เข้าสู่ระบบตอนที่
4
ซาลาเปาสวรรค์
หลินหว่านเอ๋อร์คิดทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็วว่าจะต้องขายในราคาเท่าไร แม้จะมีวัตถุดิบจำกัด แต่ด้วยไข่ไก่และนมแพะที่เหลืออยู่ นางทำซาลาเปาได้เพียงสิบห้าลูกเท่านั้น นี่ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้
“ต้องหาเงินทุนเพื่อเอามาขายของในวันพรุ่งนี้”
“อาเป่า อาเหมย เราไปขายซาลาเปากันเดี๋ยวนี้เลยไ
ตอนนี้ยามเซิน(เวลา 15.00 - 17.00 น.) หลินหว่านเอ๋อร์ตัดสินใจนำซาลาเปาสวรรค์ที่ปั้นอย่างประณีตเพียง สิบห้าลูกใส่ตระกร้า นางไม่ได้ไปตลาดใหญ่ แต่เลือกทำเลใกล้ทางเข้าหมู่บ้านซึ่งมีขุนนางหรือคนมีฐานะเดินเข้าทางออก
“ซาลาเปานมสวรรค์เจ้าค่ะ แป้งนุ่มหอมหวาน รูปสัตว์น่ารัก ลองชิมดูก่อนเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ
ซาลาเปารูปสัตว์ที่แปลกตาดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ในทันที แต่ราคาสองอีแปะต่อลูกยังคงทำให้ผู้ใหญ่ลังเล
“ซาลาเปาทำไมถึงเป็นรูปกระต่าย” เศรษฐีหญิงผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองหยุดรถม้า นางมองซาลาเปาอย่างดูแคลน แต่เมื่อเห็นความน่ารักของอาเหมยที่กำลังถือซาลาเปาหมูจิ๋วอยู่ นางก็อ่อนใจ
“คุณยายเจ้าคะ ซาลาเปานุ่มนิ่ม อร๊อย อร่อย ลองกินดูสิเจ้าคะ” อาเหมยกล่าวด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
“ไหนๆ เอามาสองลูกสิจ๊ะ เอารูปกระต่ายกับรูปปลาทองอย่างละหนึ่งจ๊ะ”
เศรษฐีหญิงลองซื้อซาลาเปารูปปลาทองไปหนึ่งลูก ทันทีที่นางกัดเข้าปาก ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง
“นี่มันอร่อยมาก แป้งนุ่มนวลราวกับไหม ไม่เหนียว ไม่แข็งกระด้าง กลิ่นนมหวานหอมละมุนลิ้น ไส้ข้างในก็หวานกำลังดี” นางอุทานด้วยความตื่นเต้น
“ข้าเดินทางไปหลายเมือง ไม่เคยลิ้มรสชาติซาลาเปาที่นุ่มนิ่มเช่นนี้มาก่อน
“ทันใดนั้น เด็กๆ ที่มากับรถม้าของเศรษฐีหญิงก็ร้องโวยวายขอซาลาเปาเช่นกัน
“ท่านแม่ ข้าอยากได้รูปหมูจิ๋ว ข้าอยากได้รูปกระต่าย”
“ซาลาเปาของข้าอร่อยและบำรุงร่างกายด้วยนะเจ้าคะ” หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“แป้งนี้ทำจากนมแพะและน้ำผึ้ง ไม่เพียงอร่อย แต่ยังช่วยบำรุงเลือดลมให้แข็งแรงเจ้าค่ะ”
“ไหนๆ ข้าอยากลองบ้าง เอามาให้ข้าลูกหนึ่ง” ชายผู้หนึ่งที่เดินผ่านมาได้ยินว่าอร่อยเขาก็อยากลองชิมดูบ้าง
“ได้เจ้าค่ะ สองอีแปะเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาแล้วก็หยิบใบไผ่มาห่อซาลาเปาให้กับลูกค้าคนนี้
ชายผู้นั้นรับซาลาเปารูปกระต่ายไปอย่างไม่เชื่อใจนัก แต่เมื่อได้ลิ้มรสชาติที่ไม่เหมือนซาลาเปาแป้งแข็งที่เขากินเป็นประจำ เขาก็ต้องยอมรับ
“จริงตามที่แม่นางว่า แป้งนุ่มจริงๆ รสชาติหวานมันกำลังดี” ชายผู้นั้นกล่าวเสียงดัง
ทันใดนั้น ลูกค้าที่มากับรถม้าของเศรษฐีหญิงก็เร่งเร้า
“ท่านหญิงเจ้าคะ ข้าซื้อซาลาเปาทั้งหมดที่เหลืออยู่เลยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะเอาไปให้คุณหนูที่เรือน”
ด้วยเสียงที่ทุกคนบอกว่าซาลาเปาอร่อย และความน่ารักของรูปลักษณ์ขนม ซาลาเปาทั้งสิบห้าลูกถูกขายหมดในพริบตา หลินหว่านเอ๋อร์นับเงินในมือสามสิบอีแปะ นางยิ้มอย่าพึงพอใจ เพราะตอนนี้มีทุนเริ่มต้นสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว
“แต่แค่นี้ยังไม่พอ ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ทำบะหมี่ขาย ซาลาเปาด้วย พรุ่งนี้เราจะต้องหลุดพ้นจากป้าจางซื่อแน่นอน”
“ท่านแม่ข้าหิวอีกแล้ว” อาเหมยที่นั่งรออยู่กับอาเป่าเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เริ่มหงอยๆ แล้ว
“โอ๋ๆ ๆ ลูกรัก” หลินหว่านเอ๋อร์ย่อตัวลงกอดอาเหมยและอาเป่าแน่น
“แม่ขอโทษนะลูก วันนี้เราขายดีจนไม่เหลือให้ลูกกินตอนนี้แต่กลับบ้านเดี๋ยวแม่ทำอาหารให้กินดีไหมลูก แม่จะทำข้าวต้มให้กินอร่อยๆ เลย”
“ดีๆ เจ้าคะ ข้าอยากกินข้าวต้มที่ท่านแม่ทำ” อาเหมยเอ่ยขึ้นมาแล้วก็มองหน้าของมารดาด้วยความดีใจ
หลินหว่านเอ๋อร์ใช้เงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายซาลาเปาไปซื้อหมูเล็กน้อยมาต้มข้าวต้มให้ลูกๆ กิน ลูกๆ ทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าของอาเหมยมีความสุขมากๆ เพราะนานแล้วที่ไม่ได้กินเนื้อหมูอย่างนี้
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







