Se connecterสองวันแล้วที่เยี่ยหยวนซีพยายามที่จะจับตาดูว่าหนุ่มลึกลับผู้นั้นจะปรากฏตัวออกมาอีกเมื่อใดและให้เฉินอี้ช่วยตามหาคนในสำนัก แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ไม่พบว่าจะมีผู้ใดในสำนักคุ้มกันแห่งนี้หรือแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบุรุษน้อยผู้นั้นเลย
การฝึกในวันนี้เฉินอี้หาคนที่เป็นยอดฝีมือในสำนักมาประลองฝีมือกับเยี่ยหยวนซี ซึ่งก็แน่นอนว่าฝีมือของบุรุษหนุ่มนั้นย่อมไม่มีผู้ใดเทียบ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเขาก็หาตัวจับได้ยากพอๆ กับเพลงดาบที่เขาถนัด
หลี่ลี่อิงได้แต่แอบมองเขาจากที่ไกลๆ นางเจ็บปวดเหลือเกินกับการที่เขานั้นดูจะรักใคร่เอ็นดูหานหลิงหลิงมากกว่าตน
“คุณหนู วันนี้ก็แอบดูคุณชายเยี่ยอยู่ห่างๆ อีกแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดไม่ยกน้ำชาไปให้ หาเรื่องพูดคุยด้วยอย่างเช่นแต่ก่อน” เสี่ยวชิงเอ่ยถาม นางเห็นหลี่ลี่อิงดูโศกเศร้ามาเช่นนี้นับตั้งแต่วันที่เจอเยี่ยหยวนซีครั้งก่อน
“จะให้ข้าชวนคุยอะไรเล่า จะให้แกล้งทำเป็นว่ากำไลหยกหายแล้วให้พี่หยวนซีพาไปซื้ออันใหม่ให้หรือ เช่นนั้นเขาก็คงคิดว่าข้ามีจิตริษยาคุณหนูหานเป็นแน่”
“โธ่ คุณหนูของบ่าว ท่านลืมไปแล้วหรือว่าคุณชายเยี่ยเอาพิณของท่านไปใส่สายให้จนวันนี้ก็ยังไม่ได้เอามาคืน คุณหนูก็ทวงถามพิณคืนก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงบอกแก่นาง รู้สึกเห็นใจคุณหนูของตนยิ่งนัก
นางรักของนางมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังปักใจไม่มองบุรุษรูปงามผู้อื่น รักมั่นเพียงแต่เยี่ยหยวนซีเท่านั้น
“ข้าถามไปแล้วจะได้อะไร เจ้ามองไม่ออกหรืออย่างไรว่าต้าเกอมีใจให้แก่สตรีอีกนาง ส่วนข้านั้นก็คงเอ็นดูและถนอมน้ำใจเพราะเป็นลูกสาวของสำนักคุ้มกันสกุลหลี่ก็เท่านั้น” หลี่ลี่อิงพูดอย่างถอดใจ แล้วเดินหันหลังให้ลานฝึกซ้อมเดินไปอีกด้าน
“ข้าลองนึกดูดีๆ แล้ว หากไม่เห็นแก่หน้าท่านพ่อ ป่านนี้ก็คงเลือกที่จะหมั้นหมายกับคุณหนูหานไปแล้ว” นางกล่าวออกมาน้อยเนื้อต่ำใจ
ขนาดตนเองได้เปรียบที่อยู่เรือนติดกับเยี่ยหยวนซี มิหนำซ้ำเขามาฝึกยุทธที่สำนักคุ้มกันของบิดานางแทบทุกวัน แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เขาสนใจเท่ากับหานหลิงหลิงได้เลยสักครา ยิ่งคิดนางก็ยิ่งเจ็บปวดใจยิ่งนัก
“คุณหนู” เสี่ยวชิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเห็นใจ เมื่อเห็นหลี่ลี่อิงดูเศร้าและไม่สดใสนางเองก็รู้สึกหดหู่ไม่ใช่น้อย
ดรุณีน้อยเดินไปจนถึงสวนดอกไม้ที่ตนเป็นผู้ดูแลแล้วยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่เศร้า เหมยกุยฮวาสีสันสดใสตรงหน้าก็ไม่อาจทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
ตรงกันข้ามยิ่งมองก็ยิ่งทำให้คิดว่าตนเองไม่มีคุณสมบัติคู่ควรกับหยวนซีต้าเกอเลยสักนิด
“ขนาดดอกไม้ที่ชอบ ท่านก็ยังชอบเหมือนกันกับนาง แล้วข้าจะสู้อะไรนางได้เล่า” นางพึมพำกับตนเองแล้วมองดูดอกเหมยกุยฮวาแสนสวยตรงหน้า
เสี่ยวชิงได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ ยิ่งเห็นคุณหนูของตนเศร้าก็ยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์ร้อนแทน ไม่อยากให้นางจมกับความเศร้า
“คุณหนูอยากปักผ้าหรือไม่เจ้าคะ หรือว่าอยากจะวาดรูปบ่าวจะฝนหมึกให้”
“ข้าไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น”
“ถ้าเช่นนั้น ไปเดินตลาดดูของสวยๆ งามๆ ดีหรือไม่” เสี่ยวชิงพยายามหาสิ่งที่นางสนใจมาดึงนางให้หลุดจากความเศร้า
“ไม่ละ ข้าไม่อยากไป” ยิ่งได้ยินสาวรับใช้คนสนิทพูดถึงตลาดก็อดคิดถึงเรื่องที่เยี่ยหยวนซีไปกับหานหลิงหลิงไม่ได้ แล้วพานทำให้ยิ่งเศร้าลง
“เห็นคุณหนูเป็นเช่นนี้ บ่าวเองไม่มีความสุขเอาเสียเลย” เสี่ยวชิงกล่าวออกมาเมื่อหมดหนทางที่จะทำให้นางยิ้มได้
“ความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดนี้ มันทำให้ข้ามิอาจจะฝืนทำเป็นว่าสดใสร่าเริงได้ ซ้ำร้ายตอนนี้ข้ายังรู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่ม” หลี่ลี่อิงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“พ่ายแพ้อะไรกัน” เสียงของเยี่ยหยวนซีดังขึ้นมาจากด้านหลังทำให้หญิงสาวต่างวัยทั้งสองนางหันไปมองยังต้นเสียง
หลี่ลี่อิงพยายามกลั้นน้ำตาของตนไม่ให้ไหลออกมาแล้วย่อตัวทักทายเขาด้วยความอ่อนหวาน “คารวะพี่หยวนซี”
“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง ว่าเจ้าพ่ายแพ้ต่อผู้ใด ด้วยเรื่องใด” เยี่ยหยวนซีถามด้วยน้ำเสียงที่ดูสนใจและใคร่รู้
“ข้าพ่ายแพ้ต่อท่านแม่ในเรื่องวิชางานบ้านงานเรือนเจ้าค่ะ มิใช่เรื่องใหญ่อะไร” หลี่ลี่อิงพูดปดเขาไปเช่นนั้นแล้วก้มหน้า ไม่ได้สบตากับอีกฝ่าย
“สองวันนี้ข้าไม่เห็นเจ้าออกมาปักผ้าหรือเล่นพิณที่สวนเลย จึงพึ่งนึกได้ว่าพิณของเจ้าอยู่กับข้า พรุ่งนี้ข้าจะนำมาคืนให้”
“ข้าซาบซึ้งน้ำใจของท่านยิ่งนัก” นางกล่าวเสียงเบาแฝงด้วยน้ำเสียงที่เศร้าจนเยี่ยหยวนซีรู้สึกใจหาย
“วันที่ข้าไปเดินตลาดกับหลิงหลิง ข้าไปพบเข้ากับพู่หยกที่สลักดอกเหมยกุยฮวาเข้า จึงนึกถึงเจ้า”เยี่ยหยวนซีกล่าวแล้วล้วงเข้าไปในช่องแขนเสื้อนำพู่หยกที่สลักเป็นดอกเหมยกุยฮวาที่ดูสวยงามนั้นมอบให้แก่นาง
“ขอบคุณพี่หยวนซี ท่านช่างมีน้ำใจกับข้ายิ่งนัก” หลี่ลี่อิงรับของตามมารยาทแล้วก็กล่าวขอบคุณเขา ในใจเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีความหวังขึ้นมาอีกแล้ว
“ชอบหรือไม่”
“ชอบเจ้าค่ะ” นางพลิกพู่หยกไปมาแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
“ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบดอกเหมยกุยฮวา ให้มันอยู่บนพู่หยก ย่อมดีกว่าให้เจ้าเด็ดมันมาเชยชมแล้วโดนหนามของมันเกี่ยวเอา” เยี่ยหยวนซีพูดเป็นนัยว่าห่วงใยนาง
“ข้าจะนำมันติดตัวไว้ตลอด ขอบคุณพี่หยวนซีอีกครั้ง” น้ำเสียงของนางเริ่มฟังสดใสขึ้น เสี่ยวชิงแอบอมยิ้มด้วยความโล่งใจ
“พรุ่งนี้ข้าจะนำพิณมาคืนเจ้า”
“เจ้าค่ะ” หลี่ลี่อิงรับปากแล้วอมยิ้มมองเยี่ยหยวนซีที่ส่งยิ้มกลับมาเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปยังลานฝึกซ้อมของสำนัก
“เจ้าเห็นไหมเสี่ยวชิง พี่หยวนซีซื้อพู่หยกดอกเหมยกุยฮวาให้ข้า” ดรุณีน้อยกล่าวด้วยความตื่นเต้นเมื่อบุรุษที่ตนหลงใหลเดินไปลับตาแล้ว
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงยิ้มกว้างออกมาอย่างเอ็นดู
“ข้ายังมีความหวังอยู่ใช่ไหมเสี่ยวชิง ข้ายังไม่ได้พ่ายแพ้ใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยท่าทีดีใจจนเสี่ยวชิงเกรงจะมีคนมาพบเข้า
“ตราบใดที่คุณชายเยี่ยยังไม่เลือกผู้ใด คุณหนูก็ยังไม่ได้พ่ายแพ้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงบอกนางอย่างเอาใจ
ถึงจะยังไม่มั่นใจกับสิ่งที่ตนเองคิดก็ตาม แต่สิ่งที่นางพูดก็ทำให้คุณหนูของนางดูสดใสและมีรอยยิ้มอีกครั้ง ถึงแม้ในใจจะอดตำหนิพฤติกรรมรักพี่เสียดายน้องของเยี่ยหยวนซีไม่ได้ก็ตาม
**********************
ในตอนกลางดึกเยี่ยหยวนซีออกมาฝึกเพลงดาบที่สวนของตนอย่างเช่นเคย คราวนี้ดูเหมือนบุรุษหนุ่มไม่มีสมาธิเหมือนอย่างครั้งที่ผ่านมา และคิดว่ามันอาจเป็นเพราะเอาแต่คิดถึงฝีมือการใช้มีดสั้นของบุรุษน้อยผู้นั้นและอยากให้เขามาร่วมขบวนคุ้มกันที่จะเดินทางไปจี้เฉินในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้
“ข้าอยากได้บุรุษผู้นั้นร่วมเดินทางไปด้วยกันจนเสียสมาธิ ในเมื่อตามหาตัวเจ้าไม่พบ ข้าก็คงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป ข้าต้องนึกถึงการแก้แค้นของท่านปู่เอาไว้ก่อน” บุรุษหนุ่มเตือนสติตัวเองเพราะตั้งแต่เห็นฝีมือของบุรุษน้อยผู้นั้นแล้วตนเองก็เสียสมาธิในการฝึกซ้อม
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง เสียงดาบกระทบกับอากาศเกิดเสียงดังขึ้นมาในยามดึก ท่วงท่าที่ฝึกซ้อมนั้นดูหนักแน่นและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
สีหน้าของเยี่ยหยวนซีในตอนนี้ดูจริงจังกับการฝึกฝน ทุกกระบวนท่าที่ฟาดฟันดาบออกไปนึกถึงแต่ชื่อเหอหลาง สายตาฉาบด้วยแววแค้นที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัด
ความแค้นนับสิบปีกำลังจะถูกสะสางในอีกไม่ช้านี้ พอจบเรื่องนี้เยี่ยหยวนซีคงจะได้รีบจัดการกับเรื่องหัวใจของตนเองเสียที
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







