LOGIN71 1-2
ตอนที่ 140 สองสามีภรรยาหลบหนี (1)
สองสามีภรรยาติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงถูกชายชุดดำนับหลายชีวิตเข้าปิดล้อมตีกรอบจนไร้ซึ่งทางหนี
แสงไฟฉายดวงหนึ่งสาดปะทะเข้าใส่ใบหน้าของพวกเขาโดยตรง
“เห้ย พวกแกสองคนจะไปไหนวะ?”
ชายฉกรรจ์ผู้มีรอยแผลเป็นน่ากลัวบนใบหน้า ตบเท้าเดินนำเข้ามากระชากคอเสื้อหม่าฟู่เฟิง ก่อนจะถีบยันร่างอีกฝ่ายจนกระเด็นล้มหมอบลงกับพื้น
หม่าฟู่เฟิงยกมือขึ้นปิดกุมหน้าท้องเพราะอาการจุกเสียดรุนแรงโฉบแล่นใส่ กระนั้น ก็ยังพยายามคุกเข่าก้มศีรษะจรดพื้นหวังขอความเมตตากรุณา
ติงเสวี่ยหยานเองก็ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง แข้งขาทั้งสองข้างพลันอ่อนยวบ จนท้ายที่สุดก็ทรุดร่างลงกับพื้นตามหม่าฟู่เฟิงไปอีกคน
“พะ-พวกเรา…พวกเราไม่ได้หนีไปไหนนะจ๊ะ!”
ติงเสวี่ยหยานตั้งสติอธิบายทั้งน้ำตา
“ไม่ใช่ว่าพวกแกกำลังคิดจะหลบหนีฉันอยู่หรอกนะ? คงไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดใช่มั้ย?”
ชายฉกรรจ์ผู้มีรอยแผลเป็นถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะสั่งให้บรรดาลูกน้องปลดสัมภาระทุกชิ้นออกจากตัวติงเสวี่ยหยานกับหม่าฟู่เฟิงทันที
ข้าวของสัมภาระถูกโยนทิ้งกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งบริเวณ
“ให้ตายเถอะ ฉันก็อุตส่าห์คาดหวังว่า ภายในกระเป๋าพวกนี้น่าจะต้องใส่ของมีค่าอะไรไว้บ้าง? นี่อะไร มีแต่เศษผ้ากับของกินเน่าๆ!”
สิ้นเสียงพูดนั้น ชายฉกรรจ์หน้าแผลเป็นก็หวดหลังมือตบเข้าที่ใบหน้าของติงเสวี่ยหยานอย่างแรง จนร่างของเธอถึงกับกระเด็น
ติงเสวี่ยหยานกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวังดัง “กรี๊ดด” ร่างทั้งร่างล้มพับลงนอนราบกับพื้นดิน รีบยกมือไม้ขึ้นปิดกุมใบหน้า ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดสุดแสนอยู่เงียบๆ ภายใต้ความหวาดกลัว กระทั่งเสียงร้องในขณะนั้นยังแทบไม่ดังออกมา เสมือนติดอยู่เพียงแค่ในลำคอ
“คิดจะหนีไปแบบนี้ คงรู้ถึงผลที่จะตามมาดีแล้วใช่มั้ย?”
ชายฉกรรจ์หน้าแผลเป็นพูดต่ออีกว่า
“เอาล่ะ เห็นแก่ที่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันมา ฉันเองก็ไม่อยากลงไม้ลงมือกับพวกแกเท่าไหร่ ยอมจ่ายหนี้มาซะแล้วทุกอย่างจะจบ!”
ฆ่าพวกมันสองคนทิ้งเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ทว่าทำแบบนั้นไม่ได้น่ะสิ
เพราะถ้าพวกมันตายไป แล้วเขาจะไปเก็บเงิน30,000หยวนนั่นจากใครได้อีกล่ะ?
“ฉัน…ฉันไม่ได้หนีจริงๆนะคะพี่เปียว! ก็พี่เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่า ให้เวลาพวกเราครึ่งเดือนหามาเงินมาชดใช้คืนให้!”
ติงเสวี่ยหยานพูดขึ้นทั้งที่ยังคงปิดกุมใบหน้าที่ปวดแสบไว้
“ฉันบอกว่าให้เวลาพวกแก ไม่ใช่ให้พวกแกหนี!”
ชายฉกรรจ์ที่ชื่อพี่เปียวคนนั้นกระแทกเสียงตอบ
“มะ-ไม่..ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ! ผมไม่ได้คิดจะหนี…”
ทว่าหม่าฟู่เฟิงยังไม่ทันจะพูดจบ กลับถูกพี่เปียวถีบยันจนหน้าหงายคาพื้นไปอีกรอบ
“ไอ้เวรนี่! หุบปากหมาๆของแกไปเดี๋ยวนี้! ครั้งก่อนที่ใช้พ่อผัวแม่ผัวของนังนี่มาหลอกฉัน ฉันยังไม่ได้เอาคืนเลย! คราวนี้จะอ้างอะไรอีกล่ะ? ขอความเมตตาก็ดี ขอความเห็นใจกันก็ดี? เห็นฉันเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะยอมแจกเงินให้พวกแกไปถลุงเล่นฟรีๆรึไง?!”
“ผม…ผมไม่ได้หนี….”
“กระทืบพวกมัน!!!”
สิ้นเสียงตวาดสั่งการของพี่เปียว ลูกน้องชุดดำอีกโขยงหนึ่งก็บีบวงตรงเข้ามา ปิดล้อมติงเสวี่ยหยานกับหม่าฟู่เฟิงไว้อย่างแน่นหนา และพร้อมใจกันสหะบาทารุมกระทืบสองสามีภรรยาอย่างไร้ปราณี
“กรี๊ดดด!!! อ๊ากกก!!!”
ระหว่างนั้น ก็มีทั้งเสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวด ทั้งเสียงคร่ำครวญสุดแสนเวทนา ดังผสมปนเปหลุดลอยไปถึงหูของติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูที่กำลังซุ่มดูสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ
เห็นติงเสวี่ยหยานถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมกระทืบอย่างบ้าคลั่งเช่นนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยก็อดที่จะใจสั่นเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นพี่สาวแท้ๆของเธอ ต่อให้ในยามปกติ ทั้งคู่จะชอบทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกันก็ตามที แต่ถึงคราววิกฤตเป็นตายจริงๆเช่นนี้ เธอกลับทำใจทนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ไหว
ติงเสวี่ยเหม่ยรีบกระซิบถามหลินจิงซูทันที
“ซูซู เราควรทำยังไงดี? คนพวกนั้นต้องเล่นงานป้าของลูกถึงตายแน่ๆ!”
หลินจิงซูตบไหล่ปลอบใจแม่ตัวเองเบาๆ ระบายยิ้มบางพร้อมพูดให้เธอผ่อนคลายลง
“แม่คะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นนักทวงหนี้มืออาชีพ รู้จักควบคุมน้ำหนักมือเท้าไม่ให้เป้าหมายบอบช้ำถึงตายแน่นอน! อย่าลืมสิคะว่า สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือเงิน เพราะฉะนั้น พวกมันไม่มีทางทำอะไรเกินไปกว่านี้แน่ค่ะ อย่าลืมว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้นจริงๆ เงินตั้ง30,000หยวนนะคะ พวกมันจะไปเรียกเก็บจากใครได้อีกล่ะ?”
“แต่…”
ความวิตกกังวลที่ฉายปรากฏทั่วทั้งใบหน้าของติงเสวี่ยเหม่ย ยังไม่มีทีท่าจะคลายผ่อนลงเลย
หลินจิงซูจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า
“แม่คะ ต่อให้ปั้นหน้าเครียดอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หรือแม่อยากจะเผยตัวออกไปช่วยสองคนนั่นเหมือนพระเอกในหนัง? ดีไม่ดีแม่จะถูกพวกมันกระทืบไปด้วยอีกคน!”
หลินจิงซูเพิ่งจะพูดจบ ทางพี่เปียวเองก็ชูมือเป็นสัญญาณให้ลูกน้องหยุดเช่นกัน
“ฮืออ…ฮืออ…พี่เปียวครับ! พวกเราผิดไปแล้วครับพี่เปียว! ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะครับพี่!! เราจะรีบหาเงิน30,000หยวน มาคืนพี่เฉินให้ได้โดยเร็วที่สุดนะครับ! ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิดนะครับ! เมตตาเราสองคนเถอะนะครับพี่…”
หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานอยู่ในสภาพที่ทั้งเนื้อทั้งตัวล้วนช้ำเลือดช้ำหนอง และกำลังคุกเข่าพนมมือไหว้อยู่ต่อหน้าพี่เปียว ปิดท้ายด้วยการโค้งคำนับขอความเห็นใจจากเขา
“ถ้าอย่างนั้นพวกแกก็รีบหาเงินมาคืนซะ!”
ขณะที่กำลังจะล่าถอยออกไป จู่ๆพี่เปียวก็คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขายกฝ่ามือตบหน้าผากตนเองอย่างแรงไปหนึ่งที พร้อมกับส่งเสียงพร่ำบ่นกับคนทั้งสองที่อยู่บนพื้นว่า
“โอ้! นี่ฉันลืมเรื่องสำคัญไปได้ยังไงเนี่ย! พวกแกต้องจ่ายค่าขัดดอกมาด้วย! แต่วันนี้พวกแกไม่มีอะไรมาให้ฉันเลย เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำตามที่เคยสัญญาไว้ ฉันจะตัดมือที่มีมูลค่าคู่ละ5,000หยวนของพวกแก! อืม…ว่าแต่ฉันประเมินค่ามือของพวกแกสูงเกินไปรึเปล่านะ?”
คำพูดประโยคนี้ของพี่เปียวทำเอาติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงถึงกับเสียวสันหลังวาบ หน้ามืดแทบเป็นลมสิ้นสติร่วงลงไปกองกับพื้น
“พี่เปียว! แค่เงิน30,000หยวน พวกเราก็แทบไม่รู้จะไปหามาได้ยังไงแล้ว! นี่ยังจะมาตัดมือเป็นค่าดอกเบี้ยอีกเหรอ! แบบนี้สู้ฆ่าพวกเราให้ตายๆไปเลยดีกว่า?!”
ติงเสวี่ยหยานกรีดร้องทั้งน้ำตาด้วยความสิ้นหวัง
หม่าฟู่เฟิงหน้าถอดสีหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินว่า
“ฉันคงจะอนุโลมให้พวกแกไม่ได้หรอกนะ”
พี่เปียวยักไหล่ตอบอย่างสบายๆ
“แล้วจะให้พวกเราทำยังไงล่ะจ๊ะ?!”
ติงเสวี่ยหยานจ้องมองอีกฝ่ายอย่างหมดอาลัยตายอยากแล้วเช่นกัน
วินาทีเดียวกันนั้น พี่เปียวก็ฉีกยิ้มกว้างและยื่นข้อเสนอให้ว่า
“ไอ้บัดซบติงจู้ฮั่วเป็นน้องชายของแกใช่มั้ย? ความจริงลูกพี่เฉินของเรากับมันก็มีเรื่องบาดหมางไม่พอใจกันอยู่ ขอเพียงพวกแกสามารถล่อให้มันกลับมาได้ หนี้สินระหว่างระหว่างเราเป็นอันจบสิ้นกันแค่นี้!”
“คะ-ใคร…หมายถึงใครนะจ๊ะ?”
“แกได้ยินไม่ชัดรึไง? ฉันบอกว่าลูกพี่เฉินต้องการหัวของไอ้บัดซบติงจู้ฮั่ว!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







