Se connecterสองบุรุษต่างวัยของตระกูลเยี่ยได้มานั่งร่ำสุราเป็นการส่วนตัวกับหลี่หลงและเฉินอี้เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางไปยังจี้เฉินในอีกสองเดือนข้างหน้าโดยมีหลี่ลี่อิงแอบฟังอยู่ใกล้ๆ
“เจ้าพร้อมจริงหรือหยวนซี การไปจี้เฉินคราวนี้เจ้าอาจจะเป็นอันตรายได้”
“ข้าพร้อมแล้วท่านพ่อ ข้ามั่นใจว่าข้าเองก็มีฝีมืออยู่พอตัว อีกทั้งเหอหลางก็คงแก่ชราลงมากแล้ว ข้าคิดว่าคงจะเอาชนะเขาได้ไม่ยาก” เยี่ยหยวนซีพูดอย่างมั่นใจ
ท่าทีที่ดูสง่าและน่าเกรงขามนั้นทำให้หลี่ลี่อิงที่แอบมองอยู่อมยิ้มด้วยความชื่นชม
“หัวหน้าเฉินท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร” เยี่ยฟู่ตงหันไปถามความเห็น
“คุณชายเยี่ยฝีมือล้ำเลิศนัก ที่ผ่านมาปราบเหล่าโจรป่าได้อย่างสบาย เพียงแต่ที่ข้าห่วงคือกลุ่มโจรที่ปกครองโดยเหอหลางนั้นมีความเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก ข้าเกรงว่าอาจเพลี่ยงพล้ำแก่แผนการเจ้าเล่ห์นั้นเสียมากกว่า”
“ที่ปู่ของเจ้าเพลี่ยงพล้ำก็เป็นเพราะเหอหลางออกอุบายให้ปู่เจ้าหลงกลเช่นกัน ข้าเองก็อดห่วงไม่ได้” เขาหันไปพูดกับบุตรชายด้วยท่าทางที่ดูเป็นกังวล
“เอาเถอะท่านเยี่ย มาถึงขนาดนี้แล้วห้ามไปก็เท่านั้นหลานเยี่ยเองก็มีความสามารถรอบด้าน ฝีมือการต่อสู้ก็เยี่ยมยุทธ ด้านการวางแผนก็ล้ำเลิศ ข้าเชื่อว่าหลานเยี่ยต้องปราบเหอหลางได้แน่” หลี่หลงกล่าวอย่างชื่นชม ทำให้เยี่ยหยวนซีนั้นก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณที่เขาช่วยพูดกับบิดาให้
‘งั้นเรื่องฝีมือต่อสู้ข้าก็คงไม่ต้องกังวล แต่เรื่องที่ต้องรับมือคืออุบายของเหอหลางสินะ’ หลี่ลี่อิงแอบคิดในใจแล้วค่อยๆ ย่องออกไปจากตรงนั้น
“ถ้าเช่นนั้นสองเดือนนี้เจ้าไม่ต้องเดินทางไปค้าขายที่ต่างเมืองอีกแล้ว ข้าจะส่งคนอื่นไปแทน ส่วนเจ้าก็ฝึกปรือฝีมืออยู่ที่นี่ วางแผนปราบก๊กโจรป่าของเหอหลางก็แล้วกัน” เยี่ยฟู่ตงตัดสินใจเช่นนั้นเมื่อเห็นว่าทัดทานไม่ได้
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง” เยี่ยหยวนซีพูดขึ้นด้วยความยินดี อีกเพียงสองเดือนตนจะได้ล้างแค้นแล้ว
ขณะที่กำลังสนทนาในเรื่องการเดินทางไปจี้เฉินอยู่ หลี่ลี่อิงได้เดินนำบ่าวรับใช้ตรงมายังวงสนทนา ทุกคนจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วหันไปสนใจการมาของนางแทน
“คารวะท่านลุงเยี่ย พี่หยวนซี” หลี่ลี่อิงย่อตัวคารวะเยี่ยฟู่ตงและทักทายเยี่ยหยวนซีด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน
“ข้านำสำรับมาให้เจ้าค่ะ เห็นว่าร่ำสุรากันเช่นนี้ ข้าจึงทำไก่ผัดถั่วและกะหล่ำผัดน้ำมันงามาให้”
“ขอบใจเจ้ามาก” เยี่ยฟู่ตงบอกแก่นางแล้วหันไปมองยังบุตรชายที่ตอนนี้ส่งยิ้มให้แก่นางอยู่
“สองเดือนนี้หยวนซีอาจจะมาที่นี่บ่อย เจ้าทั้งสองน่าจะเจอกันบ่อยยิ่งขึ้น”
“ทำไมหรือเจ้าคะท่านลุง” นางถามเยี่ยฟู่ตงด้วยความใคร่รู้ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ข้าจะมาฝึกเพลงดาบเพิ่มเติม ไม่มีอะไรหรอก” เยี่ยหยวนซีกล่าวแล้วยิ้มให้กับท่าทางอ่อนหวานของนาง
ทั้งหลี่ลี่อิงและหานหลิงหลิงถูกใจเขาทั้งคู่ หากแต่เขายังไม่อยากเลือกผู้ใด แต่ในใจก็เอนเอียงไปทางหานหลิงหลิงเล็กน้อยเพราะฝ่ายนั้นอยู่ในวัยใกล้เคียงกับตนและมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะตัดดรุณีตรงหน้านี้ออกไปจากห้วงคำนึงได้
“จริงสิลี่อิง เจ้าจัดสวนดอกไม้ใหม่มิใช่หรือ พาหยวนซีไปเดินเล่นชมสวนดอกไม้ของเจ้าสิ” หลี่หลงบอกบุตรสาวอย่างรู้ทันว่านางเองคงอยากพูดคุยกับเยี่ยหยวนซี
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” นางอมยิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปมองต้าเกอของตนแล้วเชิญให้เขาไปกับตน
“เชิญพี่หยวนซีทางด้านนี้เจ้าค่ะ” ดรุณีน้อยพูดอย่างนุ่มนวลและเดินเคียงคู่ไปกับเขา โดยมีบ่าวรับใช้เดินตามอยู่ห่างๆ
“เจ้าสบายดีหรือไม่ลี่อิง” เยี่ยหยวนซีถามนางด้วยเสียงที่นุ่มนวล
“เจ้าค่ะ” หลี่ลี่อิงตอบคำถามด้วยความเอียงอายแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
“กลับมาคราวนี้ท่านจะอยู่ที่นี่นานถึงสองเดือน ข้าดีใจยิ่งนัก” หญิงสาวกล่าวเสียงเบาทำให้เยี่ยหยวนซีอมยิ้มแล้วแกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย
“เจ้ากล่าวว่าอะไร ข้าได้ยินไม่ถนัด” เขาแสร้งถามให้นางกล่าวอีกครั้งเพื่อให้นางเขินอาย
“ข้าบอกว่า ท่านกลับมาคราวนี้อยู่นาน ท่านป้าคงดีใจ” นางอ้างถึงมารดาของเขาแล้วหน้าแดงเรื่อ รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจให้นางพูดอีกหน
เยี่ยหยวนซีอมยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินไปยังแปลงดอกไม้ที่นางปลูกเอาไว้ เป็นชนิดเดียวกันกับที่นางอยากได้ตอนวัยเยาว์
“เหมยกุยฮวา(ดอกกุหลาบ)ที่เจ้าอยากได้ในตอนนั้นสินะ”
“เจ้าค่ะ ข้าชื่นชอบเหมยกุยฮวา งดงามแต่มีหนามแหลมคม เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความงดงามที่แข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี” นางกล่าวถึงเหมยกุยฮวาหลากสีที่ตนปลูกเอาไว้
“ครั้งยังเยาว์เจ้าอยากได้นัก หลิงหลิงจะเด็ดให้จนถูกหนามตำนิ้ว ข้ายังจำได้ดี” เยี่ยหยวนซีกล่าวถึงหานหลิงหลิงทำให้นางลดยิ้มลงไปเล็กน้อยแล้วชวนให้เขาเดินไปนั่งที่ศาลาริมสระบัว
“ข้าชอบเหมยกุยฮวา พี่หลิงหลิงชอบเหลียนฮวา(ดอกบัว) สตรีทุกนางย่อมมีดอกไม้ที่ตนเองชอบ แล้วพี่หยวนซีมีดอกไม้ที่ชื่นชอบหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าก็ชื่นชอบเหลียนฮวาเช่นกัน ความหมายของมันคือความเป็นนิรันดร์ ท่านปู่เคยบอกกับข้าว่าท่านชอบความหมายของมัน ทำให้ข้าเองก็พลอยชอบมันไปด้วย”
สิ่งที่หยวนซีต้าเกอพูดทำให้ดรุณีน้อยรู้สึกน้อยใจที่เขามีดอกไม้ประจำใจเช่นเดียวกับหานหลิงหลิง หากแต่ตนเองก็ไม่อยากยอมแพ้ เพราะตราบใดที่เขายังไม่เลือกใคร ตัวนางเองก็มีสิทธิ์ที่จะเอาชนะใจของเขาในตอนนี้
“ไปครั้งนี้ท่านเจออุปสรรคหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เลย เจอแค่พวกโจรกระจอก แต่พอรู้ว่าขบวนค้าขายของข้ามีหัวหน้าเฉินของสำนักคุ้มกันสกุลหลี่เป็นผู้นำ ก็ไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้”
“มิใช่ว่าได้ยินชื่อเสียงของท่านหรอกหรือเจ้าคะ ท่านลุงเล่าว่าท่านจับโจรส่งทางการได้หลายครา ข้าก็คิดว่าครั้งนี้ท่านจะปราบโจรป่าได้อีกก๊กเสียอีก” นางพูดยกยอเอาใจเขาทำให้เยี่ยหยวนซียิ้มพอใจกับความช่างฉอเลาะเอาใจของนาง
“ไปค้าขายสามคราจะให้ปราบโจรทั้งสามคราเลยหรือ ข้าไม่ใช่ทหารจากทางการเสียหน่อย”
“แต่ถึงอย่างนั้น ชื่อเสียงของท่านก็เลื่องลืออยู่ไม่น้อยนะเจ้าคะ ข้าคิดว่าหากรู้ถึงหูเหอหลางเข้า ทางนั้นอาจเตรียมแผนรับมือท่านเอาไว้ แบบนี้ท่านต้องระวังตัวนะเจ้าคะ” หลี่ลี่อิงหลุดปากพูดออกไปด้วยความเป็นห่วงทำให้เยี่ยหยวนซีขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นี่เจ้าพูดเหมือนรู้ว่าข้ากำลังจะไปที่จี้เฉิน”
“ท่านจะได้ไปจี้เฉินแล้วหรือเจ้าคะ ข้าเพียงแค่พูดไปตามที่คิดเท่านั้น” นางแสร้งทำเป็นว่าตกใจกับเรื่องที่เขาบอก
“ไม่รู้ดีแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของบุรุษ เจ้าเป็นสตรีสนใจแค่เรื่องการบ้านการเรือนเถิด” เขากล่าวเชิงตำหนิเล็กน้อย เพราะการใหญ่จะเสียการหากมีสตรีมาเกี่ยวข้อง
“ขออภัยเจ้าค่ะ พี่หยวนซีอย่าถือโทษข้าเลยนะเจ้าคะ” นางพูดเสียงสั่นเครือที่ปลายเสียง ราวกับว่ารู้สึกผิดแทบจะร้องไห้จนเยี่ยหยวนซีต้องรีบลดท่าทีลง
“ไม่หรอก ข้าแค่หวังดีอยากให้เจ้าสนใจแต่งานของสตรีเท่านั้น อย่าลืมสิว่าอายุเจ้านั้นสามารถออกเรือนได้แล้ว ไม่มีกุลสตรีที่ไหนสนใจเรื่องการต่อสู้เช่นเจ้าแน่”
“ท่านไม่พึงใจสตรีที่กล้าหาญช่วยงานของท่านได้หรือเจ้าคะ” นางถามเขาเสียงอ่อน
“ข้าชอบหญิงสาวที่อ่อนหวานมากกว่า บุรุษส่วนใหญ่อยากได้กุลสตรีที่เพียบพร้อมทั้งนั้น ข้าก็เช่นกัน” เยี่ยหยวนซีบอกเช่นนั้น ทำให้หลี่ลี่อิงหวั่นใจ เพราะนั่นหมายถึงหานหลิงหลิงได้นำหน้านางไปหลายก้าวเลยทีเดียว
“ถ้าเช่นนั้นบุรุษส่วนใหญ่คงพึงใจพี่หลิงหลิงเป็นแน่ นางอ่อนหวานและเพียบพร้อมขนาดนั้น ข้าหรือจะสู้นางได้” หลี่ลี่อิงพูดเสียงเบา เป็นนัยว่าตนเองนั้นคงพ่ายแพ้แน่แล้ว
“ทั้งเจ้าและหลิงหลิง ต่างก็งดงาม เพียบพร้อมไม่ต่างกัน เหตุใดจึงพูดเช่นนั้นเล่า หากเป็นข้า ข้าก็มิอาจสามารถตัดสินใจเลือกผู้ใดได้” เยี่ยหยวนซีพูดเป็นนัยว่าให้ความหวังแก่หลี่ลี่อิง
ทำให้นางบิดตัวเล็กน้อยด้วยความเขินอายและยกผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาปิดบังแก้มที่แดงเรื่อเอาไว้ เพราะเขินอายกับคำพูดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเช่นนั้น
เขาเองก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง มีหญิงงามทั้งสองมาให้เลือกในตอนนี้ก็ยังไม่อยากเสียผู้ใดไป อีกนางก็อ่อนหวานน่าทะนุถนอม อีกนางก็อ่อนหวานและร่าเริงสดใส อยู่ใกล้แล้วก็มีความสุขที่ต่างกันออกไป
“เราเดินชมสวนนานแล้ว ข้าเดินไปส่งเจ้าที่เรือนจะดีกว่า” เขาเอ่ยกับนางด้วยเสียงที่นุ่มทุ้มและรอยยิ้มที่ทำให้ดรุณีน้อยอย่างนางเขินอายยิ่งนัก
“เจ้าค่ะ” นางรับคำเสียงหวาน ลุกเดินตามหยวนซีต้าเกอไป มองแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความรู้สึกที่เสน่หายิ่งนัก
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







