Se connecterเสียงพิณที่ดังมาจากศาลานั่งเล่นในสวนที่ใกล้กับลานฝึกยุทธทำให้เยี่ยหยวนซีรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่สดใสของผู้ที่บรรเลงอยู่
ในตอนนี้บุรุษหนุ่มกำลังถูกเฉินอี้ทดสอบฝีมือด้วยตนเองอยู่ แต่ด้วยเสียงพิณนั้นทำให้เสียสมาธิจึงพลาดโดนเฉินอี้ซัดฝ่ามือเข้าที่ไหล่ด้านซ้าย
“คุณชายเยี่ยท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เฉินอี้ยุติการต่อสู้แล้วรีบเข้าไปดูเยี่ยหยวนซีด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล
“ข้าไม่เป็นไร ต้องขออภัยที่เมื่อครู่ข้าเสียสมาธิ”
“เสียงพิณของคุณหนูรบกวนสมาธิท่านใช่หรือไม่”
“ก็ไม่เชิง เพราะข้าเองที่ไม่ระวังตัวอย่าได้กล่าวโทษเสียงพิณของนางเลย อีกอย่างฝีมือของท่านก็อยู่ในระดับสูงกว่าข้า แม้ข้ามีสมาธิก็มิอาจเทียบกับท่านได้” บุรุษหนุ่มกล่าวชื่นชมเฉินอี้ที่ก็เปรียบเหมือนอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้แก่ตน
“คุณชายชื่นชมเกินไปแล้ว” เฉินอี้พูดแล้วยิ้มกว้างยินดีกับคำชื่นชมนั้น
“ถ้าเช่นนั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน คุณชายไปพักผ่อนเถิด”
“ขอบคุณท่านมากที่สั่งสอนข้า” เยี่ยหยวนซีกล่าวอย่างถ่อมตน
“อีกไม่นานก็จะเดินทางแล้ว ท่านต้องฝึกซ้อมให้หนักขึ้น”
“ข้าไม่ลืมแน่” เยี่ยหยวนซีกล่าวแล้วยิ้มให้อย่างสุภาพก่อนที่จะขอตัวเดินไปตามเสียงพิณของหลี่ลี่อิง
ในตอนนี้นางเล่นในท่วงทำนองที่ครื้นเครงให้เสี่ยวชิงและสาวใช้อีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน
“เสียงพิณของคุณหนูวันนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ข้าพึ่งคิดขึ้นมาได้เมื่อครู่ พวกเจ้าชอบหรือไม่”
“ชอบเจ้าค่ะ ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก” เซียวชิงกล่าวชมคุณหนูของตน
“ข้าเองก็ชอบเจ้าค่ะ คุณหนูช่างบรรเลงได้ไพเราะยิ่งนัก” สาวใช้อีกนางเอ่ยชื่นชมอย่างเอาใจเช่นกัน
ทั้งคู่มองเห็นว่าเยี่ยหยวนซีเดินมาทางนี้จึงก้มหน้าแล้วถอยห่างออกไป
หลี่ลี่อิงรู้ทันทีว่าคงมีคนมา นางจึงหันหลังไปดูพบว่าหยวนซีต้าเกอของตนกำลังเดินมาทางนี้ จึงเปลี่ยนกิริยาเป็นอ่อนหวานน่ารักเพื่อที่จะทำให้อีกฝ่ายประทับใจ
“หยุดเล่นทำไมเล่าข้ากำลังเพลินเชียว” บุรุษหนุ่มกล่าวทักทายเสียงนุ่มและส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู
“ท่านฝึกซ้อมเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ”
“เสร็จแล้วจึงมาฟังเจ้าเล่นพิณได้นี่ไงเล่า”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะบรรเลงให้ท่านฟังอีกดีหรือไม่” ดรุณีน้อยกล่าวถามเสียงหวาน
“ข้าต้องรบกวนเจ้าแล้ว” เยี่ยหยวนซีกล่าวเสียงนุ่มแล้วสบตานางด้วยความเอ็นดูปนรักใคร่
หลี่ลี่อิงลงมือบรรเลงเพลงพิณด้วยท่วงทำนองอันไพเราะรื่นหู ให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินเล่นในสวนบุปผางามที่สบายตา
เยี่ยหยวนซีหลับตาฟังท่วงทำนองที่เสนาะหูนั้นแล้วยิ้มออกมา รู้สึกผ่อนคลายกับเสียงพิณของนางที่ขับกล่อมให้จิตใจของตนเองนั้นสงบลงได้
เมื่อเพลงจบลงบุรุษหนุ่มก็กล่าวชื่นชมนางออกมาจากใจจนดรุณีน้อยต้องอมยิ้มด้วยความเอียงอาย “ฝีมือดีดพิณของเจ้าช่างไพเราะหาตัวจับยากยิ่งนัก ทำให้ข้ารู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องวุ่นวายในหัวได้”
“พี่หยวนซีชมเกินไปแล้ว ว่าแต่ท่านมีเรื่องใดให้คิด ให้ข้าได้แบ่งเบาเรื่องกังวลใจเหล่านั้นให้ท่านได้หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง
บุรุษวัยยี่สิบสี่หนาวถอนหายใจออกมาเบาๆ เอามือขัดหลังเดินไปตรงมุมเสาของศาลา ทอดสายตาลงไปยังสระบัวด้วยความกังวลใจกับเรื่องที่คิดไม่ตก
“ไปจี้เฉินคราวนี้ข้ามั่นใจว่าฝีมือของข้าและขบวนคุ้มกันของสำนักคุ้มกันของเจ้านั้นสามารถเอาชนะเหอหลางได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าเล่ห์เหลี่ยมของโจรกลุ่มนั้นแพรวพราวร้อยเล่ห์ยิ่งนัก ตัวข้าเองอาจจะพลาดพลั้งเพราะกลอุบายของโจรป่า”
นางนิ่งฟังบุรุษหนุ่มด้วยความกังวลใจ ปกติแล้วเยี่ยหยวนซีไม่เคยเอ่ยปากเกี่ยวกับการของบุรุษให้แก่สตรีอย่างนางทราบเลยสักครา คิดว่าคงรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากถึงได้เล่าออกมาเช่นนี้
“ข้าจึงคิดว่าหากรวบรวมยอดฝีมือร่วมขบวนไปในครั้งนี้ก็คงจะได้เปรียบเหอหลางมากขึ้น ขบวนคุ้มกันของสำนักหลี่มียอดฝีมือทั้งด้านหอก ดาบ กระบี่ และการต่อสู้ด้วยหมัดมวย ขาดก็แต่ยอดฝีมือที่ถนัดเกี่ยวกับการใช้อาวุธระยะไกล”
“ท่านคงอยากได้มือธนู”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ธนูเป็นอาวุธระยะไกลก็จริง แต่กว่าจะหยิบลูกธนูมาง้างยิงออกไปก็ใช้เวลาพอสมควร” บุรุษรูปงามกล่าวแล้วถอนหายใจออกมาอีกรอบ
“ข้าบังเอิญเจอบุรุษน้อยผู้หนึ่งที่ใช้มีดสั้นได้ว่องไวและแม่นยำอย่างหาตัวจับยาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังตามหาตัวบุรุษน้อยผู้นั้นไม่พบ”
“บุรุษน้อยที่ใช้มีดสั้นอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” หลี่ลี่อิงถามด้วยน้ำเสียงพยายามระงับความตื่นเต้น เกรงว่าหยวนซีต้าเกอของตนจะรู้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็คือตัวนางเอง
“ใช่แล้ว ข้าแอบเห็นบุรุษน้อยผู้นั้นฝึกการต่อสู้และการขว้างมีดสั้นได้อย่างชำนาญ หากได้ตัวมาอยู่ในขบวนคุ้มกันข้าคงวางใจมิใช่น้อย แต่คงหมดหวังแล้วเพราะหัวหน้าเฉินตามหาคนทั้งสำนักก็หาได้มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นบุรุษผู้ที่ข้าเจอในคืนนั้นไม่”
คำพูดของเยี่ยหยวนซีทำให้นางรู้แล้วว่าผู้ใดที่เป็นคนเห็นนางในวันนั้น ‘ที่แท้ก็เป็นพี่หยวนซีนี่เองที่เห็นข้าในคืนนั้น’
“แต่ถึงไม่มีบุรุษน้อยผู้นั้นข้าก็มั่นใจว่าท่านเอาชนะพวกของเหอหลางได้ อีกทั้งฝ่ายนั้นป่านนี้ก็คงแก่ชราลง ความคิดอ่านอาจจะไม่รอบคอบดังเดิม ความว่องไวก็ย่อมต่างจากตอนหนุ่มเป็นแน่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ” หลี่ลี่อิงกล่าวด้วยประโยคที่หาได้เหมือนสตรีทั่วไปไม่ ทำให้เยี่ยหยวนซีค่อนข้างประหลาดใจ แต่ก็คิดว่าเป็นเพราะนางเกิดและเติบโตในสำนักคุ้มกันแห่งนี้จึงมีความคิดอย่างบุรุษ
“นี่ข้าเผลอพูดอะไรให้เจ้าคิดมาก ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่พูดเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เจ้าได้รับฟัง”
“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้ายินดีที่จะแบ่งเบาความทุกข์ของท่าน” นางบอกกล่าวเอาใจแล้วยิ้มให้อย่างนุ่มนวล
ตอนนี้รู้แล้วว่าตนเองนั้นมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย แต่หากนางเปิดเผยตัวตนว่าเป็นบุรุษน้อยในตอนนี้จะต้องถูกบิดาต่อว่าเป็นแน่ ซ้ำร้ายอาจจะถูกเยี่ยหยวนซีรู้สึกไม่ดีหากรู้ว่าจริงๆ แล้วนางไม่ใช่กุลสตรีอย่างที่แสดงออกมาในตอนนี้
**********************
ในกลางดึกคืนนั้นขณะที่เยี่ยหยวนซีกำลังฝึกเพลงดาบอย่างตั้งใจ จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างพุ่งตรงมาในบริเวณที่ฝึกซ้อม
“นั่นใคร” เยี่ยหยวนซีถามเสียงเข้ม รีบหันไปหาว่าอาวุธนั้นขว้างมาจากทิศทางใด เมื่อไม่เห็นผู้ใดแล้วจึงหันไปดูที่ต้นไม้ พบว่าเป็นมีดสั้นที่มีจดหมายถูกมัดติดมากับด้ามของมัน
บุรุษหนุ่มจึงวางใจว่ามันไม่ใช่การลอบทำร้าย หากแต่เป็นการส่งสารให้แก่ตนเองเท่านั้น และรีบคลี่จดหมายนั้นอ่านดูด้วยความใคร่รู้
“ในคืนเดือนดับที่ปราศจากแสงจันทรา ท่านจงมาเจอข้าตรงที่เดิมที่ท่านเจอข้าเป็นครั้งแรก ‘อู๋หมิง’ (无名 - นิรนาม)”
รอยยิ้มปรากฏอยู่ที่มุมปากของเยี่ยหยวนซี มั่นใจว่าต้องเป็นคนในสำนักคุ้มกันของสกุลหลี่แน่ เพราะการที่บุรุษน้อยผู้นี้นัดเจอ คงรู้แล้วว่ากำลังถูกตามหาตัวอยู่
“เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่นะอู๋หมิง เหตุใดจึงทำตัวลึกลับเช่นนี้”
เยี่ยหยวนซีพึมพำแล้วมองขึ้นไปยังท้องฟ้า ในตอนนี้พระจันทร์เสี้ยวนั้นดูบางตาไปทุกที อีกไม่กี่วันก็คงเป็นคืนเดือนดับแล้ว เมื่อนั้นจะได้รู้เสียทีว่าบุรุษนิรนามผู้นี้เป็นผู้ใดกัน และประสงค์ที่จะทำการใดจึงส่งสารมาเช่นนี้
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







