เข้าสู่ระบบตอนที่ 40 สอนพิเศษ
หลินจิงซูออกไปเยี่ยมเยียนจางหลานที่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเสาร์
นับตั้งแต่ที่รู้เรื่องตั๋วเที่ยวรีสอร์ททั้งครอบครัวแล้ว เธอก็ได้วางแผนเดินหน้าเข้าหาจางหลานทั้งโดยตั้งใจและแสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อสัปดาห์ก่อน หลินจิงซูและจางหลานได้นัดหมายกัน เพื่อให้หลินจิงซูมาสอนหนังสือลูกชายของเธอ
ก่อนไปหลินจิงซูก็ไม่ลืมที่จะชงชานมฉบับฝีมือของเธอ และนำติดตัวไปที่บ้านของจางหลาน เพื่อมอบให้เป็นของขวัญในการมาเยี่ยมเยียนด้วย
เมื่อได้รู้จักกันมากขึ้น จึงได้รู้ว่าจางหลานเป็นผู้หญิงที่มีอุปนิสัยตรงไปตรงมาและค่อนข้างโผงผาง เธอถึงกับยกย่องชื่นชมหลินจิงซูต่อหน้าว่า เป็นเด็กผู้หญิงที่มีนิสัยใจคอราวกับผู้ใหญ่ อีกทั้งยังค่อนข้างรู้ประสามากด้วย ถึงขนาดที่เธอเองแทบอยากจะได้หลินจิงซูเป็นลูกบุญธรรมเลยทีเดียว
หลินจิงซูไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ตัวเธอเองจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากจางหลานถึงเพียงนี้ มีหลายครั้งที่เธอแอบคล้อยตามจนเกือบลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของตน
เธอเป็นเด็กที่กล้าแสดงออก ชอบเป็นฝ่ายริเริ่มบทสนทนากับจางหลานก่อน วันนี้ก็เช่นกัน เธอเริ่มเกริ่นถึงเรื่องเครื่องใช้ในครัวเรือนทั่วไป ไล่มาจนถึงเรื่องของลูกชายที่เธอต้องการให้ตนมาช่วยสอนหนังสือให้ในวันนี้ ทุกอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวของหลินจิงซูล้วนสุภาพสำรวม รู้มารยาทราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง กระทั่งจางหลานเองยังแอบประหลาดใจเล็กน้อย
อีกหนึ่งสิ่งที่หลินจิงซูล่วงรู้มาก็คือ จางหลานเป็นแม่ที่ใส่ใจกับเรื่องของลูกชายมากที่สุด ดังนั้น เธอจึงริเริ่มตีสนิทกับเด็กชายที่อยู่ข้างๆจางหลานทันที
“ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ พี่ชื่อหลินจิงซู หรือจะเรียกว่าพี่จิงซูก็ได้นะ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อโจวอวี๋หานครับ”
เขาเป็นเด็กชายในวัยสิบเอ็ดย่างสิบสองปี เพิ่งจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งหมาดๆ ตรงกันข้ามกับคนเป็นแม่อย่างจางหลาน โจวอวี๋หานผู้นี้มีนิสัยค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว ระหว่างที่แนะนำตนเองยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตา เปล่งเสียงพูดเบาราวกับยุงบิน…
จางหลานจ้องมองไปยังหลินจิงซูที่ทำตัวประหนึ่งพี่สาวผู้แสนใจดี ตัดสลับกับลูกชายของเธอที่ดูไม่ค่อยจะมีปฏิสัมพันธ์กลับเท่าไหร่นัก เห็นเช่นนั้น เธอก็ถึงกับหัวเสียขึ้นมาทันที
“นี่ลูกยังเป็นเด็กผู้ชายอยู่รึเปล่า? พูดจาให้มันเสียงดังฟังชัดกว่านี้หน่อยไม่ได้เลยรึไง?”
จางหลานคำรามใส่หน้าโจวอวี๋หานชนิดที่แทบจะงับหัวลูกตัวเองอยู่แล้ว และนั่นเป็นเหตุให้ให้โจวอวี๋หานยิ่งรู้สึกประหม่าเงอะงะเข้าไปใหญ่
“แม่ครับ ผมขอโทษ…”
หลินจิงซูแอบตกตะลึงอยู่ในใจเล็กน้อย แม้พอจะล่วงรู้มาก่อนว่า จางหลานเป็นแม่ที่เข้มงวด แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเธอจะเข้มงวดได้ถึงเพียงนี้
เธอจึงรีบพูดแทรกขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในทันที
“ป้าจางคะ ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไรเลยจริงๆ! เจอคนแปลกหน้าครั้งแรกแบบนี้ ไม่มีเด็กคนไหนไม่หวาดระแวงหรอกค่ะ หานน้อยเป็นเด็กน่ารักแล้วก็ดูมีเหตุมีผลจะตายไป”
จางหลานเค้นเสียงหัวเราะปนหงุดหงิด พูดสวนตอบกลับไปทันควัน
“จิงซูน้อยเองก็ยังเด็กไม่ใช่เหรอ อายุก็ไม่ได้ห่างจากหานหานเท่าไหร่นัก แต่ทำไมถึงได้ไม่รู้ประสาเหมือนเธอเลยล่ะจ๊ะ”
หลินจิงซูหัวเราะเบาๆตามน้ำไป และไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ แต่ลึกๆภายในใจก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่า ทั้งอายุและจิตใจ หากจะให้เปรียบเทียบกันจริงๆแล้ว ตัวเธอนับว่าแก่กว่าจางหลานตอนนี้เสียอีก!
เห็นว่าท่าทีของโจวอวี๋หานดูค่อนข้างอึดอัดเมื่อมีจางหลานอยู่ข้างๆด้วย หลินจิงซูจึงพูดเข้าประเด็นเรื่องการสอนหนังสือทันที
จางหลานพาเธอไปที่ห้องหนังสือ และพูดขึ้นว่า
“ป้าจะให้หนูสอนเขาที่นี่ล่ะ จะได้ใกล้หูใกล้ตาป้าหน่อย”
บรรยากาศภายในห้องหนังสือแห่งนี้ หากใครได้พบเห็นก็ต้องเป็นอันตกตะลึง ไม่เว้นแม้กระทั่งหลินจิงซูเช่นกัน นี่มันห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือห้องขังนักโทษกันแน่? ทำไมถึงได้รู้สึกหดหู่ได้ขนาดนี้! กำแพงสี่ด้านถูกก่อด้วยอิฐแดงเปลือยราวกับฉากในหนังสยองขวัญทั้งในและต่างประเทศ เท่านี้ก็แสดงให้เห็นกระจ่างแจ้งแล้วว่า จางหลานนั้นเข้มงวดกับเรื่องการเรียนของโจวอวี๋หานมากเพียงใด!
หลินจิงซูพยักหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ได้ค่ะ แต่เอ่อ…ระหว่างที่หนูสอน ป้าจางคงไม่ต้องอยู่เฝ้าแบบนี้จะดีกว่ามั้ยคะ? หนูกลัวว่าหานน้อยจะรู้สึกอึดอัดจนเรียนแล้วไม่เข้าหัว…”
เดิมที จางหลานต้องการอยู่เฝ้าตลอดการเรียนการสอน เพราะเกรงว่าโจวอวี๋หานจะแอบเกียจคร้านไม่ตั้งใจฟัง แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลของหลินจิงซู เธอเองก็รู้สึกคล้อยตามเช่นกัน จึงได้พยักหน้าตอบกลับไปว่า
“คุณครูในห้องเรียนชอบมาฟ้องว่า เขามักจะเหม่อลอยระหว่างการเรียนตลอด ถ้าเด็กคนนี้เริ่มไม่ตั้งใจฟังที่จิงซูน้อยสอนเมื่อไหร่ ให้ลงไปเรียกป้าได้ทุกเมื่อเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”
หลินจิงซูพยัหน้าตอบ
“ได้เลยค่ะป้าจาง”
“รบกวนด้วยนะจ๊ะ จิงซูน้อย”
เมื่อจางหลานเดินลงบันไดไป โจวอวี๋หานที่ยืนตัวนิ่งลีบติดกำแพงอิฐ ก็ยังคงเอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความประหม่าเขินอาย สองมือกุมจับกางเกงของตนไว้แน่นจนเกิดรอยยับย่นไปทั่ว
หลินจิงซูเอื้อมมือออกไปลูบสัมผัสศรีษะของเขาเบาๆ พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“มาเถอะจ้ะ มาเริ่มเรียนกันเลยดีมั้ยคะหานน้อย?”
โจวอวี๋หานค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโตสีดำขลับคู่นั้นกระพริบปริบๆ ไม่นาน เขาก็ปริปากพูดเสียงแผ่วอย่างไร้เดียงสาว่า
“พี่จิงซูครับ ผมโง่มากเลยนะครับ…”
หลินจิงซูยิ้มตอบ “พี่ไม่เชื่อหรอก หน้าตาของเราดูเป็นเด็กฉลาดจะตายไป!”
ได้ฟังคำชื่นชมจากปากของหลินจิงซู จู่ๆโจวอวี๋หานก็รีบก้มหน้าหลับตาปี๋ด้วยความเขินอายยิ่งขึ้นไปอีก
เขารู้ตัวดีว่าตนเองนั้นโง่เขลาเพียงใด คุณครูทุกคนในโรงเรียนต่างก็บอกว่าเขาโง่ทั้งนั้น กระทั่งแม่ของเขาเองก็ยังบอกว่าเขาโง่เช่นกัน ตัวเขาไม่มีอะไรดีสักอย่างเดียว
โจวอวี๋หานมั่นใจว่า หลังจากที่พี่สาวจิงซูสอนหนังสือให้เขาเสร็จแล้ว เธอเองก็คงจะบอกว่าเขาโง่เหมือนกับคนอื่นๆแน่!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







