Mag-log inเมื่อเด็กน้อยทุกคนกลับไปแล้วเด็กน้อยเสวี่ยหลานก็ไปช่วยพ่อจัดผ้าอีก พ่อจึงก็หยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมา เปิดเผยวัตถุที่เสวี่ยหลานเห็นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตสร้อยหยกรูปงูขาว เด็กน้อยมองด้วยความอยากรู้นางมองและจดจำลักษณะของมัน หยกนั้นขาวสะอาดจนแทบเรืองแสง ลวดลายสลักเป็นเกล็ดเรียงละเอียด เมื่อแสงแดดส่องต้องกลับสะท้อนเป็นประกายเย็นเยียบอย่างประหลาด เด็กน้อยทำตาลุกวาวเมื่อเห็นแสงสะท้อนอย่างประหลาดนั้นมากระทบตาตัวเอง นางมองเลยไปจนเห็นพ่อ ที่มองหยกอยู่นานก่อนจะยื่นให้เสวี่ยหลาน เด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อยไม่ใช่ว่าหนังจ้องมองขนาดนั้นจนพ่อรู้ว่านางแอบจดจำรายละเอียดแล้วหรือนางจึงไม่กล้ายื่นมือเข้าไปจับ
“รับเอาไปสิ มันเป็นของเจ้า จำไว้นะ หลานเอ๋ย ของสิ่งนี้อย่าให้ใครเห็น ” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความจริงจังผิดจากทุกวัน ทำให้ผู้ฟังที่ไม่เคยกินเกิดความรู้สึกในใจว่าเหมือนกำลังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง “ของสิ่งนี้ คือของที่แม่เจ้าทิ้งไว้ให้ จงเก็บรักษามันให้ดี มันอาจนำพาเคราะห์ร้ายมา แต่ก็อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะคุ้มครองเจ้าได้” เสวี่ยหลานชะงัก ดวงตาสั่นไหว นางไม่ค่อยได้ถามถึงมารดา เพราะทุกครั้งที่ถาม พ่อมักเลี่ยงเสีย มือของนางยื่นไปหาสร้อยเส้นนั้นช้าๆ นางมองหยกสีขาวที่อยู่ในมือพอ เหมือนจี้รูปงูนั้นจะเคลื่อนไหวแต่พอมองเข้าดีๆมันกลับไม่ได้ไหวติงตามที่นางจินตนาการ “แม่ข้า…เป็นใครกันแน่หรือเจ้าคะ?” เสียงน้อยๆเอ๋ยขึ้น ชายคนนั้นเพียงยิ้มเศร้า ๆ แล้ววางมือลงบนศีรษะของเด็กน้อย อย่างไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี “วันหนึ่ง เจ้าจะได้รู้เอง แต่ตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลา เจ้ารู้ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องนี้สำหรับเจ้าหรอกให้เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่และเจ้าคนหามันด้วยตัวเองนะ” ผู้เห็นพ่อก็เอาขึ้นพลางมองดูหน้าลูกสาวที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก เสวี่ยหลานกำสร้อยไว้แน่น ความเย็นจากหยกซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ก่อนที่จะหยิบมาส่องดูอีกครั้ง นางรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังมองนางผ่านเกล็ดเล็ก ๆ ที่ส่องประกาย ความลับที่ซ่อนอยู่ภายในหยกชาวนี้ เช้าวันนั้นผ่านไปช้า ๆ เหมือนเช้าวันอื่น ๆ แต่ในอกของเสวี่ยหลานกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้เป็นพ่อไม่เคยมีกริยาแบบนี้มาก่อน วันนี้เหมือนจะมีผู้คนเดินตลาดมากกว่าทุนทุกวัน มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาแวะเวียนซื้อน้ำชาและดูผ้าของพ่อเด็กน้อยเสิร์ฟชาบ้าง ช่วยพ่อจับผ้าบ้าง วันนี้ผู้เป็นพ่อช่างแปลงจ้องมองผู้คนที่เดินอย่างขวักไขว่ ไม่นานก็มีเสียงผู้คนจอแจเดินเข้ามาในร้านผ้าเพื่อที่จะดูผ้า ผู้เป็นพ่อจับเทียบสีให้พวกเขาดู ลูกสาวก็ชงน้ำชาในลูกค้าอีกคน ไม่นานก็มีเสียงโวยวายอยู่ทางตอกในตลาด "เห้ไฟไหม้เร็วๆ ช่วยกันกับไฟ มันไหม้ลามมาแล้วเร็วๆก็น้อยทุกคนช่วยกันดับไฟหน่อย" เสียงดังขึ้น พ่อกับลุกวิ่งไปดูอย่างเตรียมตัวว่ากำลังดูลูกค้าอยู่ เมื่อไปถึงถึงสถานการณ์ไฟลุกท่วมแล้วผู้เป็นพ่อวิ่งไปหากระป๋องเพื่อที่จะใส่น้ำเพื่อที่จะไปดับบนหลุดหลายๆคนที่อยู่ในตลาดแห่งนี้ช่วยกันใช้กระป๋องตักน้ำแล้วสาดเข้าไปใช้เวลาดับไฟนั้นสับ 1 ก้านคู่ไฟนั้นก็สิ้นสุดลง "มีใครเป็นอะไรหรือป่าว" เสียงคนดังขึ้น "ลุงหลี่น่าจะถูกไฟครอก เพราะเขาเห็นล่าสุดน่าจะเป็นลุงหลี่ที่เข้าไปในตรอกนั้น" เสียงบุรุษผู้นั้นกล่าวขึ้นจึงทำให้ไป๋เสวี่ยหลานตกใจ เพราะเขาพึ่งเห็นบุรุษผู้นี้เมื่อเช้า และได้พูดคุยตอนที่สืบน้ำชาให้เมื่อเช้า "ไป๋อหมิง ข้าขอคุยกับเจ้าสักประเดี๋ยวให้ลูกสาวเจ้ากลับไปก่อนได้หรือไม่" เสียงบุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น เสวียหลานจึงมองว่าใครที่เรียกพ่อของตัวเองไว้ เป็นบุรุษวัยกลางคนเหมือนจะรู้จักพ่อ นางมองหน้าผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นว่าพ่อพยักหน้าให้นางจึงเดินเรื่องหนีไปและเห็นบุรุษผู้นั้นพาพ่อไปคุยหรอกใกล้ๆกับตอกที่เกิดไฟไหม้เมื่อครู่นางเอยังไม่ได้กลับไปที่ร้านเลยยังคงจ้องมองอยู่สักพักใหญ่ๆค่ะผู้เป็นพ่อก็เดินออกมาด้วยสีหน้าที่หมองคล้ำ นางจึงรีบวิ่งกับร้านทันทีเพราะกลัวว่าพ่อจะรู้ว่าตนแอบดูอยู่เมื่อไปเห็นสภาพร้านก็ต้องตกใจเพราะผ้าทุบหีบนั้นถูกรื้อค้นไปหมดแถกล่องของใบชาของนางเองก็ถูกดูค้นใบชากระจัดกระจายเต็มพื้นร้าน นางอึ้งอยู่สักครู่พ่อก็เดินเข้ามา ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์จึงมุ่งดูร้านนี้ที่โดนรื้อค้นผู้เป็นพ่อรีบไปเก็บผ้าให้เข้าหีบการผูกหรือคนวันนี้ทำให้พวกเขาเสียเวลากับการจัดเก็บงานจนถึงเวลาเย็นส่วนสภาพของใบชานั้นพวกเขาไม่สามารถเก็บได้เลยจึงต้องปล่อยให้มันเสียหายไป หลายๆคนเห็นจึงช่วยกันเก็บผ้าเพราะสงสารเด็กน้อยตาดำๆกับผู้เป็นพ่อไม่รู้ว่าคนที่รื้อคนนั้นต้องการสิ่งใด เมื่อเก็บทุกอย่างเสร็จผู้เป็นพ่อก็ขอบคุณชาวบ้านที่ช่วยกันเก็บของ "พวกนั้นเป็นใครเจ้าพอจะรู้หรือไม่แล้วมันต้องการหาสิ่งใดล่ะแล้วมีของอะไรของเจ้าหายหรือไม่" ผู้นำหมู่บ้านถามขึ้น "พวกข้าไม่มีของที่มีค่าอะไรที่นี่หรอกขอรับพวกข้ามีแต่พวกผ้าและพวกชาแค่นี้ไม่มีสิ่งใดหาย ผ้านั้นก็ยังอยู่ครบแต่มีของเสียหายก็คือใบชาพวกนี้แหละขอรับ" ไป๋อมิงกล่าวอย่างนอนบน้อม และเขาก็มั่นใจแล้วว่าคนกลุ่มนั้นจะหาอะไรกันแน่ บุรุษวัยกลางคนมองหน้าบุตรสาว "ไม่มีอะไรเสียหายข้อดีแล้วและมีคนอื่นที่ถูกคนอีกหรือไม่" เสียงผู้นำหมู่บ้านถามขึ้น "มีขอรับเป็นลังผ้าเช่นเดียวกันพวกนั้นน่าจะได้ข้อมูลมาว่าของที่พวกเขาหานั้นอยู่ดังภาคเพราะว่าทุกร้านที่ขายผ้าจะโดนหรือค้นขอรับ" เสียงผู้หนึ่งดังขึ้น ทำให้เด็กน้อยรู้สึกโล่งอกมากเพราะไม่ใช่แค่ของของตนที่ถูกลื้อค้นแต่มีของของคนอื่นด้วย คนที่มาหาของอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ "งั้นข้าขอตัวกลับเลยถ้าต้องไปจัดแจงผ้าอีกแบบนี้ไม่น่าจะขายได้แล้ว" ไป๋อหมิงกล่าวกับผู้นำและขนของกลับบ้าน พอมาถึงบ้านไป๋อหมิงก็เก็บถุงผ้าให้ลูกน้อย เป็นของนางโดยเฉพาะแล้วก็เอาเบี้ยแบ่งให้นางครึ่งนึง "ของที่พ่อให้เจ้ายังอยู่ที่เจ้าหรือไม่หรือว่ามันหายไปกับพวกที่มารื้อขนของแล้ว" ผู้เป็นพ่อถามขึ้น ลูกสาวลูบตรงหน้าท้องที่มีผ้าคาดเอวอยู่และดึงมันออกมา "อยู่เจ้าคะทำไมหรือคะพ่อหรือว่าพวกนั้นจะตามหา" เด็กน้อยผู้ยังไม่จบดีผู้เป็นพ่อก็ยัดมันใส่มือลูกเหมือนเดิมและก็พยักหน้า "พ่อขอจัดของอีกสักหน่อยผ้าของเราเสียหายไม่มากคืนนี้พ่อต้องซ่อมมัน" ก็เป็นพ่อกล่าวขึ้นเมื่อลูกได้ยินอย่างนั้นจึงหยิบผ้าพวกหนึ่งแล้วเข้าไปในห้องเพื่อที่จะช่วยพ่อจัดการซ่อมมันเสียงลมพัดหวิวรอบหุบเขาไม่เคยสงบ ตั้งแต่เมื่อวานจนเข้าสู่วันใหม่ หมอกบางเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต ขณะที่หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานหินเปียก ลมหายใจของนางสม่ำเสมอแต่เต็มไปด้วยความกดดัน สายฝนที่ตกต่อเนื่องราวไม่รู้จักจบจักสิ้นมันตกทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่อาจดับความร้อนที่พลุ่งพล่านในโลหิตของหญิงสาว ชายชรายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวดวงตาเขาปิดอยู่ แต่เขารับรู้ได้ถึงทุกการสั่นไหวในลมหายใจของนาง“จงฟังเสียงลมในกายเจ้า...”เสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ย “ลมหายใจที่หนึ่งคือ การตื่นของตรา — เจ้าผ่านมาแล้ว แต่ลมหายใจที่สองคือ การยตอมรับเลือดของมัน หากใจเจ้าไม่มั่นคง มันจะกลืนเจ้าจากภายใน”เสียงชายชรากล่าวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน หญิงสาวหลับตาแน่น พยายามสงบใจเสียงฝนกลายเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของนางเสียงสายลมแผ่วเบาจนแยกไม่ออกว่า มาจากนอกกาย... หรือในกาย“เจ้าคือเลือดของข้า..จงฟังข้า... และเจ้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก...”เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้งหลังจากที่มันไม่ได้กระซิบกับนางมาเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว เสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับอยู่ในหู ภาพวูบวาบแล่นผ่านในห้วงสำนึก เงาร่างของพ่อที่ล้มลงกลางเพลิง มือที่ผลักนางอ
สายหมอกยามเช้าคลอเคลียยอดไม้ เสียงน้ำจากธารภูเขาไหลรินอย่างสงบ หญิงสาวเดินเซอย่างเหนื่อยล้าท่ามกลางผืนป่าที่ทอดยาวไร้สิ้นสุด เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน เลือดแห้งกรังอยู่ตามขาและแขน แต่ดวงตา... ยังส่องประกายแน่วแน่ นางนั้นวิ่งหนีออกจากถ้ำตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้หยุดพักเนื่องจากว่าหากหยุดพักก็กลัวว่าจะถูกตามทัน และเหมือนมีพลังบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถที่จะหยุดพักได้“อีกนิดเดียว...” เด็กน้อยพึมพำเบา ๆราวกับเสียงกระซิบในหัวตอบกลับทันที “หนทางของตรา ไม่ใช่การหนี... แต่คือการ ตื่นรู้”เสียงเมื่อคืนที่นั่งได้ยินนั้นดังอีกครั้ง“ข้าไม่ต้องการมัน...” นางตอบเสียงแผ่ว “ตรานี้นำแต่ความตาย...หากไม่เรียนรู้จะควบคุม พลังนั้นจะกลืนเจ้าในที่สุด”คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในใจ จนนางแทบไม่รู้ว่าตนเองเดินมาถึง “หุบเขาแห่งพายุ” ตั้งแต่เมื่อใดหมอกหนาทึบและลมแรงพัดหมุนตลอดเวลา ต้นไม้รอบด้านเอียงเอนไปตามแรงลม เสียงกรีดของพายุทำให้ทุกก้าวกลายเป็นการต่อสู้นางพยายามหาที่หลบ แต่ลมกลับพัดรุนแรงกว่าเดิม จนกระทั่ง“เจ้า... ทำไมถึงมาที่นี่ได้”เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือเสียงพายุ หญิงสาวเงยหน้ามอง เห็นชายชราผู้หนึ่งยืนอย
แสงอรุณสาดลอดปากถ้ำเข้ามาอาบผนังหิน เงาแสงสีทองอุ่นจางส่องต้องใบหน้าของหญิงสาว เด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากห้วงฝันอันพร่าเลือน ความฝันที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบ เสียงลมหายใจของอสรพิษ และแสงเงินที่เลื้อยอยู่รอบกาย ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวไปในที่แผลตอนที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาหัวใจของนางยังเต้นไม่เป็นจังหวะ หัวใจที่เต้นถี่ ความเย็นจากพื้นหินยังคงซึมเข้าสู่ร่างเรื่อยๆ“เมื่อคืน... มันคือความฝันงั้นหรือ?”หญิงสาวพึมพำเบา ๆกับตัวเองพรางบิดขี้เกียจ และมือบางบางของนางก็เลื่อนไปแตะที่ต้นคอของตัวเองเบาๆ ความเย็นเฉียบแผ่วผ่านปลายนิ้ว ก่อนที่นางจะชะงักมือด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบางสิ่งสะท้อนในแสงยามเช้า มันเป็นคล้ายๆกับเกล็ดเงินเล็กละเอียดปรากฏชัดบนผิวจองนาง เรียงเป็นลวดลายโค้งคล้ายเกล็ดงู นุ่มเรียบแต่มันส่องแสงสีขาวราวโลหะกระทบกับแสงอาทิตย์“นี่มัน...” นางสูดลมหายใจสั้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน รอยนั้นไม่จางหาย ไม่ใช่รอยสัก ไม่ใช่แผลแต่เหมือนเป็น “ส่วนหนึ่งของร่าง” ไปแล้วความหวาดกลัวแล่นวูบเข้าสู่ใจ แต่ลึกลงไป... มีบางสิ่งหนึ่งที่เหมือนกำลัง ปลุกเร้า นางจากภายใน เสียงนั้น... กลับมาอีกครั้ง “อย่ากลัว.
สายลมยามค่ำคืนเย็นเยียบจนแทงทะลุผิวกายหญิงสาวพิงผนังหินในถ้ำลึก มือกุมหน้าอกแน่น ใบหน้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่น นางหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งหนีตายมาไกลหลายลี้ นางมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว ถ้ำนี้ดีหน่อยที่มีคบเพลิงอยู่สามสี่อัน นางจุดคบเพลิงขึ้นเพียงอันเดียวก็เพียงพอให้แสงสว่างแล้ว เพราะเป็นตอนกลางคืนและถ้ำเองก็มืด คบเพลิงอันเดียวก็ส่งแสงสว่างเพียงพอ เสียงน้ำหยดจากเพดานถ้ำดังเป็นจังหวะช้า ๆ ผสมกับเสียงหัวใจเต้นที่ดังชัดในอกความเหนื่อยล้าเข้ามาปะปน นางหลับตา สูดลมหายใจลึกเพื่อข่มความสั่นแต่ยิ่งพยายามสงบเท่าไร เสียงนั้นกลับยิ่งชัดขึ้น... “เลือดของข้า... ไหลเวียนในตัวเจ้าแล้ว”หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นกวาดมองรอบถ้ำไม่มีใคร ไม่มีเงาของผู้คน มีเพียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่นางจุดไว้สะท้อนอยู่บนผนังหินซึ่งไร้คนอื่นๆ เปลวเพลิงเองก็นิ่งเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน“ใคร... ใครอยู่ที่นั่น!”เธอตะโกนถาม เสียงสะท้อนกลับมาเพียงคำพูดของตนเอง"ใคร...ใครอยู่ที่นั่น!"สักพักใหญ่ๆก็มีเสียงอีกเสียงที่ไม่ใช่เสียงสะท้อนของนาง“ข้า... คือเจ้า”“และเจ้าคือผู้สืบตราแห่งอสรพิษขาว”เสียงนั้นดังขึ้นในหัวชัดเจ
เสียงฝีเท้าในค่ำคืนยังตามหลอกหลอนในห้วงฝันของเด็กสาว ลมกลางดึกพัดผ่านผนังไม้ กรีดเสียงคล้ายมีดเฉือนใจของนาง วันนั้น...แสงเพลิงส่องลอดประตู เสียงโลหะกระทบกันก้องกังวาน นางเองได้แต่ยืนตัวสั่น มองเงาของพ่อที่ยกดาบขึ้นปะทะกับคนชุดดำในความมืด“หนีไป...!”เป็นเสียงสุดท้ายที่พ่อพูดกับนางและพลักนางให้ออกจากบ้านหลังนั้น ก่อนที่เงานั้นจะกลืนร่างท่านหายไปในม่านควัน นางวิ่งไปในความมืด หัวใจเต้นรัวดั่งจะระเบิด เสียงดาบยังดังไล่หลัง เหมือนเตือนให้จำว่าข้ายังมีชีวิตได้เพราะใคร หลายคืนแล้วที่นางไม่อาจหลับสนิท ทุกครั้งที่ปิดตา เขายังเห็นแผ่นหลังของพ่อยืนอยู่ท่ามกลางเพลิง แผ่นหลังที่สั่นไหวด้วยลม แต่ไม่เคยสั่นด้วยความกลัว นางอยากกลับไปกอดพ่ออีกครั้ง อยากบอกว่าตัวเขาจะไม่หนีอีกต่อไป นางจะเติบโต...ให้คู่ควรกับเลือดที่พ่อทิ้งไว้ในคืนนั้น ครั้นนางจะหยุดพักก็เหมือนว่ามีคนกำลังวิ่งตามพอมองออกไปก็ไร้วี่แววของผู้คน นางได้แต่คิดอยู่ในใจ ในเมื่อนางหนีมาหลายวันหลายคืนแล้ว ทำไมเสียงนั้นยังตามหลอกหลอนนางอยู่ ถามว่านางน่าจะคิดไปเองว่ายังมีคนวิ่งไล่ตามอยู่ตลอดเวลา ลมหนาวยามค่ำยังคงพัดผ่าน เด็กสาวเงยหน้ามองฟ้า เห็นดวง
ลมราตรีพัดกรรโชกผ่านป่าไผ่ เสียงใบไผ่เสียดสีกันราวกับเสียงคร่ำครวญจากวิญญาณเร้นลับภายในเรือนเล็กกลางหมู่บ้าน ไป๋เสวี่ยหลานเด็กสาวนั่งเย็บเสื้อผ้าใต้แสงตะเกียงน้ำมัน แสงอุ่นส่องขับดวงหน้านวลที่ยังไร้เดียงสา ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความฝันเรียบง่าย ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาเงียบสงบไปวัน ๆ พรุ่งนี้เช้าทั้งสองจะออกเดินทางไปขายผ้าที่ถิ่นใหม่แล้ว ไป๋เสวี่ยหลานเย็บผ้าตัวนี้เสร็จก็จะเขานอน แต่คืนนี้ที่ควรจะสงบสุข กลับแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ยากลืมเลือน "ตึง! ตึง! ตึง!เสียงของประตูไม้ที่ถูกถีบแตกดังสะท้านไปทั่วเรือน ก่อนที่เงาดำหลายสายจะทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วบิดาของไป๋เสวี่ยหลาน นามว่าไป๋อหมิงพ่อค้าเร่ที่ทุกทุกคนพูดถึง พุ่งออกมาขวางด้วยดวงตาเด็ดเดี่ยว เขาเพียงทันคว้าดาบเก่า ๆ ขึ้นมาในมือ“หลานเอ๋อร์ถอยไปอยู่หลังข้า!” เสียงเขาก้องดังก้องไปทั้งห้องเพลี้ยง! เพลี้ยง! เพลี้ยง!เสียงดาบปะทะกับอาวุธของผู้บุกรุก เสียงโลหะเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟในความมืด ไป๋เสวี่ยหลานตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นโลหิตสาดกระเซ็นออกมาจากแขนของบิดา หัวใจของนางนั้นเต้นดววตาของนางก็เริ่มพร่ามัวเหมือนมีอะไรมาบังสายตาให้มันมัวลงไป







