เข้าสู่ระบบ“ตระกูลข้าถูกคุกคาม กลับไปก็รังแต่จะทำให้ทุกคนถูกปองร้าย มิสู้อยู่ในกองทัพไม่ให้ผู้ใดพบตัว เช่นนี้จึงจะปลอดภัยทุกฝ่าย”เมื่อคิดตามเขาเองก็เห็นด้วย ตอนนี้หากกลับเข้าตระกูลอัน ไม่ช้าหรือเร็วฟางกุ้ยเฟยย่อมต้องหาทางเล่นงานหญิงสาวอีกอย่างแน่นอนแม้ตระกูลเกาจะทรงอิทธิพล แต่จะอย่างไรก็คงยุ่งยากไม่น้อย หากจะคุ้มครองตระกูลคหบดีจากตระกูลฟาง“เช่นนั้นรุ่งเช้าเราออกเดินทางกันเลย ว่าแต่หน้ากากนี่วิเศษยิ่ง ผู้ใดหนอเป็นคนทำขึ้น ช่างดูเหมือนจริงเหลือเกิน แต่...เหตุใดต้องเป็นบุรุษทั้งสองแผ่น หรือเจ้าจะปลอมตัวเป็นบุรุษ”“ขอทานที่เป็นบุรุษย่อมไม่สะดุดตาเท่าสตรี”นางกล่าวเสียงเรียบด้วยท่าทีครุ่นคิด สายตาของนางจ้องมองไปยังจุดที่กริชสีดำถูกซุกซ่อนศิลาชั่วนิรันดร์ถูกผนึกเอาไว้ยังกึ่งกลางหน้าผากเกาอู่เยี่ย หากจะนำมันออกมานางต้องแทงกริชลงไปจุดนั้น จอมมารแห่งซีเปียน ชื่อเสียงแห่งความชั่วร้ายแม้นางได้ยินมามาก ยามที่เป็นเพียงภูตแห่งบุปผาในสระทิพย์ แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่เคยพานพบกับตัวเองในวันที่ที่พบเขา ก็เป็นวันที่เขาถูกหลอกล่อให้มายังสระทิพย์ ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ แม้แต่นางเองก็ต
อันซุ่ยเหลียนคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้ในใจหวาดกลัว เมื่อมองเห็นแล้วว่าเท้าของอีกฝ่ายหาได้แตะพื้นไม่ สตรีตรงหน้าในยามนี้กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน!!ใช่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน...มือน้อยยื่นออกไปรับกลุ่มแสงสีส้มอย่างไม่รู้ตัว และทันทีที่นางแตะโดน เจ้าแสงสีส้มนั้นก็ซึมเข้าไปยังใจกลางฝ่ามืออันซุ่ยเหลียนกายอุ่นวาบ ความทรงจำทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำ ความร้อนวูบวาบในกาย ส่งผลให้นางเซวูบ จากนั้นไม่นานร่างอรชรก็ส่องประกายสีส้มออกมา แม้แต่ดวงตาก็เปลี่ยนมาเป็นราบเรียบราวกับเป็นคนละคน“ข้าน้อยซุ่ยเหลียนคารวะภูตแห่งพฤกษาเจ้าค่ะ”“ลุกขึ้นเถิดเจ้าภูตบุปผาตัวน้อย ได้เวลาที่เจ้าต้องช่วยงานเทพธิดาบุปผาผู้เป็นนายแห่งเราแล้ว”ดวงตาราบเรียบเงยขึ้นสบตากับอีกฝ่าย “ข้าน้อยต้องทำเช่นไรเจ้าคะ”“ชะตาของเจ้าผูกติดกับจอมมารแห่งซีเปียนซึ่งหนีมายังโลกมนุษย์ เขาถือครองศิลาชั่วนิรันดร์ของเทพมังกร ชะตาชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความกระหายการเข่นฆ่า สงครามที่เขาเลือกจะก่อขึ้น จะส่งผลต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมาย มีเพียงเจ้าที่เข้าใกล้เขาได้”กริชสีดำถูกยื่นออกมาตรงหน้า “กริชนี่ เจ้าจงรับไป”อันซุ่ยเหลียนยื่นมือออก
“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ขอบคุณท่านที่พาข้าหนีมา ทั้งที่ท่านสามารถหนีเอารอดได้เพียงลำพัง” นางกล่าวขอบคุณเขาจากใจ“ไม่เช่นนั้นจะทำเช่นไรเล่า เจ้าเป็นยันต์คุ้มภัยของข้าเชียวนะ เกาอู่เยี่ยผู้นั้นจะอย่างไรย่อมไม่ปล่อยข้าไว้ หากข้าทิ้งเจ้าแล้วหนีเอาตัวรอดมา”แม้นั่นจะเป็นความจริง แต่หญิงสาวไหนเลยจะมองไม่ออกว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ แม้เขาจะเติบโตมากับความโหดร้าย ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในตำหนักร้าง ถูกกดขี่และต้องทนทุกข์ แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเขาเติบโตมาอย่างมีคุณธรรม“ตอนนี้ที่ต้องทำคือส่งข่าวให้เกาอู่เยี่ยมารับเจ้า ข้าไม่อาจวางใจผู้ใดทั้งนั้น”หญิงสาวมีท่าทีกังวล “เขากำลังรับมือกับศึกใหญ่ที่ชายแดน ข้าไม่อาจเป็นภาระเขา”“ศึกใหญ่หรือ” ซางหยางมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ “แม้แต่เรื่องนี้เจ้าเองก็ไม่รู้ ชายแดนมีศึกที่ไหนกันเล่า”“เอ๋” นางถูกเขาทำให้ตกใจจนพูดไม่ออกแล้ว!!!“หากเป็นสงครามแย่งชิงบัลลังก์ข้าไม่โต้แย้ง เพราะเกาอู่เยี่ยไม่ได้ทำสงครามกับเผ่าหู แต่เขากำลังยกทัพกลับมาที่เมืองหลวงต่างหาก”“ท่านหมายความว่าอย่างไร”“หมายความว่าเขากำลังจะทวงทุกอย่างที่เป็นของเขากลับคืนอย่างไรเล่า ข้าหมายรวมถึงบัลลังก์แคว้นเ
มองดูบ้านหลังเล็กที่แม้แต่หลังคาก็ไม่อาจกันฝน เจ้าขอทานพลันถอนหายใจออกมา เขาวางรถลากลงยังมุมหนึ่งของผนัง จากนั้นจึงเดินอ้อมไปยังห้องที่เคยเป็นห้องโถงป้ายวิญญาณสามอันตั้งอยู่ ฝุ่นหนาจับเกาะเพราะไม่เคยมีคนเข้ามาทำความสะอาดนานแล้ว“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”เสียงขยับกุกกักทำให้ชายหนุ่มต้องรีบกลบเกลื่อนความเศร้าหมอง เขาเดินกลับมายังรถลากยังมุมผนัง จากนั้นจึงเปิดผ้าคลุมขึ้น“เจ้าติดหนี้ชีวิตข้าครั้งหนึ่งแล้ว”“องค์ชายใหญ่” อันซุ่ยเหลียนมองเขาด้วยใบหน้างุนงง ดวงตาคู่งามกวาดมองไปรอบๆ กระทั่งหยุดที่ใบหน้าเลอะเทอะและเสื้อผ้ามอมแมม“ท่าน...” เป็นนานกว่าที่นางจะหาเสียงของตัวเองเจอ “เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง “หลงกลผู้อื่นนะสิยังต้องถามหรือ”ซางหยางได้แต่นั่งลงข้างๆ หญิงสาวด้วยท่าทางหมดแรง “ครั้งนี้ไม่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดข้าเอง ข้าไหนเลยจะคาดว่าได้ก้าวเข้าไปในกระดานหมากของผู้อื่นตั้งแต่แรก”“ท่านหมายความว่าอย่างไร”เขาไม่ตอบแต่กลับชี้ไปยังป้ายวิญญาณตรงหน้า “ข้าขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก บิดา มารดา และพี่สาวของข้า”“อะ...อะไรนะเพคะ!!”ซางหยางหัวเราะ “ดูเหมือนเจ้าจะ
มองดูท่าทีหวาดระแวงของเขา หญิงสาวกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นางมองไปรอบๆ ศาลาผุพังนอกเมือง จากนั้นจึงนึกอะไรขึ้นมาได้“คนติดตามของพระองค์เล่าเพคะ”“พวกเขา...” คิ้วเข้มขมวดมุ่น จากนั้นจึงหันไปสบตาหญิงสาวอีกครั้ง“แล้วสาวใช้ของเจ้าเล่า”กล่าวจบควันสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งสองได้แต่ลอบตื่นตระหนก กว่าจะรู้ว่าหลงกลผู้อื่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะในยามที่สุดควันเข้าไปนั้น สติรับรู้ของคนทั้งสองพลันเลือนราง จากนั้นก็ค่อยๆ หมดสติไปโดยไม่อาจแก้ไขสิ่งใดแล้ว เกาฮูหยินมองจดหมายในมือนิ่ง จดหมายที่องค์ชายใหญ่ซางหยางทรงส่งมานัดหมายอันซุ่ยเหลียนให้ออกไปพบ กระทั่งคนทั้งสองหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากแทบจะพลิกเมืองหลวงตามหา คนของตระกูลเกากลับพบเพียงศพของสาวใช้คนสนิทของอันซุ่ยเหลียนสองคน ซึ่งดูจากทิศทางแล้วน่าจะกำลังออกจากเมืองหลวง บนห่อผ้าที่เต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง กลับมีจดหมายฉบับนี้ซุกซ่อนอยู่“หลายปีมานี้ข้าอบรมสั่งสอนนางด้วยตัวเอง ข้าไม่เชื่อว่านางจะทำเรื่องเช่นนี้ อีกทั้งสาวใช้สองคนนั้นเป็นเด็กดี พวกนางเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรที่ใด ทั้งสองว่านอนสอนง่าย ทั้งยังมิใช่คนเ
หญิงสาวเริ่มรู้สึกไม่ดี เพราะการสนทนาที่พยายามหักเหนางให้สนใจในตัวองค์ชายใหญ่ซางหยางอย่างกะทันหันนี้“เสด็จพี่มีสหายน้อยคนนัก วันนี้ได้พบแม่นางอัน นับเป็นวาสนายิ่ง ข้าเองก็มีสหายเพียงแต่ไม่สะดวกจะพาเข้าวังหลวง ชิงชิงเจ้าสนิทกับแม่นางอัน หากเข้าวังหลวงไปก็อย่าลืมพานางแวะเข้าไปร่วมคัดอักษรกับเสด็จพี่เป็นอย่างไร”ฟังดูเหมือนเป็นความหวังดี หากแต่ความเหมาะสมกลับถูกมองข้าม อันซุ่ยเหลียนนั่งเงียบอยู่นาน กระทั่งเป็นองค์ชายใหญ่ที่ลุกขึ้นมาเอ่ยว่าคงไม่เหมาะสม และนั่นทำให้องค์ชายรองท่าทางราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ในที่สุดกว่าที่อันซุ่ยเหลียนจะปลีกตัวออกมาได้ ทั้งสี่คนก็นั่งสนทนากันนานกว่าครึ่งชั่วยามฟางชิงเหลียนมองนางด้วยสายตาลุแก่โทษ ทั้งยังบอกนางว่าต้องการนัดพบเพื่อบอกเรื่องสำคัญในวันหลัง“สำคัญจริงๆ เกี่ยวพันกับเรื่องที่ตระกูลฟางต้องการทำลายตระกูลอันด้วย อย่าให้เรื่องนี้รู้ไปถึงตระกูลเกา ฟางกุ้ยเฟยโหดเหี้ยมเพียงใดเจ้าเองก็คงเคยได้ยิน ข้าเกรงว่าบิดาของเจ้าจะไม่ปลอดภัย เรื่องนี้ข้าจะ...”“ชิงชิงเจ้ากลับพร้อมข้าเลยก็แล้วกัน”องค์ชายรองส่งเสียงมาจากเบื้องหลัง ทำให้ฟางชิงเหลียนได้แต่ทำหน้าจนใจ นางสบต







![ตำนานรักลิขิตสวรรค์ [PWP] + [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)