Masukซูเชี่ยวหลังจากลงชื่อเสร็จก็ย่อกายไปทางลี่หยางเล็กน้อย และเดินออกมาจากตำหนักใฝ่คุณธรรมโดยไม่สนใจว่าชายหนุ่มมีเรื่องจะคุยด้วยหรือไม่ "อยู่ใกล้เขาทีไรมักมีเรื่องทุกที ข้าจะต้องอยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้" ซูเชี่ยวพูดกับตัวเองในใจ
“หยุดก่อน” เสียงทุ้มกล่าวออกมาเรียบๆ หลังจากเห็นว่าซูเชี่ยวรีบเดินออกมาเพราะต้องการหนีตน แต่ก่อนนางไม่เป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่เจอเขาหากไม่พยายามมาอยู่ข้างกายก็จะตามมาเอาอกเอาใจ แต่เดี๋ยวนี้หากไม่บังเอิญเจอกันก็ไม่เคยเห็นหน้านางเลย เวลาที่เจอนางมักจะหลบเขา ไม่ก็พยายามหนีเหมือนกลัวอะไรเขาอย่างนั้น
“ท่านเจ้าสำนักต้องการเสื้อคลุมคืนใช่ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวข้าเอาไปคืนกับท่านรองเจ้าสำนักนะเจ้าคะ หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ซูเชี่ยวพูดติดกันรัวจนเจ้าสำนักลี่หยางไม่สามารถแทรกพูดได้ หลังจากพูดเสร็จหญิงสาวทำท่าคารวะและออกมาเลย โดยไม่ได้มองหน้าเจ้าสำนักลี่หยางเลยแม้แต่น้อย ทางด้านลี่หยางได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
“นางมีความลับ” เขาพูดออกมาคนเดียวขณะที่มองตามหลังซูเชี่ยวที่รีบเดินออกไป และยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยจากนั้นเดินตรงกลับตำหนักหยกขาว
ด้านซูเชี่ยวหลังจากหนีจากลี่หยางได้ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ตรงกลับที่พักทันทีหญิงสาวรีบปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย หญิงสาวนำตำราที่ยืมมานั่งเปิดอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดเพื่อศึกษาให้เข้าใจเผื่อหากนำไปปฏิบัติแล้วจะได้ไม่ผิดพลาด นางเห็นศิษย์ในสำนักหากผิดพลาดก็ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ฉะนั้นนางจะต้องอ่านมันหลายๆ รอบเพื่อให้เข้าใจ ซูเชี่ยวใช้เวลาในการเรียนที่ห้องและทบทวนอ่านหนังสือที่ยืมมาเป็นประจำทุกวัน และไม่ลืมที่ไปทำความสะอาดที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมทุกวันหลังเลิกเรียน เป็นแบบนี้มา 4 อาทิตย์แล้ว
.
ณ ตำหนักใฝ่คุณธรรม
“ข้ามาทำความสะอาดเช่นเดิมเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเดินมาบอกผู้คุมห้องตำราเหมือนปกติทุกวัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่นางจะมาทำความสะอาด เพราะครบกำหนดที่ถูกทำโทษ และเดินเข้าไปทำความสะอาดเป็นปกติ นางใช้เวลาในการทำความสะอาดประมาณครึ่งชั่วยามก็เสร็จ วันนี้หญิงสาวตั้งใจมายืมหนังสือเพิ่มเพราะหนังสือที่ยืมไป นางอ่านอยู่หลายรอบและท่องจำได้ดีแล้ว ซูเชี่ยวเลือกตำราที่สนใจมา 4-5 เล่มล้วนเป็นเล่มที่เกี่ยวกับพลังภายใน ตอนนี้นางเรียนและเริ่มเข้าใจตามที่อาจารย์ในห้องสอนแล้ว แต่ก็ลองโคจรพลังภายในเล็กๆ อย่างการหมุนเวียนจิตใจให้สงบเวลาถ่ายทอดพลังออกมาเพื่อจะใช้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ โดยไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดทั้งที่นางก็ทำตามหนังสือทุกอย่าง โดยที่ไม่ผิดเพี้ยนสักนิดแต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ซูเชี่ยวมองตำราที่เลือกอย่างพึงพอใจจากนั้นเดินไปด้านหน้าเพื่อลงชื่อยืมอย่างที่เคยทำ ก่อนที่หญิงสาวได้ลงชื่อกลับได้เห็นรองเจ้าสำนักสักก่อน
“คารวะรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดและย่อกายลงเล็กน้อยเพราะตอนนี้นางหอบตำราที่หนาเล่มละประมาณ 2 เซนติเมตร ถึง4-5 เล่มไม่สามารถทำมือคารวะได้
“เจ้ามาทำความสะอาดหรือ วันนี้ใช่วันสุดท้ายหรือไม่” เฟยซิ่นยิ้มและเอ่ยถามซูเชี่ยวที่เดินเข้ามา
“ใช่เจ้าค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ไปรับป้ายเข้าออกสำนักคืนได้” เฟยซิ่นยังกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวตอบกลับเสียงเรียบและย่อกายเล็กน้อยเพื่อไปลงชื่อตำราที่จะยืม เพราะนางหนักมากตอนนี้เฟยซิ่นที่เห็นท่าทางของนางก็ไม่ได้ว่าอะไร หันไปคุยกับผู้คุมเกี่ยวกับตำหนักแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซูเซี่ยวลงชื่อยืมตำราเสร็จก็เดินออกไปทันที
หลังจากที่ซูเชี่ยวกลับไป
“นางเป็นอย่างไรบ้าง 1 เดือนมานี้ได้ก่อความวุ่นวายหรือได้มาทำงานครบตามกำหนดหรือเปล่า” เฟยซิ่นถามผู้คุมที่ดูแลตำหนักแห่งนี้
“ไม่เลยขอรับ นางทำครบที่ท่านบอกไว้” ผู้คุมกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม 1 เดือนมานี้หญิงสาวคอยช่วยงานเขาตลอด แถมยังไม่ถือตัวพูดคุยกับเขาตามปกติไม่เหมือนข่าวลือที่เขาได้ยินข้างนอก เฟยซิ่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยังไม่เชื่อ ครั้งที่แล้วเขาลงโทษนางให้ไปทำความสะอาดห้องเรียนแค่ 2 อาทิตย์แต่นางกลับเอาเงินจ้างคนอื่นให้ไปทำแทน ครั้งนี้เขาลงโทษนางไปตั้ง 1 เดือนแต่นางกลับทำจนครบด้วยตัวนางเองโดยที่ไม่บ่นเลยสักคำอย่างนั้นหรือ ด้านผู้คุมมองหน้าเฟยซิ่นที่ยังทำหน้าไม่เชื่อก็รีบพูดขึ้นว่า
“อ้อ หากท่านรองเจ้าสำนักไม่เชื่อดูตำราที่นายืมได้ขอรับ นางจะยืมทุกๆ 2 วันครั้งขอรับ” ผู้คุมพูดพลางยื่นหนังสือที่ไว้คอยบันทึกการยืมตำราให้เฟยซิ่นดู เฟยซิ่นรับหนังสือมาดูทีละหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาที่ตัวเองเห็น ในแต่ละหน้าจะมีชื่อซูเชี่ยวลงไว้ทุกหน้าอย่างที่ผู้คุมพูดไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากกว่าก็คือ ตำราทุกเล่มที่นางยืมล้วนเป็นตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังภายในทั้งสิ้น แล้วนางจะยืมไปทำอะไรทั้งที่นางไม่มีพลังภายใน เรื่องนี้เขามั่นใจเพราะตอนที่นางปลุกพลังเขาก็อยู่ด้วยและเห็นกับตา เฟยซิ่นยังคงสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงคืนหนังสือแก่ผู้คุมและเดินจากตำหนักใฝ่คุณธรรม
.
วันต่อมา
ซูเชี่ยวหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จนางก็กลับมาที่ห้องพักของตัวเอง วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟทางสำนักหยุดให้เป็นเวลา 3 วัน ศิษย์ที่บ้านอยู่ใกล้ล้วนพากันกลับรวมทั้งเจียอี่ก็เช่นกัน คนที่บ้านอยู่ไกลก็ออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดด้านนอกสำนัก ส่วนนางที่บ้านอยู่ไกลเช่นกันก็ทำได้แค่ส่งจดหมายกลับไป นางยังไม่เคยเจอกับพ่อและแม่ของเจ้าของร่างนี้เลยสักครั้ง แต่ก็ทำหน้าที่เเทนนางอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ ในภพก่อนนางโตมาท่ามกลางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำงานและส่งตัวเองเรียนจนจบ แต่ในร่างนี้ผู้มีพ่อและแม่กับเขาก็อยากที่จะทำให้เต็มที่ เพราะเจียอี่กลับบ้านจึงทำให้หญิงสาวไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอกคนเดียว จึงเลือกที่จะอยู่ที่ห้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังต่อ ซูเชี่ยวนั่งจดจ่อกับตำราประมาณ 1 ชั่วยามก็รู้สึกเมื่อยล้าจึงลุกขึ้นมองไปที่หน้าต่าง
“วันนี้หิมะไม่ตกแฮะ ออกไปลองโคจรพลังข้างนอกดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว” หญิงสาวคิดในใจ และหยิบตำราหนึ่งเล่มพร้อมเดินออกไป นางเลือกบริเวณม่านน้ำตกสูงหลังตำหนักใฝ่คุณธรรม เพราะวันหยุดแบบนี้ไม่มีคนอยู่แถวนี้ ไม่น่ามีใครที่จะมาอ่านหนังสือที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเป็นแน่ ซูเชี่ยวเลือกโขดหินใต้ต้นไม้ใหญ่และขึ้นไปนั่งขัดสมาธิจากนั้นเริ่มโคจรพลัง
ซูเชี่ยววางมือ 2 ข้างทำท่าเหมือนพนมมือโดยการแบมือ2 ข้างมาประกบแต่ไม่ชิดกัน จากนั้นเริ่มถ่ายทอดพลังออกมาโดยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มทำตามตำราที่นางอ่านมาหลายสิบรอบ หญิงสาวลองทำตามตำรากว่า10 รอบ ก็ยังไม่สำเร็จจึงคิดจะถอดใจกลับไปที่ห้องพัก
“ครั้งสุดท้าย” ซูเชี่ยวพูดกับตัวเอง และตั้งสมาธิอีกครั้ง ขณะที่นางเริ่มโคจรพลังที่ระหว่างฝ่ามือ2 ข้างของนางเริ่มปรากฏ แสงสีขาวขึ้นเรื่อยๆ และดับสลายหายไป ซูเชี่ยวยิ้มออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มเป็นอย่างที่ตำราบอกไว้แล้วแต่นางต้องตั้งสมาธิมากกว่านี้ จากนั้นเริ่มทำแบบเดิมใหม่อีกครั้งแสงสีขาวแบบเมื่อสักครู่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ามือของนางและค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มือของนางทั้ง2 ค่อยๆ กลางออก และเหงื่อที่หน้าผากของนางก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผากไปหมด ซูเชี่ยวที่ตอนนี้นางแทบทนรับพลังที่เกิดขึ้นระหว่างมือของนางไม่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมพลังที่ออกมามหาศาลได้จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่สะบัดมือขึ้นไปตามที่ที่นางก็ไม่รู้ว่ามันไปทางไหน แต่พลังนั้นกลับไปถูกกิ่งไม้ใหญ่ด้านบน ทำให้กิ่งนั้นหักลงมาที่นาง
“กรี๊ดดด” ซูเชี่ยวกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ แต่กับมีแสงสีแดงพุ่งมาที่กิ่งไม้นั้นแทน นางค่อยๆ ลืมตาดูกิ่งไม้ที่กระเด็นออกไปไกล
“เก่งนิสาวน้อย” เสียงทุ้มดังออกมาจากด้านข้างนาง ซูเชี่ยวยังไม่ได้ลืมตาก็ได้เย็นเสียงดังแว่วออกมาซะก่อน นางหันไปตามทิศทางของต้นเสียง ทันทีที่เห็นก็จำได้ดีเพราะรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของคนคนนี้ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาผมสีน้ำเงินเข้มอมเทา ด้วยตาสีเทาร่างกายดูสูงสง่า
“เป็นท่าน” หญิงสาวพูดออกไปทันทีที่เห็นเขา
“เป็นข้าเอง” ชายหนุ่มตอบและเดินเข้ามาหานาง
“ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าเมื่อสักครู่” ซูเชี่ยวพูดพลางยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความจริงใจ ชายหนุ่มเพียงยิ้มและพยักหน้า
“เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ เราเจอกันครั้งที่แล้วข้าลืมถาม” ชายหนุ่มถามขึ้นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่านางนามว่าอะไรจากป้ายที่นางทำตกไว้ครั้งที่แล้ว
“ข้านามเชี่ยว เเซ่ซูเจ้าค่ะ แล้วท่านเล่า”
“ข้ามีนามว่าเย่วซือ”
“ขอบคุณท่านเย่วชืออีกครั้ง หากท่านมีอะไรให้ข้าทำเป็นการตอบเเทนน้ำใจที่ท่านช่วยชีวิตถึง 2 ครั้งขอให้ท่านรีบบอก”
“ไม่เป็นอันใด ข้าเพียงผ่านมาและช่วยได้ทันเท่านั้น เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ” เย่วชือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีพูดขึ้น ไหนว่านางไม่มีพลังภายในอย่างไร
แล้วสิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่คงจะเรียกว่าไม่มีพลังไม่ได้ ขนาดพลังเขาที่อยู่ในระดับสูงสุดหลังจากที่เข้าไปปะทะพลังนางที่กิ่งไม้เมื่อสักครู่ ถึงกับทำให้มือเขาสั่นคงมีแค่พลังสูงสุดเท่านั้นที่จะทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ได้ ไม่เห็นเหมือนที่ลี่หยางเคยเล่าให้เขาฟังเมื่อ 1 ปีก่อนเลยสักนิดว่าเจ้าตัวไม่มีพลังและเข้ามาศึกษาที่นี่ได้เพราะอาศัยอำนาจของพ่อนาง และทำตัวเพื่อที่จะเข้าใกล้สหายของเขา สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นที่มุมปากและคิดในใจเรื่องนี้เริ่มสนุกขึ้นแล้วสิ
ด้านซูเชี่ยวที่เห็นชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร กำลังจะเอ่ยถามว่าคนนอกแบบเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็เห็นร่างคุ้นตาเดินเข้ามาจากทางตำหนักใฝ่คุณธรรมเขาไม่ใช่ใครแต่เป็นลี่หยางเจ้าสำนักวารีหยกแห่งนี้
“เจ้ายังไม่กลับอีกหรือ” ลี่หยางเดินเข้ามาและเอ่ยถามเย่วชือทันที โดยไม่ได้หันไปสนใจซูเชี่ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ วันนี้ลี่หยางและเย่วชือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีนัดคุยกันเรื่องการคัดเลือกผู้นำสำนักที่จะถึงอีก 1 เดือนนี้ หลังพูดคุยกันเสร็จเย่วซือก็ขอตัวกลับ เขาจึงคิดที่จะมาหาตำราอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม แต่เห็นทั้ง 2 คนกำลังยืนคุยกันจึงได้เดินเข้ามา
“พอดีข้าเจอสหายน่ะ เลยเข้ามาทักทาย” ก่อนที่พูดเขาก็เหลือบตามาที่ซูเชี่ยว
เห็นท่าทางของนางที่ทำเหมือนไม่อยากให้เขาบอกอะไรแก่ลี่หยางก็เข้าใจทันทีว่านางคงอยากให้เขาปิดบังเรื่องที่นางมีพลังแน่ๆ จึงไม่ได้พูดออกไป
“สหายกับนางงั้นเหรอ” ลี่หยางถามด้วยความสงสัย 2 คนนี้ไปสนิทสนมกันตอนไหนกันไม่ใช่พึ่งเจอกันครั้งแรกหรอกหรือ เย่วซือที่เห็นสีหน้าประหลาดใจจึงอยากที่จะแกล้งเขาต่อ
“ใช่" เย่วซือพูดเสร็จและหันมาพูดกับซูเชี่ยวต่อว่า
“อ้อ! เมื่อสักครู่แม่นางซูเชี่ยวบอกว่าหากมีสิ่งใดตอบแทนให้บอก งั้นวันนี้ข้าอยากที่จะชวนเจ้าออกไปเดินดูเทศกาลโคมไฟที่ด้านนอกกับข้าได้หรือไม่”
ซูเชี่ยวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ นางไม่เคยเห็นเทศกาลโคมไฟของคนที่นี่ก็อยากที่จะไปดู เพราะถ้าหากนางไปคนเดียวกลัวจะเกิดเรื่องเหมือนครั้งที่แล้วอีกและดูจากชายหนุ่มที่ทำตัวสนิทสนมกับลี่หยางก็น่าจะไม่มีพิษมีภัยอะไร แถมเจ้าตัวยังช่วยชีวิตนางถึง 2 ครั้ง
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงใส
“ไม่ได้” แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังออกมา ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนแต่เป็นเสียงของลี่หยางที่ยืนอยู่ข้างๆ
“นี่มันวันหยุด เจ้าจะห้ามนางไม่ได้” เย่วซือตอบแทนซูเชี่ยว
“เจ้ากับข้ามีเรื่องที่คุยกันยังไม่จบ”
“เรื่องอะไรของเจ้า งั้นก็ไปด้วยกันเถิด” เย่วซือเห็นเหตุผลที่ฟังไม่ได้ของลี่หยางก็พูดตัดบท และดึงเเขนลี่หยางให้เดินไป จากนั้นหันมาทางซูเชี่ยวเป็นการเชิญ
ซูเชี่ยวกลับไปห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนลี่หยางก็กลับไปเอาของที่ตำหนักหยกขาว ใช้เวลาประมาณ 1 เค่อทั้ง3ก็เดินทางออกจากสำนัก โดยลี่หยางยังยืนยันที่จะให้ซูเชี่ยวนั่งรถม้าร่วมกับตน โดยให้เหตุว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด ส่วนเขาที่เป็นคนดูแลสำนักที่นางอยู่ย่อมไม่เป็นไร
5 ปีต่อมาณ ตำหนักหยกขาว"ฮูหยินเจ้าคะ ศิษย์ในสำนักมารายงานว่าคุณหนูหนิงเอ๋อก่อเรื่องอีกแล้วเจ้าค่ะ"สาวใช้รีบเข้ามารายงานซูเชี่ยวที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำขนมให้เจ้าสองแสบทั้งสองอยู่"ที่ใดกัน นำข้าไป" ซูเชี่ยวพูดพลางถอดชุดกันเปื้อนออกแล้วเดินไปตามสาวใช้ทันที จนมาถึงน้ำตกหลังตำหนักใฝ่คุณธรรม ก็เห็นเจ้าสองแสบชายหญิงวัย 4 ขวบ 2คนที่กำลังยืนกอดอกสำนึกตนก้มหน้ามองพื้น เมื่อลี่หยางกำลังยืนควบคุมอยู่ เมื่อ4 ปีก่อนหลังจากทั้งคู่ย้ายมาอยู่ที่สำนักวารีหยก ซูเชี่ยวได้ตั้งท้องแฝดชายหญิง คนหนึ่งนามว่าลี่หนิงเอ๋อเป็นแฝดหญิง และมีพลังภายในธาตุไฟ ส่วนอีกคนเป็นแฝดชายนามว่าลี่หนิงเฟิ่ง พลังภายในธาตุน้ำ ถึงแม้ทั้งคู่จะอายุแค่ 4 ขวบยังไม่สามารถปลุกพลังภายในได้ แต่พลังภายในของเขาทั้งคู่กับถูกปลุกขึ้นมาเองตอนอายุได้ 3 ควบ 6 เดือน ทั้งคู่ยังแบ่งกันสืบทอดพลังภายในของพ่อและแม่คนละอย่าง และแน่นอนว่าเป็นพลังภายในขั้นสูงสุด "ลี่หนิงเฟิ่ง เจ้าเป็นพี่ใหญ่เหตุใดครั้งนี้นอกจากมิห้ามน้องสาว ยังร่วมมือด้วย"ลี่หยางเอ่ยถามบุตรชายที่เกิดก่อนเพียงไม่กี่นาทีเสียงเข้ม"ท่านพ่ออย่าโทษพี่ใหญ่เลยเจ้าค่ะ ท่านพี่ห้ามข้าแล้ว แ
"ถ้าหากเจ้ามิเหนื่อย เช่นนั้นเรา...." ชายหนุ่มอึกอักเล็กน้อย"เราทำไมหรือเจ้าคะ" ซูเชี่ยวเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างคนไม่รู้เรื่อง เพื่ออยากแกล้งชายหนุ่ม แต่เห็นจากสีหน้าและท่าทางของลี่หยางที่แดงไปทั้งหน้าก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ลี่หยางกุมมือหญิงสาว ก่อนที่จะยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพราะสุรามงคลนั้นคงไม่ได้เป็นแค่สุราธรรมดาแน่ ปกติคนที่นี่จะใส่ยาที่เรียกว่ายาสรวงสวรรค์แห่งราตรีเข้าไปด้วย จะมีฤทธิ์ทำให้บ่าวสาวรู้สึกหักห้ามใจตนเองไม่ได้ นี่คือวัฒนธรรมของคนที่นี่เพราะจะได้มีทายาทโดยเร็ว ถึงแม้ทั้งคู่จะรู้แต่ก็ไม่ได้กังวลอันใดเพราะทั้งคู่นั้นแต่งงานกันแล้ว แต่แล้วชายหนุ่มก็เปลี่ยนใจอุ้มหญิงสาวไปวางที่เตียง จากนั้นยื่นหน้าเข้าไปจูบที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา และจูบที่ดวงตาของหญิงสาวที่กำลังหลับทั้งสองข้าง จูบแก้ม และสุดท้ายคือริมฝีปากสีแดงสดที่ถูกแต่งแต้มสำหรับงานในวันนี้ลิ้นร้อนสอดเข้าไปในเรียวปากงามอย่างอ่อนโยน และค่อยๆทวีความรุนแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มใช้มือที่วางอยู่เลื่อนเสื้อผ้าของหญิงสาวใส่จนไม่เหลือสักชิ้น ก่อนที่ปลดเสื้อตัวจิ้ม 2 ตัวสุดท้ายอย่างคนชำนาญมือ กว่าหญิงสาวจะรู้สึกตัวเพราะมัวแต่
1 เดือนต่อมา"คุณหนูคลุมหน้านะเจ้าค่ะ"เสี่ยวไป๋เอ่ยขึ้นเพื่อบอกเจ้านายตนเอง ก่อนที่จะเอาผ้ามงคลสีแดงปิดศีรษะและใบหน้าของหญิงสาวเอาไว้"ได้แล้วเวลาแล้วหรือ"หญิงสาวที่ถูกปิดใบหน้าด้วยผ้ามงคลสีแดงเอ่ยถาม ตอนนี้นางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก"ขบวนเกี้ยวเจ้าบ่าวถึงหน้าจวนแล้วเจ้าค่ะ"เสี่ยวไป๋ที่ชะเง้อหน้าไปดูด้านนอกเรือนแล้วเข้ามารายงานด้านลี่หยางตอนนี้ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ด้านหลังเขาคือขบวนเกี้ยว และหีบสินสอดกว่า 20 หีบถูกหามมามากมาย ชายหนุ่มมาพร้อมกับเย่วซือ และเฟยซิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้าง ด้านหลังยังมีศิษย์ในสำนักที่จบการศึกษาแล้วมาด้วย ชาวบ้านมากมายต่างมารอดูการแต่งงานที่ถูกจัดขึ้นโดยมีฮ่องเต้ทรงเป็นผู้จัดการจัดงานช่างยิ่งใหญ่และดูอบอุ่นไปพร้อมกัน ทั้งหมดยืนอยู่หน้าจวนอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่จะเจอกับแม่ทัพเจินที่ยืนอยู่กับฮูหยินหน้าจวน"เจ้าคือใคร มาที่นี่ทำไมหรือ" แม่ทัพเจินเอ่ยถามเสียงเข้ม "ข้านามว่าลี่หยาง เป็นเจ้าสำนักวารีหยก วันนี้ที่ข้ามาเพื่อแต่งงานกับเชี่ยวเออร์ บุตรสาวของท่านขอรับ"ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น พร้อมทำท่าคารวะ"เชี่ยวเออร์อย่างงั้นหรือพูดได้ดี แต่ข้าเคยใ
1 อาทิตย์ต่อมาลี่หยาง เย่วซือ ซูจื่อหลาน ซูเชี่ยว ชุนฮวา และเจียอี่ กำลังนั่งทำโคมไฟสำหรับเทศกาลโคมลอยวันนี้ ที่นี่ไม่ได้มีการประดับเรือไฟเหมือนอย่างที่สำนักวารีหยก เพราะไม่ได้มีแม่น้ำสายใหญ่ในเมืองหลวง คนที่นี่จึงปล่อยโคมขึ้นสู่ท้องฟ้าแทน โดยลี่หยางและซูเชี่ยวทำอันเดียวกัน เย่วซือกับชุนฮวาก็เช่นกัน 2 คู่ดูมีความสุขกับการตกแต่งโคมไฟเป็นอย่างมาก ต่างจากซูจื่อหลานและเจียอี่ที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย เหมือนกับว่าทั้งคู่กำลังมีเรื่องในใจอย่างไรอย่างนั้น เจียอี่ซูเชี่ยวพอเดาได้ว่าเป็นเพราะเรื่องอันใด นางรู้แล้วว่าสหายของตนนั้นแอบชอบรองเจ้าสำนักเฟยซิ่น ตอนนี้เจียอี่น่าจะกำลังเป็นห่วงรองเจ้าสำนักอยู่ แต่กลับซูจื่อหลานพี่ชายของนาง เหตุใดถึงทำท่าว่ามีเรื่องกลุ้มใจขนาดนั้น แต่แล้วนางก็เห็นสายตาของพี่ชายที่มองมาทางเสี่ยวไป๋ที่นั่งรอรินชาให้ทุกคนไม่ห่างหลายครั้ง แล้วเสี่ยวไป๋ยังหลบสายตาท่านพี่อีก ก็เริ่มเกิดความสงสัยว่ามีอันใดกันแน่ เมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อนนางให้เสี่ยวไป๋นำของไปให้ท่านพี่ที่เรือน เสี่ยวไป๋ก็หายไปเลยไม่ได้กลับมาหานางอีกจนหมดวัน หลังจากนั้นตลอด 1อาทิตย์ที่ผ่านมาเวลาซูเชี่ยวบังเอิญ
ซูเชี่ยวหลังจากตื่นจากการนอนกลางวัน เพราะการเดินทางที่ยาวนาน ทำให้นางเหนื่อยล้าจนหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม หวังว่าจะตื่นขึ้นมาจัดข้าวของตนและของที่ท่านพี่มอบให้อย่างเป็นระเบียบ แต่ขณะที่นางกำลังตรวจดูสิ่งของอยู่นั้น กลับเหลือบไปเห็นภาพแผนที่ลับเสียก่อน"สงสัยว่าของท่านพี่จะปะปนมาด้วย" หญิงสาวกล่าวพึมพำกับตนเอง ก่อนที่จะคัดแยกของที่คิดว่าปนมาอีกหลายชิ้นไว้ "เสี่ยวไป๋ เจ้าเอาของพวกนี้ไปคืนท่านพี่ที่เรือนแทนข้าที""ข้าหรือเจ้าคะ ข้าไม่ไปได้หรือไม่" เสี่ยวไป๋เอ่ยอย่างปฏิเสธ "เจ้านั่นแหละ ข้าจะจัดของพวกนี้ ขืนให้เจ้าจัดการ ข้าคงหาของมิเจอพอดี""ก็ได้เจ้าค่ะ"เสี่ยวไป๋เอ่ยรับอย่างจนใจ ก่อนที่จะหอบของ 3-4 ชิ้นตรงไปที่เรือนของซูจื่อหลานทันที.หลังจากซูจื่อหลานอยู่คุยกับซูเหวินให้หายคิดถึงแล้ว ก็ตรงกลับเรือนของตนเพื่อพักผ่อน ชายหนุ่มมองภายในเรือนกว้างที่สะอาดและดูดีอย่างเคยเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอย่างรู้สึกดี ชายหนุ่มเดินเข้าไปห้องอาบน้ำส่วนตัวภายในเรือนที่ให้คนเตรียมน้ำไว้ให้ก่อนแล้ว หวังจะชำระร่างกายและนอนพักผ่อนให้หายเหนื่อย ชายหนุ่มถอดเครื่องแต่งกายออกทีละชิ้น เขาวางปิ่นหยกรูปดอกไม้ที่ตนพกติ
การเดินทางกลับเมืองหลวงของกองทัพ ค่อนข้างใช้เวลานานกว่าตอนมาชายแดน เพราะไม่ได้รีบเร่งมากนัก ใช้เวลากว่า 1 อาทิตย์กับอีก3 วันจึงถึงเมืองหลวง“สิ้นสุดสงครามแล้ว หลังจากนี้ท่านจะทำเช่นไรต่อไปหรือเจ้าคะ”ซูเชี่ยวเอ่ยถามลี่หยางที่นั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน“ข้าแล้วแต่เจ้า”ชายหนุ่มพูดพลางยื่นมือไปจับที่ฝ่ามือของหญิงสาว“ข้าอยากกลับสำนักวารีหยกเจ้าคะ ที่นี่วุ่นวายเหลือเกิน อันตรายก็มีมากด้วย ที่นั่นทั้งเงียบสงบอาหารก็อร่อยกว่าที่นี่มาก”หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อนึกถึงอาหารและสุรารสเลิศทางตอนเหนือ“เจ้านี่มันเห็นแก่กินจริงเชียว”ลี่หยางพูดพลางบีบจมูกนางเล็กน้อยอย่างน่าหมั่นไส้“มิได้หรือเจ้าคะ”“ย่อมได้ หลังเราแต่งงานกันแล้ว ข้าจะขอท่านแม่ทัพเจินให้เจ้าไปอยู่ที่สำนัก”“เจ้าค่ะ”ขบวนกองทัพเดินทางต่อมาอีกแค่2 ชั่วยามก็ถึงเมืองหลวง เหล่าชาวบ้านมากมายรีบเข้ามาต่อแถวตอนรับ เพื่อดูว่าลูกหลานของตนนั้นปลอดภัยดีหรือไม่ ซูเชี่ยวมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของชาวบ้านเมื่อรู้ว่าบุตรของตนเองนั้นปลอดภัยดี และได้ยินเสียงคนร่ำไห้ด้วยความทรมานเมื่อรู้ว่าบุตรของตนนั้นจบชีวิตลงในสนามรบ เพียงแค่ได้เห็นหน้าเป็นค
1 วันต่อมาซูเชี่ยวฟื้นขึ้นมาด้วยอาการเมื่อยล้า เจ็บตามเนื้อตามตัวและรู้สึกปวดที่เเขนและขาของนาง ตอนนี้มีรอยเขียวเป็นจ้ำเต็มไปหมดจากการที่หญิงสาววิ่งเพื่อหนีไปตามเฟยซิ่น แต่ก็ไปไม่ถึงหลังจากที่สลบไป1 วัน1 คืนเต็มๆ ทำให้นางรู้สึกสดชื่นมากขึ้น เมื่อสักครู่ตอนนางฟื้นขึ้นมาเจียอี่เข้ามาพอดีและได้บอกกับ
ลี่หยางและซูเชี่ยวเดินออกมาจากตลาดและขึ้นรถม้าตรงกลับสำนักวารีหยกทันที แต่เพราะวันนี้มีผู้คนมาเที่ยวชมเทศกาลโคมไฟมากมาย จึงทำให้การเดินทางติดขัดบ่อยครั้งรถม้าไม่สามารถขยับตัวไปข้างหน้าได้สักเท่าไหร่ จากที่ใช้เวลาแค่ 1 เค่อก็ถึง แต่ตอนนี้ผ่านไป 1 เค่อแล้วแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน บรรยากาศภายในรถม้าเงียบเห
ภายในรถม้าของสำนักวารีหยก ลี่หยางและซูเชี่ยวนั่งเงียบมาตลอดทางโดยที่ไม่มีเสียงพูดคุยกัน ทั้งสองนั่งฝั่งตรงข้ามกัน ลี่หยางแอบลอบสังเกตซูเชี่ยวที่นั่งเงียบตลอดทาง ไม่มีเรื่องชวนคุยกับเขาเหมือนเมื่อก่อนอย่างที่เคยเป็น ทำให้เขารู้สึกอดแปลกใจไม่ได้ ส่วนทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นชายหนุ่มเพียงนั่งหลับตานิ่งเง
ณ ตำหนักหยกขาว บริเวณศาลาริมน้ำมีเพียงชายเจ้าของสถานที่แห่งนี้เท่านั้นที่นั่งอยู่ เขานั่งดีดกู่เจิงเป็นประจำเหมือนทุกวันปลายยามเหม่าของทุกเช้าจึงทำให้คนที่นี่คิดว่าเมื่อได้ยินเสียงบรรเลงกู่เจิงคือเวลาที่ใช้ปลุกคนในสำนัก แต่เเท้จริงแล้วเป็นเวลาในการฝึกฝนของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งดูสุขุม วันนี้เขาสวมชุด







