LOGIN70 2-2
ตอนที่ 139 หลบหนี
หลินจิงซูเดินคอตกกลับบ้านผู้เฒ่าติงด้วยความสิ้นหวัง
ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังนั่งปลอบใจผู้เฒ่าติงอยู่หน้าบ้าน เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของหลินจิงซู ที่ดูคล้ายกับวิญญาณเด็กต้องคำสาปเร่ร่อน คนเป็นแม่อย่างเธอก็ถึงกับตื่นตระหนกตกใจอย่างมาก รีบตรงเข้าไปถามด้วยความร้อนอกร้อนใจว่า
“ซูซู ลูกเป็นอะไรไปจ๊ะ?”
หลินจิงซูเอาแต่ส่ายหน้าพูดเพียงแค่ว่า
“หนูสบายดีค่ะแม่ แค่ปวดหัวนิดหน่อย ขอตัวไปนอนพักก่อนนะคะ”
“ซูซู เดี๋ยว…”
ติงเสวี่ยเหม่ยเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบลง ถอนหายใจออกมาและพูดเพียงแค่ว่า
“ไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่เถอะนะจ๊ะ”
ห้วงจิตห้วงใจของหลินจิงซูวุ่นวายสับสนอลม่านไปหมด ประการแรก เธอยอมรับว่าตนรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จากนี้ต่อไปจะไม่สามารถติดต่อกับจู้หยานได้อีก และประการที่สอง สืบเนื่องจากผลกระทบของทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก เธอจนปัญญาเช่นกันว่าจะสามารถเอาโฉนดบ้านหลังนี้ของผู้เฒ่าติงกลับคืนมาได้หรือไม่
เมื่อสองปัญหาแห่งความไม่สบายใจพัลวันเกี่ยวพันกัน ส่งผลให้หัวสมองของเธอแทบระเบิดเป็นจุณ
เธอรู้สึกอึดอัดใจเกินจะแบกรับได้ไหว จนต้องใช้วิถีทางสุดท้ายคือการนอนหลับตัดปัญหาทั้งหมดทิ้งไปก่อน!
เวลาล่วงเลยผ่านไป…
หลินจิงซูไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า ตนเองได้หลับไปนานขนาดไหนแล้ว ทว่าภายใต้ความมึนงง จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
“ซูซู ตอนนี้เป็นยังไงบ้างจ๊ะ? อาการดีขึ้นบ้างรึเปล่า? เปิดประตูให้แม่เข้าไปหน่อยสิจ๊ะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยร้องเรียกหา
เมื่อหลินจิงซูตั้งสติลุกขึ้นจากเตียงได้ เธอก็ยืนบิดขี้เกียจตัวเป็นเกลียวอยู่สองสามที เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างมาก ระหว่างเดินไปประตูก็พลางร้องตะโกนตอบกลับไปว่า
“ตอนนี้หนูดีขึ้นมากแล้วค่ะแม่ มีอะไรรึเปล่าคะ?”
เมื่อเปิดประตูออกมา ก็เห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ของผู้เป็นแม่
ติงเสวี่ยเหม่ยรีบแทรกตัวผ่านประตูเข้ามาอย่างว่องไว แล้วพูดขึ้นอย่างเป็นกังวลว่า
“สองสามวันนี้แม่คอยจับตาดูป้ากับลุงของลูกมาตลอด แม่แอบได้ยินสองคนนั้นคุยกันว่า พวกมันจะเก็บกระเป๋าหนีไปคืนนี้แล้ว! ลำพังแค่ตากับแม่ไม่มีทางหยุดทั้งคู่ไว้ได้แน่ ก็เลยจะมาขอคำปรึกษาจากลูกนี่ล่ะ พอจะมีหนทางช่วยอะไรได้บ้างมั้ยจ๊ะ?”
หลินจิงซูนิ่งเงียบไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆอยู่เป็นเวลานาน
ในเมื่อติงเสวี่ยหยานกับหม่าฟู่เฟิงคิดจะหนีจริงๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหยุดยั้งพวกเขาเช่นกัน
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย!
ได้ยินว่า สองคนนั้นจะแอบหนีไปตอนกลางดึก หลินจิงซูก็สบายใจได้หนึ่งเปาะ พวกมันจะต้องอยู่ทานข้าวเย็นเพื่อเติมพลังก่อนอย่างแน่นอน เพราะอย่างไรซะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง ซึ่งหมายความว่า เธอยังพอมีเวลาคิดอยู่บ้าง
ครุ่นคิดพินิจไปมาอยู่หลายตลบ ในที่สุดหลินจิงซูก็นึกหนทางที่ดีกว่าออก
“แม่ค่ะ ปล่อยให้พวกมันหนีไปเถอะค่ะ”
หลินจิงซูยิ้มพูดขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางสบายๆ
“ห๊ะ? ถ้าทั้งคู่หนีไป ไม่เท่ากับว่าทิ้งหนี้สินก้อนโตไว้ให้คุณตาของลูกต้องรับกรรมต่อหรอกเหรอ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยสวนตอบทันควันโดยแทบไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
หลินจิงซูเดินไปตบไหล่ผู้เป็นแม่เบาๆ พร้อมพูดปลอบประโลมใจว่า
“แม่ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก เจ้าหนี้มันก็ไม่ได้โง่ มันต้องรู้ดีด้วยซ้ำว่า ขูดรีดกับคนเฒ่าคนแก่ไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร พวกมันไม่คิดเสียเวลาด้วยอยู่แล้ว!”
สิ้นสุดประโยค หลินจิงซูก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผ่านใบหน้าของเธอออกมาอย่างเลือดเย็น
ในเวลาเที่ยงคืนแห่งรัตติกาลอันมืดมิด ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงก็เก็บกระเป๋าที่ตระเตรียมกันไว้ แล้วค่อยๆแอบย่องเบาหนีออกจากบ้านผู้เฒ่าติงไป
ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงามืดทมิฬในมุมลับสายตา เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ทุกย่างก้าว
เห็นว่าพี่สาวและพี่เขยของตนก่อปัญหาสร้างความวุ่นวายถึงเพียงนี้แล้ว แต่ยังมีหน้าเห็นแก่ตัวทิ้งทุกอย่างไปเพื่อหนีความผิด ติงเสวี่ยเหม่ยก็ยิ่งรู้สึกโมโหกับพฤติกรรมขี้ขลาดของคนทั้งคู่เกินจะทานทนไหว เธออดปริปากบ่นไม่ได้ว่า
“เป็นถึงพี่สาวคนโตของครอบครัวแท้ๆ ทำไมถึงได้ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้นะ! พอรู้ว่าตัวเองไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาที่ก่อไว้ ก็ทิ้งขี้ทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ให้พ่อรับคนเดียว!”
สำหรับผู้หญิงที่ชื่อติงเสวี่ยหยาน หลินจิงซูไม่มีความรู้สึกเมตตาหรือสงสารใดๆให้อีกเลยแม้แต่น้อย แต่ไหนแต่ไร อีกฝ่ายก็เป็นคนใจแคบเห็นแก่ตัวมากพออยู่แล้ว ยิ่งมาจับคู่กับหม่าฟู่เฟิง พฤติกรรมก็ยิ่งเหลวแหลกไปกันใหญ่!
นับว่าเป็นบุญจริงๆที่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก ใครที่ต้องเกิดมาเป็นลูกของพวกมันสองคน พูดได้คำเดียวว่าโคตรซวย!
“ซูซู เราจะปล่อยให้พวกมันหนีไปแบบนี้จริงๆน่ะเหรอ?”
เห็นสองคนนั้นหนีพ้นรั้วบ้านออกไปได้แล้ว ติงเสวี่ยเหม่ยก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอแอบอยากจะพุ่งตัวไปหยุดยั้งพวกมันไว้เสียเหลือเกิน แต่วินาทีที่กำลังจะลุกขึ้นแสดงตัว ทว่ากลับถูกหลินจิงซูห้ามปรามเอาไว้ได้ทัน
“แม่! เดี๋ยวก่อน!”
ชั่วพริบตาต่อมา จู่ๆก็มีแสงจากกระบอกไฟฉายหลายดวงพุ่งสาดปะทะเข้าใส่หน้าติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงที่กำลังหลบหนี
ทันใดนั้นเอง พลันปรากฏร่างของชายชุดดำนับสิบ วิ่งถลาเข้ามาล้อมกรอบปิดกั้นทั้งสองคนไว้อย่างแน่นหนา ไม่เหลือหนทางใดๆให้หลบหนีได้อีกต่อไป
หลินจิงซูกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นอย่างที่สันนิษฐานเอาไว้จริงๆ เจ้าหนี้พวกนี้ไม่ใช่คนโง่ ปรากฏว่าพวกมันแอบเฝ้าสะกดรอยตามสองคนนี้อยู่ตลอด!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







