เข้าสู่ระบบซุนเจิงและเหอลี่อิงเข้าไปยังโรงแรมหรูที่มีภัตตาคารรสเลิศอยู่ด้านบนสุดไว้คอยให้บริการ ภัตตาคารที่พวกเขาเคยมานั้น บัดนี้ตกแต่งใหม่จนโอ่อ่า ผู้คนมากมายคลาคล่ำ ทว่าภัตตาคารที่ทั้งคู่ตั้งใจมา ทุกโต๊ะต่างถูกจองด้วยนายทหารยศใหญ่ที่ซุนเจิงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง และนักธุรกิจคนหนึ่งที่ก็เคยได้ยินชื่อไม่ต่างกัน นายทหารยศใหญ่คบค้ากับพวกนักธุรกิจ อย่างไรเสียเรื่องนี้ไม่สามารถคาดการณ์ไปในทางที่ดีได้เลยแม้แต่น้อย
“เรากลับไปกินที่บ้านไหม เดี๋ยวฉันทำให้กินเอง” เหอลี่อิงเสนอ
ส่วนซุนเจิงก็ได้แต่ทอดถอนใจ แม้จะไม่พอใจกับการทำตัวใหญ่โตคับเมืองเช่นนี้ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องเช่นกัน ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเขาเป็นอย่างดีว่าไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น อีกทั้งเรื่องไม่น่าไว้ใจนี่ก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขาแม้แต่น้อย เขาเป็นเพียงคนแก่ที่รอวันตาย ไม่ใช่นายทหารคนนั้นที่บุกตะลุยทุกที่อย่างไม่กลัวตายในวันวาน
วัยรุ่นเลือดร้อน นอกคอก ผู้ใหญ่ดื้อรั้นไม่ฟังคนอื่น และคนแก่ไร้เหตุผล คนจำพวกนี้เขาเกลียดนักหนา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเขาเคยเป็นอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด และเพราะเคยเป็น ตอนนี้จึงได้แต่เดินหันหลังให้กับความไม่ได้ดั่งใจ กลับออกจากภัตตาคารหรูพร้อมภรรยา แต่ยังไม่ทันจะก้าวเข้าลิฟต์ เสียงสัญญาณที่ไม่ควรจะดังก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลุ่มคนมากมายที่วิ่งกรูกันออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ต่างคนต่างวิ่งกันไปคนละทิศละทาง พร้อมทั้งตะโกนร้อง ‘ไฟไหม้’ ดังไปทั่วบริเวณ
ซุนเจิงมองเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยสติ สายตาสังเกตไปทั่วบริเวณว่าช่องทางสำหรับหนีไฟในเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ที่ใด และเขาก็สัมผัสได้ว่ามือของตนมีมือของเหอลี่อิงกุมไว้แน่นราวกับว่าเธอกำลังหวาดกลัว ในขณะที่ซุนเจิงมองหาบันไดหนีไฟเจอ เขาก็กระชับมือที่เกาะกุมมือของเหอลี่อิงไว้แน่นยิ่งกว่าเก่า พาเธอเดินไปทางนั้น แต่ระยะทางไม่ถึงสองร้อยเมตรกลับก้าวเดินอย่างยากลำบากเพราะคนมากมายก็กรูเข้าไปเช่นกัน อีกทั้งยังถูกขวางไว้ด้วยชายฉกรรจ์ส่วนหนึ่งที่ตะคอกด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างกับคนมากมายที่กำลังหนีจากความตาย
“ถอยไป ให้นายท่านกับท่านประธานไปก่อน!”
ซุนเจิงมองการกระทำทุกอย่างด้วยสายตาเวทนา จ้องคนที่ถูกเรียกว่านายท่านและท่านประธานอย่างหยามหมิ่น
“พานายท่านกับท่านประธานไปชั้นดาดฟ้า เฮลิคอปเตอร์มารออยู่แล้ว เร็วเข้า!”
“เวลานี้ยังจะมาใช้อำนาจอีกหรือเจ้าลูกหมา!” เหอลี่อิงหันขวับมองสามีข้างกายที่ตะโกนออกไปเมื่อครู่นี้ ส่วนตนเองก็ไอออกมาโขลกใหญ่เมื่อเริ่มมีกลุ่มควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณ
“นี่ตาแก่ อยากตายนักหรือไง!”
“ฉันไม่พูด ฉันก็ต้องตายเพราะสำลักควันรอให้ลูกหมาอย่างพวกแกไปก่อนอยู่ดี! คนเขาจะหนีตายกัน มีสิทธิ์อะไรมาห้าม เป็นทหารไม่ใช่รึ กลัวตายขนาดนี้ ไม่นอนอยู่บ้านไปเสียล่ะ มาเป็นทหารทำไมกัน!” ซุนเจิงพูดจบก็ถูกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่เข้ามาผลักจนล้มไปกองที่พื้น โดยเหอลี่อิงก็เสียหลักไปด้วยเช่นกัน
“ไม่ต้องไปสนใจ พานายท่านกับท่านประธานออกไป ฉันจัดการตาแก่นี่เอง!”
ผู้คนชุลมุนวุ่นวายกันอีกครั้งเมื่อคนสำคัญทั้งสองถูกกันให้ออกไปแล้ว แต่ซุนเจิงและเหอลี่อิงยังคงอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม
“ปากดีนัก ก็หาทางออกจากที่นี่เองแล้วกัน” ประตูทางหนีไฟถูกปิดด้วยชายฉกรรจ์เมื่อครู่นี้ซึ่งผลักซุนเจิงล้มลงไปกองกับพื้น อีกทั้งยังกักคนทั้งคู่ไว้ภายใน ในขณะซุนเจิงเองก็พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเปิดประตูหนีไฟนั้น แต่ก็เกินกำลังของคนแก่อย่างเขา เสียงไอที่ดังขึ้นไม่หยุดพร้อมกับควันที่เต็มไปทั่วบริเวณจนมองอะไรไม่เห็นทำให้ซุนเจิงกลับมาหาเหอลี่อิงอีกครั้ง
“นี่เธออย่าเพิ่งหลับสิ!” ซุนเจิงตะโกนห้ามเสียงดัง แต่อีกฝ่ายก็ค่อยๆ สิ้นสติไปทีละนิด “เธอจะมาตายอย่างนี้ได้ยังไงกัน เธอยังไม่ได้หย่ากับฉันเลยนะยายแก่ อย่าเพิ่งรีบตายสิ!”
“ตาแก่บ้า...”
ซุนเจิงไอออกมาโขลกใหญ่ แต่เขากลับพุ่งความสนใจไปยังภรรยาของตน และแสงสว่างเล็กๆ ของเขาก็ปรากฏขึ้นในวินาทีสุดท้าย เมื่อประตูที่ขังคนทั้งคู่เอาไว้เกิดถูกแรงปะทะจากด้านนอกจนเปิดออกในที่สุด เผยให้เห็นชายหนุ่มที่คุ้นตากำลังวิ่งมาหาพวกเขา
“อี้หมิง” ซุนเจิงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เข้ามาช่วยเหลือ
“ไปกันเถอะครับคุณปู่ เดี๋ยวผมอุ้มคุณย่าลงไปเอง คุณปู่เดินไหวไหมครับ หรือจะขี่หลังผม”
“ไหว เธอพาลี่ลี่ลงไป” ซุนเจิงตอบกลับ มองภรรยาถูกอุ้มโดยหลานชายข้างบ้านที่กำลังวิ่งไปยังประตูหนีไฟ โดยเขาเองก็กำลังจะตามออกไปเช่นกัน แต่การสูดกลิ่นควันที่นานเกินไปก็ทำให้ซุนเจิงทรุดตัวลงและหมดสติก่อนจะก้าวลงบันไดหนีไฟด้วยซ้ำ
จบแล้วหรือ จบง่ายขนาดนี้เลยหรือ...
“ใต้เท้า! ตื่นเถิดขอรับ เกี้ยวเจ้าสาวจะมาถึงแล้ว!”
ลมแห่งการเปลี่ยนผันของฤดูกาลผันผ่าน ร่างบอบบางหนาวสะท้าน แต่กลับอุ่นขึ้นทันตาเมื่อมีคนโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้ม“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งออกมา มันหนาว” บุรุษที่ยืนซ้อนกายกอดภรรยาจากด้านหลังเอ่ยขึ้น “ฉันรักเธอนะลี่ลี่”“หืม เป็นอะไรไป มาบอกรักอะไรตรงนี้”“เมื่อเช้าลืมบอก เลยมาบอกตอนนี้แทนไง” เหอลี่อิงหัวเราะชอบใจ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับคำบอกรักของซุนเจิง“แล้วนี่...ตัวเล็กยังไม่มาอีกหรือ” มือกร้านเคลื่อนไปยังหน้าท้องที่กลับมาแบนราบอีกครั้งหลังจากการคลอดบุตรชาย ด้วยหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จะเริ่มงอกเงยอีกครั้ง“ยัง...แต่รอให้ซุนจิ้นเหอโตอีกสักหน่อยจะดีกว่า ดูเสี่ยวหยางสิ หัวหมุนไปหมดแล้ว”“ครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”“ฉันรู้ แต่เรื่องนี้บังคับกันได้ที่ไหน”“ถ้าเป็นผู้ชายฉันก็รัก เพราะเป็นลูกฉันกับเธอ”“ฉันคิดไม่ออกเลย หากเราไม่มาอยู่ที่นี่ ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะหย่ากับคุณได้
สองเดือนผ่านไป“ซุนเจิง หลิวจวินนำสารจากรัชทายาทมาให้” เหอลี่อิงร้องเรียกสามีที่กำลังหน้าเครียดทำงานกองเท่าภูเขา ส่งสารที่น่าจะสำคัญไม่น้อยให้แก่ซุนเจิงซุนเจิงรับสารจากภรรยาและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่เขากลับคิดผิดถนัด ใบหน้าที่เคร่งขรึมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับภรรยา“เตรียมรับขวัญหลานได้แล้วยายแก่”“หมายความว่าอย่างไร”“ชายาของรัชทายาทตั้งครรภ์แล้ว”เหอลี่อิงดีใจจนไม่อาจซ่อนความรู้สึกไว้ได้ ใบหน้าฉายยิ้มกว้างและเดินไปบอกข่าวดีกับคนเสียทั่วจวน จนซุนเจิงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา แล้วกลับมาสนใจสารในมืออีกครั้ง นับว่าไม่เสียแรงที่เขาปากเปียกปากแฉะบ่นเจ้าเด็กโข่งนั่นไป!.สองปีผ่านไป“อย่าเขียนตำราเล่นสิ นั่นของพี่นะ”“เหมยเอ๋อร์ อย่าฉีกตำราสิ แล้วพี่จะเอาอะไรอ่านล่ะ”“ไม่ๆ เสี่ยวเหอ พี่บอกว่าอย่าเขียนเล่นอย่างไรเล่า”&ld
เว่ยหลางเดินมาหาหวังซูเหยาพร้อมกับใต้เท้าซุน เว่ยหลางไม่กล้าสบตากับชายาของตนเองด้วยซ้ำไป เขาเอาแต่มองฮูหยินของใต้เท้าซุน ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้“เรากลับกันดีกว่า ป่านนี้ลูกโยเยแล้วกระมัง” ซุนเจิงเอ่ยพลางจูงมือของเหอลี่อิงให้มายืนข้างตน มองหนุ่มสาวที่มีท่าทีเก้กังก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ประเดี๋ยวข้าและฮูหยินจะกลับแล้ว” ซุนเจิงรีบเอ่ยขึ้น ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีหน้าและหยิบยกเอาเขาและเหอลี่อิงมาเป็นข้ออ้าง และเมื่อพูดจบก็รีบจูงมือเหอลี่อิงกลับออกจากตำหนักบูรพา ใบหน้าทั้งสองประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย เรื่องหลังจากนี้จะดีหรือร้าย ทั้งสองไม่อาจเข้าไปยุ่งได้เว่ยหลางมองใบหน้าของสตรีที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน หวังซูเหยายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาจนถึงขั้นหันหลังและหนีเข้าห้องไป โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว“ได้ หวังซูเหยา เราจะได้เห็นดีกัน!”เว่ยหลางเก็บงำความในใจมากมายต่อสตรีที่หันหลังให้เขาไว้ แ
เมื่อเข้าตำหนักบูรพา เหอลี่อิงก็แยกตัวไปคุยกับชายาของรัชทายาททันที โดยทิ้งให้ซุนเจิงอยู่กับเว่ยหลางที่นั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก“นั่งหน้าเครียดอย่างนี้ นางคงไม่หายโกรธท่านง่ายๆ ใช่หรือไม่” บุรุษที่ถูกภรรยาทิ้งให้อยู่กับต้นตอของปัญหาอย่างเว่ยหลางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้กับตนเองและรัชทายาทที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน“เมื่อวานข้าไปหานางมา ท่านรู้ไหมว่าข้าเจออะไร”ซุนเจิงขมวดคิ้วเชิงตั้งคำถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเจอนั้นคือสิ่งใด“นางเขวี้ยงแจกันใส่ข้า! แจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดีที่ข้าหลบทัน ไม่อย่างนั้นหัวข้าคงแตกพอๆ กับแจกัน”ได้ยินคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วเป็นปมเชิงสงสัย ท่าทีเช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยประสบมาบ้าง “แปลกๆ นะ เหมือนตอนฮูหยินข้าตั้งครรภ์เลย อารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านางตั้งครรภ์แล้วหรือ”“ไม่ใช่” เว่ยหลางปฏิเสธทันควัน “เมื่อวันก่อนนางเป็นลมหมดสติไป ข้าให้หมอหลวงไปตรวจมาแล้ว หมอหลวงบอกว่านางเครียด ประจวบเหมาะกับโมโหเรื่องข้าจนถึงขั้นเป็นลมไป”“ถ้า
ซุนเจิงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเท่านั้น อย่างเช่นในตอนนี้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะสอนเด็กหนุ่มที่ข้องใจในความสัมพันธ์ประหลาดให้ได้เข้าใจ และกลับไปง้อขอคืนดีกับภรรยาของตนเอง...“ก็บอกแล้วว่าให้พูดดีกับนางหน่อย ใจร้อนแล้วพาลใส่เธอ ผลก็เป็นอย่างนี้แหละ” ซุนเจิงเอ่ยพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม สายตามองไปยังเว่ยหลางที่กำลังคิดไม่ตก เว่ยหลางเอ่ยแต่เพียงว่ามีเรื่องให้ต้องคิดมาก งานของรัชทายาทนั้นมากมายจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอมีเวลาพักก็รีบตรงดิ่งไปหาชายาของเขาอย่างหวังซูเหยาในทันที แต่ก็มิวายเผลอทำตัวไม่ดีใส่ เพียงเพราะนางเซ้าซี้ถามเรื่องงานและเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป และสรุปจบสุดท้ายคือหวังซูเหยางอนแน่นอนว่าเหอลี่อิงที่นั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยนั้นเข้าข้างสตรีด้วยกันอย่างไม่ต้องวิเคราะห์รูปการณ์ใดๆ เลย ส่วนเขาก็พอจะเห็นด้วยกับหวังซูเหยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาทราบดีว่าเวลานี้ควรวางตัวไม่เป็นกลาง และด้วยประสบการณ์ที่มีทำให้เขาเลือกข้างภรรยาโดยไม่ต้องยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น“ข้าเหนื่อยเลยหลุดปากไปเท่านั้น”
“ใต้เท้า!” หลิวจวินตะโกนขึ้นเสียงดัง จนเว่ยหลางและซุนเจิงที่สนทนากันอยู่ต้องหันกลับไปมอง ขุนนางที่ออกจากจวนเพื่อมาหารือเรื่องงานกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาถึงกับชะงักการกระทำทุกอย่าง เพราะว่าหลิวจวินนั้นถูกรัชทายาทกำชับให้เฝ้าจวนของเขาไว้ แต่หากอีกฝ่ายหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ แสดงว่าย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นที่จวนเป็นแน่“มีอะไร ใครเป็นอะไร!” ซุนเจิงเอ่ยถามคนที่หอบเหนื่อย แต่พยายามจะพูดกับเขา“ฮูหยิน...ฮูหยินจะคลอดแล้วขอรับ”“คะ...คลอด!” คนที่ได้ยินเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้เขาอยู่กับเหอลี่อิงตลอดเวลาจนแทบจะกลายเป็นเงาตามตัว แต่พอวันนี้เขาออกมาจากจวนได้ไม่เท่าไร นางก็คลอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น! ให้มันได้อย่างนี้สิ!ซุนเจิงพยายามตั้งสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกลให้เข้าที่ และรีบออกจากตำหนักบูรพาทันทีโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เว่ยหลางและหลิวจวินเองก็ตั้งรับเรื่องนี้ไม่ถูกเช่นกัน ทั้งสองมีท่าทีตื่นตระหนกทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ ใต้เท้าซุนก็ออกจากตำหนักบูรพาไปเสียแล้ว“หลิวจวินเจ้า...เจ้า
“ใจเย็นก่อนใต้เท้า” รัชทายาทเอ่ยปรามขุนนางที่มีทีท่าไม่พอใจเขาด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็แค่มีเรื่องสงสัยเท่านั้น แต่ว่ามีเพียงท่านและฮูหยินที่จะไขความกระจ่างนี้ได้ หากท่านยังไม่อยากจะบอกข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เรายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องกระทำ”ซุนเจิงหันมองหน้าเหอลี่อิงพร้อมทั้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด ส่วนเห
ซุนเจิงเดินกลับออกมาจากตำหนักบูรพาอย่างไร้ทิศทาง เขาเดินเนิบนาบไปตามท้องถนนที่บัดนี้เริ่มพลุกพล่าน บางคนก็เมาสุราขณะที่โอบสตรีออกจากหอคณิกา บ้างก็เริ่มค้าขายในยามค่ำคืน บ้างก็รื่นเริงอยู่ในโรงน้ำชา ทุกคนบนถนนสายนี้มีจุดมุ่งหมาย ต่างจากเขาที่กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใดก็ยังไม่ทราบ ได้แต่เดินไร้ทิศทางไปเร
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อย ประเดี๋ยวฉันพิการขึ้นมา เธอจะเดือดร้อนเอานะยายแก่” ซุนเจิงโอดครวญโดยที่ตัวเขานอนราบไปกับเตียง ส่วนคนที่เขาบ่นก็แทบจะนั่งอยู่บนแผ่นหลังของเขาอยู่รอมร่อ ใครจะไปคิดว่ารัชทายาทผู้นั้นจะตัวหนักถึงเพียงนี้ ให้ตายเถิด นี่ขนาดเขาอยู่ในร่างของบุรุษที่ยังหนุ่ม
“เป็นอะไรไป มองฉันทำไมหรือ” เมื่อคนที่ถูกจ้องมองเอ่ยทัก เหอลี่อิงจึงละสายตาออกจากเขาและเอ่ยปัด ก่อนจะเดินไปหาเสี่ยวหยาง จับจูงมือน้อยๆ ของเด็กชายเอาไว้และออกเดินต่อ ทว่าในใจนั้นสับสนอย่างประหลาด หรือว่าการกลับมาอยู่ในร่างที่ยังไม่ร่วงโรยจะทำให้เธออ่อนไหวประหนึ่งหญิงสาวไร้เดียงสากัน







