LOGIN108 2-2
ตอนที่ 215 แต่งงานใหม่
“ได้ข่าวว่าครั้งก่อนเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดใช่มั้ย? หรือที่จงใจใส่ร้ายลูกพี่ลูกน้องตัวเองแบบนี้ อย่าบอกว่าต้องการจะแย่งสิทธิ์นะ? ช่างเป็นความคิดที่สกปรกโสโครกสิ้นดี! นังนั่นต้องคิดแบบนี้แน่ๆเชียว! ทุกคน! เพราะมันนั่นล่ะที่ทำให้พวกเราต้องซวยกันหมด!!”
แค่เรื่องที่ถูกนำตัวไปสอบสวนก็สร้างความสลดใจมากเกินพอแล้ว เผชิญพบกับสถานการณ์ในตอนนี้เข้าไป หลินเสวี่ยถึงกับดวงตาเบิกกว้างไม่อยากจะเชื่อ คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนรักของเธอไม่ใช่เหรอ? ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน ทุกคนยังจับกลุ่มด่าทอหลินจิงซูกันอย่างสนุกปากอยู่เลย แต่ทำไมตอนนี้…
“นังเพื่อนสารเลว! นัง…นังพวกทรยศ!! ไหนใครกันที่เคยบอกว่าเคารพนับถือฉันเหมือนพี่สาวแท้ๆไง?! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฉันเดียวที่เห็นรถคันนั้นกับตา! พวกเธอเองก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่รึไง?! หึ บอกว่าเป็นพ่อทูนหัวงั้นเหรอ? ฉันไม่ยักจะเคยรู้จักมาก่อน! พวกแก…พวกแกทุกคนต้องเชื่อฉันนะ! ฉัน…ฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องของมัน เรื่องภายในครอบครัวมีเหรอที่ฉันจะไม่รู้?! ทุกคนอย่าถูกมันหลอกเชียวนะ!!”
ผลลัพธ์ที่เธอได้กลับตรงกันข้าม ทุกคนในชั้นเรียนไม่เว้นแม้แต่คุณครู ต่างก็จ้องมองไปทางหลินเสวี่ยด้วยสายตารังเกียจอย่างพร้อมเพรียงกัน
ในไม่ช้า นักเรียนทุกคนต่างก็เริ่มเคลื่อนไหว เข้ารวมกลุ่มปิดล้อมหลินเสวี่ยไว้เป็นวงกลม ส่วนคุณครูก็แสร้งทำเป็นมองนาฬิกา ก่อนจะเดินออกจากชั้นเรียนไปโดยช่วยอะไรทั้งนั้น พร้อมกับให้เหตุผลว่าหมดคาบเรียนพอดี
หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นจ้องหน้าหลินเสวี่ยครู่หนึ่ง แล้วก็คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออก
“โอ้ใช่แล้ว? ฉันจำหน้าเธอได้แล้ว! เธอก็คือรุ่นพี่คนนั้น คนที่เคยบุกเข้าไปในชั้นเรียนของเราเมื่อเทอมก่อนใช่มั้ย? จำได้ว่าตอนนั้น เธอพยายามจะฉกเอาจะเงินค่าทัศนศึกษาของหลินจิงซูไป!”
“เออใช่! ใช่จริงๆด้วย! นี่ถ้าเธอไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันคงลืมไปแล้วนะเนี่ย! รุ่นพี่หน้าด้านคนนั้นที่ขโมยพ่อคนอื่นไปเป็นของตัวเองใช่มั้ย? ที่แท้ก็พวกมีปมนี่เอง! ทำไมล่ะ? พอเห็นลูกพี่ลูกน้องตัวเองมีพ่อทูนหัวรวยเข้าหน่อยก็อิจฉารึไง? เห้ยๆ อย่าบอกนะว่า ขนาดพ่อทูนหัวของคนอื่น แกก็ยังจะคิดจะขโมยไปอีก? หูย ช่างทำตัวต่ำสถุลจริงๆ!”
“ฉันเคยได้ยินคนซุบซิบกันว่า แม่ของเธอเป็นหม้ายสาวขี้เหงา! พอพ่อของจิงซูที่อุตส่าห์ขโมยมาหาเรื่องหนีไปอยู่ที่อื่น เธอก็ประสบปัญหาทันที! ไม่แน่ว่าบางที…ค่าเทอมที่ส่งลูกตัวเองเรียน ก็น่าจะได้มาจากการขายตัวรึเปล่านะ?!”
“ถ้างั้นแม่ของเธอก็น่าจะขายตัวอยู่ตามซ่องแถวนี้แหละ ลองคิดดูสิ! เสาหลักในครอบครัวก็ไม่มี แล้วพวกเธอสองแม่ลูกจะเอาเงินที่ไหนมากินมาใช้ล่ะจริงมั้ย? ของแบบนี้ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอก เดี๋ยวเธอก็คงไม่พ้นต้องเข้าซ่องตามแม่ตัวเองไปนั่นแหละ!”
“กรี๊ดดด! กรี๊ดดดด!! ฉันจะฆ่าพวกแก! ฉันจะฆ่าพวกแก…!!!”
หลินเสวี่ยกระทืบเท้ากรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่ง หยิบหนังสือทั้งหมดบนโต๊ะขึ้นมาขว้างปาโยนใส่ทุกคนรอบข้างโดยไม่เลือกหน้า!
ยิ่งเห็นเธอสติแตกกลายเป็นบ้าเช่นนี้ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจขยะแขยงเข้าไปใหญ่
“ดูนั่น! ดูนั่น! มันเริ่มบ้าแล้ว! นังลูกไม่มีพ่อมันเริ่มคลั่งแล้ว!!”
“เหอะ ไปรังแกคนอื่นก่อนแท้ๆ ยังมีหน้ามาโวยวายอีกงั้นเหรอ? น่าสมเพชจริงๆ!”
“จะทำอะไรก็ไม่เคยนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเองนี่! แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องสายเลือดเดียวกันแท้ๆก็ไม่เว้น! จิตใจของเธอทำด้วยอะไร? ยังเหลือความเป็นคนอยู่รึเปล่า?!”
ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ หลินจิงซูก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
นับจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมา ในทุกๆวัน หลินเสวี่ยก็ตกเป็นเป้านินทาสาปส่งภายในสังคมโรงเรียน แม้บางวันเธอจะไม่ได้พูดตอบโต้อะไร แต่ด้วยน้ำลายของทุกคนที่พร้อมใจกันวิพากษ์วิจารณ์เธอ มันก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้หลินเสวี่ยต้องจมน้ำลายตาย
หลินจิงซูเฝ้ามองหลินเสวี่ยที่ต้องจมน้ำลายตายเช่นนี้ทุกวัน ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นวัฏจักร สภาพของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ในสวนสัตว์ ที่จะมีเหล่านักท่องเที่ยวแวะเวียนกันเข้ามาชม จะต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่เปลี่ยนจากคำชื่นชมเป็นคำด่าทอแทน
คนที่สร้างข่าวลือขึ้นมา กลับถูกข่าวลือที่ตัวเองสร้างขึ้นทำลายชีวิตเสียเอง
ในวันจันทร์ ท้ายที่สุดทางโรงเรียนก็ได้ลงมติเด็ดขาด เรียกหลินเสวี่ยเข้าไปพบที่ห้องปกครอง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเห็นหลินเสวี่ยมาโรงเรียนอีกเลย
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการสอบ หลินจิงซูอุทิศตัวเพื่อการศึกษาอย่างเข้มข้นจริงจังอีกครั้ง
แต่แล้ววันหนึ่ง เธอกลับคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นอู๋ซิ่วเหลียนโผล่มาที่โรงเรียน
หลินจิงซูรีบเดินถือถาดอาหารผ่านจุดนั้นออกไปอย่างเร็วที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหนีพ้นรัศมีสายตาของอีกฝ่ายไปได้อยู่ดี
ขณะที่เธอกำลังจะเดินจากไปนั้น จู่ๆอู๋ซิ่วเหลียนก็หยิบไข่ต้มออกมาจากกระเป๋าสองฟอง แล้วยัดใส่ถาดอาหารในมือของหลินจิงซูทันที
“ไข่สองฟองนี้ได้มาจากแม่ไก่ในเล้าที่บ้าน ป้าตั้งใจต้มมาให้เราเป็นพิเศษเลยนะ จะได้มีแรงอ่านหนังสือสอบ!”
หลินจิงซูยืนจ้องมองไข่ต้มสองฟองในถาดด้วยสีหน้าสับสนไม่เข้าใจ
“เป็นบ้าอะไรไปอีกคะ?”
“จิงซู คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ ฉันได้ยินเสวี่ยเสวี่ยบอกว่า เธอกับครูใหญ่ค่อนข้างสนิทสนมกันมาก เพราะฉะนั้น…ช่วยอะไรป้าสักอย่างจะได้มั้ยจ๊ะ? กว่าเสวี่ยเสวี่ยจะยื่นใบสมัครขอกลับเข้ามาเรียนซ้ำชั้นผ่านได้ ก็เล่นเอาหอบแทบจับเลยล่ะ ตอนนี้เกิดเรื่องเลวร้ายกับเสวี่ยเสวี่ยจนถูกไล่ออก! น่าจะเป็นเพราะทางโรงเรียนรู้ว่า ป้าคนนี้เป็นแม่ม่ายไร้สามีดูแล! ดูเอาเถิดว่ามันไม่ยุติธรรมแค่ไหน! จิงซูจ๊ะ ได้โปรดช่วยป้าสักครั้งเถอะนะ! เสวี่ยเสวี่ยคือความหวังสุดท้ายในอนาคตของป้าจริงๆ!!”
เมื่อได้เห็นอู๋ซิ่วเหลียนร้องห่มร้องไห้ดวงตาแดงก่ำ เธอกลับไม่รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกสมเพชใจเสียมากกว่า
เธอพูดเหน็บแนมตอบกลับไปว่า
“มีหลินเสวี่ยคนเดียวที่ไหนกัน ยังมีหลินชิงอี้อีกคนที่พึ่งพาได้ไม่ใช่เหรอคะ?”
ได้ยินแบบนั้น อู๋ซิ่วเหลียนก็แต่ส่ายหน้าด้วยความละอายใจเล็กน้อย
“พ่อของเธอน่ะ กำลังวางแผนจะแต่งงานใหม่กับแม่ของเธอ นี่ไม่รู้อะไรบ้างเลยรึไง?”
หลินจิงซูตะลึงงันจนถาดอาหารในมือแทบร่วง
“เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
ทำไมเธอถึงได้ไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ? ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินชิงอี้กำลังวางแผนจะแต่งงานกันใหม่อีกครั้งงั้นเหรอ?!
หรือเป็นไปได้ไหมที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลัวว่า ถ้าเธอรู้เรื่องนี้เข้า จะต้องขัดขวางอย่างแน่นอน ก็เลยจงใจปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้เธอรู้?
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







