LOGINระหว่างทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้เอ่ยถึงภาพประตูหินที่ปรากฏขึ้นอีกเลย แต่ความเงียบของเขาไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นถูกละเลย
คำว่า “ผู้สืบสายเลือดทั้งสอง” ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด สิ่งที่อยู่หลังผนึกเรียกเขากับหลินซีเหยาราวกับรู้จักพวกเขามานาน ทั้งที่พวกเขาเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก หากเสียงนั้นไม่ได้จงใจหลอกลวง ก็หมายความว่าความลับของสายเลือดมังกรดำทองและมังกรเงินอาจเก่าแก่กว่าที่บันทึกของราชวงศ์ระบุไว้มาก มู่ชางขี่ม้าอยู่ข้างกายองค์ชาย คอยสังเกตบริเวณโดยรอบเป็นระยะ ส่วนหลินซีเหยาตามหลังทั้งสองอยู่ไม่ไกล นางเก็บเกล็ดเงินไว้ในถุงผ้าและพยายามฟื้นฟูปราณที่สูญเสียไป แม้เกล็ดเงินจะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่นางยังรู้สึกถึงความเย็นบางอย่างติดอยู่ในเส้นลมปราณ มันไม่ได้ทำให้นางเจ็บปวด เพียงคล้ายมีเงาบาง ๆ ผ่านเข้ามาแตะต้องพลังของนาง ก่อนหายไปอย่างรวดเร็ว หลินซีเหยาขมวดคิ้ว นางเคยพบพลังมืดมาก่อน แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป พลังที่อยู่ใต้ภูเขาไม่ได้พยายามทำร้ายนางโดยตรง กลับคล้ายกำลังจดจำกลิ่นอายของนางไว้ “แม่นางหลิน” เสียงของเฟิงอ้าวเทียนดังมาจากด้านหน้า นางเงยหน้าขึ้น พบว่าเขาชะลอม้าลงเพื่อรอนาง “เจ้ายังรู้สึกผิดปกติอยู่หรือ?” หลินซีเหยาลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบตามจริง “มีความเย็นตกค้างอยู่ในเส้นลมปราณ แต่ยังไม่ถึงกับเป็นอันตราย ข้าต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกสักพัก” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทางมู่ชาง “เมื่อกลับถึงป้อม ให้หมอประจำป้อมตรวจดูนาง” หลินซีเหยาขมวดคิ้วทันที “ไม่จำเป็น ข้ารู้วิธีตรวจสอบพลังของตัวเอง” “ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าไม่รู้ แต่สิ่งที่สัมผัสพวกเราเมื่อครู่อาจทิ้งร่องรอยไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว” “หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็ควรให้หมอตรวจตัวท่านเองด้วยไม่ใช่หรือ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักไปเล็กน้อย มู่ชางรีบก้มหน้าลงคล้ายกำลังพิจารณาบังเหียนม้าอย่างตั้งใจ ทั้งที่มุมปากแทบยกขึ้น เฟิงอ้าวเทียนมองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าพูดถูก เมื่อกลับถึงป้อม เราจะให้หมอตรวจทั้งสองคน” หลินซีเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนั้นข้าก็ไม่มีข้อโต้แย้ง” เฟิงอ้าวเทียนหันกลับไปข้างหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมา ไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าโต้แย้งเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเขาเพียงต้องการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอีกฝ่าย ทว่านางไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัวฐานะของเขา และไม่ยอมรับคำสั่งเพียงเพราะเขาเป็นองค์ชาย นั่นทำให้เขาต้องคิดก่อนพูดมากกว่าปกติ เมื่อขบวนกลับถึงป้อมมังกรเหนือ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง เหยียนซ่งได้รับรายงานจากทหารยามว่าระหว่างช่วงบ่ายไม่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวใกล้กำแพง แต่มีหมอกสีเทาลอยอยู่เหนือหุบเขาทางตะวันออกนานกว่าปกติ เฟิงอ้าวเทียนสั่งให้ทหารเพิ่มเวรยามบนกำแพงและเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของหมอก หากพบสิ่งผิดปกติให้ส่งสัญญาณทันที ห้ามไล่ตามเข้าไปในหุบเขาโดยพลการ จากนั้นเขาจึงไปยังเรือนรักษาซึ่งตั้งอยู่ใกล้ลานฝึก หมอชราประจำป้อมนามว่าไป๋เหวินกำลังจัดสมุนไพรอยู่ เมื่อทราบว่าองค์ชายเสด็จมา เขารีบวางของในมือลงแล้วคำนับ “กระหม่อมถวายบังคมองค์ชาย” “ไม่ต้องมากพิธี ตรวจดูพลังของข้ากับนางก่อน” ไป๋เหวินชำเลืองมองหลินซีเหยา ก่อนเชิญทั้งสองนั่งลงคนละฝั่งของโต๊ะหิน การตรวจสอบเริ่มจากเฟิงอ้าวเทียน หมอชราวางนิ้วลงบนชีพจรของเขา แล้วถ่ายปราณเข้าไปเพียงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสความเปลี่ยนแปลงภายใน ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ถอนมือออก “พลังมังกรดำทองยังมั่นคงพ่ะย่ะค่ะ แต่มีปราณอีกสายหนึ่งซ่อนอยู่ลึกภายใน กระหม่อมไม่อาจตรวจสอบได้ทั้งหมด” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้แสดงความประหลาดใจ “แล้วมีร่องรอยพลังมืดหรือไม่?” ไป๋เหวินหลับตาสัมผัสอีกครั้ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่พบสิ่งแปลกปลอมที่แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรก็ตาม ปราณอีกสายหนึ่งมีความเคลื่อนไหวผิดจากพลังมังกรทั่วไป กระหม่อมไม่กล้าให้พระองค์ฝืนใช้มันในช่วงนี้” “ข้าจะระวัง” จากนั้นไป๋เหวินจึงหันไปตรวจหลินซีเหยา ทันทีที่นิ้วของเขาแตะลงบนข้อมือนาง เกล็ดเงินในถุงผ้าก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย หมอชราขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้รีบกล่าวอะไร เขาค่อย ๆ ตรวจตามแนวเส้นลมปราณ ก่อนถ่ายปราณของตนเข้าไปเพียงบางเบา ไม่นานนัก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “แม่นาง พลังของเจ้ามีความเย็นตกค้างจริง แต่ไม่ได้แทรกซึมลึกเข้าไปในจุดสำคัญ หากเจ้าพักฟื้นและไม่ใช้ปราณมากเกินไป อาการน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น” หลินซีเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณท่านหมอ” ไป๋เหวินกลับไม่ได้ลุกขึ้นทันที เขามองนางอย่างครุ่นคิด “ขอถามได้หรือไม่ว่าเจ้าใช้พลังชนิดใดในการตัดเงาสีดำเมื่อครู่?” หลินซีเหยาสบตาเขา “เป็นพลังมังกรเงินของข้า” มือของหมอชราหยุดนิ่ง “มังกรเงิน?” เขาทวนคำอย่างแผ่วเบา ก่อนเงยหน้าขึ้นมองนางอีกครั้ง “ข้าเคยได้ยินเรื่องสายเลือดนี้จากผู้เฒ่าในอดีต แต่ไม่คิดว่าจะยังมีผู้สืบทอดอยู่จริง” หลินซีเหยาไม่ได้ตอบทันที นางไม่ต้องการให้การเปิดเผยสายเลือดกลายเป็นเหตุให้คนในป้อมมองนางด้วยความหวาดระแวง เฟิงอ้าวเทียนจึงกล่าวขึ้นก่อน “เรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องแพร่งพรายออกไป ท่านหมอช่วยรักษาความลับไว้ก่อน” ไป๋เหวินคำนับรับคำ “กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” ก่อนออกจากเรือนรักษา เขายังเตือนทั้งสองอีกครั้งว่าไม่ควรทดลองใช้พลังสองสายใกล้กันจนกว่าจะเข้าใจปฏิกิริยาของมันดีพอ เฟิงอ้าวเทียนรับคำเตือนนั้นไว้โดยไม่โต้แย้ง เขาเริ่มตระหนักว่าการมีพลังมากไม่ได้หมายความว่าจะใช้พลังนั้นได้อย่างปลอดภัยเสมอไป คืนนั้น หลินซีเหยากลับไปยังห้องพักที่ปีกตะวันตก นางวางเกล็ดเงินลงบนโต๊ะไม้ ก่อนนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูปราณตามวิธีที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อาวุโสแห่งหุบเขา พลังสีเงินค่อย ๆ ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ ความเย็นที่ตกค้างเริ่มจางลงทีละน้อย แต่เมื่อการฟื้นฟูใกล้สิ้นสุด เกล็ดเงินกลับสั่นขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หลินซีเหยาลืมตาทันที บนพื้นผิวของเกล็ดปรากฏเส้นสีดำบาง ๆ เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหายไป นางหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง “เจ้าเห็นอะไรอยู่กันแน่?” นางพึมพำกับวัตถุในมือ เกล็ดเงินไม่ตอบสนองอีก ทว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลับทำให้นางนึกถึงภาพเงาดำหลังประตูหิน บางทีสิ่งนั้นอาจสัมผัสพลังของนางได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้น การอยู่ใกล้เฟิงอ้าวเทียนอาจไม่ใช่เพียงโอกาสในการค้นหาความจริง แต่อาจทำให้พวกเขาทั้งคู่กลายเป็นเป้าหมายของสิ่งที่ถูกผนึกไว้ด้วย หลินซีเหยากำเกล็ดเงินไว้แน่น นางไม่กลัวการเผชิญหน้า แต่ไม่ต้องการให้ใครต้องรับเคราะห์เพราะความไม่รู้ของตน หากจะร่วมมือกับเฟิงอ้าวเทียนต่อไป นางต้องหาคำตอบให้ได้ว่าพลังสองสายเชื่อมโยงกันอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้การตอบสนองของพวกเขาทำให้ผนึกอ่อนแอลงได้หรือไม่ อีกฟากหนึ่งของป้อม เฟิงอ้าวเทียนยังคงอยู่ในห้องฝึก มู่ชางยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกตามคำสั่ง ขณะที่องค์ชายกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวงอักขระป้องกัน เขาไม่ได้เรียกพลังสีเงินออกมา เพียงตรวจสอบความเคลื่อนไหวของมันภายในร่าง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ พลังสีเงินที่เคยสงบนิ่งเริ่มไหลไปทางทิศตะวันตกของป้อม ทิศเดียวกับที่ตั้งของห้องพักหลินซีเหยา เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้นทันที เขาไม่ได้ลุกออกจากวงอักขระ แต่ยกมือขึ้นสร้างม่านพลังดำทองบาง ๆ เพื่อกั้นการไหลเวียนนั้นไว้ ทันทีที่ม่านพลังเกิดขึ้น ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นผ่านข้อมือ ภาพประตูหินโบราณปรากฏขึ้นในความคิดอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้เห็นเงาดำชัดเจนเหมือนก่อน แต่กลับได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “จงเปิดทาง...” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว ก่อนรวบรวมจิตให้มั่นคง “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร และไม่มีเหตุผลต้องทำตามคำสั่งของเจ้า” เสียงกระซิบเงียบลง แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น เขารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่จากสถานที่ห่างไกล เขาค่อย ๆ ถอนหายใจ ก่อนกดพลังทั้งสองสายให้กลับสู่ความสงบ เมื่อออกจากห้องฝึก มู่ชางก็รีบเข้ามาถาม “องค์ชาย ทรงพบสิ่งผิดปกติหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงอ้าวเทียนมองไปทางปีกตะวันตก “พลังสีเงินตอบสนองต่อบางสิ่งอีกครั้ง ข้าได้ยินเสียงจากผนึก แต่ยังไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด” มู่ชางมีสีหน้าเคร่งเครียด “หรือผนึกกำลังอ่อนแอลง?” “เป็นไปได้” เฟิงอ้าวเทียนหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “พรุ่งนี้เราจะไปพบซูเหวิน ข้าต้องการรู้ว่าบันทึกโบราณมีข้อมูลเกี่ยวกับมังกรดำทองและมังกรเงินมากเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องผนึกที่อยู่ใต้ภูเขา” “กระหม่อมจะจัดเตรียมการเดินทางพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขารู้ดีว่าคำตอบอาจไม่ปรากฏในทันที แต่หากต้องการปกป้องดินแดนมังกร เขาจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก่อนที่ภัยนั้นจะลุกลามไปมากกว่านี้ ลึกลงไปใต้หุบเขาเหมันต์ เงาดำยังคงขยับอยู่หลังประตูหิน โซ่ตรวนโบราณรัดร่างของมันไว้แน่น รอยอักขระบนบานประตูยังส่องแสงอ่อน ๆ ทว่าแสงนั้นเริ่มไม่สม่ำเสมอ เงาดำยกมือขึ้นแตะวงแหวนผนึก รอยร้าวเส้นหนึ่งค่อย ๆ ขยายออก “พลังของพวกเจ้ากลับมาแล้ว...” เสียงนั้นดังสะท้อนในความมืด “อีกไม่นาน ประตูนี้ก็จะไม่อาจขังข้าไว้ได้อีก” ทันใดนั้น เสียงโซ่ตรวนเส้นหนึ่งขาดผึงก็ดังขึ้น เศษโลหะโบราณตกลงบนพื้นหิน เงาดำหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ มันยังไม่อาจออกจากผนึกได้ในตอนนี้ แต่การพบกันของทายาทมังกรดำทองกับผู้สืบสายเลือดมังกรเงินได้ทำให้ผนึกเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว และหากพลังทั้งสองสายยังคงตอบสนองต่อกันเช่นนี้ต่อไปวันที่ประตูหินเปิดออก ก็อาจอยู่ใกล้กว่าที่ทุกคนคิดพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







