Masukภาพภูเขาแห้งแล้งตรงหน้าสร้างความหนักใจให้กับถานเซียนเซียนไม่น้อย นางก้มมองตามทางก็พบแต่ผืนดินแตกระแหงและต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาเต็มไปหมดโดยรอบบริเวณ ในใจของถานเซียนเซียนได้แต่คิดว่าพืชทนแล้งที่สามารถกินได้มีอะไรบ้าง เผื่อว่าจะมีพืชบางอย่างที่คนในครอบครัวของนางไม่รู้จักมาก่อนซึ่งสามารถนำไปเป็นอาหารได้ ถานเซียนเซียนจะได้เก็บมันกลับไป
ระหว่างทางเดินสำรวจที่ถานเซียนเซียนเดินอยู่ นางก้มเก็บไม้ฟืนแห้งมากอดเอาไว้ในอ้อมแขนไปด้วยเพื่อจะนำไปแลกเป็นอาหารกับระบบในภายหลัง ถานเซียนเซียนเดินลึกขึ้นไปด้านบนอีกระยะทางหนึ่ง นางคิดว่าบนเขาสูงที่ยังพอจะมีสีเขียวอยู่บ้างน่าจะมีอาหารป่าที่นางต้องการ
ถานเซียนเซียนเดินสูงขึ้นไปอีก ครึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดความพยายามของถานเซียนเซียนก็เป็นจริง นางพบดงสนป่าขนาดใหญ่ซึ่งน่าจะไม่เคยมีชาวบ้านคนไหนเคยขึ้นมาถึงที่นี่มาก่อน บนพื้นโดยรอบเต็มไปด้วยลูกสนป่า รอยยิ้มกว้างของเด็กสาวอดไม่ได้ที่จะเผยออกมา
“ลูกสนป่าพวกนี้คงพอทำให้ที่บ้านอิ่มไปได้หลายวัน” เสียงพึมพำดังขึ้นเบา ๆ นางไม่รีรอที่จะเก็บลูกสนจำนวนหนึ่งแล้วรีบวิ่งไปยังจุดนัดพบเพื่อเรียกคนในบ้านมาช่วยกันเก็บลูกสนให้ได้มากที่สุด
คนอื่น ๆ ที่หาของกินไม่ได้ต่างมายืนรอกันที่จุดนัดพบครู่ใหญ่แล้ว พวกเขาได้แต่นึกเป็นห่วงถานเซียนเซียนที่แยกไปเดินคนเดียว
“ไม่มีใครเห็นเซียนเซียนเหรอ” ถานม่อจือขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างกังวล พวกเรารอกันมาเกือบสองเค่อแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าลูกสาวจะกลับมา
“พวกเราไม่เห็นเลยขอรับท่านอา” ถานจงหยางกับถานจงซิงส่ายหน้าตอบ
“หรือพวกเราจะแยกย้ายกันตามหาดี” ถานจื่อเสนอความเห็น เขากลัวว่าหลานสาวจะพบอันตรายในภูเขาสูงแห่งนี้เข้าจนทำให้มาช้า
“พี่สาวบอกว่าให้รอที่นี่ขอรับ พวกท่านไม่ต้องกังวล” ถานเหยาจื่อบอกสิ่งที่ถานเซียนเซียนกำชับน้องชายเอาไว้ก่อนแยกตัวไป
“เจ้าพูดจริงหรือเหยาจื่อ” ถานม่อจือถามย้ำกับลูกชายอีกครั้ง
“จริงขอรับท่านพ่อ รอกันอีกสักประเดี๋ยวเถิดขอรับ” ถานเหยาจื่อเชื่อมั่นว่าพี่สาวของเขาจะต้องปลอดภัยกลับมาอย่างแน่นอน ในใจของถานเหยาจื่อ พี่สาวเขาเป็นคนที่เก่งที่สุดในสายตาของเขา
“อืม… ถ้าเหยาจื่อว่าแบบนี้ พวกเราก็นั่งพักรอก่อนเถอะ” ถานจื่อบอกทุกคน เขาเห็นว่าคนในครอบครัวดูอ่อนล้ามากแล้ว น่าเสียดายที่พวกเขาต่างหาของกินไม่ได้เลยแม้สักอย่างเดียวในวันนี้ ทำเอาถานจื่อถึงกับสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก
ขณะที่ทุกคนกำลังรอถานเซียนเซียนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ เสียงเล็ก ๆ ของถานเหยาจื่อก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยความดีใจ
“เย้! พี่สาวกลับมาแล้วขอรับ” ถานเหยาจื่อเห็นพี่สาวเหมือนถืออะไรอยู่แนบอกก็ยิ่งยิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี เขาคิดว่าพี่สาวจะต้องพบอาหารแล้วแน่ ๆ
“ทุกคน! ข้ามีข่าวดีมาบอกเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาทุกคนพร้อมรอยยิ้มกว้าง ตอนนี้นางมีลูกสนจำนวนหนึ่งซึ่งเก็บมาเท่าที่นางจะทำได้กับฟืนแห้งอีกหลายท่อนในอ้อมแขนน้อย ๆ
“หืม? หลานมีอะไรรีบบอกมาเร็วเข้า พวกเจ้าไปช่วยน้องสาวถือของ” ถานจื่อถามก่อนจะหันไปสั่งลูกชายทั้งสองคน เขาเห็นเหงื่อผุดอยู่บนใบหน้านวลของหลานสาวก็อดสงสารนางไม่ได้ ครอบครัวอื่นลูกสาวล้วนเป็นดั่งไข่มุกในฝ่ามือ แต่ถานเซียนเซียนหลานสาวเขากลับต้องมาตกระกำลำบากกับครอบครัวตลอดหลายปี
“ฝากท่านพี่ทั้งสองช่วยนำฟืนไปมัดไว้ให้ข้าหน่อยเจ้าค่ะ นี่ไงเจ้าคะท่านลุง ข้าขึ้นเขาไปเจอดงสนป่าขนาดใหญ่ ลูกสนพวกนี้เราสามารถนำมากินได้เจ้าค่ะ ที่นั่นยังมีลูกสนแบบนี้ร่วงอยู่เต็มไปหมดเลย ข้าเลยรีบกลับมาเรียกพวกท่านไปช่วยกันเก็บเอาไว้กินที่บ้านสักหลายวันเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนยื่นกิ่งไม้แห้งซึ่งนางเรียกฟืนให้กับถานจงหยางและถานจงซิง จากนั้นจึงยื่นลูกสนที่เก็บมาให้ทุกคนนำไปดู
“ไฮ้! ของแบบนี้มันกินได้ที่ไหนกันเซียนเซียน เปลือกมันแข็งมากเลยนะลูก” ถานม่อจือส่ายหัวบอกหลังจากสัมผัสลูกสนที่ลูกสาวส่งมาให้ดู
“นั่นสิ ท่านอาพูดถูก ถ้ามันกินได้คงมีคนเก็บมาจนหมดภูเขาแล้วล่ะ” ถานจงซิงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของถานม่อจือ
“พี่ใหญ่ ท่านแน่ใจหรือว่ามันจะกินได้น่ะขอรับ” ถานเหยาจื่อขมวดคิ้วถาม
“ข้าแน่ใจว่ากินได้เจ้าค่ะ พวกท่านรีบไปช่วยข้าเก็บเถิด ท่านพี่ทั้งสองยังต้องเข้าเมืองไปทำงานอีกนะเจ้าคะ หากช้ากว่านี้จะไม่ทันหางานทำแล้ว” ถานเซียนเซียนมองท้องฟ้าแล้วเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่พี่ชายต้องไปทำงานจึงรีบบอก
“เฮ้อ เอาล่ะ ๆ ทำตามน้องสาวพวกเจ้าว่าเถอะ รีบไปเก็บจะได้กลับบ้านกัน” ถานจื่อได้แต่ลองเชื่อใจหลานสาวดูสักครั้ง พวกเขาเกิดมาก็ไม่เคยนำลูกสนมาทำกินเลยสักครั้ง แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของหลานสาวก็ไม่เหมือนว่านางจะโกหก
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้ารับคำและเร่งเดินตามถานเซียนเซียนขึ้นเขาไป ไม้แห้งที่มัดเอาไว้หลายมัดตอนนี้ถูกวางทิ้งเอาไว้ที่เดิม พวกเขาจะขนลงเขาหลังจากเก็บลูกสนกลับมาเสร็จแล้ว ดีที่วันนี้พวกเขานำตะกร้าสานมาด้วยสองใบ หากว่าลูกสนพวกนั้นกินได้จริง พวกเขาก็คงสามารถอิ่มท้องได้หลายวันเลยทีเดียว
คนทั้งหกใช้เวลาเดินทางไปยังดงสนเพียงแค่สองเค่อเท่านั้น ก่อนที่พวกเขาจะพบเห็นลูกสนกองเป็นภูเขาเลากาบริเวณใต้โคนต้นสนขนาดใหญ่ในป่าด้านนี้
“โอ้ ลูกสนเยอะมากจริง ๆ ถ้ามันกินได้อย่างที่เซียนเซียนว่า พวกเราก็รอดตายแล้วล่ะนะ” ถานม่อจืออุทานออกมาทันทีที่มาถึง
“กินได้แน่นอนเจ้าค่ะท่านพ่อ รีบเก็บให้เต็มตะกร้าก่อนเถิด ข้าจะได้นำไปทำอาหารให้พวกท่านได้ลองกินดูเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนยิ้มกว้างออกมา
“ได้ ๆ ไปกันเร็วเข้า” ถานม่อจือพยักหน้ารับคำลูกสาวของเขา
ตะกร้าไม้ไผ่ที่ดูเหมือนมีพื้นที่ว่างมากมาย ในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยลูกสนจนแทบล้นออกมาอยู่มะรอมมะร่อ พวกเขายังพากันยัดลูกสนใส่เข้าไปในอกเสื้อจนพองออกมาและสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“รีบกลับกันเถอะ นี่ก็สายมากแล้ว” ถานจื่อเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถเก็บลูกสนได้อีกต่อไปแล้วรีบเรียกทุกคนทันที เขายังกังวลว่าลูกสนแข็งแบบนี้จะทำกินได้อย่างไรอยู่เป็นทุนเดิม ถานจื่อจึงอยากเห็นว่าหลานสาวเขาจะนำมาทำอาหารอย่างไรให้พวกเขาได้ลองลิ้มชิมดูกันแน่
“พี่ใหญ่ พวกเราต้องเก็บไม้ฟืนกลับด้วยนะขอรับ ประเดี๋ยวจะลืมเสียก่อน” ถานม่อจือรีบเอ่ยขึ้น เขากลัวว่าทุกคนจะรีบเกินไปจนลืมนำฟืนที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้กลับไปที่บ้านด้วย อย่างไรเสียฟืนพวกนี้ลูกสาวเขาก็อยากได้ไปแลกอาหารนี่นา
“ท่านอาไม่ต้องกังวลขอรับ พวกเราไม่ลืมแน่” ถานจงหยางยิ้มบางตอบ เขากับน้องชายมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังสะพายตะกร้าลูกสนอยู่บนแผ่นหลังของตัวเองก็ตามที
“เอาล่ะ ๆ รีบไปกันเถอะ” ถานจื่อบอกอีกครั้ง เขาเองก็กลัวว่าลูก ๆ จะเหนื่อยเช่นกัน วันนี้พวกเขายังต้องเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองต่ออีก
กลุ่มของพวกเขาทั้งหกคนเดินกลับไปยังจุดที่วางไม้ฟืนเอาไว้อย่างรวดเร็วกว่าตอนขึ้นเขาเสียอีก ไม่นานแต่ละคนต่างก็ช่วยกันถือไม้ฟืนที่มัดเอาไว้อย่างดีลงเขากันคนละไม้คนละมือ ถานเซียนเซียนเห็นว่าพี่ชายทั้งสองยังต้องแบกตะกร้าลูกสนคนละใบ นางจึงอาสาถือไม้ฟืนเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว ยังดีที่ร่างเล็ก ๆ ของนางยังพอจะมีเรี่ยวแรงอยู่บ้างหลังจากได้กินอาหารจากระบบ ไม่อย่างนั้นเซียนเซียนคงไม่แม้แต่จะสามารถขึ้นเขาเป็นเวลานานอย่างในวันนี้ได้แน่
เมื่อพวกเขาเดินลงมาถึงตีนเขา ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นต่างมองพวกเขาด้วยสายตาเวทนา ทุกคนต่างคิดว่าพวกเขาทำสิ่งไร้ประโยชน์ ชาวบ้านหลายคนรู้ดีว่าลูกสนพวกนั้นเป็นเพียงของไร้ค่า แต่คนตระกูลถานกลับเก็บมามากมายแบบนี้
“เฮ้! ถานจื่อ พวกเจ้าเก็บลูกสนมาทำไมกัน” ชาวบ้านคนหนึ่งอดถามขึ้นไม่ได้
“หลานสาวข้าอยากได้น่ะขอรับ พวกเราเลยช่วยกันเก็บมา” ถานจื่อไม่กล้าบอกว่าลูกสนพวกนี้หลานสาวเขาบอกว่ามันกินได้ อย่างไรเสียชาวบ้านเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะนิสัยดีกันทุกคน หากว่ามันกินได้จริงแล้วมีคนรู้เข้า ครอบครัวพวกเขาก็คงต้องลำบากอีกน่ะสิ ยังไงถานจื่อก็ต้องให้ความสำคัญกับครอบครัวก่อน
“อ้าว เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ เซียนเซียน เจ้าเก็บมาทำไมเยอะแยะน่ะ” ชาวบ้านอีกคนคิดว่าถานจื่อต้องมีอะไรปิดบังแน่ เขาจึงเลือกจะถามเด็กแทน
“ข้าแค่เก็บมาไว้ก่อไฟเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนเข้าใจสิ่งที่ท่านลุงตอบไปก่อนหน้านี้ นางเองก็คิดเช่นเดียวกันกับถานจื่อว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับเท่านั้น
“อ้อ ลูกสนพวกนี้ก่อไฟดีกว่าฟืนหรือยังไงกัน เจ้านี่คิดอะไรแปลก ๆ นะ” ชาวบ้านอีกคนอดมองคนตระกูลถานอย่างดูถูกไม่ได้
“เพ้ย! ลูกข้าจะเอาไปก่อฟืนแล้วมันทำไม หลีกทางไปเลย พวกข้าจะกลับบ้าน” ถานม่อจืออดตวาดเสียงดังไม่ได้เมื่อเห็นสายตาหลายคู่ดูถูกลูกสาวสุดที่รักของเขา
หลังมื้อเช้าวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนก็ออกเดินทางกันอีกครั้งอย่างไม่เร่งร้อน ถานเซียนเซียนที่เพิ่งกินอิ่ม พอขึ้นรถม้าได้ไม่นานก็หลับไปสิบห้าวันต่อมา การเดินทางดั่งหอยทากของถานเซียนเซียนในที่สุดก็จบลงเสียที นางไปส่งครอบครัวลุงใหญ่กับท่านปู่ไว้ที่จ้วงจื่อก่อน จากนั้นนางกับต้วนหยูก็กลับจวนโหวเพื่อเตรียมเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้ เพราะพวกเขาส่งคนไปแจ้งกำหนดการมาถึงให้คนในวังทราบแล้วตั้งแต่สองวันก่อน“พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน พวกท่านสบายดีนะขอรับ” ถานม่อจือถามพี่ชายที่เพิ่งเดินออกจากเรือนที่พวกเขาเลือกเอาไว้ให้มายังห้องโถงรับแขก“สบายดีมากเลยล่ะ พวกเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” ถานจื่อเองก็นึกห่วงน้องชายไม่น้อยไปกว่าถานม่อจือเช่นเดียวกัน“พวกเราก็สบายดีขอรับ ตั้งแต่ได้ทำน้ำหอมขาย พวกเราก็ไม่ได้ทำงานสวนอีกเลยขอรับท่านพี่ อ้อ รอพวกท่านหายเหนื่อยก่อน ข้ากับฟู่เหมยจะพาท่านไปดูเครื่องทำน้ำหอมนะขอรับ ในนั้นพวกเราเก็บน้ำหอมที่ผสมแล้วไว้ให้พวกท่านด้วยคนละขวด ข้าคิดว่าพวกท่านต้องชอบแน่ขอรับ” ถานม่อจือกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขากับเมียใช้เวลาว่างผสมน้ำหอมให้เป็นกลิ่นที่เหมาะกับบุคลิกของคนในครอบคร
“คารวะท่านปู่ขอรับ/เจ้าค่ะ” ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนเห็นถานฟานมาถึงก็รีบลุกขึ้นค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม พวกเขาเห็นถานฟานดูสบายดีก็อดยกยิ้มไม่ได้“ไฮ้ ตามสบาย ๆ จะมากพิธีไปทำไมกัน พวกเจ้ามาได้อย่างไร ปู่ได้ข่าวว่าพวกเจ้ามีภารกิจที่ฝ่าบาทมอบให้มิใช่หรือ” ถานฟานรู้ข่าวลูกหลานจากจดหมายที่ถานม่อจือให้คนส่งมายังหมู่บ้านทุกเดือน“พวกเราเสร็จงานแล้วขอรับ เซียนเซียนเลยอยากแวะมาเยี่ยมทุกคนที่นี่ก่อนจะเดินทางกลับเมืองหลวงน่ะขอรับ” ต้วนหยูตอบแทนถานเซียนเซียนที่เอาแต่เล่นกับหลานชายของนางซึ่งพี่สะใภ้พามาหาก่อนหน้านี้“อ้อ มาถึงกันตั้งแต่เมื่อใดเล่า เดินทางเหนื่อยหรือไม่” ถานฟานกลัวหลาน ๆ จะเหนื่อยล้าเกินไปจากการเดินทางไกล“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ พวกเราไม่ได้เร่งร้อนเดินทางนัก” ต้วนหยูบอกยิ้ม ๆ เขาเห็นท่าทางสดใสของถานเซียนเซียนก็อดคิดถึงตอนที่นางให้กำเนิดบุตรไม่ได้ หากว่าเป็นลูกของพวกเขาเอง ถานเซียนเซียนจะอารมณ์ดีมากสักแค่ไหนกันที่ได้เล่นกับลูก“อืม… เที่ยงนี้อยู่กินข้าวกับปู่นะ เดี๋ยวปู่จะให้คนไปตักปลามาทำอาหารให้พวกเจ้ากินกัน ปลาในสระบ้านเราออกลูกออกหลานมาจนกินไม่ทันแล้ว” ถานฟานที่มักจะกินปลาแทบทุกวันเ
ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนพักผ่อนอยู่ที่เมืองถิงสือเพียงสามวัน ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางออกจากเมืองถิงสือไปยังด่านเมฆาโดยใช้เวลามากถึงสองวัน“น้องหญิง พักกันที่ด่านก่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” ต้วนหยูเห็นว่าใกล้จะถึงยามพระอาทิตย์ตกดินแล้ว“ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ให้คนตั้งค่ายเถอะ” ถานเซียนเซียนความจริงอยากเดินทางผ่านช่องแคบก่อนค่อยหยุดพัก เพียงแต่การเดินทางยามค่ำคืนบนเส้นทางนี้ยังอันตรายเกินไป เพราะตลอดเส้นทางเป็นทางแคบยาวไปมากกว่าสามสิบลี้ นางจึงไม่อยากขัดใจต้วนหยูที่ให้หยุดพักบริเวณด่านตรวจ เมื่อก่อน ด้านหน้าด่านตรวจนี้จะมีผู้อพยพจำนวนมากอาศัยอยู่ แต่ตั้งแต่ทางการเกณฑ์ผู้อพยพไปสร้างคลองส่งน้ำ ที่นี่ก็ไม่มีผู้อพยพเหลืออยู่อีกต่อไป พวกเขาต่างช่วยกันขุดคลองส่งน้ำไปยังถิ่นฐานของตนเองจนทำให้พวกเขาได้กลับไปอยู่ที่บ้านเดิมกันแทบจะหมดแล้ว มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในเมืองอื่นแต่ก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเดิมของพวกเขามากนัก“ท่านพี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านปู่ที่หมู่บ้านก่อนกลับเมืองหลวงได้ไหมเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนเอ่ยถามก่อนเข้านอนบนรถม้าคืนนั้น นางคิดมาพักใหญ่แล้วแต่ไม่กล้าถามต้วน
“น้องหญิงไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ รับรองว่าเราไปถึงถิงสือตรงเวลาแน่นอน” ต้วนหยูได้แต่ต้องให้คำมั่นกับถานเซียนเซียน เขาไม่อยากให้นางอารมณ์เสีย ถานเซียนเซียนเห็นสีหน้าจริงจังของต้วนหยูเข้าก็ไม่อยากงอแงอีก นางกลัวว่าเขาจะรำคาญที่นางงี่เง่าเอาแต่ใจมากเกินไป เมื่อสามเดือนก่อน ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนทราบข่าวจากองครักษ์ลับว่าฝ่าบาทส่งขุนนางกรมเกษตรมาเรียนรู้วิธีการปลูกดอกบัวที่เมืองถิงสือ พระองค์ยังมีรับสั่งให้ขุนนางเหล่านั้นตรวจสอบที่ดินในเมืองอื่นเพื่อหาดินที่เหมือนกับเมืองถิงสือด้วย เนื่องจากฝ่าบาทเห็นว่าการทำสวนบัวนี้สามารถช่วยเหลือราษฎรที่มีที่ดินซึ่งไม่สามารถปลูกพืชได้มาก พระองค์จึงคิดจะส่งเสริมราษฎรให้ทำสวนบัวเพิ่มขึ้นสิบเจ็ดวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนมาถึงหน้าประตูเมืองถิงสือที่ตอนนี้มีชาวบ้านมากมายมานั่งรอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก เสียงถวายพระพรดังก้องไปทั่วบริเวณเมื่อรถม้าของนางเคลื่อนผ่าน ทำเอาถานเซียนเซียนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะท่านพี่ เหตุใดชาวบ้านจึงมากันมากมายเช่นนี้” ถานเซียนเซียนอดกังวลไม่ได้ นางกลัวว่าพวกเขาจะมีสิ่งใดให้นางช่วยหรือไม่จึงได้พากันมาเช่นนี้
ถานเซียนเซียนเดินดูที่ดินต่ออีกพักใหญ่ ก่อนที่นางจะชวนพวกเขากลับเข้าเมืองถิงสือเพื่อเขียนแผนผังการทำฟาร์มบัวของนาง“น้องหญิงมีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่า” ต้วนหยูเห็นนางเขียนหนังสืออยู่นานตั้งแต่กลับมาถึงจวนจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ ท่านพี่ไปตรวจสอบเสบียงเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนต่อทั้งที่เพิ่งถามสามีเสร็จ“อืม… ตรวจได้กว่าครึ่งแล้วล่ะ เจ้าเมืองจัดเก็บได้อย่างเป็นระเบียบ พี่เลยตรวจได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้น่ะ” ต้วนหยูนั่งลงช่วยฝนหมึกให้ถานเซียนเซียน“อา… เช่นนั้นงานของท่านพี่ก็เสร็จเร็วกว่ากำหนดสิเจ้าคะ แบบนี้สวนบัวของข้าคงจัดการไม่ทันเวลาที่เราต้องออกเดินทางไปซานหลางสิเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนอดกังวลไม่ได้ นางยังต้องสอนคนงานที่เจ้าเมืองถิงสือหาให้ก่อนจึงจะวางใจได้“เจ้าไม่ต้องรีบ พี่จะรอจนกว่าเจ้าจัดการที่ดินผืนนั้นเสร็จค่อยออกเดินทาง อย่างไรเสียก็ยังเหลือเมืองทางตะวันตกที่ต้องตรวจสอบอีกแค่สี่เมืองเท่านั้น” ต้วนหยูไม่ได้เร่งร้อนที่จะตรวจงานมากนัก เขาแค่อยากตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนจากไป“ขอบคุณท่านพี่ที่เข้าใจข้านะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนหันไปหอมแก้มข
[ ระบบ ดินที่นี่เหมาะสมที่จะปลูกแตงโมหรือเปล่า ] ถานเซียนเซียนคิดว่าที่นี่น่าจะสามารถส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแตงโมขายได้บ้าง[ หากเปลี่ยนดินใหม่ก็จะปลูกได้ผลผลิตดีมากขอรับ เจ้านายต้องการแลกเปลี่ยนหรือไม่ขอรับ ] ระบบในที่สุดก็หาเรื่องแลกเปลี่ยนกับถานเซียนเซียนได้เสียที[ อืม… รอก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะสำรวจดูว่าตรงไหนที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ข้าจะจ้างชาวบ้านปลูกแตงโมเพิ่มในที่ดินสามร้อยหมู่นั่นเอง ] ถานเซียนเซียนยังไม่รู้เลยว่าที่ดินในเมืองนี้ของนางอยู่ที่ใด หากว่ามีคลองน้ำไหลผ่าน นางก็จะให้คนขุดทางน้ำเพิ่มในที่ดินผืนนั้นแล้วจึงมอบเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขานำไปปลูกเลี้ยงชีพ[ ทราบแล้วขอรับ ] ระบบเองก็หวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพื่อที่มันจะได้สะสมคะแนนสำหรับการอัพเกรดครั้งที่สี่ซึ่งยังเหลืออีกหลายคะแนนกว่าจะครบ ขบวนของถานเซียนเซียนเดินทางตรงไปยังที่ว่าการเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านในเมืองถิงสือโดยที่สองข้างทางมีทหารคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาวเมืองที่เห็นเข้าต่างสงสัยว่าพวกนางเป็นคนใหญ่คนโตจากที่ใด เพียงแต่พอเห็นทหารหน้าตาขึงขังจำนวนมาก พวกเขาจึงทำได้แค่เดินตามไปดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น“ถวายพระพรท่าน







