LOGINรุ่งอรุณเหนือป้อมมังกรเหนือปกคลุมด้วยหมอกสีขาว ยอดเขาเหมันต์ทอดตัวอยู่ไกลออกไป ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายบางเบา ความเงียบสงบของขุนเขากลับไม่อาจทำให้เฟิงอ้าวเทียนลืมเสียงกระซิบที่ได้ยินใต้ผืนภูผาเมื่อคืนก่อนได้
จงเปิดทาง... ถ้อยคำนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ ราวกับมีบางสิ่งพยายามแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเขา เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ พลังมังกรสีดำทองไหลเวียนรอบกายอย่างมั่นคง ทว่าเมื่อเขาลองสัมผัสพลังสีเงินที่ซ่อนอยู่ลึกภายใน เส้นแสงบางเบากลับปรากฏขึ้นตรงปลายนิ้วโดยไม่ต้องฝืนเรียกหา คราวนี้พลังทั้งสองไม่ได้ปะทะกันรุนแรงเหมือนก่อน สีดำทองหมุนวนอยู่ด้านนอก ส่วนสีเงินแทรกตัวอยู่ภายในอย่างเงียบงัน คล้ายสายน้ำสองสายที่กำลังไหลผ่านร่องหินเดียวกัน แม้ยังไม่หลอมรวมเป็นหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านกันอย่างชัดเจน เขาค่อย ๆ คลายมือ พลังสีเงินดับลง “อย่างน้อยก็เริ่มเชื่อฟังขึ้นบ้าง” เฟิงอ้าวเทียนพึมพำกับตัวเอง ก่อนลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมแล้วออกจากห้อง มู่ชางยืนรออยู่หน้าประตูพอดี ชายวัยกลางคนเหลือบมองมือของเขาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เมื่อคืนท่านฝึกพลังสีเงินอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” “เพียงเล็กน้อย ข้าไม่ได้ฝืนควบคุมมัน” “ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรประมาท พลังที่ไม่รู้ที่มาย่อมมีสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจซ่อนอยู่” “ข้ารู้” เฟิงอ้าวเทียนเดินผ่านเขาไปสองก้าว ก่อนหยุดแล้วหันกลับมา “มู่ชาง ส่งสารไปยังวังมังกร แจ้งซูเหวินว่าข้าต้องการตรวจดูบันทึกเกี่ยวกับมังกรเงินและผนึกโบราณ” มู่ชางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านต้องการให้ส่งสารธรรมดาหรือใช้ตรามังกรขององค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” “ใช้ตรามังกร แต่ระบุเพียงว่าข้าต้องการศึกษาบันทึกเก่า ไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดเรื่องเสียงกระซิบเมื่อคืน” “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ” “อีกเรื่องหนึ่ง หากมีคำตอบกลับมา ให้ส่งตรงถึงข้า อย่าให้ใครแตะต้องแผ่นหยกสาร” มู่ชางมองเขาด้วยความเคร่งขรึม “ท่านสงสัยว่ามีคนจับตาดูความเคลื่อนไหวของเราอยู่หรือ” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขานึกถึงเงาที่สัมผัสได้ใต้ผืนภูผา และรอยแตกบนผนึกที่เพิ่มขึ้นหลังพลังของเขากับหลินซีเหยาตอบสนองต่อกัน “ข้าไม่รู้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง แต่สิ่งที่อยู่หลังประตูโบราณรับรู้ถึงพวกเราแล้ว ข้าไม่ต้องการให้ข่าวนี้แพร่กระจายโดยไม่จำเป็น” มู่ชางประสานมือรับคำสั่ง “กระหม่อมจะจัดการให้เรียบร้อย” เฟิงอ้าวเทียนก้าวไปยังลานฝึก ทว่าเดินได้ไม่ไกลก็เห็นหญิงสาวในชุดสีขาวเงินกำลังยืนอยู่ริมระเบียง นางถือเกล็ดเงินชิ้นหนึ่งไว้ในมือ ดวงตาจับจ้องไปยังภูเขาที่ถูกหมอกบดบัง หลินซีเหยาได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันมา “องค์รัชทายาทตื่นแต่เช้าเช่นนี้ทุกวันหรือ” “หากมีเรื่องให้คิด ข้าก็ไม่อาจนอนต่อได้” “เช่นนั้นเมื่อคืนท่านคงนอนไม่หลับเลยสินะ” เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น” “เพราะสีหน้าของท่านเหมือนคนที่กำลังโต้เถียงกับบางสิ่งอยู่ในหัว” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้ามองคนเก่งกว่าที่คิด” “ข้าไม่ได้มองคนเก่ง เพียงแต่ท่านแสดงออกชัดเจนเกินไป” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เฟิงอ้าวเทียนถึงกับพูดไม่ออกอยู่ชั่วขณะ หลินซีเหยาหันกลับไปมองเกล็ดเงินในมือ “เมื่อคืนข้ารู้สึกถึงความเย็นบางอย่างจากใต้ภูเขา มันไม่ใช่พลังของหิมะหรือธาตุน้ำแข็ง แต่คล้ายกับความว่างเปล่าที่พยายามกลืนกินทุกสิ่ง” สีหน้าของเฟิงอ้าวเทียนเปลี่ยนไปทันที “เจ้าสัมผัสได้เหมือนกันหรือ” “ใช่ ข้าคิดว่ามันกำลังแผ่ขยายออกจากผนึก แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนทั่วไปสังเกตเห็น” “ข้าได้ยินเสียงจากหลังประตูเมื่อคืน” หลินซีเหยาหันขวับ “เสียงอะไร” “มันบอกให้ข้าเปิดทาง” มือของนางกำเกล็ดเงินแน่นขึ้นเล็กน้อย “ท่านตอบมันหรือไม่” “ข้าปฏิเสธ” หลินซีเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ดีแล้ว อย่าตอบรับเสียงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงของใครก็ตาม หากสิ่งที่อยู่หลังประตูสามารถส่งเสียงเข้ามาในจิตของท่านได้ ก็แปลว่าผนึกไม่ได้กั้นมันไว้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป” “ข้าจึงต้องหาคำตอบจากบันทึกโบราณ” เฟิงอ้าวเทียนบอกนางถึงเรื่องที่ส่งสารกลับไปยังวังมังกร หลินซีเหยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามว่า “บันทึกของเผ่ามังกรจะมีเรื่องราวของมังกรเงินอยู่จริงหรือ” “ซูเหวินดูแลตำรามังกรมาเป็นเวลานาน เขาเคยบอกว่าบันทึกบางส่วนถูกผนึกไว้ เพราะผู้บันทึกในอดีตไม่ต้องการให้คนรุ่นหลังเข้าถึงโดยง่าย หากมีเรื่องเกี่ยวกับสายเลือดของเจ้าอยู่ที่ใดสักแห่ง ข้าคิดว่าที่นั่นน่าจะมีคำตอบ” “ข้าไม่ได้ต้องการรู้เพียงเรื่องของตัวเอง” นางเก็บเกล็ดเงินลงในถุงผ้า “ข้าอยากรู้ว่าบรรพชนของเราทั้งสองเผ่าเคยทำสิ่งใดไว้ เหตุใดผนึกจึงตอบสนองต่อพลังของเรา และสิ่งที่อยู่หลังประตูคืออะไร หากเรารู้เพียงว่าตนเองเป็นผู้สืบสายเลือด แต่ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร ต่อให้พลังแข็งแกร่งขึ้นก็อาจไม่ช่วยให้เรารอดพ้นจากหายนะ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าคิดเช่นเดียวกับเจ้า” ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าของทหารจะดังขึ้นจากทางเดิน ทหารมังกรผู้หนึ่งเข้ามาคำนับ แล้วรายงานว่าหลี่เหวินผู้ดูแลสารจากวังมังกรส่งแผ่นหยกมาถึงป้อมแล้ว เฟิงอ้าวเทียนรับแผ่นหยกจากถาด ทันทีที่หยดพลังมังกรลงไป อักษรสีทองก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ข้อความสั้น ๆ ระบุว่า ซูเหวินได้ตรวจสอบคำขอแล้ว และพบตำราเก่าเล่มหนึ่งซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผนึกโบราณ แต่ตำราดังกล่าวถูกเก็บไว้ในหอคัมภีร์ชั้นลึกของป้อมมังกรเหนือมาตั้งแต่ยุคสงครามบรรพกาล ไม่มีผู้ใดเปิดอ่านมาหลายร้อยปี เนื่องจากผนึกบนปกตำราตอบสนองต่อพลังสองสายที่แตกต่างกัน เฟิงอ้าวเทียนอ่านจบแล้วเงยหน้ามองหลินซีเหยา “ดูเหมือนเราไม่ต้องเดินทางกลับวังในทันที” “ตำรานั้นอยู่ที่นี่หรือ” “ใช่ แต่ซูเหวินเตือนว่าผนึกบนปกตำราอาจไม่ยอมให้ผู้ที่มีพลังเพียงสายเดียวเปิดออก” หลินซีเหยาขมวดคิ้ว “พลังสองสาย...สีดำทองกับสีเงิน?” “อาจเป็นเช่นนั้น” “ถ้าอย่างนั้นเราควรไปดู แต่ต้องไม่ฝืนเปิดมัน หากผนึกตอบสนองรุนแรง เราจะหยุดทันที” เฟิงอ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ “ข้ากำลังจะพูดเช่นนั้นพอดี” “ท่านควรพูดให้เร็วกว่านี้ ข้าไม่อยากต้องคอยเตือนท่านทุกครั้ง” “ข้าจะพยายาม” “คำพูดของท่านฟังดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไร” คราวนี้เขาหัวเราะออกมาอย่างแท้จริง ความเคร่งเครียดที่กดทับทั้งคู่ตั้งแต่เมื่อคืนคลายลงเล็กน้อย ก่อนพวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ของป้อม หอคัมภีร์ตั้งอยู่ทางตะวันออกของป้อมมังกรเหนือ เป็นอาคารหินสีเทาที่สร้างชิดหน้าผา กำแพงด้านนอกสลักลวดลายมังกรโบราณ ส่วนประตูหินหนาหนักมีอักขระสีฟ้าจาง ๆ เรียงรายอยู่โดยรอบ ซูเหวินไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยตนเอง แต่ได้ฝากแผ่นหยกอีกชิ้นไว้กับผู้ดูแลหอคัมภีร์ เพื่อแจ้งตำแหน่งของตำราและวิธีปฏิบัติต่อผนึกอย่างระมัดระวัง ผู้ดูแลหอคัมภีร์เป็นชายชราผมขาวชื่ออู๋เหยียน เขาคำนับองค์รัชทายาท ก่อนนำทั้งสองเข้าไปยังชั้นในสุด “ตำราเล่มนี้ถูกนำมาจากซากวิหารมังกรทางเหนือเมื่อหลายร้อยปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ บรรพชนของป้อมไม่อาจอ่านเนื้อหาด้านในได้ เพราะผนึกไม่ยอมคลายออก แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงก็ไม่อาจทำให้มันเปิดได้” “แล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดทำลายผนึกเพื่ออ่านตำรา” อู๋เหยียนส่ายหน้า “เพราะทุกครั้งที่มีผู้ใช้พลังโจมตี ผนึกจะสะท้อนพลังกลับ และอักขระบนปกตำราจะปรากฏรอยร้าวคล้ายกำลังทำลายตัวเอง บรรพชนจึงตัดสินใจเก็บรักษาไว้ แทนที่จะเสี่ยงทำลายสิ่งที่อาจมีเพียงเล่มเดียว” หลินซีเหยามองชายชราด้วยความชื่นชมเล็กน้อย “พวกเขาตัดสินใจถูกแล้ว หากตำรานี้มีความเกี่ยวข้องกับผนึกใต้ภูเขา การทำลายมันโดยไม่รู้ที่มาอาจส่งผลต่อสิ่งที่ถูกกักขังอยู่ก็ได้” อู๋เหยียนพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้นแม่นาง” เขาหยุดอยู่หน้าชั้นหินที่มีประตูเล็กปิดสนิท แล้ววางฝ่ามือลงบนอักขระเพื่อคลายม่านป้องกัน ภายในเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่ มีแท่นหินอยู่กลางห้อง บนแท่นนั้นวางตำราเก่าเล่มหนึ่ง ปกสีดำหม่นแต้มเส้นสีทองและเงินสลับกัน ขอบตำรามีโซ่เส้นเล็กพันอยู่หลายรอบ ทว่าโซ่เหล่านั้นไม่ได้ทำจากโลหะธรรมดา หากเป็นพลังที่จับตัวเป็นรูปสายโซ่ เพียงเฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้าไปใกล้ เส้นสีทองบนปกตำราก็สว่างขึ้นทันที หลินซีเหยารู้สึกถึงความอบอุ่นในถุงผ้า เกล็ดเงินของนางกำลังตอบสนองเช่นกัน “อย่าเพิ่งแตะต้องมัน” นางเตือนเบา ๆ เฟิงอ้าวเทียนหยุดมือที่กำลังจะยื่นออกไป “ข้าจะลองส่งพลังเพียงเล็กน้อย หากมีสิ่งผิดปกติ เราจะหยุดทันที” หลินซีเหยาพยักหน้า ก่อนยืนห่างจากแท่นหินเล็กน้อย เฟิงอ้าวเทียนยื่นนิ้วออกไป พลังสีดำทองบางเบาไหลลงสู่ปกตำรา เส้นสีทองสว่างขึ้นตามลำดับ แต่โซ่พลังกลับไม่มีท่าทีคลายออก เขาหยุดส่งพลัง “ไม่พอ” “ให้ข้าลองดู” หลินซีเหยาหยิบเกล็ดเงินออกมา ไม่ได้ส่งพลังเข้าสู่ตำราโดยตรง แต่ปล่อยให้พลังสีเงินแผ่ออกอย่างช้า ๆ เพื่อสังเกตการตอบสนอง ทันทีที่พลังของนางเข้าใกล้ เส้นสีเงินบนปกตำราก็เรืองแสงขึ้นเช่นกัน ทว่าในชั่วพริบตาเดียวกันนั้น เส้นสีดำเส้นหนึ่งกลับปรากฏขึ้นระหว่างลวดลายทั้งสอง อู๋เหยียนหน้าซีดลง “นี่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!” เสียงสั่นสะเทือนต่ำ ๆ ดังมาจากใต้แท่นหิน โซ่พลังบนตำราเริ่มขยับราวกับสิ่งมีชีวิตตื่นจากการหลับใหล เฟิงอ้าวเทียนรีบถอนพลัง ขณะที่หลินซีเหยากำเกล็ดเงินแล้วถอยออกมา “หยุดก่อน!” นางร้องเตือน แต่ก่อนที่พวกเขาจะทำสิ่งใดต่อ เส้นสีดำบนปกตำราก็แผ่กว้างออกเป็นวงกลมเล็ก ๆ อักขระรอบห้องสั่นไหว และอากาศเย็นยะเยือกก็ไหลผ่านข้อเท้าของทุกคน จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในห้อง ไม่ใช่เสียงกระซิบที่เฟิงอ้าวเทียนได้ยินใต้ภูผาเมื่อคืน แต่เป็นเสียงแหบพร่าราวกับผู้ที่ถูกขังอยู่ในความมืดมานานนับพันปี “สายเลือดทั้งสอง...กลับมาแล้วหรือ” อู๋เหยียนทรุดเข่าลงโดยไม่รู้ตัว หลินซีเหยารู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง นางไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน แต่พลังในเกล็ดเงินกำลังสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เฟิงอ้าวเทียนก้าวมายืนบังนางไว้ครึ่งก้าว พลังมังกรสีดำทองแผ่ออกเป็นเกราะบาง ๆ รอบร่างของทั้งคู่ “เจ้าเป็นใคร” เขาถามเสียงเข้ม เสียงนั้นหัวเราะแผ่วเบา “ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่พวกเจ้าลืมเลือน...” เส้นสีดำบนปกตำราสั่นไหว ก่อนแผ่เป็นรอยร้าวเล็ก ๆ “อย่าเชื่อทุกสิ่งที่บรรพชนทิ้งไว้ให้พวกเจ้า” หลินซีเหยาขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” คราวนี้ไม่มีคำตอบ มีเพียงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นจนฝุ่นบนเพดานร่วงลงมา เฟิงอ้าวเทียนตัดสินใจทันที “ถอยออกไป!” เขาปลดปล่อยพลังสีดำทองเป็นวงแหวนรอบแท่นหิน ขณะที่หลินซีเหยาใช้พลังสีเงินสร้างม่านบาง ๆ ปกป้องอู๋เหยียน ทั้งสองไม่ได้ส่งพลังเข้าไปในตำราอีก แต่ช่วยกันกดพลังที่กำลังปะทุให้สงบลง ลวดลายสีทองและสีเงินบนปกตำราค่อย ๆ หรี่แสง ส่วนเส้นสีดำกลับถอยกลับเข้าไปในรอยแตกเล็ก ๆ ราวกับไม่ต้องการให้ใครเห็นมันอีก ไม่กี่อึดใจต่อมา ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบ เฟิงอ้าวเทียนลดมือลง แต่ไม่ได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง หลินซีเหยาหันไปมองตำรา “มันไม่ได้พยายามเปิดผนึกทั้งหมด เหมือนกำลังทดสอบว่าพวกเราจะตอบสนองอย่างไร” “หรือกำลังเตือนเราไม่ให้เชื่อบันทึกเก่า” “เราไม่ควรเชื่อเสียงนั้นโดยไม่มีหลักฐานเช่นกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ถูกต้อง เราจะไม่ตัดสินว่ามันพูดจริงหรือโกหกจนกว่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้” อู๋เหยียนค่อย ๆ ลุกขึ้น สีหน้ายังเต็มไปด้วยความตกใจ “องค์รัชทายาท กระหม่อมจะปิดห้องนี้และรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปยังวังมังกรทันทีพ่ะย่ะค่ะ” “รายงานเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อย่าใส่ข้อสันนิษฐานลงไปเป็นข้อเท็จจริง และห้ามผู้ใดเข้ามาสัมผัสตำราโดยพลการ” “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทางหลินซีเหยา “เราควรออกไปจากที่นี่ก่อน” นางพยักหน้า แต่ก่อนจะเดินออกจากห้อง สายตาของนางกลับสะดุดกับสิ่งหนึ่งบนแท่นหิน ตรงขอบตำรามีอักขระจาง ๆ ปรากฏขึ้นหลังเส้นสีดำสงบลง มันเป็นข้อความสั้น ๆ ที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน หลินซีเหยาก้มลงอ่านอย่างระมัดระวัง “เมื่อจันทร์เงินพบสุริยันมังกร ประตูแรกจะตื่น แต่ผู้เปิดทางมิใช่ผู้ปลดพันธนาการ...” นางอ่านได้เพียงเท่านั้น อักขระก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เฟิงอ้าวเทียนมองนาง “เจ้าจำได้ทั้งหมดหรือไม่” “จำได้เพียงประโยคนี้ค่ะ แต่ข้าไม่เข้าใจว่าผู้เปิดทางกับผู้ปลดพันธนาการเป็นคนละคนกันอย่างไร” เขานิ่งคิด “อาจหมายความว่าการทำให้ประตูเปิดไม่ได้เท่ากับการปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ข้างใน” “หรืออาจหมายความว่ามีใครบางคนต้องเปิดทาง แต่มีอีกคนหนึ่งเป็นผู้ทำลายผนึก” ทั้งคู่สบตากัน ความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นในใจโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา หากประตูโบราณมีหลายชั้น และตำราเล่มนี้เกี่ยวข้องกับผนึกชั้นแรก สิ่งที่พวกเขาพบอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อออกจากหอคัมภีร์ เฟิงอ้าวเทียนสั่งให้มู่ชางเพิ่มการคุ้มกันรอบอาคาร แต่ไม่ให้ทหารเข้าไปแตะต้องตำรา ส่วนอู๋เหยียนรับหน้าที่เฝ้าห้องชั้นในด้วยตนเอง หลินซีเหยาหยุดยืนใต้ชายคา มองเกล็ดเงินในมือที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง “เฟิงอ้าวเทียน” นี่เป็นครั้งแรกในวันนั้นที่นางเรียกชื่อเขาโดยไม่ใช้คำเรียกตำแหน่ง เขาหันมาหา “มีอะไรหรือ” “ข้าคิดว่าเสียงนั้นรู้จักสายเลือดของเรามากกว่าที่เราคิด และบางที...มันอาจรู้ว่าทำไมมังกรเงินจึงหายไปจากบันทึกของเผ่ามังกร” “เจ้ากลัวหรือไม่” หลินซีเหยามองไปยังภูเขาเหมันต์ “ข้ากลัวสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ข้าไม่คิดจะหันหลังให้มันเพียงเพราะกลัว” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน แต่หากพบว่าสิ่งใดอันตรายเกินกว่าจะรับมือ เราต้องรู้จักถอย ไม่ใช่เอาชีวิตไปแลกกับความจริงเพียงข้อเดียว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้าเห็นด้วย อย่างน้อยท่านก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการระมัดระวังไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ” “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ใช้คำพูดนี้ย้อนมาสอนข้าทุกวัน” “ถ้าท่านไม่ทำให้ข้าต้องเตือน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนส่ายหน้าอย่างจนใจ แต่แววตากลับผ่อนคลายลง ทว่าความสงบที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาอยู่ได้ไม่นาน ไกลออกไปใต้หุบเขาเหมันต์ ประตูหินโบราณที่ถูกโซ่พันธนาการไว้สั่นสะเทือนอย่างแผ่วเบา รอยร้าวเส้นใหม่ปรากฏขึ้นบนวงแหวนผนึก เงาดำหลังประตูค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “พวกมันเริ่มอ่านคำเตือนแล้ว...” เสียงแหบพร่าดังขึ้นในความมืด “ดี เช่นนั้นก็ให้พวกมันค้นหาต่อไป จนกว่าจะพบว่าความจริงที่ถูกฝังไว้ อาจน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งที่ถูกผนึกเสียอีก” โซ่เส้นหนึ่งสั่นไหว แต่ยังไม่ขาด ส่วนบนยอดเขา เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยายังไม่รู้ว่าข้อความบนตำราเป็นคำเตือนจากผู้พิทักษ์ หรือเป็นกับดักที่ถูกทิ้งไว้โดยผู้ต้องการให้พวกเขาเปิดประตู สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ในตอนนี้คือ พลังของสองสายเลือดสามารถปลุกสิ่งที่หลับใหลมานานนับพันปีได้ และตั้งแต่วินาทีที่ตำราเล่มนั้นตอบสนองต่อพวกเขา เส้นทางกลับสู่ความสงบก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกทีรอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก
แรงสั่นสะเทือนจากใต้ภูเขาแผ่กระจายไปทั่วผืนป่า ต้นไม้ใหญ่เอนล้มลงทีละต้น พื้นดินแยกออกเป็นร่องยาว เผยให้เห็นเส้นพลังสีแดงเข้มที่ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นหินราวกับโลหิตของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เหนือท้องฟ้า เมฆดำหมุนวนเป็นเกลียวขนาดใหญ่ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบระหว่างกลุ่มเมฆ ก่อนฟาดลงบนยอดเขาทางตะวันออกจนยอดหินระเบิดกระจาย เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้าทันทีเมื่อเกล็ดสีทองบนแขนส่องประกาย เส้นสีแดงเหนือหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกล “มันกำลังเรียกข้า” เขากดมือทาบหน้าอก พยายามกดพลังทั้งสองสายที่เริ่มปะทะกันภายในร่าง หลินซีเหยามองเห็นเกล็ดสีทองบนแขนของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับทอง ใบหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันที “อย่าฝืนกดมันไว้ หากพลังทั้งสองกระแทกกันต่อไป แก่นพลังมังกรของเจ้าจะได้รับความเสียหาย” “ถ้าข้าไม่กดมันไว้ พลังแดงนั่นอาจเข้าควบคุมร่างกายข้า” “เช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้มันต่อสู้กันเพียงลำพัง” หลินซีเหยาก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขา นางยื่นมือแตะบริเวณข้อมือที่มีเกล็ดสีทอง แล้วส่งพลังของตนเข้าไปอย่างระมัดระวัง พลังอุ่นบางเบาไหลผ่านเส้นชีพจรของเฟิงอ้าวเทียน ไม่ได้พยายามบั
เเรงสั่นสะเทือนจากใต้หุบเขายังคงแผ่กระจายไปทั่วผืนดิน เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเพิ่งพาคนทั้งหมดออกจากช่องเขาได้ไม่ไกล ท้องฟ้าด้านหลังก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เมฆดำรวมตัวกันเป็นวงกว้างเหนือยอดผา ก่อนจะมีสายฟ้าสีดำฟาดลงบนพื้นหินจนเกิดหลุมลึก มู่ชางหันกลับไปมองแล้วสบถออกมาเบา ๆ “ถ้าพวกเรายังอยู่ข้างใน คงถูกฝังไปพร้อมกับหน้าผาแล้ว” ซูเหวินกลับไม่ได้มีท่าทีโล่งใจ เขามองสายฟ้าที่หายไปแล้ว ก่อนจะสังเกตเห็นประกายสีแดงเคลื่อนอยู่ใต้พื้นดิน “พลังนั่นไม่ได้หยุดอยู่ในหุบเขา มันกำลังแพร่กระจายออกมา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระสีแดงบนผิวหยกเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียงตัวเป็นรูปมังกรเจ็ดเศียรซึ่งมีวงแหวนล้อมรอบ “นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ปรากฏในบันทึกทั่วไป” เขาพูดพลางขมวดคิ้ว “แต่มีข้อความเก่าบางส่วนที่กล่าวถึงผนึกโบราณซึ่งเชื่อมโยงกับสายเลือดมังกร” เฟิงอ้าวเทียนมองรูปสัญลักษณ์นั้น แล้วรู้สึกถึงความร้อนวาบตรงกลางหน้าอก เส้นสีแดงใต้เกล็ดทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ลามไปตามแขน แต่กลับรวมตัวเป็นรูปคล้ายเกล็ดเล็ก ๆ ตรงเหนือหัวใจ หลินซีเหยาเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทั
เมฆสีดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือหุบเขาอย่างรวดเร็ว ขอบเมฆมีประกายสีแดงวาบเป็นระยะ ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายใน แรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ก้อนหินบนหน้าผาร่วงลงมาไม่ขาดสาย เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นมองเส้นสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดมังกรสีทอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วท่อนแขน ก่อนจะแล่นเข้าสู่หน้าอกจนลมหายใจของเขาสะดุด “อ้าวเทียน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” หลินซีเหยารีบเข้ามาประคอง “พลังในตัวข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง มันอยู่ใต้หุบเขา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระที่เคยส่องแสงสีทองกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงทีละตัว เส้นแสงหลายสายเชื่อมต่อกันเป็นรูปวงแหวน ก่อนที่สัญลักษณ์คล้ายเกล็ดมังกรจะปรากฏตรงกลาง “นี่ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พลังที่รั่วออกจากผนึกกำลังส่งผลต่อเขตแดนรอบหุบเขา” มู่ชางมองท้องฟ้าที่มืดลงจนแทบไม่เห็นยอดผา “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราควรรีบออกจากที่นี่หรือไม่” “ตอนนี้ยังออกไปไม่ได้” หลินซีเหยาตอบก่อนอวิ๋นจงจะพูด “ดูตรงนั้นสิ” นางชี้ไปยังทางออกของหุบเขา พื้นที่ซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินกลับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายทา
เฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยาเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขา โดยมีอวิ๋นจง มู่ชาง และซูเหวินติดตามอยู่ด้านหลัง ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร อากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นลงเท่านั้น หน้าผาสูงชันทั้งสองด้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่แห้งตาย พื้นหินมีรอยแตกเป็นเส้นยาวคล้ายถูกพลังมหาศาลกดทับมานานนับพันปี “ที่นี่เงียบเกินไปแล้ว” มู่ชางเอ่ยพลางมองไปรอบด้าน “ตั้งแต่เข้าหุบเขามา ข้ายังไม่ได้ยินเสียงสัตว์อสูรสักตัว” ซูเหวินย่อตัวลงแตะพื้น ก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเย็นจัดที่แล่นผ่านปลายนิ้ว “ใต้พื้นมีพลังไหลเวียนอยู่ พลังเหล่านี้กำลังมุ่งไปทางเดียวกัน” อวิ๋นจงหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมาตรวจสอบ อักขระสีทองบนผิวหยกค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นทีละตัว ก่อนจะมีเส้นสีแดงเข้มปรากฏแทรกอยู่กลางลวดลาย “แผ่นหยกตอบสนองต่อพลังที่นี่จริงด้วย” เขากล่าว “ตามบันทึกโบราณ บริเวณนี้เคยเป็นเขตควบคุมพลังมังกร แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด” หลินซีเหยอมองเส้นสีแดงบนแผ่นหยก ก่อนจะหันไปหาเฟิงอ้าวเทียน “เจ้ารู้สึกอะไรบ้างหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังภายในร่างกาย แล้วเสียงคำรา
อวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ “ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจ







