LOGINหลินซีเหยาตามมู่ชางออกจากป้อมมังกรเหนือในยามที่เมฆหนาทึบเริ่มปกคลุมยอดเขา หิมะโปรยปรายบางเบา ทว่าลมที่พัดผ่านช่องเขากลับเย็นจัดกว่าปกติ ราวกับมีบางสิ่งกำลังดึงความอบอุ่นออกจากผืนดิน
เฟิงอ้าวเทียนรออยู่หน้าประตูป้อม ม้าศึกเกล็ดมังกรสามตัวถูกเตรียมไว้แล้ว ข้างกายเขามีทหารติดตามเพียงสี่นาย ทุกคนสวมเกราะหนาและพกอาวุธที่ลงอักขระป้องกันพลังชั่วร้าย เมื่อเห็นหลินซีเหยาเดินเข้ามา เฟิงอ้าวเทียนก็เอ่ยขึ้น “เจ้าตัดสินใจแล้วหรือ?” “ข้าจะไปดูสถานที่ที่ทหารพบรอยแตก แต่ข้าจะไม่รับปากว่าจะเข้าไปข้างใน หากเห็นว่าอันตรายเกินไป” “ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าเสี่ยงชีวิตโดยไร้เหตุผล” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนยื่นถุงผ้าเล็ก ๆ ให้นาง “ในนี้มีผลึกปราณสำหรับฟื้นฟูพลัง และยันต์คุ้มกันหนึ่งแผ่น หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ให้ใช้มันส่งสัญญาณกลับมาที่ป้อม” หลินซีเหยารับถุงผ้ามา แต่ไม่ได้เปิดดู “ข้าจะคืนให้เมื่อใช้ไม่หมด” มู่ชางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระแอมเบา ๆ คล้ายอยากเตือนว่านั่นเป็นของพระราชทานสำหรับองค์ชายโดยเฉพาะ ทว่าเฟิงอ้าวเทียนกลับไม่ได้ใส่ใจ “หากจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้ไปเถิด ไม่ต้องคิดเรื่องคืน” หลินซีเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บถุงผ้าไว้ในแขนเสื้อ “ข้าจะจำไว้” เฟิงอ้าวเทียนขึ้นหลังม้าเป็นคนแรก ขบวนเล็ก ๆ จึงมุ่งหน้าไปทางตะวันออกของหุบเขาเหมันต์ ระหว่างทางไม่มีผู้ใดพูดมากนัก เส้นทางที่เคยมีร่องรอยสัตว์ป่ากลับเงียบผิดปกติ แม้แต่เสียงปีกของวิหคหิมะที่มักบินวนอยู่เหนือหน้าผาก็หายไป หลินซีเหยาสังเกตเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเดินทาง “ช่วงนี้สัตว์อสูรหนีออกจากหุบเขามากขึ้นหรือ?” นางถามเหยียนซ่ง ซึ่งร่วมทางมาด้วยในฐานะผู้นำทาง “ใช่ เมื่อก่อนพวกมันจะออกหากินตามชายป่า แต่ระยะหลังกลับหนีลงไปทางใต้ บางตัววิ่งผ่านแนวค่ายพักทั้งที่มีทหารอยู่ใกล้ ๆ” “พวกมันกำลังหนีบางสิ่ง” เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้าคิดว่าสิ่งนั้นอยู่ใต้ภูเขาหรือ?” “ข้ายังยืนยันไม่ได้ แต่สัตว์อสูรไม่ได้หนีเพราะความหนาวเพียงอย่างเดียว พวกมันรับรู้ถึงอันตรายบางอย่างได้เร็วกว่าพวกเรา” มู่ชางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “สัตว์อสูรที่มีประสาทสัมผัสไวอาจสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของปราณได้ก่อนที่มนุษย์หรือมังกรจะรับรู้” เฟิงอ้าวเทียนไม่กล่าวอะไรต่อ เขาเพียงมองไปยังแนวภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หากสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาทำให้สัตว์อสูรจำนวนมากหวาดกลัวได้จริง นั่นย่อมหมายความว่าภัยครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณถ้ำหินดำอีกต่อไป เมื่อขบวนเดินทางมาถึงเชิงเขาทางตะวันออก ทหารลาดตระเวนสองนายก็รีบเข้ามารายงาน “ทูลรายงานองค์ชาย รอยแตกอยู่ถัดจากโขดหินด้านหน้าไปไม่ไกลพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนลงจากหลังม้า ก่อนสั่งให้ทหารที่เหลือรออยู่บริเวณทางแยก “หากไม่มีคำสั่ง ห้ามผู้ใดเข้าใกล้รอยแตก และหากพบความผิดปกติ ให้ถอยกลับทันที” “รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” เขาหันมาทางหลินซีเหยา “เจ้าเดินไหวหรือไม่?” นางเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่ได้บาดเจ็บจนต้องให้ผู้ใดประคอง” “ข้าเพียงถาม” “เช่นนั้นข้าก็ตอบแล้ว” มู่ชางหันหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้ม ส่วนเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงเดินนำไปตามทางหินแคบ ๆ ไม่นานนัก ทั้งสี่ก็มาถึงบริเวณที่มีรอยแยกพาดผ่านพื้นดิน รอยแตกยาวเพียงสามจั้ง แต่ขอบหินรอบ ๆ กลับกลายเป็นสีดำคล้ำ บางจุดมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ทั้งที่อยู่ห่างจากเงาภูเขา ไอสีดำบางเบาลอยขึ้นจากรอยแยก ก่อนสลายตัวเมื่อสัมผัสอากาศ หลินซีเหยาหยุดห่างจากรอยแตกหลายก้าว เกล็ดเงินในอกเสื้ออุ่นขึ้นทันที นางหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสปราณที่แผ่ออกมา ความเย็นจากรอยแยกไม่ได้เป็นเพียงความเย็นของน้ำแข็ง แต่มีความรู้สึกคล้ายบางสิ่งกำลังกลืนกินพลังชีวิตของผืนดิน “อย่าเข้าใกล้กว่านี้” นางกล่าว เฟิงอ้าวเทียนหยุดทันที “เจ้าสัมผัสอะไรได้?” “มีพลังสีดำอยู่ข้างใต้ มันไม่ได้ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังแทรกตัวไปตามเส้นปราณของภูเขา” มู่ชางขมวดคิ้ว “เส้นปราณของภูเขา?” “ภูเขาทุกแห่งที่มีปราณหนาแน่นย่อมมีเส้นทางไหลเวียนของพลัง เพียงแต่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากสิ่งนี้กำลังแทรกซึมเข้าไป มันอาจทำให้ปราณของพื้นที่ทั้งหมดเปลี่ยนแปลง” เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลง ใช้พลังมังกรดำทองสร้างม่านบาง ๆ ปกคลุมฝ่ามือ ก่อนยื่นไปใกล้พื้นดินโดยไม่สัมผัสรอยแตกโดยตรง ทันใดนั้น ไอสีดำก็พุ่งขึ้นมาเกาะบนม่านพลัง เสียงแผ่วเบาคล้ายเสียงกระซิบดังลอดออกมาจากใต้ดิน มู่ชางชักกระบี่ทันที “องค์ชาย ถอยก่อนพ่ะย่ะค่ะ!” เฟิงอ้าวเทียนดึงมือกลับ ม่านพลังดำทองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยดำเส้นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของม่าน ก่อนถูกพลังมังกรเผาผลาญจนสลายไป หลินซีเหยามองรอยดำที่หายไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มันกำลังตอบสนองต่อพลังของท่าน” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้น “หมายความว่ามันรู้จักพลังมังกรดำทองหรือ?” “ข้าไม่แน่ใจว่ามันรู้จัก หรือเพียงต้องการกลืนกินพลังที่อยู่ใกล้ แต่เมื่อครู่มันพยายามแทรกซึมเข้าไปในม่านพลังของท่านจริง ๆ” เขามองรอยแตกอีกครั้ง “เช่นนั้นเราต้องรู้ว่ามันลึกลงไปเพียงใด” “การรู้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลงไปเดี๋ยวนี้” หลินซีเหยาพูดอย่างจริงจัง “หากพลังสีดำนั้นกำลังแทรกซึมไปตามเส้นปราณของภูเขา การทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนหรือใช้พลังโจมตีโดยไม่รู้โครงสร้างด้านล่าง อาจทำให้รอยแตกขยายตัว” เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง นางไม่ได้พูดด้วยความหวาดกลัว แต่กำลังประเมินอันตรายจากสิ่งที่สัมผัสได้อย่างรอบคอบ “แล้วเจ้ามีวิธีใด?” หลินซีเหยานิ่งคิด ก่อนนำเกล็ดเงินออกมาจากแขนเสื้อ “ข้าจะลองใช้มันตรวจสอบทิศทางของพลัง แต่ข้าจะไม่ส่งปราณเข้าไปลึกเกินกว่าที่ควบคุมได้ หากเกล็ดตอบสนองรุนแรง เราจะหยุดทันที” เฟิงอ้าวเทียนมองเกล็ดเงินในมือของนาง “สิ่งนี้ช่วยเจ้าค้นหาพลังผิดปกติได้หรือ?” “บางครั้ง มันตอบสนองต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดของข้า แต่ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจมันทั้งหมด” “เช่นนั้นข้าจะคอยป้องกันให้ หากมีสิ่งใดผิดปกติ ข้าจะดึงเจ้ากลับมา” หลินซีเหยามองเขาอย่างลังเล “อย่าเพิ่งส่งพลังของท่านเข้ามาใกล้เกล็ดเงิน หากมันตอบสนองต่อพลังของท่านอีก เราอาจไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าจะไม่แตะต้องมัน” นางจึงคุกเข่าลงห่างจากรอยแตก แล้ววางเกล็ดเงินไว้บนฝ่ามือ ปราณสีเงินค่อย ๆ ไหลออกจากปลายนิ้วของนางเป็นเส้นบาง ๆ มันไม่ได้พุ่งตรงลงไปในรอยแตก แต่แผ่คลุมพื้นหินโดยรอบอย่างระมัดระวัง ตอนแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จากนั้นเกล็ดเงินก็สั่นเบา ๆ ประกายสีเงินเคลื่อนจากขอบเกล็ดไปยังปลายนิ้วของนาง ก่อนชี้ไปทางลาดหินด้านซ้าย หลินซีเหยาลืมตาขึ้น “พลังไม่ได้อยู่ใต้รอยแตกทั้งหมด มันกำลังไหลไปทางนั้น” เฟิงอ้าวเทียนหันตามทิศที่นางชี้ ทางลาดหินด้านซ้ายดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นและก้อนหินกระจัดกระจาย แต่เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ หลินซีเหยากลับพบรอยอักขระจาง ๆ อยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง นางปัดหิมะออกอย่างระมัดระวัง อักขระนั้นมีรูปร่างคล้ายวงแหวนสองวงซ้อนกัน ตรงกลางเป็นลายมังกรสองตัวพันเกี่ยวกัน เฟิงอ้าวเทียนจำสัญลักษณ์นี้ได้ทันที “เหมือนลวดลายที่พบในหุบเขาเหมันต์” มู่ชางก้มลงตรวจดู “แต่เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ ทั้งที่จุดนี้อยู่ห่างจากรอยแตกพอสมควร?” หลินซีเหยาไม่ได้ตอบ นางกำลังจ้องไปยังเส้นบาง ๆ ที่พาดผ่านกลางอักขระ มันเป็นรอยร้าวขนาดเล็กมาก แต่มีไอสีดำซึมออกมาจากด้านใน “อักขระนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของผนึก” นางกล่าว “และมันกำลังเสื่อมลง” เฟิงอ้าวเทียนขยับเข้ามาใกล้ ทันทีที่เขายืนอยู่ข้างนาง พลังสีเงินใต้ข้อมือก็ไหววูบขึ้น ส่วนอักขระบนหินกลับเปล่งประกายสีเงินตามไปด้วย แสงสีดำทองสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงขอบวงแหวน ลวดลายมังกรทั้งสองเริ่มสว่างขึ้นทีละส่วน “ถอยออกมา!” มู่ชางตะโกน แต่ก่อนที่ทั้งสองจะขยับได้ทัน พื้นหินใต้เท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแตกบนอักขระขยายออกอย่างรวดเร็ว ไอสีดำพุ่งขึ้นจากก้อนหิน กลายเป็นเส้นเงาหลายสายที่พยายามพันรอบข้อมือของเฟิงอ้าวเทียน เขายกแขนขึ้น ปล่อยพลังมังกรดำทองเข้าป้องกัน แสงสีทองกระแทกกับเงาดำจนเกิดประกายกระจายไปทั่ว หลินซีเหยารีบคว้าเกล็ดเงิน แล้วปล่อยปราณสีเงินออกไปตัดเส้นเงาที่พุ่งเข้าหาเขา ทันทีที่พลังทั้งสองสายสัมผัสกัน อักขระโบราณก็สว่างจ้าขึ้น ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ เป็นประตูหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใต้ภูเขา โซ่ตรวนสีดำพันรอบบานประตูหลายชั้น ตรงกลางมีวงแหวนโบราณที่แตกร้าว ด้านหลังประตูมีเงาขนาดมหึมาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากภาพนั้น “ผู้สืบสายเลือดทั้งสอง... ในที่สุดก็กลับมา” หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เฟิงอ้าวเทียนเองก็ชะงักไปชั่วขณะ เสียงนั้นไม่ได้เรียกเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่เรียกพวกเขาทั้งคู่ ภาพประตูหินสั่นสะเทือน ก่อนเสียงโซ่ตรวนจะดังขึ้นสามครั้ง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! วงแหวนกลางประตูเกิดรอยร้าวเพิ่มอีกเส้น หลินซีเหยารวบรวมสติแล้วตะโกน “หยุดส่งพลัง! มันกำลังใช้พลังของพวกเราเป็นตัวกระตุ้น!” เฟิงอ้าวเทียนถอนพลังมังกรดำทองทันที นางเองก็ตัดปราณสีเงินออกจากอักขระ ภาพประตูหินดับวูบลง เงาดำที่พันรอบข้อมือเขาสลายตัวไปพร้อมกับเสียงคำรามต่ำ ๆ ซึ่งดังมาจากใต้พื้นดิน ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ เหลือเพียงก้อนหินที่มีรอยร้าวลึกกว่าเดิม และเกล็ดเงินในมือของหลินซีเหยาซึ่งสูญเสียประกายไปชั่วคราว มู่ชางรีบเข้ามาตรวจดูเฟิงอ้าวเทียน “องค์ชาย ทรงได้รับบาดเจ็บหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” “ไม่เป็นไร” เฟิงอ้าวเทียนตรวจดูแขนของตน ก่อนหันไปมองหลินซีเหยา “แล้วเจ้าล่ะ?” “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่พลังถูกใช้ไปมากกว่าที่คาด” นางเก็บเกล็ดเงินกลับเข้าไปอย่างระมัดระวัง สีหน้าของนางยังคงเคร่งเครียด สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวงตาทั่วไป นางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากอีกด้านของประตู ราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเฝ้ารออยู่จริง ๆ เฟิงอ้าวเทียนเองก็ไม่อาจสลัดเสียงนั้นออกจากความคิดได้ ผู้สืบสายเลือดทั้งสอง คำพูดนี้หมายถึงเขาและหลินซีเหยาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เหตุใดสิ่งที่อยู่หลังประตูจึงรู้จักพวกเขา? และเหตุใดพลังของทั้งคู่จึงทำให้ผนึกสั่นสะเทือน? “เราต้องกลับไปที่ป้อมก่อน” มู่ชางกล่าว “เหตุการณ์เมื่อครู่อาจทำให้พลังใต้ภูเขาตื่นตัวขึ้น หากอยู่ต่อ เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ให้ทหารปิดกั้นบริเวณนี้เพิ่ม ห้ามผู้ใดสัมผัสอักขระหรือใช้พลังมังกรใกล้รอยแตกจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่” มู่ชางรับคำสั่ง แล้วส่งสัญญาณให้ทหารที่รออยู่ห่างออกไปเข้ามาคุ้มกันพื้นที่ หลินซีเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น “องค์ชาย ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ควรบอกท่าน” เฟิงอ้าวเทียนหันมาหา “ว่ามาเถิด” “ก่อนเดินทางออกจากหุบเขามังกรเงิน ข้าเคยเห็นภาพสลักที่มีมังกรสองตัวอยู่หน้าประตูหิน ลวดลายเหมือนกับสิ่งที่เราเห็นเมื่อครู่” เขามองนางอย่างตั้งใจ “หุบเขามังกรเงิน? เจ้ามาจากที่นั่นหรือ?” หลินซีเหยาชะงักเล็กน้อย นางไม่ได้ตั้งใจเปิดเผยถิ่นกำเนิดตั้งแต่แรก แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ การปิดบังทั้งหมดอาจทำให้พวกเขาพลาดข้อมูลสำคัญ “ใช่ ข้าเป็นผู้สืบสายเลือดมังกรเงิน” มู่ชางหันกลับมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ มังกรเงินเป็นสายเลือดที่แทบไม่มีผู้ใดกล่าวถึงในดินแดนมังกรมาเป็นเวลานาน หลายคนเชื่อว่าสายเลือดนี้สูญสิ้นไปแล้ว หรือไม่ก็กลายเป็นเพียงตำนานเก่าแก่ แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับยืนยันด้วยตนเองว่านางสืบสายเลือดนั้น เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้แสดงท่าทีหวาดระแวง เขาเพียงมองนางนิ่ง ๆ ก่อนถามว่า “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่ามังกรเงินเคยเกี่ยวข้องกับราชวงศ์มังกรดำทองอย่างไร?” หลินซีเหยาส่ายหน้า “ผู้อาวุโสในหุบเขาไม่ยอมบอกความจริงทั้งหมด พวกเขาเพียงเตือนว่าการพบกับสายเลือดมังกรดำทองอาจนำหายนะมาสู่ข้า” คำตอบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนเงียบไป แม้เขาจะไม่รู้ประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเรื่องของมังกรเงินจึงถูกซ่อนไว้จากบันทึกของราชวงศ์ บางทีความลับนั้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้ภูเขาด้วย “ข้าไม่รู้ว่าคำเตือนนั้นมีที่มาอย่างไร” เขากล่าวในที่สุด “แต่ข้าจะไม่ตัดสินเจ้าเพียงเพราะสายเลือดของเจ้า” หลินซีเหยามองเขาอย่างพิจารณา “ท่านพูดเช่นนี้ได้ในตอนนี้ แต่หากวันหนึ่งความจริงทำให้ราชวงศ์มังกรต้องเลือกระหว่างข้ากับบัลลังก์ ท่านจะยังพูดเหมือนเดิมหรือไม่?” มู่ชางขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำถามที่ตรงไปตรงมานั้น เฟิงอ้าวเทียนกลับไม่ได้โกรธ เขาเข้าใจดีว่านางมีเหตุผลที่จะไม่เชื่อใจราชวงศ์ที่ครั้งหนึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความลับของสายเลือดนาง “ข้าไม่อาจรับปากในสิ่งที่ยังไม่รู้ทั้งหมด” เขาตอบ “แต่ข้ารับปากได้ว่า จะไม่ตัดสินความผิดของผู้ใดจากสายเลือดเพียงอย่างเดียว” หลินซีเหยานิ่งไป คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ความระแวงของนางหายไป แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นางยอมรับว่าเขาไม่ได้พยายามใช้ฐานะองค์ชายบังคับให้นางเชื่อฟัง “เช่นนั้นข้าจะร่วมมือกับท่านต่อไป จนกว่าเราจะรู้ว่าประตูหินนั้นซ่อนสิ่งใดไว้” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ตกลง” ทั้งสองหันกลับไปมองก้อนหินที่มีอักขระโบราณ รอยแตกยังคงอยู่ตรงกลางวงแหวน แต่ไม่มีแสงใดปรากฏขึ้นอีก ทว่าลึกลงไปใต้ภูเขา เสียงโซ่ตรวนกลับดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดบนพื้นดินได้ยิน มีเพียงเงาดำที่อยู่หลังประตูซึ่งค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้น ดวงตาสีแดงเข้มเปิดออกในความมืด “มังกรดำทอง... มังกรเงิน...” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่แฝงความยินดีอย่างน่าขนลุก “ในที่สุด พวกเจ้าก็ปรากฏตัว” โซ่ตรวนเส้นหนึ่งขยับตัวอย่างช้า ๆ รอยร้าวบนวงแหวนผนึกขยายออกอีกเล็กน้อย และการตื่นขึ้นของสิ่งที่ถูกขังมานานนับพันปี ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







