เข้าสู่ระบบหนิงเหมยจูเดินเข้ามาหลังบ้าน ห้องครัวของบ้านหลังนี้แยกตัวออกมาอยู่ทางด้านหลัง ถึงแม้จะมีสองเตา แต่อุปกรณ์เครื่องครัวนี่โคตรจะเก่าและมีแต่รอยปะ แต่ช่างเถอะค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน หากเอาออกมาทีเดียวรับรองได้หากคนที่บ้านเห็นจะพลันช็อกตายเปล่าๆ
เรื่องสำคัญที่สุดคือสร้างบ้านใหม่และพาสามีไปหาหมอ จะปล่อยให้นอนบาดเจ็บไปแบบนี้ตลอด มีหวังได้พิการจริงๆ แต่ตอนนี้เธอต้องหาอาหารมาทำก่อนดูท่าทางแล้วบ้านนี้ไม่เหลืออะไรให้กินเลย ข้าวสารก็
ไม่เหลือ ธัญพืชสักอย่างก็ไม่มี ไข่ก็หมด ไก่ตัวเป็นๆ ที่ควรมีก็ไม่มี“โอ๊ย มีอะไรให้กินบ้างไหมเนี่ย”
หนิงเหมยจูที่ตอนนี้มีจิตวิญญาณของพัชราเกาหัวด้วยความมึน แต่เหมือนจะนึกอะไรได้จึงเดินกลับเข้าไปที่ห้องของตัวเอง เธอเปิดตู้เสื้อผ้าที่ล็อกกุญแจไว้ เมื่อเปิดออกมา กลับเจอข้าวสารหลายชั่ง ไข่ไก่อีกเกือบสิบฟอง เกลือ น้ำตาลทรายแดง ถั่วเขียวกลับมีมาแอบไว้ในนี้ ยังมีเนื้อตากแห้งอีกส่วนหนึ่ง
“ไม่อยากจะด่า แต่เธอนี่โคตรเลวเลยเหมยจู ขนาดฉันยังรับไม่ได้เลย” หนิงเหมยจูหอบทุกอย่างเข้ามาในครัว เอาข้าวสารใส่ไว้ในถังและยังเอาออกมาจากมิติมาเติมไว้ นอกจากนั้นยังเอาแป้งออกมาใส่ไว้ให้เต็มอีกถัง เวลาทำอาหารจะได้ไม่ต้องตามหา นอกจากนั้นยังเอาเครื่องปรุงต่างๆ และโถแก้วออกมาใส่เครื่องปรุงไว้
อาหารง่ายๆ สำหรับเด็กน้อย เธอทำข้าวผัดไข่ใส่เนื้อตากแห้งฉีกเพิ่มเข้าไป ส่วนคนป่วยเธอเคี่ยวโจ๊ก ใส่เนื้อตากแห้ง และยังต้มไข่ยางมะตูมเพิ่มเข้าไปอีก หนิงเหมยจูคิดว่ามื้อนี้กินแค่นี้ไปก่อน ค่อยเข้าอำเภอหรือไปสหกรณ์สักครั้ง จะได้มีข้ออ้างออกไปซื้อเนื้อมากิน ถ้าจำไม่ผิดจากความทรงจำ แม้ว่าจะมีการเปิดสอนมหาลัยแล้ว แต่ชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้านยังลำบาก
รัฐยังไม่มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน ยังคงให้ทำการแลกแต้มอาหารและยังมีการแจกจ่ายคูปองอยู่ แต่ไม่ได้บังคับว่าทุกคนจะต้องลงทำงาน อีกทั้งตอนนี้มีการเปิดประเทศ และสามารถให้ชาวบ้านเปิดร้านค้าได้แล้วแต่ก็ยังต้องใช้จ่ายคูปองได้ มาที่เดียวที่ไม่ต้องใช้คือตลาดมืด หนิงเหมยจูมัวแต่คิดว่าจะต้องทำยังไงต่อไปกับชีวิต
ทางด้านสองพ่อลูกตงลู่จิงและตงซีเฉิน คนตัวน้อยนั่งท้องร้องเพราะกลิ่นของอาหารที่แสนจะยั่วยวนท้องน้อยๆ ของเธอเหลือเกิน ส่วนคนตัวโตได้แต่สงสัยว่ากลิ่นอาหารมาจากไหน แต่ก็เก็บความสงสัยได้ไม่นานเลยเลือกที่จะถามลูกสาวตัวน้อยเพื่อให้หายข้องใจ
“เสี่ยวลู่หิวหรือยัง พ่อขอโทษนะลูกที่ทำให้หนูต้องลำบากไปด้วย พ่อไม่น่าบาดเจ็บเลย”
“หิวแล้วค่ะ แต่แม่บอกให้หนูมาดูแลพ่อ รอแม่ทำอาหารเสร็จแม่จะเอามาให้”
ตงซีเฉินได้แต่ไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อลูกสาวเรียกหนิงเหมยจูว่าแม่ และเธอยังเป็นคนทำอาหารที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบ้านอีกด้วย
“ทำไมถึงเรียกเธอว่าแม่ล่ะลูก ก่อนหน้านี้ไม่เคยเรียกไม่ใช่เหรอเสี่ยวลู่”
“ไม่เคยเรียกแต่ไม่ใช่ว่าจะเรียกไม่ได้นี่ พี่ซีเฉิน เสี่ยวลู่ไปกินอาหารได้แล้ว แม่ทำข้าวผัดไข่ให้ อยู่บนโต๊ะหนูไปกินได้เลยนะ” หนิงเหมยจูเดินเข้ามาได้ยินคำสนทนาระหว่างพ่อกับลูก เธอจึงเป็นฝ่ายตอบคำถามเสียเอง เสี่ยวลู่ได้ยินแม่บอกว่าทำอาหารไว้แล้ว และหนูน้อยทนไม่ไหวเพราะกลิ่นมันยั่วยวนเหลือเกิน ทำให้เด็กน้อยรีบวิ่งออกไปจนลืมพ่อกับแม่ไปเลย
“อย่าวิ่งลูกเสี่ยวลู่ ค่อยๆ เดิน เดี๋ยวล้ม” หนิงเหมยจูตะโกนบอกไล่หลังไป แต่คิดว่าคงไม่ทัน หนูน้อยน่าวิ่งไปถึงจานข้าวเรียบร้อยแล้ว
“ทำแบบนี้ทำไม” ตงซีเฉินกัดฟันถาม เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้านี้ต้องการอะไรจึงได้ทำดีกับเสี่ยวลู่ ทั้งๆ ที่ตลอดหนึ่งปีที่แต่งงานกันมาเธอไม่เคยสนใจเสี่ยวลู่เลยสักครั้งเดียว นอกจากดุด่าช่วงที่เขาไม่อยู่ แต่ดีที่ไม่เคยทุบตี
“ทำแบบนี้คืออะไร พี่ช่วยพูดให้เข้าใจหน่อยได้ไหม จะประหยัดคำพูดทำไมเงินก็ไม่ได้เสียสักหยวน รู้อยู่หรอกว่าพี่รังเกียจฉัน แต่ช่วยพูดประโยคยาวๆ ได้ไหมล่ะ” ไม่ได้คุยกันทางจิตนะที่มองหน้าแล้วจะเข้าใจ ผู้ชายยุคนี้เป็นเหมือนกันหมดทุกคนหรือเปล่า
“ทำดีกับเสี่ยวลู่ทำไม ในเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยสนใจอะไรเลย อีกทั้งเธอ...” ตงซีเฉินไม่กล้าพูดออกไปว่าเธอกำลังจะหนีไปกับชายหนุ่มที่ชื่ออาซ่าง
“ก็ไม่ทำไมแค่อยากทำ ฉันไม่ขอให้พี่เชื่อ แต่ฉันกล้าสาบานว่าไม่ได้คิดร้ายต่อพี่และเสี่ยวลู่เลย พี่จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่ตัวพี่ ส่วนฉันก็เพียงพิสูจน์ตัวเองให้พี่และเสี่ยวลู่เห็นก็พอ แล้วฉันก็ไม่คิดที่จะไปไหน ถ้าไม่โดนพี่ไล่ไปเสียก่อนนะ
พี่ซีเฉินก่อนหน้านี้ฉันอาจจะทำไม่ดี ใช้เล่ห์กลกับพี่จนพี่ต้องแต่งงานกับฉันด้วยความจำยอม หากวันหนึ่งพี่เจอคนที่พี่รักหรือชอบจริงๆ ก็บอกฉัน ฉันยินดีจะหย่าให้ แต่ฉันขอช่วยเลี้ยงเสี่ยวลู่ด้วยได้ไหม พี่แต่งงานใหม่พี่ยังมีลูกใหม่ได้อีกหลายคน”
“เธอก็แต่งงานใหม่ได้ มีลูกใหม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ล่ะ หากเมื่อไหร่ที่ฉันหย่ากับพี่ฉันก็ไม่คิดแต่งงานใหม่ ฉันยินดีจะช่วยเลี้ยงเสี่ยวลู่ไปจนโต และทำงานหาเงินจากนั้นก็ไปรับแม่ของน้องชายมาอยู่ด้วย แค่นี้เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตฉัน”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตงซีเฉินรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้านี้เปลี่ยนไปมาก หรือว่าก่อนที่เธอจะสลบไปนั้น หนิงเหมยจูล้มหัวกระแทกพื้นเลยทำให้คนที่แสนร้ายกาจและแสนขี้เกียจ กลายเป็นคนรู้ความขึ้นมา เขาอยากจะเดินได้เหลือเกินจะได้ไปดูว่าตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางไหน หรือว่าจะขึ้นผิดฝั่งเลยทำให้หนิงเหมยจูภรรยาในนามคนนี้ของเขากลายเป็นคนดีขึ้นมา
“อย่าพูดเรื่องหย่าอีก ฉันไม่เคยคิดที่จะหย่ากับเธอ มีแต่เธอนั่นแหละที่พูดว่าจะหย่ามาตลอด หากฉันไม่ตกเขาจนเดินไม่ได้ คิดว่าตอนนี้เราคงจะแยกทางกันเดินแล้ว ยิ่งฉันไม่ต่างจากคนพิการแบบนี้มีแต่เธอนั่นแหละที่อยากจะไป”
“พี่จะพิการหรือไม่มันไม่สำคัญ ฉันรู้ว่าฉันสามารถดูแลพี่และเสี่ยวลู่ได้ และไม่ได้รังเกียจหากพี่จะพิการ อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย พี่อยู่ได้ยังไงในห้องอับๆ แบบนี้ พอจะลุกได้ไหม เท้าแตะพื้นได้หรือเปล่า”
หนิงเหมยจูเปลี่ยนเรื่องพูด แต่เธอก็ถามไม่คิดนะ คนขาหักจะลุกขึ้นเดินได้ยังไง แต่ด้วยรูปร่างของตงซีเฉินตอนนี้เขาผอมไม่ต่างอะไรกับไม้เสียบลูกชิ้น และจิตวิญญาณของเธอคือพัชราสตั๊นท์เกิร์ลอันดับต้นๆ ความแข็งแรงและแข็งแกร่งไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญร่างกายนี้ก็บำรุงตัวเองมาตลอด อยู่ๆ เธอก็ช้อนร่างของชายหนุ่มในท่าเจ้าสาวเดินออกมาด้านนอก ทำเอาตงซีเฉินร้องเสียงหลง “เฮ้ย!! ทำอะไร”
“พาไปเที่ยวมั้ง พี่ก็ถามแปลก ลูกออกไปกินข้าวแล้ว พี่ขาหักมือไม่ได้หัก คงตักข้าวกินเองได้” หนิงเหมยจูไม่พูดเปล่า อุ้มชายหนุ่มเดินลิ่วๆ จนมาถึงโต๊ะอาหาร เสี่ยวลู่พอเห็นว่าแม่อุ้มพ่อออกมาเด็กน้อยที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับข้าวผัดไข่แสนอร่อยในจานจึงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มตาหยี ก่อนจะปรบมือชอบใจ ตั้งแต่พ่อตกเขาเป็นเดือนๆ พ่อไม่เคยออกจากห้องเลย
หนิงเหมยจูเดินไปตักข้าวโจ๊ก มีทั้งเนื้อมีทั้งไข่มายื่นให้ชายหนุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่สำหรับหนิงเหมยจูนั้นคิดว่าเป็นลูกเสียมากกว่า ตอนนี้คิดว่าเธอมีลูกสองคน คือเด็กชายตัวโค่งอย่างตงซีเฉินและลูกสาวตัวน้อยอย่างตงลู่จิง
บทที่ 120 ผมรับเลี้ยงเองเมื่อป้านเซียงเหวินนำตัวเด็กน้อยไปส่งให้หน่วยแพทย์และพยาบาลตรวจดูแล้ว แพทย์บอกว่าเด็กน้อยไม่ได้เป็นอันตรายอะไร เพียงแค่หิวและร้องไห้จนหมดแรง นี่คือสิ่งที่บ่งบอกและการันตีได้ว่าแม่ของเด็กนั้นยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกชายตัวน้อยๆ ของเธอ พอรู้ว่าเด็กปลอดภัยเขาจึงเดินกลับมาหาทุกคน “ปลอดภัยแล้วครับ” ทันทีที่ป้านเซียงเหวินพูดจบทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เอาร่างของนางฟางไปทำพิธีให้เรียบร้อย ค่าใช้จ่ายทุกอย่างฉันรับผิดชอบเอง ให้เธอได้ไปอยู่กับสามีที่รัก” ท่านนายพลเอ่ยสั่งหัวหน้าหมู่บ้าน “ครับท่าน” “จริงสิ หัวหน้าหมู่บ้านช่วยไปตามครอบครัวฝั่งพ่อของเด็กน้อยมาหน่อย ผมอยากรู้อะไรบางอย่าง” ป้านเซียงเหวินพูดขึ้น ตงซีเฉินมองหน้าพี่ชายบุญธรรม และคิดว่าเด็กน้อยคนนี้มีบุญแล้วที่พี่เซียงเหวินพูดออกหน้า ไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นคนรับเลี้ยงเด็กน้อยนี่เอง ไม่นานบ้านซวนจึงยกโขยงกันมาตรงหน้ากลุ่มของท่านนายพลยืนอยู่ “ท่านเรียกพวกเราบ้านซวนมามีอะไรหรือเปล่าครับ” พ่อเฒ่าซวนเอ่ยอย่างนอบน้อมเพราะรู้ดีว่าชายสูงวัยตรงหน้านี้คือท่านนายพล“ผมจะแจ้งข่าวเรื่องแม่นางฟางกับลูกน้อย ตอนนี้แม่นา
บทที่ 119 รักต้องห้าม ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจวันเวลาผันผ่านจนถึงวันที่ยี่สิบห้าเดือนสุดท้ายของปี แม้ว่าจะมีหิมะตกปรอยๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการเดินทางของทุกคนที่จะไปทำงานหรือว่าเดินทางมาที่หมู่บ้านเหอซาน แม้ว่าอำเภอนี้หิมะตกไม่หนักอย่างที่คาดคะเนหรือหวั่นวิตก แต่อำเภอข้างๆ กลับมีหิมะตกไม่หยุด มีบ้านเรือนหลายหมู่บ้านที่หลังคาถล่มลงมา ทำให้นายพลป้านและผู้พันลั่วจื่อต้องออกไปช่วยชาวบ้านทุกวัน โดยมีถุงบริจาคของหนิงเหมยจูติดไปด้วย ทั้งทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็ออกพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านที่ประสบภัย “เหมยจู พี่กับพี่รองและพี่เซียงเหวินจะตามพ่อและพี่ลั่วจื่อไปช่วยชาวบ้านนะ เย็นๆ พี่จะรีบกลับ” ตงซีเฉินบอกกับภรรยารัก “พี่อย่าลืมเอาเสบียงไปแจกจ่ายชาวบ้านด้วยนะ ตอนนี้สำคัญที่สุดคืออาหารและน้ำ ต่อให้มีเงินแต่ไม่มีอาหารก็ยากที่จะอยู่รอด” หนิงเหมยจูเป็นห่วงชาวบ้านไม่น้อย หวังว่าจะไม่มีใครเสียชีวิตกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ แม้ว่าสองอำเภอจะห่างกันไม่มากแต่ก็ไม่คิดว่าอำเภอนี้รอดแต่อีกอำเภอเจอกับภัยธรรมชาติแบบนี้ นี่สินะที่เขาเรียกฝนตกไม่ทั่วฟ้า “ครับ พี่ไปก่อนนะ” ตงซีเฉินเอ่ยลาภรรยาและออกเดินทางไปพร้อมก
บทที่ 118 สองพ่อจอมหวงหลังจากที่ชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อย ตงซีเฉินจึงเดินออกมาคุยกับฮ่าวเทียนด้วยสีหน้าที่จริงจัง เขารู้ว่าภรรยานั้นเป็นห่วงเขาจึงได้หาผู้ช่วยมาให้ แต่ชายหนุ่มไม่อยากฝืนใจใคร เพราะการทำงานของเขาและการเดินทางไปทำการค้าแต่ละครั้งกับพี่เซียงเหวินนั้นมีอันตรายรอบด้วย เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าก่อนหน้านี้พี่ชายบุญธรรมไปทำการค้าหรือว่าไปออกรบ เดินทางทีไรมีเรื่องแทบทุกรอบ “พี่ฮ่าวเทียนผมจะถามความสมัครใจอีกครั้ง ถ้าพี่ไม่ยินยอมพี่สามารถทำงานข้างกายเป็นผู้ช่วยของเหมยจูต่อไป การเดินทางไปดูการค้าและทำการค้าของผมและพี่ๆ นั้นมีอันตรายรอบด้าน มีหลายครั้งที่แทบเอาชีวิตไม่รอด และแทบทุกครั้งที่เจอกับปัญหาหรือถูกดักทำร้าย ผมให้พี่เลือกว่าจะเอายังไง อีกอย่างพี่ยังมีลูกเล็ก ผมไม่อยากให้พี่ต้องเสี่ยงหรือเพราะว่าเหมยจูช่วยพี่แล้วพี่จะต้องคล้อยตามทุกครั้ง” “ผมยินดีที่จะติดตามเถ้าแก่ครับ ไม่ใช่เพียงเพราะเถ้าแก่เนี้ยช่วยครอบครัวผมไว้ แต่เพราะเถ้าแก่คือคนสำคัญของเถ้าแก่เนี้ย ผมจึงอยากปกป้อง ที่ผมยอมติดตามเถ้าแก่ไม่ใช่เพราะความต้องการของเถ้าแก่เนี้ยอย่างเดียว แต่เพราะความต้องการของผมด้วย เถ้าแก
บทที่ 117 แพ้ภัยตัวเองเมื่อได้เห็นสีหน้าและท่าทางของสารวัตรหู่ชาง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่านี่คงเป็นแผนการของสารวัตรจริงๆ“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นคุณบอกผมได้ไหมว่าชาวบ้านกลุ่มนั้นชื่ออะไร เพราะผมให้น้ามู่ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลไม่เห็นว่าจะมีคนไปรักษาตัวด้วยอาการอาหารเป็นพิษเลย หากได้ชื่อ-แซ่ ที่แน่ชัดมันอาจจะง่ายสำหรับการตรวจสอบก็ได้” ตงซีเฉินกระตุกยิ้มมุมปาก “ไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนให้ตรวจสอบง่ายๆ หรอกมันเป็นกฎของโรงพยาบาล” แม้จะหน้าเสียที่คนพวกนี้กล้าไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลแต่หู่ชางยังคงตอบด้วยสีหน้าและท่าทางปกติ “แต่คงไม่ยากสำหรับครอบครัวลูกชายของนายพลป้านไม่ใช่เหรอครับ ผมลืมแนะนำตัวผมป้านเซียงเหวิน นี่คือน้องชายผมซีเฉิน และเหมยจูน้องสะใภ้ ได้ข่าวว่าคุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเหมยจูเป็นลูกสะใภ้นายพลป้าน หรือคิดว่าท่านนายพลจะไม่สนใจหากเกิดเรื่องกับลูกสะใภ้คนนี้ แต่ผมบอกเลยว่าคุณคิดผิดเพราะท่านนายพลป้านรักลูกสะใภ้ยิ่งกว่าลูกชายตัวเองอีกครับ”ป้านเซียงเหวินทนไม่ได้กับหน้าตาไม่รู้เรื่องรู้ราวของสารวัตรหน้ามึนนี่ เลยต้องสอดแทรกคำพูดของตัวเองไปอีกเล็กน้อย เผื่อว่าท่านสารวัตรผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จะรู้ตัวเสียทีว
บทที่ 116 พอดีเท้าผมกระตุก ต้องขอโทษจริงๆหนิงเหมยจูเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูเรียกจึงหันไปมองก่อนจะยิ้มกว้างและวิ่งเข้าไปหาสามีสุดที่รัก แม้ว่าจะโถมตัวเข้ากอดไม่ได้เธอจึงทำได้เพียงจับมือสามีไว้ไม่ปล่อย “สามีกลับมาแล้ว” “ครับพี่กลับมาแล้ว คิดถึงพี่ไหม” ตงซีเฉินยิ้มไม่หุบที่ภรรยาสุดที่รักเรียกว่าสามี เขาใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกภรรยารักจับไว้ลูบผมของเธออย่างแผ่วเบาด้วยความคิดถึง หากไม่ติดว่าอยู่ในสถานที่ราชการเขาคงคว้าตัวเธอมากอดแล้ว หนิงเหมยจูพยักหน้ารับ เธอจึงทำสีหน้าออดอ้อนสามี ก่อนจะฟ้องว่าเธอนั้นโดนรังแกอีกแล้ว แม้ว่าเธอจะเข้มแข็งแค่ไหน แต่เธอเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้นยังคงต้องการการปกป้องของคนเป็นสามี“พี่ซีเฉิน ไอ้ศา-ลา-วัดนั่นแกล้งร้านเราอีกแล้ว”จากนั้นหญิงสาวผู้เข้มแข็งที่ล้มผู้ชายตัวโตได้เป็นสิบ ฟ้องสามีผู้เป็นที่รักอย่างละเอียด ทำเอามู่ซาและฮ่าวเทียนมองตาไม่กะพริบ ทำไมเถ้าแก่เนี้ยจึงได้กลายเป็นอีกคนเมื่อเจอกับเถ้าแก่แบบนี้ล่ะ หรือว่าพวกเขาตาฝาดกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นทั้งสองคนขยี้ตาแทบหลุดออกมา ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ยังเป็นเหมือนเดิม จนเว่ยอิ้นเฉิงมองมาแล้วหัวเราะ “ไม่ต้อ
บทที่ 115 คงไม่อยากจะอยู่ตำแหน่งเดิมอีกแล้วใช่ไหมวันเวลายังคงดำเนินผ่านไปวันแล้ววันเล่า ตอนนี้ใกล้จะปีใหม่เข้ามาทุกที ร้านแต่ละร้านของหนิงเหมยจูยังคงมีลูกค้าเข้าไม่ขาดสายทั้งๆ ที่หิมะเริ่มตกแล้ว แต่ไม่ได้ตกหนักจนถึงขนาดเดินทางไม่ได้ ชาวบ้านหลายครัวเรือนต่างก็อยู่แต่ในบ้าน อาหารที่ถูกแจกจ่ายในปีนี้ก็แจกเรียบร้อยแล้ว แต่ละบ้านมีสีหน้าดีขึ้น แม้ว่าผลผลิตมีน้อย แต่ยังดีที่หนิงเหมยจูและท่านนายพล แจกถุงบริจาคทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ร้านชาบูเมื่อไม่กี่วันก่อนมีการรับพนักงานเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน เธอให้หมานซวนหรือพี่อาหมานเป็นคนจัดการเพราะตัวเธอนั้นวุ่นวายกับงานที่ทำกับคุณตู้ โรงงานผุดขึ้นเพิ่มมาอีกคือโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ รวมถึงสอนพี่สะใภ้อย่างเว่ยเย่หนานทำเครื่องสำอาง อย่างสบู่และแป้งฝุ่น ตอนนี้หนิงเหมยจูแทบจะไม่มีเวลาเลยทีเดียว ความสุขผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน กลับมีลูกค้าที่สั่งชาบูไปกินที่บ้านเกิดปัญหาเข้าจนได้ มีลูกค้าอยู่สามครอบครัวกินเข้าไปแล้วท้องเสียจนต้องหามส่งโรงพยาบาล วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้ามาควบคุมตัวผู้ดูแลร้านอย่างอาหมานไปที่สำนักงานตำรวจ จนก







