บางครั้งก็ต้องมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง เพื่อเว้นช่องว่างจะได้ไม่ทำให้อึดอัดมากนัก การได้ปล่อยให้แต่ละคนได้เป็นอิสระ จะทำให้ลดความบาดหมางที่จะเกิดขึ้น ยิ่งอยู่ใกล้กันมากตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง นั่นยิ่งทำให้อึดอัดหรือไม่ก็กระทบกระเทียบกันได้ง่าย
หญิงสาวคลิกเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อนรักที่โต้ตอบกับกลุ่มของรินลดาก่อนจะหัวเราะเบาๆ เพื่อนเธอก็แสบใช่ย่อย จริงๆ แก๊งของเธอก็ใช่ว่าจะเคยอ่อนข้อให้แก๊งของรินลดา ยกเว้นเกศราซึ่งหญิงสาวมักไม่มีปากเสียงกับใครๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อาจเป็นเพราะชีวิตครอบครัวทำให้เพื่อนของเธอเป็นเช่นนั้น มนุษย์ทุกคนที่เติบโตมา จะเป็นเช่นไรนั้นอยู่ที่การเลี้ยงดูปลูกฝังในเรื่องต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในสังคมหนึ่งจึงมีคนหลากหลายจำพวก เรียกว่าความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะบางคนต้องปากกัดตีนถีบ บางคนเกิดมาสุขสบายไม่เคยได้หยิบจับทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บางคนมีชีวิตที่เรียบง่าย หรือแม้แต่บางคนชอบชีวิตที่โลดโผน
ฟ้าใสอ่านกระทู้มากมายในเฟซบุ๊ก ก่อนที่จะไปเจอกระทู้กินใจของใครคนหนึ่งที่ถูกแชร์หลายครั้ง เธอคลิกเข้าไปดูเจ้าของกระทู้ชื่อ... ความสุขบนโลกเกิดจากความดี
“ความคิดดีนะคนนี้ แอดเป็นเพื่อนไว้ก็ไม่เสียหาย” ฟ้าใสแอดขอเป็นเพื่อนกับ ‘คุณความสุขบนโลกเกิดจากความดี’ เผื่อในวันข้างหน้าอาจจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันและกันบ้าง แม้ใครๆ จะบอกว่าในโลกออนไลน์นั้นหาคนที่จริงใจด้วยยากยิ่ง แต่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรหากเรามีสติที่จะพูดคุยกับใครก็ได้ ที่คุยกันเข้าใจ คุยกันรู้เรื่องและมีทัศนคติที่ดีๆ เหมือนๆ กัน ไม่ได้หมายความว่าเราจะหลงมัวเมาเชื่ออะไรใครไปเสียทุกอย่าง นั่นเรียกว่าเรารู้จักใช้วิจารณญาณในการคิดว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร
“กดรับเร็วจัง” ฟ้าใสอมยิ้มก่อนโพสต์หน้าไทม์ไลน์ของอีกฝ่าย
‘ขอบคุณที่รับแอดค่ะ ^_^’
‘ยินดีที่ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกันครับ’
“เป็นผู้ชายเหรอนี่” ฟ้าใสอมยิ้ม ก่อนจะส่งข้อความส่วนตัวทักทายกับเขา
‘สวัสดีค่ะ’
‘สวัสดีครับ’
‘ชอบข้อความในเฟซบุ๊กของคุณจัง อ่านแล้วได้แง่คิดมากมาย ทำให้มีกำลังใจในหลายๆ เรื่องเลยค่ะ’
เพียงไม่กี่นาทีฟ้าใสก็อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ เธออ่อนแรงและเหนื่อยจึงไม่ได้ปัดป้อง ให้เขาจัดการตามแต่สมควรหลังจากจัดการปลดชุดเจ้าสาวได้แล้วจึงพาเธอมานั่งบนเตียงที่โรยด้วยกลีบดอกไม้อีกครั้ง เขาต้องระงับใจมากมายเพียงใดที่จะไม่แตะต้องร่างกายผุดผาดที่น่าปรารถนา ฟ้าใสเองก็ลุ้นกับของขวัญในกล่องที่เพื่อนรักมอบให้ แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน จึงทิ้งตัวลงนอนใกล้ๆ กับร่างสูงของเจ้าบ่าวเทพประทานมองอย่างเอ็นดู เขาดึงศีรษะของหญิงสาวมาวางบนตักให้เธอหนุน ฟ้าใสยิ้มเนือยๆ หลับตาพริ้ม เขาจึงเริ่มลงมือแกะกล่องของขวัญให้เธอเสียเองสิ่งที่เทพประทานเห็นภายในทำให้เขาอมยิ้มแทบหลุดขำเสียด้วยซ้ำ แต่ภรรยาคนสวยกลับนอนหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ถ้าฟ้าใสเห็นจะทำหน้ายังไง เขาก็อยากรู้นัก อดไม่ได้ที่จะก้มลงหอมแก้มสวยเบาๆ เขาจึงจัดท่านอนให้เธอนอนบนหมอนสบาย ฟ้าใสครางอืออาเล็กน้อย ซุกใบหน้าเข้าหาหมอน ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมายิ้มที่มุมปากแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ“อื้อ...” ฟ้าใสครางประท้วงเล็กๆ เมื่อรับรู้ถึงสิ่งรบกวนที่ทำให้เธอหงุดหงิดเล็กๆ“นอนเฉยๆ สิครับที่รัก” เทพประทานใช้ครีมที่สำหรับเช็ดเครื่องสำอางทำความสะอาดให้เธอ เพราะจะให้นอ
“สองคนนี้ทะเลาะกันอีกแล้วนะคะ นี่งานมงคลนะคะ” เกศรารีบเข้าไปแทรกกลางเมื่อเห็นเพื่อนรักทั้งสองเริ่มจะกัดกันอีกแล้ว“ชิ! เห็นว่าเป็นวันแต่งงานของยัยฟ้าน่ะ ไม่งั้น... ฮึ่มๆ” ปาริชาติข่มขู่ทำท่าทีหักคออีกฝ่าย“นึกว่ากลัวตายล่ะ ยัยน้ำส้มสายชู” ราศีหักนิ้วดังก๊วบๆ ข่มตอบ“พอเถอะสองคนนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงกับผู้ชายละก็ ฟ้าจะเชียร์ให้เป็นแฟนกัน จะได้มีลูกหัวปีท้ายปี”“ได้เวลาแล้วค่ะ ฟ้าลงไปได้แล้วจ้ะ” เกศราก้มดูนาฬิกาแล้วบอกยิ้มๆ“จ้ะน้องหนิม” สามเสียงประสานพร้อมกัน ทำให้เกศราหน้าแดงเล็กน้อย น้องหนิมเป็นชื่อเรียกสั้นย่อมาจากคำว่าสนิทสร้อยที่เพื่อนชอบใช้เรียกเธอ“เจ้าสาวมาแล้วค่ะ” ทุกคนหันไปมองตามเสียงประกาศ และภาพหญิงสาวแสนโสภารูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้น แต่มีสัดส่วนงดงามสมกับเป็นอิสตรีสวมชุดแต่งงานสีขาวก็ค่อยๆ ย่างกรายลงมาตามบันไดลงมาสู่ด้านล่างซึ่งเป็นส่วนของงานเลี้ยง เทพประทานยืนมองหญิงสาวที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตกตะลึงพรึงเพริด วันนี้ฟ้าใสอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ช่างงดงามเหมือนนางฟ้าที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า ใบหน้าเนียนละเอียดที่ถูกแต่งอย่างประณีตผุดผาดหาสิ่งใดเปรียบชายหนุ่มยื่นมือไปให้ห
ความสุขก่อตัวขึ้นเหมือนมวลพลังงานบางอย่างที่สัมผัสแตะต้องได้ รูป รส กลิ่น เสียงหลอมรวมเชื่อมโยงให้ใยรักใยเสน่หา สายสวาทช่างน่าลิ้มลอง ติดอกติดใจให้ใฝ่คะนึงหา เนื้อตัวที่ร้อนรุ่มเสียดสีกันแล้วซ่านลึกในดวงจิตเหมือนประกายไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในตัวของแต่ละฝ่ายเส้นผมหอมละมุนกรุ่นกลิ่นจรุง ความนุ่มนิ่มเมื่อใช้มือลูบสัมผัสส่งผ่านไปยังห้วงความรู้สึกที่อ่อนบางและปรารถนา กลิ่นกายที่ชวนให้สูดดมครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จักเบื่อหน่าย รสชาติหวานละมุนติดลิ้นจนไม่อยากละจากเรือนร่างบอบบางขาวสวยเนียนละเอียดนี้ไปไหน อีกทั้งน้ำเสียงไพเราะที่เรียกชื่อเขาทุกครั้งที่เขาฝังกายเข้าหาช่างสร้างแรงรักมหาศาลให้ก่อเกิด มันเป็นความรู้สึกที่สวยงามและอ่อนหวานละไม อีกทั้งยังเร่าร้อนอบอุ่นแผดเผาให้ตะกายหากันอย่างบรรเจิด ความรัญจวนที่มากล้นดูช่างโอบล้อมไปทั่วเตียงกว้างที่รองรับกายหนุ่มสาวคล้ายวันแรกเกิดที่ปราศจากอาภรณ์เนื้อดีชิ้นใดปกปิดร่างกายกลิ่นเพศรสรุนแรงตามอารมณ์ที่งวดขึ้น เนื้อแท้เพียงแค่เบียดชิดเพียงนิดก็เพริศแพร้ว มือนิ่มกรีดกรายไปทั่วผิวเรียบตึงบริเวณแผ่นหลัง แล้วกดกายให้เขาเข้าหาด้วยลีลารักสอดประสานที่เร่าร้อน สะโ
เทพประทานสอดแขนเข้าใต้ขาของหญิงสาวโย้ไปด้านบนจนขาทั้งสองเปิดอ้ากว้างรับเขาเข้าไป มือหนาเท้าไปข้างตัวติดกับลำตัวของเธอด้านบนจนสะโพกผายลอยเด่นขึ้นจากฟูกนิ่ม แล้วเขาก็กระทั้นกายกระชั้นถี่รัวยิบเพื่อจูงมือเธอไปสู่สวรรค์เบื้องหน้าที่รอคอยอยู่เสียงหอบหายใจมาพร้อมกับเหงื่อที่โซมกาย เทพประทานฟุบร่างสูงลงโอบกอดร่างเล็กที่แสนหวงแหนเอาไว้อย่างทะนุถนอม เขาดึงใบหน้าเล็กที่หลับพริ้มมาซบกับอกกว้าง ดึงผ้าห่มมาห่มให้เธอและเขาพร้อมกับลมเย็นที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างทำให้เย็นสบายเพราะเหงื่อที่เกาะพราวไปทั่วร่าง“ฟ้าใส ผมรักคุณ” เขากระซิบเสียงทุ้มหวาน ประทับจุมพิตทั่วใบหน้าสวยแล้วกล่อมเธอให้หลับด้วยการลูบไล้และนวดเฟ้นเบาๆ ให้เธอสบายตัว...ความสุขเกิดขึ้นจากตัวเราเอง ความทุกข์เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ความกลัวเกิดขึ้นจากตัวเราเอง...38แต่งงานเอ้ก... อี... เอ้ก... เอ้ก... เสียงไก่ขันตอนเช้ามืดปลุกให้หญิงสาวตื่นขึ้นมา เธอสะดุ้งเมื่อลำดับเหตุการณ์จับต้นชนปลายเรื่องราวทั้งหมดจนถ้วนถี่“คุณเทพคะ ตื่นเถอะค่ะ คุณรีบกลับห้องไปเลย” ฟ้าใสเขย่าร่างเปลือยแข็งแกร่งที่นอนกกกอดเธอตลอดคืน“อื้อ... ผมง่วงจังเลยฟ้า อยากนอนก
“จูบตอบผมสิฟ้า ทำเหมือนที่ผมทำกับคุณ” เขากระซิบเสียงแหบพร่า คำพูดนั้นมีอานุภาพมหาศาลนัก เธอค่อยๆ ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากหนาร้อนผ่าวแผ่วเบาและไม่ค่อยแน่ใจ แต่เขากลับเผยอริมฝีปากรับอย่างเต็มอกเต็มใจ เธอเริ่มรู้สึกมีกำลังใจเมื่อได้ยินเสียงครางบ่งบอกถึงความพึงพอใจและความสุขที่โอบล้อมพวกเขาอยู่ เธอบดริมฝีปากเข้าหา ส่งลิ้นออกมาลามเลียไปทั่วปากหนาของเขา แล้วดูดลิ้นเขาเล่นอย่างแสนซนปะปนด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันท่วมท้นเทพประทานดูดลิ้นหญิงสาวโต้ตอบกับเธออย่างดูดดื่ม ทั้งสองแลกเปลี่ยนรสชาติหวามไหวของกันและกันจนต้องผละออกจากกันอีกครั้งเพื่อหอบหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ปอด สายตาสองคู่มองสบตากันท่ามกลางแสงจันทร์ มันถ่ายทอดความเสน่หายิ่งยวดให้แก่กันและกันอย่างไม่มีอะไรขวางกั้น“ผมอยากกลืนกินคุณเหลือเกินฟ้าใส แล้วคุณล่ะ” เขากระซิบถามเสียงแผ่วแต่แหบพร่าจนสั่น กายสาวสะท้านตามน้ำเสียงที่ชวนวาบหวาม เขาลากมือไปตามเรือนร่างสาว ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วปลดอาภรณ์ออกจากกาย ฟ้าใสนั่งหน้าแดงจัดจ้องมองเรือนร่างสมบูรณ์แบบของชายฉกรรจ์อย่างรัญจวน ลิ้นสีแดงสดเลียไปรอบริมฝีปากคล้ายกระหาย อาการทั้งหมดตกอยู่ในสายตาเข
อีกทั้งกฤษอยากทดสอบว่าฟ้าใสจะจริงใจกับเพื่อนหรือไม่ แม้จะบอกว่าเทพประทานอาจผ่าตัดแล้วเดินไม่ได้ แต่หญิงสาวก็พิสูจน์ให้กฤษได้รู้ว่าฟ้าใสจริงใจกับเพื่อนจริงๆ ไม่เหมือนรินลดาที่หนีไปทันทีที่ได้รับฟังเรื่องราวในประโยคเดียวกันทั้งสองปรับความเข้าใจกัน และบิดามารดาของเทพประทานก็เดินทางมาทาบทามสู่ขอฟ้าใสให้ลูกชายของตน ซึ่งจะจัดการหาฤกษ์หายามเพื่อให้ทั้งสองแต่งงานกันโดยเร็วที่สุด...…ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย...แมวขโมย“คุณเทพคะ คุณเข้ามาได้ยังไงคะนี่” ฟ้าใสตกใจเมื่อเทพประทานแอบปีนหน้าต่างขึ้นมาหาเธอถึงห้องนอน“ผมก็ปีนขึ้นมาน่ะสิ ตอนกลางวันผมหาลู่ทางเอาไว้แล้ว” เขาพูดอย่างเจ้าเล่ห์ ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อเหยียบเท้าลงมาบนพื้นห้องอย่างเบาที่สุด“คุณออกไปเลยนะคะ เดี๋ยวใครเห็นเข้า” ฟ้าใสหันรีหันขวาง“ใครจะเห็นเล่าคุณ ป่านนี้เค้านอนหลับกันหมดแล้ว” เขายังทำเนียน“ถ้าคุณทำอะไร ฟ้าจะร้องจริงๆ ด้วย” หญิงสาวผลักไส หลบจมูกและปากร้อนที่ซุกไซ้ลงมา“ก็เอาสิ อยากร้องก็ร้องเลย ถ้าคุณอยากจะปลุกให้คนที่นอนหลับสบายทั้งบ้านออกมาดูเรากอดกันแนบแน่นเสียแบบนี้”“คนบ้า ถ้าคุณไม่ปล่อย ฟ้าจะร้องจริงๆ ด้วย” เธอขู่ฟ่อ







