เข้าสู่ระบบซูเชี่ยวหลังจากลงชื่อเสร็จก็ย่อกายไปทางลี่หยางเล็กน้อย และเดินออกมาจากตำหนักใฝ่คุณธรรมโดยไม่สนใจว่าชายหนุ่มมีเรื่องจะคุยด้วยหรือไม่ "อยู่ใกล้เขาทีไรมักมีเรื่องทุกที ข้าจะต้องอยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้" ซูเชี่ยวพูดกับตัวเองในใจ
“หยุดก่อน” เสียงทุ้มกล่าวออกมาเรียบๆ หลังจากเห็นว่าซูเชี่ยวรีบเดินออกมาเพราะต้องการหนีตน แต่ก่อนนางไม่เป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่เจอเขาหากไม่พยายามมาอยู่ข้างกายก็จะตามมาเอาอกเอาใจ แต่เดี๋ยวนี้หากไม่บังเอิญเจอกันก็ไม่เคยเห็นหน้านางเลย เวลาที่เจอนางมักจะหลบเขา ไม่ก็พยายามหนีเหมือนกลัวอะไรเขาอย่างนั้น
“ท่านเจ้าสำนักต้องการเสื้อคลุมคืนใช่ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวข้าเอาไปคืนกับท่านรองเจ้าสำนักนะเจ้าคะ หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ซูเชี่ยวพูดติดกันรัวจนเจ้าสำนักลี่หยางไม่สามารถแทรกพูดได้ หลังจากพูดเสร็จหญิงสาวทำท่าคารวะและออกมาเลย โดยไม่ได้มองหน้าเจ้าสำนักลี่หยางเลยแม้แต่น้อย ทางด้านลี่หยางได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
“นางมีความลับ” เขาพูดออกมาคนเดียวขณะที่มองตามหลังซูเชี่ยวที่รีบเดินออกไป และยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยจากนั้นเดินตรงกลับตำหนักหยกขาว
ด้านซูเชี่ยวหลังจากหนีจากลี่หยางได้ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ตรงกลับที่พักทันทีหญิงสาวรีบปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย หญิงสาวนำตำราที่ยืมมานั่งเปิดอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดเพื่อศึกษาให้เข้าใจเผื่อหากนำไปปฏิบัติแล้วจะได้ไม่ผิดพลาด นางเห็นศิษย์ในสำนักหากผิดพลาดก็ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ฉะนั้นนางจะต้องอ่านมันหลายๆ รอบเพื่อให้เข้าใจ ซูเชี่ยวใช้เวลาในการเรียนที่ห้องและทบทวนอ่านหนังสือที่ยืมมาเป็นประจำทุกวัน และไม่ลืมที่ไปทำความสะอาดที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมทุกวันหลังเลิกเรียน เป็นแบบนี้มา 4 อาทิตย์แล้ว
.
ณ ตำหนักใฝ่คุณธรรม
“ข้ามาทำความสะอาดเช่นเดิมเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเดินมาบอกผู้คุมห้องตำราเหมือนปกติทุกวัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่นางจะมาทำความสะอาด เพราะครบกำหนดที่ถูกทำโทษ และเดินเข้าไปทำความสะอาดเป็นปกติ นางใช้เวลาในการทำความสะอาดประมาณครึ่งชั่วยามก็เสร็จ วันนี้หญิงสาวตั้งใจมายืมหนังสือเพิ่มเพราะหนังสือที่ยืมไป นางอ่านอยู่หลายรอบและท่องจำได้ดีแล้ว ซูเชี่ยวเลือกตำราที่สนใจมา 4-5 เล่มล้วนเป็นเล่มที่เกี่ยวกับพลังภายใน ตอนนี้นางเรียนและเริ่มเข้าใจตามที่อาจารย์ในห้องสอนแล้ว แต่ก็ลองโคจรพลังภายในเล็กๆ อย่างการหมุนเวียนจิตใจให้สงบเวลาถ่ายทอดพลังออกมาเพื่อจะใช้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ โดยไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดทั้งที่นางก็ทำตามหนังสือทุกอย่าง โดยที่ไม่ผิดเพี้ยนสักนิดแต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ซูเชี่ยวมองตำราที่เลือกอย่างพึงพอใจจากนั้นเดินไปด้านหน้าเพื่อลงชื่อยืมอย่างที่เคยทำ ก่อนที่หญิงสาวได้ลงชื่อกลับได้เห็นรองเจ้าสำนักสักก่อน
“คารวะรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดและย่อกายลงเล็กน้อยเพราะตอนนี้นางหอบตำราที่หนาเล่มละประมาณ 2 เซนติเมตร ถึง4-5 เล่มไม่สามารถทำมือคารวะได้
“เจ้ามาทำความสะอาดหรือ วันนี้ใช่วันสุดท้ายหรือไม่” เฟยซิ่นยิ้มและเอ่ยถามซูเชี่ยวที่เดินเข้ามา
“ใช่เจ้าค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ไปรับป้ายเข้าออกสำนักคืนได้” เฟยซิ่นยังกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวตอบกลับเสียงเรียบและย่อกายเล็กน้อยเพื่อไปลงชื่อตำราที่จะยืม เพราะนางหนักมากตอนนี้เฟยซิ่นที่เห็นท่าทางของนางก็ไม่ได้ว่าอะไร หันไปคุยกับผู้คุมเกี่ยวกับตำหนักแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซูเซี่ยวลงชื่อยืมตำราเสร็จก็เดินออกไปทันที
หลังจากที่ซูเชี่ยวกลับไป
“นางเป็นอย่างไรบ้าง 1 เดือนมานี้ได้ก่อความวุ่นวายหรือได้มาทำงานครบตามกำหนดหรือเปล่า” เฟยซิ่นถามผู้คุมที่ดูแลตำหนักแห่งนี้
“ไม่เลยขอรับ นางทำครบที่ท่านบอกไว้” ผู้คุมกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม 1 เดือนมานี้หญิงสาวคอยช่วยงานเขาตลอด แถมยังไม่ถือตัวพูดคุยกับเขาตามปกติไม่เหมือนข่าวลือที่เขาได้ยินข้างนอก เฟยซิ่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยังไม่เชื่อ ครั้งที่แล้วเขาลงโทษนางให้ไปทำความสะอาดห้องเรียนแค่ 2 อาทิตย์แต่นางกลับเอาเงินจ้างคนอื่นให้ไปทำแทน ครั้งนี้เขาลงโทษนางไปตั้ง 1 เดือนแต่นางกลับทำจนครบด้วยตัวนางเองโดยที่ไม่บ่นเลยสักคำอย่างนั้นหรือ ด้านผู้คุมมองหน้าเฟยซิ่นที่ยังทำหน้าไม่เชื่อก็รีบพูดขึ้นว่า
“อ้อ หากท่านรองเจ้าสำนักไม่เชื่อดูตำราที่นายืมได้ขอรับ นางจะยืมทุกๆ 2 วันครั้งขอรับ” ผู้คุมพูดพลางยื่นหนังสือที่ไว้คอยบันทึกการยืมตำราให้เฟยซิ่นดู เฟยซิ่นรับหนังสือมาดูทีละหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาที่ตัวเองเห็น ในแต่ละหน้าจะมีชื่อซูเชี่ยวลงไว้ทุกหน้าอย่างที่ผู้คุมพูดไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากกว่าก็คือ ตำราทุกเล่มที่นางยืมล้วนเป็นตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังภายในทั้งสิ้น แล้วนางจะยืมไปทำอะไรทั้งที่นางไม่มีพลังภายใน เรื่องนี้เขามั่นใจเพราะตอนที่นางปลุกพลังเขาก็อยู่ด้วยและเห็นกับตา เฟยซิ่นยังคงสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงคืนหนังสือแก่ผู้คุมและเดินจากตำหนักใฝ่คุณธรรม
.
วันต่อมา
ซูเชี่ยวหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จนางก็กลับมาที่ห้องพักของตัวเอง วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟทางสำนักหยุดให้เป็นเวลา 3 วัน ศิษย์ที่บ้านอยู่ใกล้ล้วนพากันกลับรวมทั้งเจียอี่ก็เช่นกัน คนที่บ้านอยู่ไกลก็ออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดด้านนอกสำนัก ส่วนนางที่บ้านอยู่ไกลเช่นกันก็ทำได้แค่ส่งจดหมายกลับไป นางยังไม่เคยเจอกับพ่อและแม่ของเจ้าของร่างนี้เลยสักครั้ง แต่ก็ทำหน้าที่เเทนนางอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ ในภพก่อนนางโตมาท่ามกลางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำงานและส่งตัวเองเรียนจนจบ แต่ในร่างนี้ผู้มีพ่อและแม่กับเขาก็อยากที่จะทำให้เต็มที่ เพราะเจียอี่กลับบ้านจึงทำให้หญิงสาวไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอกคนเดียว จึงเลือกที่จะอยู่ที่ห้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังต่อ ซูเชี่ยวนั่งจดจ่อกับตำราประมาณ 1 ชั่วยามก็รู้สึกเมื่อยล้าจึงลุกขึ้นมองไปที่หน้าต่าง
“วันนี้หิมะไม่ตกแฮะ ออกไปลองโคจรพลังข้างนอกดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว” หญิงสาวคิดในใจ และหยิบตำราหนึ่งเล่มพร้อมเดินออกไป นางเลือกบริเวณม่านน้ำตกสูงหลังตำหนักใฝ่คุณธรรม เพราะวันหยุดแบบนี้ไม่มีคนอยู่แถวนี้ ไม่น่ามีใครที่จะมาอ่านหนังสือที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเป็นแน่ ซูเชี่ยวเลือกโขดหินใต้ต้นไม้ใหญ่และขึ้นไปนั่งขัดสมาธิจากนั้นเริ่มโคจรพลัง
ซูเชี่ยววางมือ 2 ข้างทำท่าเหมือนพนมมือโดยการแบมือ2 ข้างมาประกบแต่ไม่ชิดกัน จากนั้นเริ่มถ่ายทอดพลังออกมาโดยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มทำตามตำราที่นางอ่านมาหลายสิบรอบ หญิงสาวลองทำตามตำรากว่า10 รอบ ก็ยังไม่สำเร็จจึงคิดจะถอดใจกลับไปที่ห้องพัก
“ครั้งสุดท้าย” ซูเชี่ยวพูดกับตัวเอง และตั้งสมาธิอีกครั้ง ขณะที่นางเริ่มโคจรพลังที่ระหว่างฝ่ามือ2 ข้างของนางเริ่มปรากฏ แสงสีขาวขึ้นเรื่อยๆ และดับสลายหายไป ซูเชี่ยวยิ้มออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มเป็นอย่างที่ตำราบอกไว้แล้วแต่นางต้องตั้งสมาธิมากกว่านี้ จากนั้นเริ่มทำแบบเดิมใหม่อีกครั้งแสงสีขาวแบบเมื่อสักครู่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ามือของนางและค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มือของนางทั้ง2 ค่อยๆ กลางออก และเหงื่อที่หน้าผากของนางก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผากไปหมด ซูเชี่ยวที่ตอนนี้นางแทบทนรับพลังที่เกิดขึ้นระหว่างมือของนางไม่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมพลังที่ออกมามหาศาลได้จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่สะบัดมือขึ้นไปตามที่ที่นางก็ไม่รู้ว่ามันไปทางไหน แต่พลังนั้นกลับไปถูกกิ่งไม้ใหญ่ด้านบน ทำให้กิ่งนั้นหักลงมาที่นาง
“กรี๊ดดด” ซูเชี่ยวกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ แต่กับมีแสงสีแดงพุ่งมาที่กิ่งไม้นั้นแทน นางค่อยๆ ลืมตาดูกิ่งไม้ที่กระเด็นออกไปไกล
“เก่งนิสาวน้อย” เสียงทุ้มดังออกมาจากด้านข้างนาง ซูเชี่ยวยังไม่ได้ลืมตาก็ได้เย็นเสียงดังแว่วออกมาซะก่อน นางหันไปตามทิศทางของต้นเสียง ทันทีที่เห็นก็จำได้ดีเพราะรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของคนคนนี้ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาผมสีน้ำเงินเข้มอมเทา ด้วยตาสีเทาร่างกายดูสูงสง่า
“เป็นท่าน” หญิงสาวพูดออกไปทันทีที่เห็นเขา
“เป็นข้าเอง” ชายหนุ่มตอบและเดินเข้ามาหานาง
“ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าเมื่อสักครู่” ซูเชี่ยวพูดพลางยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความจริงใจ ชายหนุ่มเพียงยิ้มและพยักหน้า
“เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ เราเจอกันครั้งที่แล้วข้าลืมถาม” ชายหนุ่มถามขึ้นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่านางนามว่าอะไรจากป้ายที่นางทำตกไว้ครั้งที่แล้ว
“ข้านามเชี่ยว เเซ่ซูเจ้าค่ะ แล้วท่านเล่า”
“ข้ามีนามว่าเย่วซือ”
“ขอบคุณท่านเย่วชืออีกครั้ง หากท่านมีอะไรให้ข้าทำเป็นการตอบเเทนน้ำใจที่ท่านช่วยชีวิตถึง 2 ครั้งขอให้ท่านรีบบอก”
“ไม่เป็นอันใด ข้าเพียงผ่านมาและช่วยได้ทันเท่านั้น เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ” เย่วชือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีพูดขึ้น ไหนว่านางไม่มีพลังภายในอย่างไร
แล้วสิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่คงจะเรียกว่าไม่มีพลังไม่ได้ ขนาดพลังเขาที่อยู่ในระดับสูงสุดหลังจากที่เข้าไปปะทะพลังนางที่กิ่งไม้เมื่อสักครู่ ถึงกับทำให้มือเขาสั่นคงมีแค่พลังสูงสุดเท่านั้นที่จะทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ได้ ไม่เห็นเหมือนที่ลี่หยางเคยเล่าให้เขาฟังเมื่อ 1 ปีก่อนเลยสักนิดว่าเจ้าตัวไม่มีพลังและเข้ามาศึกษาที่นี่ได้เพราะอาศัยอำนาจของพ่อนาง และทำตัวเพื่อที่จะเข้าใกล้สหายของเขา สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นที่มุมปากและคิดในใจเรื่องนี้เริ่มสนุกขึ้นแล้วสิ
ด้านซูเชี่ยวที่เห็นชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร กำลังจะเอ่ยถามว่าคนนอกแบบเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็เห็นร่างคุ้นตาเดินเข้ามาจากทางตำหนักใฝ่คุณธรรมเขาไม่ใช่ใครแต่เป็นลี่หยางเจ้าสำนักวารีหยกแห่งนี้
“เจ้ายังไม่กลับอีกหรือ” ลี่หยางเดินเข้ามาและเอ่ยถามเย่วชือทันที โดยไม่ได้หันไปสนใจซูเชี่ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ วันนี้ลี่หยางและเย่วชือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีนัดคุยกันเรื่องการคัดเลือกผู้นำสำนักที่จะถึงอีก 1 เดือนนี้ หลังพูดคุยกันเสร็จเย่วซือก็ขอตัวกลับ เขาจึงคิดที่จะมาหาตำราอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม แต่เห็นทั้ง 2 คนกำลังยืนคุยกันจึงได้เดินเข้ามา
“พอดีข้าเจอสหายน่ะ เลยเข้ามาทักทาย” ก่อนที่พูดเขาก็เหลือบตามาที่ซูเชี่ยว
เห็นท่าทางของนางที่ทำเหมือนไม่อยากให้เขาบอกอะไรแก่ลี่หยางก็เข้าใจทันทีว่านางคงอยากให้เขาปิดบังเรื่องที่นางมีพลังแน่ๆ จึงไม่ได้พูดออกไป
“สหายกับนางงั้นเหรอ” ลี่หยางถามด้วยความสงสัย 2 คนนี้ไปสนิทสนมกันตอนไหนกันไม่ใช่พึ่งเจอกันครั้งแรกหรอกหรือ เย่วซือที่เห็นสีหน้าประหลาดใจจึงอยากที่จะแกล้งเขาต่อ
“ใช่" เย่วซือพูดเสร็จและหันมาพูดกับซูเชี่ยวต่อว่า
“อ้อ! เมื่อสักครู่แม่นางซูเชี่ยวบอกว่าหากมีสิ่งใดตอบแทนให้บอก งั้นวันนี้ข้าอยากที่จะชวนเจ้าออกไปเดินดูเทศกาลโคมไฟที่ด้านนอกกับข้าได้หรือไม่”
ซูเชี่ยวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ นางไม่เคยเห็นเทศกาลโคมไฟของคนที่นี่ก็อยากที่จะไปดู เพราะถ้าหากนางไปคนเดียวกลัวจะเกิดเรื่องเหมือนครั้งที่แล้วอีกและดูจากชายหนุ่มที่ทำตัวสนิทสนมกับลี่หยางก็น่าจะไม่มีพิษมีภัยอะไร แถมเจ้าตัวยังช่วยชีวิตนางถึง 2 ครั้ง
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงใส
“ไม่ได้” แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังออกมา ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนแต่เป็นเสียงของลี่หยางที่ยืนอยู่ข้างๆ
“นี่มันวันหยุด เจ้าจะห้ามนางไม่ได้” เย่วซือตอบแทนซูเชี่ยว
“เจ้ากับข้ามีเรื่องที่คุยกันยังไม่จบ”
“เรื่องอะไรของเจ้า งั้นก็ไปด้วยกันเถิด” เย่วซือเห็นเหตุผลที่ฟังไม่ได้ของลี่หยางก็พูดตัดบท และดึงเเขนลี่หยางให้เดินไป จากนั้นหันมาทางซูเชี่ยวเป็นการเชิญ
ซูเชี่ยวกลับไปห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนลี่หยางก็กลับไปเอาของที่ตำหนักหยกขาว ใช้เวลาประมาณ 1 เค่อทั้ง3ก็เดินทางออกจากสำนัก โดยลี่หยางยังยืนยันที่จะให้ซูเชี่ยวนั่งรถม้าร่วมกับตน โดยให้เหตุว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด ส่วนเขาที่เป็นคนดูแลสำนักที่นางอยู่ย่อมไม่เป็นไร
ณ จวนแม่ทัพแม่ทัพซูเจิน และซูเชี่ยวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมทุกคนในกองทัพ และแยกออกมาเพื่อกลับจวน เมื่อทั้งคู่ลงจากรถม้าก็เห็นซูเหวินและคนอื่นๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าจวน“เชี่ยวเออร์” ซูเหวินร้องเรียกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นซูเชี่ยวลงมาจาก รถม้า ซูเชี่ยวเดินเข้ามาหานาง และเมื่อมาถึงนางก็โดนสวมกอดทันที“ท่านแม่” ซูเชี่ยวเอ่ยขึ้นขณะที่โดนสวมกอด อบอุ่นจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ด้วยหน้าตาที่งดงามและคล้ายนางขนาดนี้ ทำให้นางเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นท่านแม่ของร่างนี้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าได้ความงามมาจากใคร นี่สินะที่เรียกว่างามล่มเมือง ขนาดอายุมากแล้วแต่ความสวยไม่ลดน้อยลงเลย“เชี่ยวเออร์ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน” แม่ทัพเจินที่เดินมาตามหลัง เมื่อได้ยินที่ฮูหยินพูดก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเเซวฮูหยินของตัวเอง“คิดถึงเเค่เชี่ยวเออร์เท่านั้นหรือ สงสัยข้าจะตกกระป๋องซะแล้ว” ขณะที่เเม่ทัพเจินพูดก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่จริง“ซูเหวินคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูเหวินพูดขึ้นและย่อกายลงมาเล็กน้อย“เข้าไปในจวนเถอะ” ซูเจินพูดพลางโอบทั้ง 2 คนเดินเข้าไปภายในจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ บริเวณโดยรอบร่มรื่น การตกแต่งสวนสวย
ในที่สุดการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ลี่หยางและทุกคนเดินทางมาถึงกองทัพที่ชายเเดนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงด้านหน้าค่ายกองทัพ ก็เห็นทุกคนมารอรับอยู่แล้ว เมื่อทุกคนลงมาจากรถม้าและหลังม้าได้ก็เดินเข้าไปที่หน้าค่ายพร้อมกัน ซูเจินแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรออยู่นานแล้ว ได้แต่ชะเง้อคอคอยดูอย่างร้อนรน เขาได้ข่าวว่าคณะเดินทางของสำนักวารีหยกถูกลอบทำร้ายก็ยิ่งทำให้เขายืนอย่างไม่เป็นสุข“คารวะท่านเเม่ทัพ” ลี่หยางพูดขึ้น และตามด้วยศิษย์คนอื่นๆ“คารวะเจ้าสำนักวารีหยก” ซูเจินพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดเสร็จก็ชะเง้อหน้ามองหาใครคนใดคนหนึ่ง“เชิญๆ” ซูเจินกล่าวขึ้นจากนั้นเดินนำเข้าไปด้านใน ลี่หยางถูกพาเข้ามาในกระโจมหลักทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เพียงรอแค่ด้านนอก ลี่หยางเข้าไปไม่นานก็ออกมาจากกระโจม พร้อมกับแม่ทัพซูเจินด้วยเช่นกันซูเจินกวาดตามองเหล่าศิษย์ของสำนักวารีหยกเพื่อหาใครสักคน จนสายตาไปสะดุดหญิงสาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ จากนั้นรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง“เชี่ยวเออร์” ซูเจินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นซูเชี่ยว ทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็หันมาตามทิศทางเสียง เป็นชายวัยกลางคนประมาณ 50 ต้นๆ ถึงอายุมากแล้วแต่กลับดูบึกบึ
การเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อเข้าเมืองหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง รอการตรวจป้ายเข้าออก ตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสงคราม ทำให้ทหารที่ประตูเมืองต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาก แต่ในระหว่างที่พวกเขารอตรวจอยู่นั้น ได้มีทหารจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา คนที่ขี่ม้านำหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือชุนฮวา ทันทีที่นางมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าทันที“ศิษย์ชุนฮวาคารวะอาจารย์” ชุนฮวากล่าวขึ้นเมื่อร่างกายถึงพื้น ลี่หยางเพียงพยักหน้ารับ เหล่าทหารกว่า 100 นาย ที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่ม ขณะตามชุนฮวามาด้วยก็รู้สึกตกตะลึง เขาคืออาจารย์ของนางจริงๆ หรือ เหตุใดถึงยังดูหนุ่มถึงเพียงนี้ ชุนฮวามีความสามารถจนขนาดฝ่าบาทยังเอ่ยชมไม่หยุดปาก ยกนางเหนือเหล่าทหารทุกคน เอ็นดูนางเหมือนลูกสาวแท้ๆ ขนาดเมื่อเจอเชื้อพระวงศ์ยังไม่จำเป็นต้องคำนับ ยกเว้นฮองเฮาและฮ่องเต้ ด้วยอายุยังน้อยของชายหนุ่มทำให้เหล่าทหารเหล่านั้นอดดูแคลนลี่หยางไม่ได้ชุนฮวามองไปโดยรอบพบว่ามีชาวบ้านมากมายต่อแถวเพื่อเข้าวังหลวง เกรงว่าธุระด่วนที่นางจะบอกอาจารย์คงพูดตรงนี้ไม่ได้ ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้นางจากนั้นเดินนำเข้าไปในรถม้า
วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ซูเชี่ยวต้องทำการทดสอบ เพราะพรุ่งนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่เมืองหลวงต้องออกเดินทางแต่เช้า ซูเชี่ยวมาทดสอบที่ลานกว้างในการทดสอบอย่างครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ศิษย์ทุกคนก็มาคอยให้กำลังใจนางเช่นเคย“สู้ๆ ศิษย์พี่” เสียงของศิษย์ที่มาเป็นกำลังใจเอ่ยเสียงตะโกนออกมา“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฟยซิ่นพูดขึ้นและนำลูกแก้วออกมาตรงหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเฟยซิ่นรองเจ้าสำนัก“ข้าขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ และผ่านการทดสอบ” เฟยซิ่นพูดอย่างให้กำลังใจหญิงสาวและถอยห่างลูกแก้วออกไป 3 ก้าวซูเชี่ยวมองไปที่ลูกแก้วที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นปล่อยพลังภายในออกมา ระหว่างมือนางปรากฏแสงสีขาว แต่ครั้งนี้เจิดจ้ากว่าทุกครั้ง แสงสีขาวที่หมุนรอบตัวนางหมุนแรงคล้ายพายุขนาดย่อม จนทำให้ตัวนางลอยขึ้นบนอากาศ เส้นผมพัดเป็นคลื่นด้วยเเรงมหาศาล จากนั้นลูกแสงพวกนั้น หมุนกันเป็นเกลียวขึ้นไปบนฟ้ารวมกันเป็นเเสงลูกใหญ่ และพุ่งลงมาที่ตัวหญิงสาวขณะลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเเสงสลายหายไปเกิดรูปผีเสื้อเล็กๆ สะท้อนแสงที่ระหว่างคิ้ว หญิงสาวค่อยๆ ทะยานลงสู่พื้นดินช้าๆ เมื่อเท้านางเเตะที่พื้นรูปผี
หลังกลับมาจากตำหนักหยกขาววันนั้นซูเชี่ยวก็เอาแต่ซ้อมตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้พักผ่อนร่างกาย อยากที่จะบรรลุถึงระดับ 60 เร็วๆ เพราะการเพิ่มระดับช่วง50-60 เป็นช่วงที่พลังภายในเพิ่มขึ้นยากที่สุดซูเชี่ยวพึ่งกลับมาจากตำหนักเมี่ยนเปาหลังจากทานอาหารกลางวัน นางคิดว่าจะกลับมางีบหน่อย ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบกับขนมกุ้ยฮวาอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ใครเอามาให้” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา จากนั้นยกจานที่ใส่ขนมขึ้นเพื่อจะชิมขนม แต่เมื่อยกขึ้นก็เห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ“อย่าฝึกหนักจนเกินไป การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ” ซูเชี่ยวอ่านตามกระดาษโน้ตนั้น“ชื่อก็ไม่เขียน ใส่ยาพิษหรือเปล่าเนี้ย” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ก้มลงไปสูดดมที่ขนมทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงนั่งกินขนมด้วยความเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงงีบนอนหลังกินขนมเสร็จ ซูเชี่ยวหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม ตื่นมาอีกทีก็ยามอิ๋นแล้ว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงียอยู่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าสำนักที่กำลังนั่งมองนางอยู่“เป็นไปไม่ได้” ซูเชี่ยวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาตัวเองเพื่อไล่อาการงัวเงียให้ห
การสอบเพื่อจบการศึกษาของสำนักวารีหยก แบ่งเป็นการสอบทฤษฎีและปฏิบัติ ในการสอบทฤษฎีศิษย์ทุกคนต้องมีคะแนนสอบมากกว่าครึ่งจึงถือว่าผ่าน ส่วนการสอบปฏิบัติเป็นการทดสอบพลังภายในที่ต้องเพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่เข้ามาศึกษามากกว่า 60 ส่วนขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้จึงถือว่าผ่านและสามารถจบการศึกษาได้ ฉะนั้น3 อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษย์ทุกคนในชั้นปี 5จึงกระตือรือร้น และมักหมกตัวอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเพื่อหาความรู้ใส่ตัว และบางคนก็ทบทวนความรู้ที่ผ่านมา ส่วนพลังภายในเป็นเรื่องที่ไม่มีศิษย์คนใดเป็นกังวลมากนัก เพราะตลอดระยะ 5 ปีที่ศึกษามาทุกคนต่างฝึกฝนมาอย่างดีจนบางคนเพิ่มขึ้นมาจนถึง 80 ส่วน แต่นั้นก็ยังเป็นพลังภายในขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่กับซูเชี่ยวที่มีพลังขั้นสูงสุดการที่จะเพิ่มพลังภายในขึ้นได้ย่อมยากเย็นมากกว่าการเพิ่มพลังภายในขั้นกลางและขั้นสูง ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนอย่างหนักช่วงที่ฝึกกับเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นพลังนางก็ยังอยู่ระดับที่45 ฉะนั้นตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ถึงนางจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่ระดับพลังก็ยังไม่ถึง 60 ตอนนี้อยู่แค่ 53 เท่านั้นเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นที่จะถึงวันที่ทำการทดสอบ นางจ







