INICIAR SESIÓNขนาดพวกเขาใช้ใบไม้ยักษ์ในการเดินทางยังใช้เวลาไปตั้งนาน แรกๆหลินซือหยายังมองไปข้างล่างอย่างสนใจ เด็กน้อยตื่นเต้นมากต้นไม้ใบสีเขียวแก่เขียวอ่อนสลับกันไป บางต้นก็มีดอกมีผลด้วย นางมองด้วยความเสียดายถ้าใบไม้นี้บินต่ำกว่านี้ก็คงจะเก็บผลไม้มาไว้กินได้ ผลไม้แล้วผลไม้เล่าผ่านใต้ท้องพวกเขาไปอย่างนาเสียดาย หลินซือหยาชะเง้อไปมองผลไม้ที่ผ่านไป
"ผลไม้ในป่านี้ตอนนี้มันลูกเล็กอยู่ถ้าหากอยู่ใกล้ๆบนเขานู้นจะลูกใหญ่กว่านี้ หรือว่าเจ้าหิวแล้วหรือถึงมองผลไม้ขนาดนั้น" ชายชรากล่าวถาม "ผลไม้มีลูกใหญ่กว่านี้อีกหรือจ๊ะท่านตา ไหนท่านบอกว่าท่านเป็นนักยุทธพเนจรแล้วทำไมรู้จักสถานที่นี้ดีจังเลยนะท่านตา" เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย "เจ้าไม่รู้หรอกหรือที่ที่อยูห่างไกลผู้คนนั่นแหละที่จะมีอะไรดีๆเด็ดๆ และที่ข้าบอกว่านักยุทธพเนจรก็ไม่ได้บอกว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมายนี่เจ้ายังเด็กมากนัก สถานที่นี้ก็ได้มาบำเพ็ญแล้วไม่ต่ำกว่าห้าครั้งทุกๆสี่ห้าปีข้าก็จะมาหนึ่งครั้ง เพราะข้างบนนั้นมันมีไอวิเศษที่เข้มข้นเหมาะกับการฝึกยุท" ชายชรากล่าวขึ้น "จริงหรือจ๊ะท่านตา แล้วท่านว่าบิดาของข้าจะรู้หรือไม่ว่าข้างบนนี้มีไอวิเศษเข้มข้น" เด็กหลินซือหยาถามขึ้น "เจ้าคงจะคิดถึงพ่อเจ้าสินะข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อเจ้าจะรู้หรือไม่ว่าสถานที่บนนั้นมีไอวิเศษเข้มข้นข้าไม่สามารถเดาได้หรอก" ชายชรากล่าวขึ้น พลางมองคนที่อยู่ข้างหลังที่ตอนนี้กำลังทำหน้าลอยๆเหมือนกำลังคิดหนัก เมื่อใบไม้นั้นบินลอยไปเรื่อยๆลมเย็นๆที่พัดโดนใบหน้าของเด็กหลินซือหยานั้นก็ทำให้นางรู้สึกปลดปล่อยและในที่สุดนางก็เผลอหลับไปเมื่อเวลากลางคืนผ่านเข้ามานางก็ตื่นเนื่องจากว่าลมที่ปะทะกับร่างกายของนางนั้นมันหนาวเย็นมึงทำให้นานสะดุ้งตื่นและกระชับถุงผ้าที่นางกอดเอาไว้ "ตื่นแล้วหรือหิวหรือยังแต่ดูท่าทางเจ้าสิเหมือนเจ้าจะหนาว" ชายชรากล่าวขึ้น พลางแบมือแล้วไปเอาที่ศีรษะของนางไม่นานนักความอบอุ่นจากมือของเขาก็แผ่ซ่านไปถึงหัวและลงไปเรื่อยๆจนถึงขา "โห่ท่านตามันวิเศษจริงๆทำไมท่านตาทำได้หรือจ๊ะ ต่อไปข้าจะทำได้แบบท่านตาหรือไม่ หากข้าตั้งใจฝึกฝน" เด็กหลินซือหยาถามขึ้น "อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเจ้าและความอดทนของเจ้าแล้วล่ะ ต่อไปเจ้าจะได้เรียนทุกอย่างที่ข้ามี" ชายชรากล่าวขึ้น "แล้วท่านตาบนยอดเขานั้นมันสูงมากเลยหรือเจ้าคะเราเหาะมาเป็นวันแล้วยังไม่ถึงเลย" หลินซือหยาถามขึ้น "พรุ่งนี้ตอนค่ำก็ถึงแล้วละ ใครใช้ให้เจ้าไม่เป็นวรยุทธเล่า ปกติข้าเหาะเพียงแค่คืนเดียวก็ถึงแล้ว อันนี้ต้องใช้ใบไม้วิเศษ มันจึงทำให้ช้าแต่ก็เร็วกว่าเจ้าเดินทางมาเองก็แล้วกัน ข้าคิดว่าหากเจ้าเดินมาเองเจ้าน่าจะอายุเกือบร้อยปีนั่นแหละกว่าจะถึง" ชายชรากล่าวขึ้น "โหท่านตามันไกลขนาดนั้นเชียวหรือมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจะไกลอะไรนักหนา และอีกอย่างถ้าให้ข้าเดินนานขนาดนั้น ข้าก็คงจะป่วยตายอยู่ในป่านั้นแล้วล่ะ" เด็กหลินซือหยาถามขึ้น "เจ้าก็คิดดูสิเจ้าเดินทางเจ็ดแปดวันก็ยังอยู่บนตีนเขาอยู่เลย นี่มันยอดเขาเลยนะ แล้วตอนนี้เจ้าหิวหรือยังกินอะไรสักหน่อยไหม พรุ่งนี้ตอนเย็นก็ถึงแล้วหรือเจ้าจะพักผ่อนเลย" ชายชราถามด้วยความใส่ใจ และหยิบ ลูกพีชป่า เกาลัดป่าและพุทราป่าเอามาให้นาง "ท่านตาไปเก็บมาตอนไหนหรือจ๊ะหรือว่าท่านตามีอยู่ในมืออยู่แล้วแต่ไม่เอาออกมาแบ่งให้ข้ากินตั้งแต่แรก" เด็กน้อยหลินซือหยาถามขึ้น "ฮ่าๆๆเจ้านี้ก็เด็กขี้สงสัยไปหมดทุกอย่างเนาะ มันก็อยู่กลางทางนี้นั่นแหละ ข้าเพียงยื่นมือไปหยิบก็หยิบได้แล้วล่ะ สงสัยมากจริงรีบกินเถอะจะได้นอนพักผ่อน" ชายชรากล่าวขึ้น และยัดผลไม้ใส่มือเด็กน้อย นางก็นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย และก็นอนพักผ่อนต่อจนชายชรามาปลุกเขา เด็กน้อยก็ค่อยๆลืมตา "เราไม่สามารถใช้ใบไม้วิเศษนี้เข้าในพื้นที่ได้อีกแล้วเพราะว่าเจ้าไม่มีวรยุทธพวกเราต้องเดินเท้าแล้ว" ชายชรากล่าวขึ้น ก่อนที่ใบไม้ยักษ์ค่อยเลื่อนลงสู่พื้นพอทั้งสองคนลงจากมันมันก็ทะยานพุ่งหายไป "มันไปไหนแล้วละท่านตา" เด็กน้อยหลินซือหยาถามขึ้น "มันไปรอข้าอยู่ที่บนเขาโน้นแล้วละ ปกติข้าไม่ค่อยได้ใช้งานมันสักเท่าไหร่หรอก มันน่าจะชรามากแล้วจึงช้าขึ้น" ชายชรากล่าวขึ้น เด็กหลินซือหยามองดูพื้นที่รอบๆ ยามเช้าในป่าแสงแรกแห่งรุ่งอรุณแทรกผ่านหมอกขาวขุ่นที่ลอยอ้อยอิ่งระหว่างเรือนยอดไม้ ราวกับม่านเวทมนตร์ปกคลุมโลกทั้งผืน ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า ป่าไม้บริเวณนี้ดูโบราณมาก ต้นไม้ลำต้นหยาบกร้านประดับด้วยเถาวัลย์เก่าแก่ที่พันเกี่ยวกันแน่นเหมือนอักษรลึกลับจากกาลเวลา ใบไม้ที่ยังคงชุ่มด้วยน้ำค้างสะท้อนประกายราวอัญมณีต้องมนตร์ เสียงนกป่าที่ไม่คุ้นหูดังแว่วมาแต่ไกล เด็กน้อยตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง มันคล้ายเป็นบทสวดปลุกเร้าเหล่าวิญญาณแห่งป่าให้ตื่นขึ้น ไม่นานใบไม้ยักษ์นั้นก็ร่อนลงสู่พื้น ใต้ร่มเงาทึบ แสงอาทิตย์ถูกกรองจนเป็นลำสีทองอำพันที่ทอดลงมาบนผืนดินชื้น หญ้าและดอกไม้ป่ากระพริบแสงเรืองรองราวกับมีชีวิต สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ทิ้งเสียงกระซิบคล้ายถ้อยคำลี้ลับที่ฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงธรรมชาติหรือเสียงของสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการ ทุกสิ่งดูเงียบสงัดและสง่างามในคราวเดียวกัน เสมือนว่าต้นไม้เหล่านี้มิได้เป็นเพียงพืชพันธุ์ แต่คือผู้พิทักษ์ที่เฝ้ามองผู้กล้าที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ "ดูเจ้าทำราวกับไม่เคยพบเห็นมาก่อน" ชายชรากล่าวขึ้น "ก็ข้าไม่เคยเห็นจริงๆนิจ๊ะ ต้นไม้อะไรใหญ่โตพิสดารขนาดนี้ ดูเถาวัลย์นั้นสิพันได้อารมณ์ลึกลับมาก เหมือนอักษรขอมโบราณยังไงงั้นนะ แล้วเสียงนั้นที่เราได้ยินล่ะทำตามันเป็นเสียงของอะไรหรือ ฟังแล้วหน้าขนลุกยิ่งนัก" หลินซือหยาถามขึ้น "มันเป็นเสียงนกเฟิ่งหวง ในป่าแถวๆนี้น่าจะเป็นรังของพวกมัน ส่วนมากเพราะพวกนี้จะมีวรยุทธขั้นที่แปดถึงขั้นที่เก้าเลยทีเดียว หากว่าใครจะล่ามันก็ต้องมีวรยุทธมากกว่าขั้นที่สิบ เพราะสัตว์วิเศษพวกนี้จะมีกำลังมากกว่านักพูดธรรมดาหนึ่งขั้น" ชายชรากล่าวขึ้น "แล้วเรามาอยู่ที่นี้จะไม่เป็นการรบกวนพวกมันหรือจ๊ะท่านตา" เด็กน้องหลินซือหยาถามขึ้น "ไม่หรอกเราไม่ได้อยู่ที่นี่ซะหน่อยเราก็ต้องออกเดินทาง ป่ะไปกันเถอะเจ้าหิวแล้วหรือยัง อีกสักหน่อยค่อยกินก็แล้วกัน" ชายชรากล่าวขึ้นและทั้งสองก็เดินต่อไปหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







