LOGIN“ใต้เท้า! ตื่นเถิดขอรับ เกี้ยวเจ้าสาวจะมาถึงแล้ว!” เสียงที่ดังขึ้นข้างๆ หูทำให้ซุนเจิงเริ่มขยับรู้สึกตัว ปรือตาราวกับคนกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่กระนั้นเสียงเรียกที่รบเร้าอยู่ข้างๆ ก็น่ารำคาญเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้
เมื่อฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักราวกับมีก้อนหินมหึมากดทับเอาไว้ก็ต้องชะงัก เมื่อดวงตาที่เคยพร่ามัวด้วยวัยอันร่วงโรยบัดนี้กลับแจ่มชัดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่นั่นยังไม่น่าแปลกใจเท่าเพดานที่เขานอนมองอยู่นี่
มันคือที่ไหนในโลกกันละเนี่ย!
ความสับสนประดังประเดเข้ามาไม่หยุด พลันมองไปข้างกายยิ่งตื่นตะลึงกว่าเก่า ซุนเจิงรีบชันกายลุกขึ้นนั่งในทันทีเมื่อพบกับคนแปลกหน้าที่มีท่าทีร้อนรนอยู่ข้างกาย
“นี่แกเป็นใคร?! ไอ้นายพลนั่นมันจับฉันมาขังไว้ใช่ไหม แล้วนี่เมียฉันอยู่ไหน?! แกพาเหอลี่อิงไปไว้ที่ไหน!” ซุนเจิงพ่นคำถามไปมากมาย แต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมา อีกทั้งยังมีสีหน้าตื่นตะลึงมองเขาด้วยท่าทีฉงนสนเท่ห์ ก่อนเข้ามาเกาะขาทั้งสองข้างของเขาไว้ ใบหน้าสลดราวกับว่าเขาคือคนที่น่าสงสารและน่าเวทนาเกินผู้ใด
“โถ...ใต้เท้า ท่านคงเสียใจมากใช่หรือไม่ขอรับ ที่ถูกจับแต่งงานเช่นนี้”
ซุนเจิงมองชายหนุ่มที่เรียกเขาว่าใต้เท้าอย่างแปลกใจ ใบหน้าของชายที่ปานจะร่ำไห้เต็มไปด้วยความเศร้าสลด ประหนึ่งว่าชีวิตของเขาจะดีหรือร้าย อีกฝ่ายต้องรับผิดชอบเสียอย่างนั้น
“เดี๋ยวๆ นี่มันอะไรกัน”
“นี่ใต้เท้าเสียใจจนฟั่นเฟือนเลยหรือขอรับ?! ความผิดของหูชิงเองขอรับ หูชิงไม่อาจดูแลใต้เท้าได้ ใต้เท้าจึงฟั่นเฟือนถึงเพียงนี้ ข้าน้อยผิดไปแล้ว”
หลังจากฟังชายที่กำลังร่ำไห้พร่ำพรรณนา ซุนเจิงก็ยิ่งทวีความสงสัยพลางสังเกตโดยรอบอย่างถ้วนถี่ อีกทั้งชุดที่ตนเองสวมใส่ ยิ่งไปกว่านั้นคือยามที่มองเห็นมือของตนเองในเวลานี้ ซุนเจิงก็ตกใจขึ้นมาอีกหน!
เขาลูบคลำเนื้อตัวอย่างตื่นตระหนก ร่างกายนี้ทำไมถึงได้...
ซุนเจิงรีบลุกขึ้นเดินไปยังกระจกบานหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก พลันก็พบกับเรื่องเหลือเชื่อกว่าทุกสิ่งที่เขาได้ยินหรือได้เห็นมาเมื่อครู่นี้...
“ไม่จริง!”
ภาพที่สะท้อนบนกระจกคือเขาเอง...แต่เป็นเขาเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว!
เขาที่ยังหนุ่มแน่น ไม่ใช่คนแก่เช่นก่อนหน้านี้ นี่มันอะไรกัน?!
ซุนเจิงเค้นความทรงจำสุดท้ายก็มีเพียงแค่ภาพของเหอลี่อิงที่ถูกอี้หมิงอุ้มลงบันไดหนีไฟไหม้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้...
เขาเสียการทรงตัวไปเล็กน้อยเมื่อศีรษะปวดหนึบขึ้นมากะทันหัน พลางทรุดตัวลงกับพื้น โดยมีเจ้าเด็กหนุ่มที่ชื่อหูชิงเข้ามาประคองตัวไว้ แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เมื่อมีอะไรต่อมิอะไรปรากฏอยู่ในความทรงจำ แต่มิใช่ความทรงจำของเขา...
“ซุนจ้าวเฟิง...” ซุนเจิงเอ่ยชื่อหนึ่งขึ้นมาด้วยเสียงแผ่วเบา มันไม่ใช่ชื่อของชายแปลกหน้า แต่เป็นชื่อของร่างนี้ที่เหมือนเขาตอนหนุ่มๆ ราวกับคนคนเดียวกัน
ซุนเจิงนั่งประมวลข้อมูลมากมายที่ได้รับ บัดนี้เขาอยู่ในยุคสมัยหนึ่งในอดีตอันไกลแสนไกลจากโลกปัจจุบัน และตอนนี้เขาไม่ใช่ซุนเจิง แต่เป็นซุนจ้าวเฟิง ขุนนางผู้ช่วยเสนาบดีกรมคลัง หรือรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง ขุนนางที่ก้าวหน้าทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน เกิดในครอบครัวที่เป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน
และบัดนี้ก็กำลังถูกจับแต่งงาน...
ให้ตายเถอะ! ขนาดโผล่มาอยู่ในอดีตเช่นนี้แล้ว เขายังหนีการถูกจับแต่งงานไม่พ้น นับว่าเป็นเรื่องน่าเวทนาเหลือเกิน! ก่อนหน้านี้ก็ถูกจับแต่งงาน บัดนี้ก็ยังใส่ชุดแดงจะถูกจับไปเข้าพิธีในไม่อีกกี่อึดใจ
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ก็หมายความว่าเขาตายแล้วหรือ? เขาตายอยู่ในโรงแรมแห่งนั้นหรือ!? แล้วยายแก่เหอลี่อิงจะเป็นอย่างไรบ้างล่ะ แต่ก็คงไม่น่าห่วงอะไรกระมัง เพราะอี้หมิงเป็นคนพาตัวเหอลี่อิงลงไปแล้ว อย่างนั้นเขาจะเป็นอะไรก็ช่าง ตอนนี้จะเกิดใหม่ในร่างใครก็ช่าง นับว่าสวรรค์ให้กำไรชีวิตคนแก่ๆ ใกล้ตายอย่างเขาได้เกิดใหม่ก็แล้วกัน! แม้จะในยุคอดีตก็ตามที แต่อย่างน้อยก็ยังได้ใช้ชีวิต อีกอย่างร่างกายนี้ก็เหมือนเขาตอนหนุ่มๆ ทุกประการ การอยู่ในร่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ฝืนใจแต่อย่างใด
ความจริงซุนเจิงชมชอบอยู่มากทีเดียว เพราะเหมือนว่าเขาได้กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง แต่เรื่องที่ไม่พอใจก็คงจะเป็นเจ้าสาวที่เขาถูกจับแต่งงานด้วยกระมัง ทำไมหนอชีวิตของซุนเจิงถึงหนีเรื่องแบบนี้ไม่พ้นเอาเสียเลย
ตัดพ้อชีวิตอยู่ภายในใจ ก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ในขณะกำลังอยู่ในพิธีแต่งงานที่หนีก็ไม่ได้ หลบก็ไม่พ้น สุดท้ายจึงต้องมายืนคำนับฟ้าดินอย่างเชี่ยวชาญ...ก็จะไม่ให้เชี่ยวชาญได้อย่างไร ก็นี่นับว่าแต่งงานครั้งที่สองแล้ว อีกอย่างประเพณีตอนนี้กับตอนที่เขาแต่งงานกับเหอลี่อิงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้นซุนเจิงจึงทำทุกอย่างโดยไม่มีอาการเก้กังแม้แต่น้อย เพียงแค่มีสีหน้าเบื่อโลกก็เท่านั้น
ส่วนสตรีที่อยู่ข้างกายก็เหมือนจะมีทีท่าเช่นเดียวกัน เธอไม่ได้มีอาการประหม่า และเขาสัมผัสได้ว่าเธอเบื่อหน่ายโลกใบนี้ไม่ต่างกัน สตรีข้างกายมีชื่อว่า ‘เหอเสี่ยวอิง’ สตรีที่ซุนเจิงได้ยินชื่อก็ขยาดขึ้นมาอย่างไรชอบกล
นี่ไม่ใช่แค่ว่าเขาหนีการถูกคลุมถุงชนไม่ได้ แต่ยังหนีสตรีตระกูลเหอไม่ได้อีกด้วย!
จะกี่ร้อยกี่พันปี เขาก็ยังจะต้องแต่งงานกับสตรีแซ่เหอตลอดไปอย่างนั้นรึ?!
พิธีการต่างๆ ราบรื่นเสียจนซุนเจิงรู้สึกว่ามันราบรื่นเกินไปหรือไม่ หรือมันอาจจะแปลกตั้งแต่เขายอมแต่งงานทั้งๆ ที่เพิ่งจะรับรู้เรื่องราว แต่จะทำอย่างไรได้ ก่อนหน้านี้ซุนจ้าวเฟิงพยายามหนีการแต่งงานแทบตาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เอ่ยปัดอย่างไรก็ไม่ได้ เช่นนี้แล้วเขาจึงปล่อยเลยตามเลย อย่างไรเสียใช่ว่าจะไม่คุ้นชินกับการถูกบังคับเช่นนี้ อย่างมากวันนี้เขาก็คงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวตอนอยู่ในห้องหอ และบอกให้เธอต่างคนต่างอยู่ไปเท่านั้น
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







