LOGINการพบกันของคุณแม่หลินและเสิ่นชิงหลีเป็นไปอย่างเรียบง่าย หากหลินเยี่ยนฟางไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนก็คงจะคิดว่าตอนนี้คุณแม่หลินดีอกดีใจที่ได้พบลูกสาวแท้ๆ ของตนเองจนลืมเลือนหลินเยี่ยนฟางไปแล้ว แต่เธอรู้ดีว่าถ้าหากหลินเยี่ยนฟางลุกขึ้นมาเรียกร้องให้คุณแม่หลินทำอะไรเพื่อเธอ ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำร้ายเสิ่นชิงหลี คุณแม่หลินก็ยินดีที่จะช่วยหลินเยี่ยนฟาง เธอตอนนี้เธอคือหลินเยี่ยนฟางแล้วย่อมไม่คิดจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นการทำร้ายคนอื่น ถึงแม้ว่าเธอเองจะไม่ใช่คนดีอะไรแต่ก็ไม่ใช่คนโลภที่อยากได้อยากมีจนต้องทำลายคนอื่นเขา
เพื่อเปิดโอกาสให้คุณแม่หลินและเสิ่นชิงหลีได้มีเวลาส่วนตัว หลินเยี่ยนฟางจึงพาเหยียนเหม่ยเจียงเดินดูรอบๆ บริเวณบ้านของคุณแม่หลิน บ้านหลังเล็กที่มีห้องนอนแค่เพียงสองห้อง ห้องน้ำที่แยกออกมาตรงลานด้านหลังบ้าน แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนให้ใช้งานง่ายขึ้นแต่ก็ยังคงรูปแบบของชาวบ้านในเขตชนบทอยู่ทำให้เหยียนเหม่ยเจียงอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้
“ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ถือว่ามีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างที่หนูบอกกับแม่” คำพูดของเหยียนเหม่ยเจียงทำให้หลินเยี่ยนฟางทอดถอนใจออกมาในทันที
“ถ้าอยู่จนคุ้นชินก็ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร คุณแม่วางใจเถอะค่ะ ถึงแม้ว่าความสะดวกสบายจะสู้การใช้ชีวิตในเมืองไม่ได้ แต่วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ก็ทำให้หนูรู้สึกสบายใจและยังยินดีที่จะอยู่ที่นี่ไม่ได้คิดจะย้ายเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองอย่างที่คนอื่นมักจะทำกัน” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางยิ้มออกมา
ถึงแม้ว่าตอนที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ใหม่ๆ เธอจะรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ทั้งล้าสมัยและไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก แต่พอได้อยู่ที่นี่ไปสักพักเธอก็รู้สึกว่าที่นี่คือสถานที่ที่ดีมากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เธอคุ้นชินไป แต่ก็แลกกลับมาด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ ธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ อีกทั้งผู้คนที่นี่ก็มีน้ำใจมากกว่าคนในเมือง
ดังนั้นถึงแม้ว่าเซี่ยหยางชุนจะเคยถามเธอว่าเธอคิดจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองเพื่อจะได้สะดวกในการเดินทางไปทำงานไหมเธอจึงได้ปฏิเสธเขาไป และคิดว่าถ้าเธอมีลูกควรจะให้ลูกได้อยู่ในสถานที่ที่พวกเขาสามารถวิ่งเล่นได้อย่างเต็มที่และสามารถสูดอากาศที่สุดแสนจะบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปอดมากกว่า
“บ้านหลังนั้นคือบ้านของสามีของหนู เดี๋ยวอีกสักครู่หนูจะพาคุณแม่และน้องชิงหลีไปที่บ้านของหนูนะคะ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางชี้ให้เหยียนเหม่ยเจียงดูบ้านของเธอ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับบ้านของผู้คนในแถบนี้บ้านของเซี่ยหยางชุนก็ดูโดดเด่นทั้งกำแพงที่ก่อขึ้นมาอย่างแน่นหนาและหลังคากระเบื้องที่พึ่งจะได้รับการปรับปรุงใหม่
“สามีของลูกเขาดีกับลูกหรือเปล่า” คำถามของเหยียนเหม่ยเจียงทำให้หลินเยี่ยนฟางพยักหน้า
“เขาดีกับหนูมาก ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้หนูจะทำไม่ดีกับเขา แต่เขาก็ยังทำดีกับหนูมาโดยตลอด” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางยิ้มออกมา เหยียนเหม่ยเจียงจ้องมองเสิ่นชิงหลีแล้วก็ทอดถอนใจออกมา
“อันที่จริงพ่อกับแม่ก็เตรียมคู่หมั้นที่ดีเอาไว้ให้หนู น่าเสียดายที่ตอนนี้กลายเป็นของเสิ่นชิงหลีไปแล้ว” เมื่อเหยียนเหม่ยเจียงพูดเช่นนี้ก็ทำให้เสิ่นชิงหลีที่เดินตามมาทางด้านหลังพลันชะงักไปในทันที
“แต่หนูไม่เสียดายหรอกค่ะ เอาไว้ให้คุณแม่ได้พบกับพี่ชุนของหนูก่อน หนูรับรองว่าคุณแม่จะต้องชื่นชอบเขาเหมือนที่หนูชื่นชอบเขาเป็นอย่างมากแน่” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เหยียนเหม่ยเจียงเงียบงันไป ในใจก็ได้แต่คิดว่าเขาทั้งเลี้ยงหมูและปลูกชา ผู้ชายที่ทำอาชีพเช่นนี้จะเทียบเคียงกับลู่อวิ๋นที่เป็นคู่หมั้นของเสิ่นชิงหลีได้อย่างไร
ส่วนเสิ่นชิงหลีที่เดินติดตามมาทางด้านหลังก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่เธอไม่ได้รู้ว่าสามีของหลินเยี่ยนฟางทำอาชีพอะไร แต่ในสายตาของเธอไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ไม่สามารถเทียบเคียงลู่อวิ๋นของเธอได้ ตอนนี้พอเธอได้ยินคำพูดของคุณแม่ของเธอเข้า เธอก็เลยยิ่งรู้สึกว่าเธอกำลังแย่งชิงทุกอย่างไปจากหลินเยี่ยนฟาง รวมไปถึงลู่อวิ๋นชายหนุ่มที่เป็นทั้งคู่หมั้นและคนที่เธอรักด้วย
“อ้าว ชิงหลีเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วนั่นยังร้องไห้อยู่อีกหรือ” เมื่อหลินเยี่ยนฟางหันมาทักทายเช่นนี้เธอก็ส่ายหน้าแล้วก็จ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่หลินเยี่ยนฟางกลับไม่คิดจะสนใจ
สำหรับหลินเยี่ยนฟางแล้ว เธอเป็นคนประเภทที่เบื่อหน่ายพวกเด็กสาวจิตใจผ่องใส อาจจะเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำตัวเป็นคนจิตใจใสสะอาดได้สำเร็จก็เลยอดรู้สึกอิจฉาและรำคาญคนประเภทนี้ไม่ได้ สำหรับเธอแล้วเส้นบางๆ ระหว่างคนจิตใจดีกับคนโง่มันบางเสียยิ่งกว่าบาง จนบางครั้งเธอก็แทบจะแยกไม่ออกว่าคนที่ทำดีต่อคนอื่นจนทำร้ายตนเองนั้นมันเรียกว่าคนดีหรือว่าคนโง่กันแน่
และบังเอิญว่าเสิ่นชิงหลีคนนี้ก็เป็นนางเอกประเภทที่ว่าชอบทำดีกับคนอื่นจนคนอ่านนิยายอย่างเธอยังต้องอุทานออกมาว่า “อะไรวะ” ตั้งหลายครั้ง ถ้าไม่บังเอิญว่าตัวร้ายของเรื่องนี้มีชื่อเดียวกันกับเธอ เธอก็คงจะทนอ่านไม่จบ อีกทั้งเธอก็รู้ว่าซูอิ๋งเพื่อนรักของเธอชอบอ่านนิยายเรื่องนี้มาก เธอจึงมักจะให้ซูอิ๋งอ่านให้เธอฟังเพื่อลดความเบื่อหน่ายที่ต้องเผชิญตอนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเพียงเท่านั้น
พอเซี่ยหยางชุนกลับมาทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่บ้านของเขาและหลินเยี่ยนฟาง เธอบอกป้าซ่งว่าถ้าเขาไปรับเธอให้ป้าซ่งบอกกับเขาว่าเธอกลับบ้านกับเหยียนเหม่ยเจียงและเสิ่นชิงหลีแล้ว แถมยังฝากป้าซ่งให้บอกกับเขาว่าให้ซื้ออาหารกลับมาที่บ้านให้มากสักหน่อย เธอตั้งใจจะเลี้ยงข้าวเหยียนเหม่ยเจียงและเสิ่นชิงหลีที่บ้าน ซึ่งตอนที่ป้าซ่งบอกเรื่องนี้กับเซี่ยหยางชุน ป้าซ่งยังกำชับเซี่ยหยางชุนเป็นพิเศษอีกด้วยว่าให้เขาซื้อแต่อาหารที่ดีๆ และแพงๆ เข้าไว้เพื่อที่แม่ยายของเขาจะได้รู้สึกยอมรับเขาได้ง่ายขึ้น
แต่เซี่ยหยางชุนกลับไม่ได้ทำตามคำแนะนำของป้าซ่ง เขาคิดว่าถ้าแม่ยายจากบ้านเสิ่นคนนั้นยากจะทำใจยอมรับเขาเพราะติดเรื่องฐานะ ต่อให้เขาพยายามซื้ออาหารราคาแพงๆ เพื่อเอาอกเอาใจ อาหารเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาได้รับการยอมรับอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงซื้อแต่อาหารที่หลินเยี่ยนฟางชอบกินเพื่อเอาอกเอาใจเธอ ถึงอย่างไรถ้าเขาสามารถทำให้หลินเยี่ยนฟางพึงพอใจในตัวเขาได้ ต่อให้พ่อตาและแม่ยายจากบ้านเสิ่นไม่ชอบเขา คนบ้านเสิ่นก็ไม่สามารถบังคับจิตใจของเธอได้อยู่ดี
“อาหารที่ผมซื้อมาล้วนเป็นอาหารที่เยี่ยนฟางชอบกิน ไม่รู้ว่าจะถูกปากพวกคุณไหม ทุกคนลองชิมดูนะครับ” เซี่ยหยางชุนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร วันนี้เขาและหลินเยี่ยนฟางต้อนรับแขกในสวนหน้าบ้าน อากาศที่กำลังเย็นสบายกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในยามค่ำ ยังมีไฟประดับที่ช่วยทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น
“เป็นอาหารที่คุณแม่ชอบทั้งนั้นเลยค่ะ” เสิ่นชิงหลีพูดพลางยิ้มออกมา บ้านน้อยหลังนี้ของหลินเยี่ยนฟางและเซี่ยหยางชุนได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสะอาดตา ไม่มีเครื่องเรือนมากจนเกินความจำเป็น ดูแปลกตาสำหรับคนชอบโอ้อวดผลงานของสะสมอย่างเหยียนเหม่ยเจียง แต่กลับสร้างความชื่นชอบให้เสิ่นชิงหลี ยิ่งตอนที่เธอได้เห็นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าแท้จริงแล้วสองสามีภรรยาบ้านเซี่ยเป็นคนที่มีรสนิยมแบบตะวันตกมากพอสมควร เพียงแต่รสนิยมของพวกเขากลับไม่ใช่รูปแบบของชนชั้นสูงของชาติตะวันตก แต่กลับดูเหมือนรูปแบบความนิยมที่ชาวต่างชาติรุ่นใหม่มักจะให้ความสนใจมากกว่า
“ถ้าคุณแม่ชอบก็ดีเลยค่ะ น่าเสียดายนะคะที่คุณพ่อติดงานไม่อย่างนั้น การทานข้าวร่วมกันในครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ทานข้าวร่วมกันอย่างพร้อมหน้าเลยนะคะ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางคีบปีกไก่น้ำแดงที่เธอชอบวางลงไปบนจานใบเล็กแล้วนำไปวางลงตรงหน้าเหยียนเหม่ยเจียง
“คุณแม่ลองชิมดูนะคะ” เธอพูดกับเหยียนเหม่ยเจียงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วจึงได้หันไปคีบไก่ลงบนจานใบเล็กแล้วนำไปวางตรงหน้าของคุณแม่หลิน
“แม่ลองชิมดูว่าเหมือนเดิมไหม หนูได้ข่าวว่าพวกเขาเปลี่ยนแม่ครัวใหม่ แต่หนูคิดว่ารสชาติไม่ได้เปลี่ยนไปนะคะ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางวางจานใบเล็กลงตรงหน้าคุณแม่หลิน แล้วคีบไก่อีกชิ้นวางลงบนจานใบเล็กแล้วนำไปวางลงตรงหน้าเสิ่นชิงหลี คุณแม่หลินคีบไก่ที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาชิมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจในทันที
“ยังอร่อยเหมือนเดิมนะ คุณนายเสิ่น ชิงหลีลองชิมดูสิอร่อยดีนะคะ” คุณแม่หลินพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทำให้สองแม่ลูกจากบ้านเสิ่นพยักหน้าแล้วลองชิมดู เมื่อพบว่าอาหารตรงหน้ามีรสชาติอร่อยจริงๆ ทุกคนก็ยิ้มออกมาพลางคีบกินอีกครั้งด้วยความพึงพอใจ
อาหารอร่อยและบรรยากาศที่ดีทำให้ความตึงเครียดของทุกคนพลันผ่อนคลายลง แล้วหลังจากนั้นทุกคนจึงได้พูดคุยกันได้อย่างสบายใจและไม่ติดขัด หลินเยี่ยนฟางหันไปส่งยิ้มให้เซี่ยหยางชุน เธอรู้ดีว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไร เขาตั้งใจจะทำให้เธอพึงพอใจในตัวเขาและเขาก็สามารถทำได้จริงๆ
เซี่ยเหวินเป่าคือเด็กชายตัวน้อยที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันทั่วว่าพ่อของเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงหมู แม่ของเขาคือช่างตัดเสื้อ คุณตาทำงานในโรงงาน คุณยายเป็นคนขายผัก คุณน้าเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง สาเหตุที่ทุกคนรู้อย่างละเอียดก็เพราะทุกคนได้อ่านเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนเรียงความฉบับนี้ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันซาบซึ้งในความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีฐานะธรรมดาแต่กลับร่ำรวยความสุขของเซี่ยเหวินเป่า เรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาจนถึงระดับชั้นอุดมศึกษาเลยทีเดียวตอนที่เขาได้รับทุนทุกคนที่บ้านต่างก็มีสีหน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเขาที่รีบมาขอสละสิทธิ์ทุนการศึกษาที่เขาได้รับในทันที โดยบอกกับท่านอธิการว่าที่บ้านของเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเสียเซี่ยเหวินเป่าเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาได้สบาย ขอให้ท่านอธิการมอบทุนการศึกษานี้ให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่ที่บ้านไม่มีทุนทรัพย์ดีกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเซี่ยหยางชุนยิ่งทำให้เซี่ยเหวินเป่าได้รับความชื่นชมจากทุกคนในโรงเ
เมื่อหมดเรื่องของโจวจินหมิงไปแล้วความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงหลีและลู่อวิ๋นก็ดีขึ้นตามลำดับ พอหลินเยี่ยนฟางได้รู้ว่าเป็นเสิ่นชิงหลีที่ไปเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กสาวที่เคยถูกทั้งโจวจินหมิงและเฉียวเยี่ยนเคยล่อลวงและล่วงละเมิดให้รวมตัวกันไปแจ้งความเพื่อเอาผิดคนชั่วก็อดรู้สึกชื่นชมเสิ่นชิงหลีไม่ได้ หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเสิ่นชิงหลีก็คือนางเอกที่อ่อนโยน อ่อนหวานและบอบบาง ทุกการกระทำและทุกความสำเร็จของเธอล้วนได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกอย่างลู่อวิ๋นเสมอ หลินเยี่ยนฟางจึงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือการจัดการของเสิ่นชิงหลีเมื่อเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปชีวิตของตัวละครในนิยายก็เปลี่ยนแปลง ตัวร้ายที่กลับตัวกลับใจอย่างหลินเยี่ยนฟางก็ได้มีชีวิตที่ดีมีลูกชายตัวน้อยน่ารักให้เลี้ยงดู ส่วนนางเอกอย่างเสิ่นชิงหลีและพระเอกอย่างลู่อวิ๋นก็ยังคงลงเอยกันด้วยดีดังเดิม พวกเขาได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรดาตัวร้ายทั้งหมดก็ต่างแพ้ภัยตนเองไม่เข้ามาเกะกะระรานในชีวิตของพวกเขาอีกแม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายของนิยายจะจบลงไปแล้วแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข เธอและสามีต่างคน
พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านหลินเยี่ยนฟางก็รีบชี้ไปที่เฉียวเหลียน เสวี่ยซิงเหยาและเสวี่ยซิงซินในทันที“คุณตำรวจคะ สามคนนี้เข้ามาหาเรื่องฉันที่ร้านค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เจ้าหน้าที่รีบเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสามที่หลินเยี่ยนฟางชี้ตัวในทันที“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ก็แค่ตั้งใจจะมาสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจเพียงเท่านั้น” เฉียวเหลียนพูดพลางจ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว“แต่เมื่อครู่นี้เธอเงื้อมือพุ่งเข้ามาโดยมีความตั้งใจจะตบฉันนะ ถ้าฉันไม่ใช้ฝ่าเท้ายันเธอออกป่านนี้ใบหน้าของฉันคงจะมีรอยฝ่ามือของเธอไปแล้ว เรื่องนี้สามีของฉันและคนในร้านก็สามารถช่วยเป็นพยานได้” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เฉียวเหลียนก็เม้มปากแน่น เพราะตอนนี้ด้านหลังของหลินเยี่ยนฟางและสามีมีพนักงานในร้านออกมายืนจ้องมองสถานการณ์กันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังส่งเสียงบอกกับตำรวจด้วยว่าพวกเธอสามคนเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน“ฉันไม่ได้ตั้งใจก็แค่อารมณ์เพียงชั่ววูบเพียงเท่านั้น คุณตำรวจฉันยังไม่ได้ลงมือทำร้ายใครไม่ถือว่ามีความผิดนะคะ” คำพูดของเฉียวเหลียนทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายพลันส่ายหน้าในทันที“คุณครับแค
พอพ้นช่วงสามเดือนแรกไปเซี่ยเหวินเป่าก็ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยอีกต่อไปแล้ว พอได้นอนนานขึ้นก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทั้งแม่ทั้งลูก หลินเยี่ยนฟางจึงมีเวลาเพียงพอที่จะไปดูแลร้านด้วยตนเอง แน่นอนว่าตอนอยู่ที่ร้านเธอต้องหอบหิ้วลูกชายตัวน้อยไปด้วย ความน่ารักของเขาทำให้ทุกคนในร้านมักจะพากันแวะเวียนมาหยอกล้อเขาตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินเป่าจะชอบที่นี่มากไม่เพียงไม่งอแงยังยิ้มโชว์เหงือกแดงๆ ให้ผู้คนในร้านได้เห็นเกือบทั้งวันอีกด้วย“ต้าเป่าน้อยหน้าตาอิ่มเอม ดูแค่แวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา วันหน้าเขาจะต้องมีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดแน่” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า“พ่อของเขาเลี้ยงหมูปลูกชามากมายขนาดนั้น วันหน้าถ้าไม่เกเรมากจนเกินไปก็คงจะดูแลกิจการของพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงอย่างไรของกินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนทุกยุคทุกสมัย กิจการที่เกี่ยวข้องกับของกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ถ้าไม่ทำตัวเหลวแหลกจนเกินไปจะต้องสามารถใช้หาเลี้ยงตนเองไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางจ้องมองเซี่ยเหวินเป่าที่ในตอนนี้กำลังหัวเราะจากการหยอกล้อของหลินฮุ่ยและหลินหว่าน“ยังเล
พอลู่อวิ๋นเห็นว่าทุกสายตากำลังพุ่งตรงมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาของเสิ่นชิงหลีที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อและกล่าวหาทำให้เขาต้องรับพูดออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทันที“ผมเห็นว่าชิงหลีกำลังไม่สบายใจและกำลังระบายความในใจให้พวกคุณฟัง ก็เลยคิดว่าไม่เข้ามาขัดจังหวะจะดีกว่าเผื่อว่าพวกคุณจะช่วยพูดให้เธอหันมาเข้าใจในตัวผมบ้าง” คำพูดของลู่อวิ๋นทำให้ทุกคนทอดถอนใจออกมา ส่วนเซี่ยหยางชุนก็รีบอธิบายความเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อเขาในทันที“เยี่ยนฟาง เสวี่ยซิงเหยาแต่งงานกับสามีของเธอก่อนหน้าที่พี่จะพูดคุยเรื่องแต่งงานกับเธอเสียอีก ถ้าพี่ชอบพอกับเขาจริงพี่ก็คงแต่งงานกับเขาไปนานแล้วจะมาแต่งกับเธอทำไม ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ดีอย่างเช่นตอนนี้เสียหน่อย” เมื่อเซี่ยหยางชุนพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่งเสียงกังขาออกมาในทันที“หืม?”“พี่หมายความว่า ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะชอบพี่สักนิด แต่เพราะพี่ไม่มีคนอื่นในใจ อีกทั้งมีใจอยากช่วยคุณแม่หลินแยกเธอกับโจวจินหมิงด้วยก็เลยตอบตกลงแต่งงานกับเธอ อันนี้พี่พูดจากใจจริงเลยนะ” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้ทุกคนต่างก็พยักหน้าเป็นทำนองว่าเข้าใจแล้ว“โอ้ต้าเป่า ที่แท้คุณพ่อ
อยู่ๆ เสิ่นชิงหลีที่หายหน้าไปนานก็มาหาที่บ้านหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่เสิ่นในทันที พอเห็นว่าคุณแม่เสิ่นส่ายหน้าหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่หลิน พอคุณแม่หลินส่ายหน้าเธอก็กลอกตาขึ้นไปมองด้านบนเพดานในทันที“ต้าเป่าของน้าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต้าเป่าคิดถึงน้าไหม น้าไม่ได้เจอต้าเป่าตั้งหลายวันคิดถึงต้าเป่ามากเลย” เสิ่นชิงหลีที่กำลังอุ้มเซี่ยเหวินเป่าอยู่พูดกับหลานชายพลางก้มหน้าลงไปหอมแก้มอยู่หลายครั้ง หลินเยี่ยนฟางเองก็คงจะไม่ว่าอะไรถ้าเสิ่นชิงหลีไม่หอมแก้มลูกชายของเธอด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาเช่นนี้“มีอะไรก็พูดมา ถึงแม้ว่าพี่กับคุณแม่ทั้งสองอาจจะช่วยเธอไม่ได้แต่ก็สามารถรับฟังความในใจของเธอได้ ไม่แน่ว่าขิงแก่ทั้งสองของบ้านเรายังอาจจะสามารถให้คำชี้แนะเธอได้อีกด้วย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เสิ่นชิงหลีก็พยักหน้า“ฉันรู้ ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีขิงแก่แค่สองแต่ยังมีพี่ที่เป็นขิงแก่คนที่สาม วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจมาที่นี่อย่างไรเล่า” คำพูดของเสิ่นชิงหลีทำให้คนที่เคยยกตนข่มท่านยัดเยียดตำแหน่งน้องสาวให้เสิ่นชิงหลีถึงกลับต้องกลอกตาขึ้นไปมองด้านบนอีกครั้งในทันที“ต้าเป
ลูกชายคือสิ่งมีชีวิตที่มากไปด้วยพละกำลัง หลินเยี่ยนฟางแทบจะไม่ได้นอนนานเกินสองชั่วโมงเลยนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล โชคดีที่ยังมีเซี่ยหยางชุนคอยลุกขึ้นมาดูแลลูกชายให้เธอจึงได้นอนต่อ แต่ถึงอย่างไรเสียงร้องไห้ของลูกชายก็ทำให้เธอไม่สามารถนอนได้อย่างเป็นสุขเท่าใดนัก โชคดีที่ตอนกลางวันคุณแม่หลินและคุณแม่เ
ร้านของหลินเยี่ยนฟางเริ่มลงจักรเย็บผ้าเพิ่มก็ต้องใช้เงินเพิ่ม ทั้งการก่อสร้างเพื่อขยายร้านของไปทางด้านหลัง ทั้งการเพิ่มจักรเย็บผ้าและการเพิ่มคนงาน เดิมทีคุณพ่อและคุณแม่เสิ่นตั้งใจจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่หลินเยี่ยนฟางกลับคิดว่าให้พวกเขานำเงินเก็บไปซื้อที่ดินเอาไว้ดีกว่า โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่บริเวณ
หลังจากลู่อวิ๋นและเสิ่นชิงหลีปรับความเข้าใจกันได้แล้ว คนทั้งสองก็ออกจากห้องมาพร้อมกัน หลินเยี่ยนฟางจ้องมองพวกแก้มอันแดงก่ำของเสิ่นชิงหลีแล้วก็ทอดถอนใจออกมา คนที่หลินเยี่ยนฟางต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือลู่อวิ๋นคนนี้ลู่อวิ๋นไม่ใช่พระเอกในนิยายที่สามารถใช้ประโยคที่ว่า “ร้ายกับคนทั้งโลก ทำดีแค่เธอคนเ
อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ แต่หลินเยี่ยนฟางยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ตอนเช้าก็ให้เซี่ยหยางชุนไปส่งตอนเย็นก็ให้เซี่ยหยางชุนขับรถไปรับ ช่วงนี้เธอรับลูกน้องเข้าร้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อแบ่งเบางานของป้าซ่งกับป้าเวิน ส่วนเธอนอกจากจะมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการหาเงินเพิ่มแล้ว ยังทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กั







