تسجيل الدخولถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อทำให้การขับรถในยามค่ำคืนต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ นอกจากเซี่ยหยางชุนจะหาร้านที่มีไก่แช่เหล้ารสชาติดีให้หลินเยี่ยนฟางได้ลองชิมแล้ว เขายังปล่อยให้เธอได้กินเหล้าหวานเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายอีกด้วย แม้ว่าจะดื่มไปไม่มากแต่ก็ทำให้หลินเยี่ยนฟางมีอาการมึนเมาอยู่ไม่น้อย ด้วยกังวลว่าเธอจะตกลงไปเขาจึงปล่อยให้เธอเอนตัวมาซบแผ่นหลังของเขาและโอบกอดรอบเอวของเขาอย่างเต็มที่ พอขับรถไปถึงบ้านเขาก็พบว่าคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ทางด้านหลังหลับคาแผ่นหลังของเขาไปแล้ว
“เยี่ยนฟาง! เยี่ยนฟาง! ตื่นได้แล้ว” เซี่ยหยางชุนพูดพลางใช้มือของตนเองแตะมือที่กอดรัดเอวของเขาเอาไว้ เขาเรียกได้สักพักเธอก็ขยับตัวแล้วก็ค่อยๆ ลงจากรถอย่างระมัดระวัง เซี่ยหยางชุนจึงได้ส่ายหน้า
“ถ้าฉันรู้ว่าเธอคออ่อนถึงขนาดนี้ก็คงจะไม่สั่งเหล้าให้เธอดื่มแน่” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้คออ่อนเสียหน่อย ปกติฉันดื่มกับอิ๋งอิ๋งเป็นประจำดื่มเหล้าหมดขวดก็ยังไม่ได้เมามากขนาดนี้ จะต้องเป็นเพราะเหล้าที่คุณสั่งมาให้ฉันดีกรีแรงมากแน่ๆ อืม ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งที่มีรสชาติหวานกินง่ายเช่นนั้นจะทำให้เมาได้ง่ายถึงขนาดนี้” หลินเยี่ยนฟางพูดออกมาพลางเอนตัวไปพิงต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านพลางจ้องมองเซี่ยหยางชุนเอารถมอเตอร์ไซค์ของเขาไปเก็บในโรงจอดรถที่น่าจะพึ่งทำเสร็จในวันนี้
“คุณทำโรงจอดรถใหม่หรือคะ” คำถามของเธอทำให้เขาพยักหน้า
“ฉันวานคนงานในไร่มาช่วยทำให้” เขาพูดพลางเดินมาหาเธอแล้วก็ช่วยประคองเธอเข้าบ้าน
“เถ้าแก่เซี่ยคุณตั้งใจจะมอมเหล้าฉันใช่ไหม” คำถามของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนส่ายหน้า
“ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องมอมเหล้า... ถ้าเธอคิดว่าฉันมอมเหล้าเธอเพราะอยากจะทำมิดีมิร้ายเธอละก็ทิ้งความคิดเช่นนั้นไปได้เลย ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าฉันไม่ชอบฝืนใจใคร ในเมื่อเธอไม่อยากเป็นคนของฉัน ฉันก็จะไม่ฝืนใจเธอ” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางพยักหน้า
“อ้อ! ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เมื่อพูดจบหลินเยี่ยนฟางก็ทิ้งตัวลงมาซบเขามากยิ่งขึ้น จนเมื่อเข้าไปในบ้านได้แล้วเซี่ยหยางชุนจึงได้ประคองพาเธอไปนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในบ้านแล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เดินเข้าห้องเองไหวไหม” คำถามของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางหัวเราะออกมาในทันที
“ไหวสิ! ฉันเดินกลับห้องได้คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินโซซัดโซเซตรงไปที่ห้องนอนของตนเอง เซี่ยหยางชุนเห็นท่าทางเช่นนั้นของเธอแล้วก็ทอดถอนใจออกมาแล้วเดินเข้าไปช่วยพยุงเธอเข้าไปในห้อง
“ขอบคุณค่ะ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนของตนเอง เซี่ยหยางชุนได้แต่ส่ายหน้า เขาช่วยเธอถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก ถอดรองเท้าให้เสร็จแล้วจึงได้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายให้เธอ เมื่อเห็นว่าเธอนอนหลับไปแล้วเขาจึงได้เดินออกจากห้องของเธอ
หลังจากที่เขากลับไปถึงห้องของตนเองแล้วจึงได้ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออกดึงผ้าขนหนูมาถือเอาไว้แล้วเดินตรงไปที่ห้องน้ำ พอเข้าไปในห้องน้ำได้เขาก็ได้ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดแล้วตักน้ำที่สุดแสนจะเย็นเฉียบราดรดร่างกายของตนเองโดยไม่สนใจความหนาวเย็นที่ได้รับ เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนหากจะบอกว่าไม่หวั่นไหวเลยก็คงจะเป็นการโกหกอย่างซึ่งหน้า แต่ถ้าจะให้เขาล่วงเกินผู้หญิงที่ยังมีสติไม่ครบถ้วนเขาก็คิดรังเกียจที่จะทำเช่นนั้น
ตอนที่รับปากว่าจะแต่งงานกับหลินเยี่ยนฟางเขาก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมาประสบกับเรื่องเช่นนี้ เดิมทีเขาคิดว่าจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกับหลินเยี่ยนฟางอย่างคู่สามีภรรยาคู่อื่น แต่เพราะหลินเยี่ยนฟางกลับคิดรังเกียจและต่อว่าเขาอย่างรุนแรงหาว่าเขาเป็นแค่เพียงคนเลี้ยงหมูและคนปลูกชาไม่คู่ควรกับเธอ
ในความคิดของหลินเยี่ยนฟางนั้นเธอคิดว่าจะต้องเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเพียงเท่านั้นจึงจะเป็นคนมีฐานะ ส่วนเขาที่ทั้งชีวิตนี้คิดแต่จะจมปลักอยู่แค่ในฟาร์มเลี้ยงหมูและไร่ชาเช่นเขาไม่มีทางทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีได้ดังที่ใจหวัง ดังนั้นเธอจึงไม่ยินยอมให้เขานอนร่วมห้องและไม่ต้องการที่จะเป็นภรรยาโดยพฤตินัยของเขา เขาจึงไม่คิดจะฝืนใจเธอยอมแยกห้องออกมาแต่โดยดีและรอวันที่จะได้หย่าขาดจากกันเพียงเท่านั้น แต่ตอนนี้พอท่าทีของหลินเยี่ยนฟางเปลี่ยนไป ตัวเขาเองก็อดรู้สึกสับสนและวางตัวไม่ถูกไม่ได้
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วเซี่ยหยางชุนก็เอาผ้าขนหนูเช็ดตัวอย่างลวกๆ แล้วจึงใช้ผ้าขนหนูพันรอบเอวเอาไว้ ถือเสื้อผ้าที่ใส่แล้วตั้งใจจะนำไปโยนใส่ตะกร้าแต่พอเปิดประตูห้องน้ำออกเขาก็ต้องผงะในทันที
“เธอมาทำอะไรที่นี่” เขาถามด้วยความประหลาดใจแต่หลินเยี่ยนฟางกลับไม่คิดจะสนใจเขาเธอเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วดึงทึ้งเสื้อผ้าของตนเองออกจากตัว
“ฉันอยากอาบน้ำ” เธอพูดออกมาพลางถอดเสื้อของตนเองออก เซี่ยหยางชุนรีบโยนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วของตนเองลงในตะกร้าแล้วรีบเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำเพื่อห้ามคนเมาที่กำลังถอดเสื้อผ้าของตนเองในห้องน้ำทันที
“เธอกำลังทำอะไร น้ำเย็นขนาดนี้เดี๋ยวก็เป็นไข้อีกหรอก” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็เบิกตากว้างแล้วจ้องมองเขาอย่างจับผิดใช้ฝ่ามือลูบแผงอกที่ยังคงเปลือยเปล่าของเขาแล้วก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงขัดเคืองใจ
“คุณก็พึ่งจะอาบไปไม่ใช่หรือ อย่าคิดว่าฉันเมาแล้วจะหลอกฉันได้นะ” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็ทอดถอนใจออกมา
“ฉันไม่ได้หลอกเธอ ก็เพราะฉันอาบแล้วอย่างไรเล่าจึงได้รู้ว่าน้ำเย็นมาก” เขาพูดพลางตักน้ำขึ้นมาให้เธอแล้วเทใส่มือของเธอ
“เป็นไงเย็นมากอย่างที่ฉันบอกใช่ไหม” เมื่อเขาถามเช่นนี้เธอก็หยักหน้าหงึกหงักแล้วก็เดินไปที่อ่างล้างหน้าบีบยาสีฟันออกมายืนแปรงฟันโดยไม่สนใจเขาพอแปรงฟันเสร็จก็ล้างหน้าแล้วก็เดินโซซัดโซเซผ่านเขาออกจากห้องน้ำไป
เซี่ยหยางชุนเดินตามเธอไปจนเห็นว่าเธอเข้าไปในห้องนอนแล้วก็ทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง พอเขาไปเปิดประตูตามเข้าไปในห้องก็เห็นว่าเธอนอนแผ่หลาบนเตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื้อตัวช่วงบนของเธอตอนนี้มีแค่บราลูกไม้สีสวยปกปิดร่างกายท่อนบนเพียงเท่านั้น ร่างกายท่อนล่างก็ยังสวมกระโปรงตัวยาวของเธออยู่เช่นเดิม เซี่ยหยางชุนก้มลงมาดูตัวเองก็พบว่านอกจากจะพันผ้าขนหนูเอาไปเพียงหนึ่งผืนแล้วตอนนี้ในมือของเขายังมีเสื้อของหลินเยี่ยนฟางอยู่ในมืออีกด้วย
เขาจึงนำเสื้อในมือไปพาดบนเก้าอี้แล้วเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าของตนเองหยิบเสื้อและกางเกงของตนออกมา แล้วจึงได้เปิดประตูตู้ด้านข้างเพื่อหยิบเสื้อให้หลินเยี่ยนฟาง เดิมทีเขาคิดจะใส่เสื้อให้เธอ แต่พอเห็นสภาพของเธอแล้วเขาคิดว่าไม่ใส่ให้เธอดีกว่า ด้วยกังวลว่าเขาอาจจะทำมากกว่าใส่เสื้อให้เธอก็ได้ เขาจึงทำแค่เพียงดึงผ้าห่มจากในตู้ออกมาแล้วนำไปห่มให้เธอเพียงเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าหลินเยี่ยนฟางนอนหลับดีแล้วเขาจึงได้ถือเสื้อผ้าของตนเองเดินออกจากห้องของเธอ เขาเดินตรงไปที่ห้องน้ำอีกครั้งอาบน้ำเย็นๆ อีกรอบ แล้วจึงได้กลับเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนของตนเอง กว่าจะนอนหลับได้เขาพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงหลายตลบพลางคิดอยู่ในใจว่า
‘การจะทำตัวเป็นคนดีไม่ฉวยโอกาสกับคนเมา มันช่างทำได้อย่างยากเย็นเสียจริง’
เซี่ยเหวินเป่าคือเด็กชายตัวน้อยที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันทั่วว่าพ่อของเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงหมู แม่ของเขาคือช่างตัดเสื้อ คุณตาทำงานในโรงงาน คุณยายเป็นคนขายผัก คุณน้าเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง สาเหตุที่ทุกคนรู้อย่างละเอียดก็เพราะทุกคนได้อ่านเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนเรียงความฉบับนี้ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันซาบซึ้งในความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีฐานะธรรมดาแต่กลับร่ำรวยความสุขของเซี่ยเหวินเป่า เรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาจนถึงระดับชั้นอุดมศึกษาเลยทีเดียวตอนที่เขาได้รับทุนทุกคนที่บ้านต่างก็มีสีหน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเขาที่รีบมาขอสละสิทธิ์ทุนการศึกษาที่เขาได้รับในทันที โดยบอกกับท่านอธิการว่าที่บ้านของเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเสียเซี่ยเหวินเป่าเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาได้สบาย ขอให้ท่านอธิการมอบทุนการศึกษานี้ให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่ที่บ้านไม่มีทุนทรัพย์ดีกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเซี่ยหยางชุนยิ่งทำให้เซี่ยเหวินเป่าได้รับความชื่นชมจากทุกคนในโรงเ
เมื่อหมดเรื่องของโจวจินหมิงไปแล้วความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงหลีและลู่อวิ๋นก็ดีขึ้นตามลำดับ พอหลินเยี่ยนฟางได้รู้ว่าเป็นเสิ่นชิงหลีที่ไปเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กสาวที่เคยถูกทั้งโจวจินหมิงและเฉียวเยี่ยนเคยล่อลวงและล่วงละเมิดให้รวมตัวกันไปแจ้งความเพื่อเอาผิดคนชั่วก็อดรู้สึกชื่นชมเสิ่นชิงหลีไม่ได้ หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเสิ่นชิงหลีก็คือนางเอกที่อ่อนโยน อ่อนหวานและบอบบาง ทุกการกระทำและทุกความสำเร็จของเธอล้วนได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกอย่างลู่อวิ๋นเสมอ หลินเยี่ยนฟางจึงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือการจัดการของเสิ่นชิงหลีเมื่อเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปชีวิตของตัวละครในนิยายก็เปลี่ยนแปลง ตัวร้ายที่กลับตัวกลับใจอย่างหลินเยี่ยนฟางก็ได้มีชีวิตที่ดีมีลูกชายตัวน้อยน่ารักให้เลี้ยงดู ส่วนนางเอกอย่างเสิ่นชิงหลีและพระเอกอย่างลู่อวิ๋นก็ยังคงลงเอยกันด้วยดีดังเดิม พวกเขาได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรดาตัวร้ายทั้งหมดก็ต่างแพ้ภัยตนเองไม่เข้ามาเกะกะระรานในชีวิตของพวกเขาอีกแม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายของนิยายจะจบลงไปแล้วแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข เธอและสามีต่างคน
พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านหลินเยี่ยนฟางก็รีบชี้ไปที่เฉียวเหลียน เสวี่ยซิงเหยาและเสวี่ยซิงซินในทันที“คุณตำรวจคะ สามคนนี้เข้ามาหาเรื่องฉันที่ร้านค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เจ้าหน้าที่รีบเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสามที่หลินเยี่ยนฟางชี้ตัวในทันที“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ก็แค่ตั้งใจจะมาสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจเพียงเท่านั้น” เฉียวเหลียนพูดพลางจ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว“แต่เมื่อครู่นี้เธอเงื้อมือพุ่งเข้ามาโดยมีความตั้งใจจะตบฉันนะ ถ้าฉันไม่ใช้ฝ่าเท้ายันเธอออกป่านนี้ใบหน้าของฉันคงจะมีรอยฝ่ามือของเธอไปแล้ว เรื่องนี้สามีของฉันและคนในร้านก็สามารถช่วยเป็นพยานได้” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เฉียวเหลียนก็เม้มปากแน่น เพราะตอนนี้ด้านหลังของหลินเยี่ยนฟางและสามีมีพนักงานในร้านออกมายืนจ้องมองสถานการณ์กันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังส่งเสียงบอกกับตำรวจด้วยว่าพวกเธอสามคนเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน“ฉันไม่ได้ตั้งใจก็แค่อารมณ์เพียงชั่ววูบเพียงเท่านั้น คุณตำรวจฉันยังไม่ได้ลงมือทำร้ายใครไม่ถือว่ามีความผิดนะคะ” คำพูดของเฉียวเหลียนทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายพลันส่ายหน้าในทันที“คุณครับแค
พอพ้นช่วงสามเดือนแรกไปเซี่ยเหวินเป่าก็ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยอีกต่อไปแล้ว พอได้นอนนานขึ้นก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทั้งแม่ทั้งลูก หลินเยี่ยนฟางจึงมีเวลาเพียงพอที่จะไปดูแลร้านด้วยตนเอง แน่นอนว่าตอนอยู่ที่ร้านเธอต้องหอบหิ้วลูกชายตัวน้อยไปด้วย ความน่ารักของเขาทำให้ทุกคนในร้านมักจะพากันแวะเวียนมาหยอกล้อเขาตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินเป่าจะชอบที่นี่มากไม่เพียงไม่งอแงยังยิ้มโชว์เหงือกแดงๆ ให้ผู้คนในร้านได้เห็นเกือบทั้งวันอีกด้วย“ต้าเป่าน้อยหน้าตาอิ่มเอม ดูแค่แวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา วันหน้าเขาจะต้องมีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดแน่” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า“พ่อของเขาเลี้ยงหมูปลูกชามากมายขนาดนั้น วันหน้าถ้าไม่เกเรมากจนเกินไปก็คงจะดูแลกิจการของพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงอย่างไรของกินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนทุกยุคทุกสมัย กิจการที่เกี่ยวข้องกับของกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ถ้าไม่ทำตัวเหลวแหลกจนเกินไปจะต้องสามารถใช้หาเลี้ยงตนเองไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางจ้องมองเซี่ยเหวินเป่าที่ในตอนนี้กำลังหัวเราะจากการหยอกล้อของหลินฮุ่ยและหลินหว่าน“ยังเล
พอลู่อวิ๋นเห็นว่าทุกสายตากำลังพุ่งตรงมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาของเสิ่นชิงหลีที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อและกล่าวหาทำให้เขาต้องรับพูดออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทันที“ผมเห็นว่าชิงหลีกำลังไม่สบายใจและกำลังระบายความในใจให้พวกคุณฟัง ก็เลยคิดว่าไม่เข้ามาขัดจังหวะจะดีกว่าเผื่อว่าพวกคุณจะช่วยพูดให้เธอหันมาเข้าใจในตัวผมบ้าง” คำพูดของลู่อวิ๋นทำให้ทุกคนทอดถอนใจออกมา ส่วนเซี่ยหยางชุนก็รีบอธิบายความเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อเขาในทันที“เยี่ยนฟาง เสวี่ยซิงเหยาแต่งงานกับสามีของเธอก่อนหน้าที่พี่จะพูดคุยเรื่องแต่งงานกับเธอเสียอีก ถ้าพี่ชอบพอกับเขาจริงพี่ก็คงแต่งงานกับเขาไปนานแล้วจะมาแต่งกับเธอทำไม ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ดีอย่างเช่นตอนนี้เสียหน่อย” เมื่อเซี่ยหยางชุนพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่งเสียงกังขาออกมาในทันที“หืม?”“พี่หมายความว่า ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะชอบพี่สักนิด แต่เพราะพี่ไม่มีคนอื่นในใจ อีกทั้งมีใจอยากช่วยคุณแม่หลินแยกเธอกับโจวจินหมิงด้วยก็เลยตอบตกลงแต่งงานกับเธอ อันนี้พี่พูดจากใจจริงเลยนะ” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้ทุกคนต่างก็พยักหน้าเป็นทำนองว่าเข้าใจแล้ว“โอ้ต้าเป่า ที่แท้คุณพ่อ
อยู่ๆ เสิ่นชิงหลีที่หายหน้าไปนานก็มาหาที่บ้านหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่เสิ่นในทันที พอเห็นว่าคุณแม่เสิ่นส่ายหน้าหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่หลิน พอคุณแม่หลินส่ายหน้าเธอก็กลอกตาขึ้นไปมองด้านบนเพดานในทันที“ต้าเป่าของน้าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต้าเป่าคิดถึงน้าไหม น้าไม่ได้เจอต้าเป่าตั้งหลายวันคิดถึงต้าเป่ามากเลย” เสิ่นชิงหลีที่กำลังอุ้มเซี่ยเหวินเป่าอยู่พูดกับหลานชายพลางก้มหน้าลงไปหอมแก้มอยู่หลายครั้ง หลินเยี่ยนฟางเองก็คงจะไม่ว่าอะไรถ้าเสิ่นชิงหลีไม่หอมแก้มลูกชายของเธอด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาเช่นนี้“มีอะไรก็พูดมา ถึงแม้ว่าพี่กับคุณแม่ทั้งสองอาจจะช่วยเธอไม่ได้แต่ก็สามารถรับฟังความในใจของเธอได้ ไม่แน่ว่าขิงแก่ทั้งสองของบ้านเรายังอาจจะสามารถให้คำชี้แนะเธอได้อีกด้วย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เสิ่นชิงหลีก็พยักหน้า“ฉันรู้ ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีขิงแก่แค่สองแต่ยังมีพี่ที่เป็นขิงแก่คนที่สาม วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจมาที่นี่อย่างไรเล่า” คำพูดของเสิ่นชิงหลีทำให้คนที่เคยยกตนข่มท่านยัดเยียดตำแหน่งน้องสาวให้เสิ่นชิงหลีถึงกลับต้องกลอกตาขึ้นไปมองด้านบนอีกครั้งในทันที“ต้าเป
การพบกันของคุณแม่หลินและเสิ่นชิงหลีเป็นไปอย่างเรียบง่าย หากหลินเยี่ยนฟางไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนก็คงจะคิดว่าตอนนี้คุณแม่หลินดีอกดีใจที่ได้พบลูกสาวแท้ๆ ของตนเองจนลืมเลือนหลินเยี่ยนฟางไปแล้ว แต่เธอรู้ดีว่าถ้าหากหลินเยี่ยนฟางลุกขึ้นมาเรียกร้องให้คุณแม่หลินทำอะไรเพื่อเธอ ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำร้ายเสิ่นชิงหลี
เสิ่นชิงหลีที่ได้ฟังคำพูดของหลินเยี่ยนฟางแล้วก็คิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเสวี่ยซิงซินและชุยเหอเธอจึงพยักหน้าพลางชี้ไปที่เสวี่ยซิงซินและชุยเหอที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ในทันที“ก่อนหน้าที่พี่จะมาถึงสองคนนี้ก็กำลังพูดจาใส่ร้ายพี่ให้ฉันกับคุณแม่ฟังอยู่พอดี พวกเธอบอกว่าพี่เป็นคนอกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณคน” เมื่อเ
สีหน้าของคนในร้านหงเซวียทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา โดยเฉพาะเสวี่ยซิงซินและชุยเหอเธอใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างเต็มที่แล้วจึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา“พี่หงตานฉันเคยบอกพี่แล้วว่าสองคนนี้ดีแต่สร้างปัญหาและวันนี้พี่ก็คงจะเห็นแล้ว” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เยี่ยหงตานก็พยักหน้า“พี่รู้ส
เสวี่ยซิงซินรีบนำตัวอย่างผ้าชนิดใหม่และแบบเสื้อผ้าไปวางลงบนโต๊ะตรงหน้าสองแม่ลูกจากบ้านเสิ่น ส่วนชุยเหอก็รีบไปชงชาเพื่อนำมารับรองแขกคนสำคัญเป็นการเฉพาะ โดยมีเยี่ยหงตานคอยติดตามดูความเรียบร้อยของคนทั้งสองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังตั้งแต่ร้านหงเซวียไม่มีหลินเยี่ยนฟาง ลูกค้าภายในร้านก็ลดลงอย่าง







