Share

นักยุทพเนจร

Penulis: Sanassetong
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-28 21:49:00

เมื่อชายชราผู้นี้ลืมตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นเด็กสาวผู้นี้นอนอยู่ ตอนนี้พลังของเขากลับมาเหมือนเดิมแล้ว พิษที่ได้รับก็หายไปหมดแล้ว สมุนไพรในป่านี้ช่างวิเศษเสียเหลือเกิน ตั้งนานเด็กน้อยผู้นั้นก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เขามองชายชรานั่งอยู่ใกล้ๆแล้วก็รู้สึกอับอายที่ตัวเองนั้นเผลอหลับไป

"เด็กน้อยเจ้ามีความเป็นมาอย่างไรทำไมถึงมาอยู่ในป่าลึกคนเดียวแบบนี้"

ชายชราถามขึ้น หลินซือหยาไม่รู้ว่าจะพูดออกมาได้ไหม หากว่าพูดว่าตัวเองถูกไล่จากหมู่บ้านเพราะว่าไม่มีเส้นลมปราณฝึกวรยุทธก็กลัวว่าชายชราผู้นี้จะรังเกียจตน แต่คิดไปคิดมาหากชายชราผู้นี้จะรังเกียจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกๆคนในหมู่บ้านก็รู้ว่านางไม่มีเส้นลมปราณฝึกวรยุทธ อาจจะมีคนรู้เพิ่มอีกสักคนคงไม่เป็นไรกะมัง

"ท่านตาเจ้าค่ะข้ามันคนไร้ค่า ข้าถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเพราะว่าข้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณให้มีสีได้ คนในหมู่บ้านบอกว่าข้าเป็นคนไร้ค่าและไม่อยากให้ข้าอยู่ในหมู่บ้านนั้นเจ้าค่ะ ข้าจึงต้องมาอยู่ในป่าแห่งนี้ และทิศทางที่ข้าจะไปนั้นก็คือภูเขาเจ้าคะข้าต้องขึ้นไปอยู่บนภูเขานั้น"

เด็กน้อยหลินซือหยากล่าวขึ้น

"โธ่เด็กน้อยแล้วเจ้ามีนามว่าอะไรหรือ แล้วถ้าเจ้าไร้ค่าจริงจะเดินทางจากหมู่บ้านข้างล่างมาบนนี้ได้อย่างไรกัน แล้วอีกอย่างหากเจ้าไร้ค่าแล้วเจ้าจะให้ข้ากินสมุนไพรที่ขจัดพิษแบบรวดเร็วอย่างนั้นได้อย่างไรกัน เจ้าคิดดูเถอะหนูน้อย"

ชายชรากล่าวขึ้น

"ท่านตาไม่รังเกียจข้าหรอกหรือ"

หลินซินหยาถามขึ้น

"ข้าจะรังเกียจเจ้าได้อย่างไร เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้าแท้ๆ เรื่องเส้นลมปราณในการฝึกวรยุทธนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญก็จริงแต่เอาเข้าจริงๆบนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดไม่สามารถฝึกฝนได้หรอก เจ้าอาจจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง จึงไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณได้ แล้วอีกอย่างนะ บนเขาลูกนั้นก็อันตรายมากด้วย สิงห์สาราสัตว์มากมายส่วนมากจะเป็นสัตว์ที่มีวรยุทธสูงๆแล้วเจ้าจะสู้พวกมันได้หรือ ถึงแม้ว่าปกติมันจะไม่ทำร้ายสัตว์หรือผู้คนที่ไม่มีวรยุทธแต่เมื่อพวกมันหิวมากๆคนหรือสัตว์ที่ไม่มีวรยุทธนั้นคือของตายสำหรับมันเลยเชียว"

ชายชราผู้นั้นกล่าวขึ้น

"จริงๆหรือจ๊ะท่านตา ข้าเดินทางมาราวราวเจ็ดแปดวันแล้วเพิ่งพบเจอกับสัตว์อสูรตัวเป็นๆก็เมื่อวานนั่นเองจ๊ะท่านตา พวกมันไปกินซากศพของคนที่สู้กับท่านตาแล้วท่านตาล่ะจ๊ะมาอย่างไรหรือทำไมพวกนั้นถึงตามมาทำร้ายท่านตาได้ละ"

หลินซือหยาถามขึ้น

"ข้าไป๋อีเฟิงเป็นนักยุทพเนจร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งและตอนนี้ก็อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้แหละแต่ข้าว่าข้ากำลังจะขึ้นไปหาที่อยู่บนเขาอยู่พอดี หวังว่าเจ้าคงไม่กลัวข้านะถ้าเจ้าไม่กลัวก็มาอยู่เป็นเพื่อนข้าก็ได้ และที่เจ้าไม่เห็นมันคงยังไม่หิวก็ได้"

ชายชรากล่าวขึ้น

"ได้หรือจ๊ะท่านตา ไม่ใช่ว่าท่านตาเห็นว่าข้าไม่มีเส้นลมปราณที่จะฝึกวรยุทธ์ท่านตาจะใช้ข้าเป็นทาสคอยรับใช้ท่านตาหรือจ๊ะ"

หลินซินหยากล่าวขึ้น

"ใครคิดแบบนั้นกับเจ้ากันแม่หนูเจ้าก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตของข้าเลยนะ แล้วข้าจะให้เจ้าเป็นทาสได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าข้ามีคัมภีร์เล่มหนึ่ง ที่ใช้สำหรับเปิดเส้นลมปราณโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นข้าจะลองให้เจ้าฝึกฝนดูเพราะตอนนี้เจ้ายังเด็กในการฝึกฝนน่าจะง่ายอยู่ เพราะมันเป็นการเปิดเส้นลมปราณที่ออกมาจากรากฐานของการฝึกวรยุทธเลย ซึ่งเด็กวัยห้าหนาวกำลังที่จะมีเส้นลมปราณนี้ข้าคิดว่าเจ้าโชคดีที่ได้พบกับข้า หากเจ้าศึกษาคัมภีร์นี้แล้ว เจ้าอาจจะทะยานสูงสุดยิ่งกว่าผู้ที่มีปราณฝึกวรยุทธในธาตุต่างๆก็ได้ แต่มีข้อแม้อยู่นิดหน่อยนะ มันเป็นการฝึกที่เจ็บปวดมากเลยทีเดียว สำหรับเด็กวัยห้าหนาวมันจะเป็นการง่ายในการก้าวหน้า แต่มันจะเป็นการยากสำหรับความอดทน ข้าชรามากแล้วไม่ได้หลอกลวงเจ้า ลองไตร่ตรองดูหากเจ้าคิดว่าเจ้าอดทนได้ก็ลองดูก่อนก็ได้"

ชายชรากล่าว

"ท่านตาจะให้ข้าเป็นลูกศิษย์หรือจ๊ะ คนแบบข้าสามารถฝึกวรยุทได้จริงๆหรือจ๊ะ"

หลินซือหยาถามขึ้นอย่างดีใจ นางตัดใจเรื่องที่มีวรยุทธตั้งแต่ที่นางออกมาจากหมู่บ้านนั้นแล้วเพราะทุกคนตราหน้าว่านางเป็นคนไร้ค่า ไม่สามารถฝึกวรยุทธดังคนอื่นได้ นางจึงคิดว่านางไม่สามารถฝึกได้แล้วจริงๆและจะเดินทางของตัวเองใหม่ แต่ท่านผู้เฒ่าผู้นี้มาพูดให้ความหวังนางแบบนี้อีก ถึงแม้มันจะเป็นความเจ็บปวดอย่างไรก็ตามนางก็จะลองดู

"555 ข้าบอกเสียเมื่อไหร่ว่าจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ ข้าเองไม่ใช่อาจารย์ที่มีชื่อเสียงเสียหน่อยข้าเพียงแค่บอกเจ้าว่ามีตำราหนึ่งตำราที่อาจจะทำให้เจ้าเปิดเส้นลมปราณได้เพียงเท่านั้น อันที่จริงข้าเองก็ยังไม่แน่ใจถึง 100% แต่อย่างน้อยหากเจ้าได้ศึกษาคัมภีร์นี้ หากไม่สามารถเปิดเส้นลมปราณให้ฝึกวรยุทธได้เจ้าก็จะมีทักษะในการต่อสู้พอสมควร"

ชายชราผู้ขึ้น

"เอาจ๊ะท่านตาถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดข้าก็จะยินยอมถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ผล เพียงรู้ทักษะการต่อสู้ก็ยังดีจ๊ะท่านตา"

หลินซือหยากล่าวขึ้นอย่างแนวแน่ ชายชรามองเด็กน้อยแล้วยิ้มออกมา เด็กผู้นี้มีความน่าสงสารอยู่ในตัวทคนทุกคนย่อมอยากที่จะมีวรยุทธเพราะยุทธภพแห่งนี้ผู้ไม่มีวรยุทธ์ถือว่าเป็นผู้ไร้ค่าจริงๆ แต่เขานั้นได้มีคัมภีร์ดีอยู่ในมือเพียงเท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เขามองหน้านาง เอาเข้าจริงๆเขาเองก็ไม่แน่ใจ 100% เพราะผู้ที่ให้ตำราเล่มนี้มากล่าวไว้เพียงอาจจะเปิดเส้นลมปราณที่เคยติดตายได้เท่านั้น เมื่อทั้งสองตกลงที่จะเดินทางไปร่วมกัน ชายชราไม่รีรอยื่นมือขวาของตัวเองออกมา ไม่นานมีสิ่งที่ลอยอยู่เหนือฟ้าที่มีขนาดเล็กสีเขียวพุ่งมาที่พวกเขาทั้งสองไม่นานก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนรูปร่างชัดเจนว่าเป็นใบไม้ยักษ์ หลินซือหยามองดูด้วยความทึ่งนางอ้าปากข้างกับสิ่งที่ได้เห็น เด็กน้อยวัยห้าหนาวยังไม่เคยผ่านโลกมาสิ่งแบบนี้นางไม่เคยเห็นแน่นอน

"ป่ะขึ้นไปบนนั้นกัน รอให้เจ้าเดินไปก็คงจะแก่ตายพอดี"

ชายชรากล่าวขึ้น

"ท่านตาปกติเขาใช้สิ่งนี้เป็นพาหนะหรือจร๊ะ ข้าพึ่งเคยเห็นครั้งแรก"

หลินซือหยากล่าวด้วยความด้วยความตื่นเต้น

"ปกติผู้ที่ฝึกยุทธ์จะต้องฝึกเหาะไปในตัว แต่เจ้าไม่สามารถที่จะทำมันได้ข้าก็เลยใช้สิ่งนี้แทน หากจะให้ข้าแบกเจ้าเหาะไป ข้าก็คงจะปวดหลังก่อนน่าดู วิธีนี้แหละดีแล้วไปขึ้นมาเถอะไม่ต้องมาถามอะไรมากมาย"

ชายชรากล่าวขึ้นและก้าวขาขึ้นเป็นตัวอย่างให้หลินซือหยา นางจึงก้าวขาขึ้นไปและนั่งข้างหลังชายชรา และใบไม้นั้นก็พุ่งขึ้นไปบนอากาศ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status