เข้าสู่ระบบ25 1-2
ตอนที่ 48 ทัศนศึกษา (1)
วันต่อมา เมื่อหลินจิงซูกลับมาจากโรงเรียน เธอก็พบหลินชิงอี้กำลังนั่งจิบเหล้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร ขณะที่ติงเสวี่ยเหม่ยเอวก็กำลังเร่งมือจัดเตรียมอาหารมื้อหรูมากมายมาวางเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยใจที่หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถสร้างความประทับใจให้ผู้เป็นสามีได้
เห็นว่าหลินจิงซูกลับมาถึงแล้ว ติงเสวี่ยเหม่ยจึงร้องบอกระหว่างตักข้าว
“กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวกันเถอะ พ่อแบกท้องรออยู่นานแล้วล่ะ วันนี้แม่ทำอาหารอร่อยๆเตรียมไว้ให้เต็มโต๊ะเลย ในที่สุดครอบครัวของเราก็กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งแล้ว”
หลินจิงซูล้างมือเสร็จก็ตรงไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว บนโต๊ะมีทั้งแก้มหมูผัดเผ็ด ปลากะพงนึ่งและผัดเต้าหู้สามรส สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างสุดฝีมือโดยแม่ของเธอเอง ยิ่งเห็นแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก
ติงเสวี่ยเหม่ย นี่เธอลืมไปหมดแล้วรึไงกัน? ถึงวีรกรรมต่างๆที่ทั้งหลินชิงอี้ อู๋ซิ่วเหลียนแล้วก็หลินเสวี่ยได้เคยร่วมกันก่อขึ้นกับตนเองในอดีต?
นั่นน่ะรุนแรงถึงตายเชียวนะ!!
แม้ว่าเวลานี้หลินจิงซูจะได้ตระเตรียมแผนการรับมือกับหลินชิงอี้ไว้แล้วก็ตาม แต่ไฟแห่งความอาฆาตแค้นที่กักเก็บไว้ในใจของเธอ กลับยากเกินว่าจะชำระล้างทิ้งไป
“พ่อคะ รับปากกับหนูได้ไหมว่า ต่อจากนี้ไป จะไม่ทำตัวแบบนั้นกับแม่แล้วก็หนูอีก? แล้วเมื่อไหร่พ่อถึงจะย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวรล่ะคะ? พวกเราสามคนจะได้กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง หนูกลัวว่าถ้ายังแยกกันอยู่ต่อไปแบบนี้ อาจจะถูกเพื่อนบ้านนินทาลับหลังเอาได้”
มือข้างนั้นของติงเสวี่ยเหม่ยที่กำลังรินเหล้าอยู่ถึงกับชะงักนิ่งฉับพลัน บนใบหน้าสวยงามเผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจออกมาให้เห็น ตรงกันข้ามกับหลินชิงอี้ที่ใบหน้ากลับแน่นิ่งแข็งทื่อเป็นหิน
ภายหลังไม่นาน หลินชิงอี้จึงได้สติและตอบกลับไปว่า
“แกเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนเสนอให้แยกครอบครัว? แกก็ได้สมหวังตามที่ขอแล้วนี่ ยังจะต้องการอะไรอีก? ตอนที่แกไม่ต้องการฉัน แกก็ไล่ตะเพิดถีบหัวส่งฉัน แต่พอตอนนี้ กลับอยากจะให้รีบย้ายมาอยู่ด้วยกันงั้นเหรอ? เชอะ เอาแต่ใจสิ้นดี! ย้ายน่ะย้ายได้ แต่จะให้ย้ายปุบปับตอนนี้ มีหวังป้ารองของแกไม่พอใจแน่”
ติงเสวี่ยเหม่ยยิ้ม และพยายามเข้าไกล่เกลี่ย
“ความจริงใครจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ สิ่งที่กลัวก็มีแค่…จะกลายเป็นขี้ปากให้คนในหมู่บ้านเอาไปซุบซิบนินทาเท่านั้นเอง คงมีแต่เรื่องไม่น่าฟังทั้งนั้น”
หลินจิงซูพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับพูดเสริมขึ้นว่า
“จริงค่ะ แม้แต่ป้าผางที่อยู่บ้านติดกันยังคิดว่าพ่อกับป้ารองแล้วก็หลินเสวี่ย เป็นพ่อแม่ลูกกันจริงๆแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยก็เริ่มหน้าเสีย และใบหน้าเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดเล็กน้อย
หลินชิงอี้เองก็หน้าถอดสีซีดขาวไม่ต่างกัน เขาก่นเสียงตำหนิเย็นชาว่า
“แกก็อย่าไปฟังที่ป้าผางพูดมากนัก แค่เชื่อฟังในสิ่งที่ฉันพูดก็พอแล้ว! วันหน้าวันหลัง แกก็ควรอยู่ห่างจากจางหลานให้มาก หรือถ้าต้องพบเจอกันจริงๆ ก็หัดพูดถึงพ่อตัวเองในเรื่องดีๆบ้าง ไม่อย่างนั้น ถ้าเธอนำเรื่องไม่ดีไปพูดในโรงงานขึ้นมา การเลื่อนตำแหน่งของฉันอาจถูกปัดตกก็ได้!”
หลินจิงซูยิ้มเยาะในใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมีสัมพันธภาพที่ดีกับจางหลาน มีหรือที่คนอย่างเขาจะกลับมาทำดีกับติงเสวี่ยเหม่ยอย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้?
เธออ่านออกหมดว่า ในหัวของหลินชิงอี้ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ จางหลานเห็นกับตาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอและติงเสวี่ยเหม่ย สองแม่ลูกถูกบีบให้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านโทรมๆริมแม่น้ำตามลำพังเพียงสองคน เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็นับว่ามากเกินพอที่จะทำให้หลินชิงอี้ชวดการเลื่อนตำแหน่งในโรงงานได้แล้ว
ประกอบกับเวลานี้หลินจิงซูมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับจางหลาน เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่สวยงามในโรงงานต่อไป อย่างเช่นการทำให้สองแม่ลูกคู่นี้มีความสุขที่สุด
แต่เนื้อแท้ของผู้ชายที่ชื่อหลินชิงอี้นั้น ทั้งโหดเหี้ยมและเลือดเย็นยิ่งกว่าอะไรดี คนอย่างมันเกลียดชังเธอกับติงเสวี่ยเหม่ยมาโดยตลอด
ทันทีที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง มั่นใจได้เลยว่า คนอย่างมันจะต้องกลับมาล้างแค้น แล้วก็คิดบัญชีกับพวกเธอสองแม่ลูกอย่างสาแก่ใจที่สุดทีเดียว
ท้ายที่สุด เธอก็ไม่พ้นต้องเป็นขี้ข้ารับใช้มันไปอีกตลอดหลายปีภายใต้สถานะ ‘ลูกสาว’ หลินจิงซูรู้จักนิสัยสันดานของหลินชิงอี้ดีว่าเป็นเช่นใด
ใช่ว่าเขาจะลุ่มหลงหรือรักใคร่ในตัวอู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยมากกว่า แต่เป็นเพราะสองคนนั้นรู้จักใช้คำพูดยกย่องสรรเสริญและทำให้เขารู้สึกพึงพอใจได้มากกว่าเท่านั้นเอง ไม่เหมือนกับภรรยาและลูกสาวตนเองที่นอกจากจะโง่สมองทึบแล้ว มีปากก็ยังพูดไม่เป็น ไม่รู้จักเลียแข้งเลียขา เมื่อนำทั้งสองคู่มาเปรียบเทียบกัน เขาก็ยิ่งผิดหวังและเจ็บปวดหัวใจ
หลินจิงซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ใช้ประโยชน์จากจุดนี้รีบเห็นด้วยทันทีว่า
“เข้าใจแล้วค่ะ ต่อไปทุกครั้งที่พบหน้าป้าจาง หนูจะพูดแต่เรื่องดีๆเกี่ยวกับพ่อ จะไม่ทำให้การเลื่อนตำแหน่งของพ่อต้องหลุดมือไปอย่างแน่นอน!”
หลินชิงอี้ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกรื่นหูขึ้นมาก เขาพยักหน้าพร้อมกับพูดยิ้มๆว่า
“ดีมาก ดูท่าแกจะเริ่มรู้ประสาขึ้นเยอะเลย!”
หลินจิงซูแสร้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาลงเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน ทำราวกับเด็กสาวที่เพิ่งเคยได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นตัดเข้าหัวข้อสนทนาใหม่ในทันที เธอหันไปพูดกับหลินชิงอี้ว่า
“พ่อคะ โรงเรียนของหนูกำลังจะจัดทัศนศึกษาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองหลวงอาทิตย์หน้าค่ะ มีค่าใช้จ่ายคนละ80หยวน ครั้งที่แล้วเมื่อตอนฤดูใบไม้ผลิพี่เสวี่ยก็ไปมาแล้ว แต่ครั้งนี้พี่เสวี่ยอยู่ในช่วงกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ไม่น่าจะมีเวลาว่างไป พ่อคะ ครั้งนี้ให้หนูไปแทนได้ไหมคะ? ได้ยินมาว่าลูกชายป้าจางก็จะไปด้วยเหมือนกัน ป้าจางถึงขั้นมาถามหนูเองเลยค่ะว่าหนูจะไปด้วยหรือเปล่า”
เดิมที หลินชิงอี้ตั้งใจจะหาข้ออ้างไม่อนุญาตให้อีกฝ่ายไป แต่เมื่อได้ยินว่าจางหลานถึงขั้นเอ่ยปากถามหลินจิงซูด้วยตัวเองแบบนี้ เขาก็เริ่มร้อนตัวว่า อีกฝ่ายกำลังเพ่งเล็งตนอยู่อย่างแน่นอน ต่อให้เงินแปดสิบหยวนจะมากมายเพียงใด แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจพยักหน้าตอบรับ เขากัดฟันพูดเสียงเบาด้วยความเจ็บปวดใจว่า
“ได้ ได้สิ ถ้าอยากไปก็ตามใจ”
\
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







