LOGINลมหนาวพัดผ่านป้อมมังกรเหนืออย่างต่อเนื่อง ทว่าความเย็นจากหุบเขาเหมันต์กลับไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนในป้อมรู้สึกไม่สบายใจ หลังเกิดเหตุประหลาดในหอคัมภีร์ อักขระป้องกันตามกำแพงบางส่วนเริ่มส่องแสงเป็นระยะ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดเข้าไปแตะต้องค่ายกลเหล่านั้น
เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่บนหอเฝ้าระวัง มองยอดเขาที่ถูกหมอกปกคลุม คำเตือนบนตำราเก่ายังคงติดอยู่ในความทรงจำ เมื่อจันทร์เงินพบสุริยันมังกร ประตูแรกจะตื่น แต่ผู้เปิดทางมิใช่ผู้ปลดพันธนาการ เขาเข้าใจเพียงว่าจันทร์เงินน่าจะหมายถึงหลินซีเหยา ส่วนสุริยันมังกรอาจเกี่ยวข้องกับสายเลือดของตน แต่เหตุใดผู้เปิดทางจึงไม่ใช่ผู้ปลดพันธนาการนั้นยังเป็นปริศนา “องค์รัชทายาท” มู่ชางเดินขึ้นบันไดหินมาหยุดข้างเขา “มีเรื่องจากหอคัมภีร์หรือ” “อู๋เหยียนปิดห้องชั้นในแล้วพ่ะย่ะค่ะ เขายืนยันว่าไม่มีผู้ใดเข้าไปอีก ส่วนอักขระบนปกตำรายังไม่ปรากฏขึ้นซ้ำ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “แล้วเรื่องที่ข้าให้ตรวจสอบบริเวณหน้าผาตะวันออกล่ะ” “เหยียนซ่งส่งคนไปตรวจแล้ว แต่ยังไม่มีใครเข้าใกล้รอยแยก พวกเขาพบว่าหิมะบริเวณนั้นละลายเป็นวงกว้าง ทั้งที่อากาศหนาวจัด และมีรอยเท้าบางอย่างมุ่งลงไปในหุบเขา” “รอยเท้าของอสูรหรือ” “ยังระบุไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ รอยเหล่านั้นปรากฏเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนหายไปบนพื้นหิน” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “อย่าเพิ่งส่งคนลงไปมากกว่านี้ หากพลังใต้ภูเขาเปลี่ยนแปลง พวกเขาอาจตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัว” “กระหม่อมจะกำชับเหยียนซ่งให้เฝ้าระวังจากด้านนอก” มู่ชางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เมื่อคืน ทหารยามสองคนได้ยินเสียงระฆังดังมาจากหุบเขา แต่เมื่อออกไปตรวจสอบกลับไม่พบสิ่งใด” เฟิงอ้าวเทียนหันมองทันที “ระฆัง?” “พ่ะย่ะค่ะ เสียงดังเพียงสามครั้ง แล้วก็เงียบไป” ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นในใจของเฟิงอ้าวเทียน ตอนที่เขายังเด็ก บิดาเคยเล่าให้ฟังว่า ในยุคโบราณมีระฆังจันทราเงินอยู่หน้าวิหารของผู้พิทักษ์ผนึก ระฆังนั้นจะดังขึ้นเมื่อพลังที่ถูกกักขังเริ่มสั่นคลอน แต่หลังสงครามบรรพกาล วิหารดังกล่าวก็หายไปจากบันทึก “มู่ชาง เจ้าเคยได้ยินเรื่องระฆังจันทราเงินหรือไม่” มู่ชางนิ่งคิด ก่อนส่ายหน้า “กระหม่อมเคยได้ยินเพียงตำนานเกี่ยวกับวิหารที่ถูกฝังอยู่ใต้หิมะ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระฆังเช่นนั้นจริง” “ข้าจะไปถามหลินซีเหยา” เฟิงอ้าวเทียนหมุนตัวลงจากหอเฝ้าระวัง มู่ชางรีบตามไป “ท่านจะออกไปเองหรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าเพียงไปถามเรื่องหนึ่ง ไม่ได้จะบุกลงไปในหุบเขา” “กระหม่อมหวังว่าท่านจะจำคำพูดของตัวเองได้” เฟิงอ้าวเทียนปรายตามองผู้ฝึกสอนของตน “เจ้าพูดเหมือนข้าเป็นเด็กที่ชอบทำให้คนอื่นต้องตามเก็บปัญหา” “กระหม่อมไม่กล้าพูดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่เจ้าคิด” มู่ชางเงียบ ความเงียบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเดินต่อไป หลินซีเหยาอยู่ในลานหินด้านหลังป้อม นางกำลังฝึกควบคุมพลังจันทราเงินโดยใช้ผลึกน้ำแข็งสามก้อนลอยอยู่เหนือฝ่ามือ ผลึกแต่ละก้อนหมุนไปในทิศทางต่างกัน แต่ไม่มีชิ้นใดสัมผัสกันแม้แต่น้อย เมื่อพลังของนางเปลี่ยนจังหวะ ผลึกทั้งสามก็เรียงตัวเป็นวงกลม ก่อนค่อย ๆ ลดระดับลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล เฟิงอ้าวเทียนหยุดยืนมองอยู่ด้านข้าง “เจ้าฝึกควบคุมพลังได้ละเอียดมาก” หลินซีเหยาหันมา “ท่านมองอยู่นานแล้วหรือ” “ไม่นาน” “ถ้าเช่นนั้นท่านคงไม่ได้เห็นตอนที่ผลึกก้อนหนึ่งเกือบตกใส่เท้าข้า” “น่าเสียดาย ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าผู้พิทักษ์แห่งจันทราเงินจะรับมือกับผลึกน้ำแข็งของตัวเองอย่างไร” นางยกคิ้ว “ท่านตั้งใจมาหาเรื่องข้าหรือ” “ข้ามาถามเรื่องระฆังจันทราเงินต่างหาก” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินซีเหยาค่อย ๆ จางลง “ท่านได้ยินชื่อนี้มาจากไหน” เฟิงอ้าวเทียนเล่าถึงคำรายงานของมู่ชางและตำนานที่บิดาเคยบอกไว้ นางฟังจนจบแล้วหยิบเกล็ดเงินออกจากถุงผ้า เกล็ดนั้นเคยเป็นเพียงของสำคัญที่นางเก็บรักษาไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ตั้งแต่เดินทางออกจากหุบเขา มันกลับตอบสนองต่อผนึกและพลังประหลาดหลายครั้ง “ในหุบเขาของข้า มีภาพสลักของระฆังอยู่บนผนังวิหารเก่า” นางกล่าว “ท่านอาจารย์หลัวเคยบอกว่าระฆังนั้นใช้เตือนผู้พิทักษ์เมื่อผนึกเริ่มอ่อนกำลัง แต่เขาไม่เคยบอกว่ามันยังคงอยู่หรือไม่” “เจ้าเคยเห็นภาพสลักชัดเจนหรือไม่” “เคยค่ะ ระฆังแขวนอยู่ใต้รูปจันทร์เสี้ยว และมีมังกรเงินสองตัวขดล้อมฐานไว้ แต่สิ่งที่แปลกคือ ใต้ภาพระฆังมีลวดลายมังกรสีดำทองอยู่ด้วย” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป “เหมือนภาพบนประตูโบราณ?” “คล้ายกัน แต่ไม่เหมือนทั้งหมด ภาพบนประตูเป็นมังกรสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ส่วนภาพที่ข้าเห็นเป็นมังกรทั้งสองหันไปทางระฆัง ราวกับกำลังปกป้องสิ่งที่อยู่ตรงกลาง” ทั้งคู่สบตากัน ความเชื่อมโยงระหว่างมังกรดำทองกับมังกรเงินไม่ได้ปรากฏเพียงบนประตูใต้ภูเขา แต่ยังอยู่ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิทักษ์ผนึกอีกด้วย “เจ้าคิดว่าระฆังยังอยู่หรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนถาม “ข้าไม่แน่ใจ แต่ถ้าเสียงที่ทหารได้ยินเป็นเสียงของระฆังจริง ก็อาจมีวิหารเก่าซ่อนอยู่ในหุบเขา” “เราควรตรวจสอบจากด้านนอกก่อน” หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย แต่ก่อนจะไป เราต้องรู้ว่าระฆังใช้ทำอะไรแน่ หากมันเป็นส่วนหนึ่งของผนึก การทำให้มันดังขึ้นโดยไม่เข้าใจวิธีควบคุมอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง” “ข้าจะให้มู่ชางเตรียมคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เราจะไม่เข้าใกล้รอยแยกจนกว่าจะพบสิ่งที่ชัดเจนกว่านี้” นางเก็บเกล็ดเงินลงถุง “เช่นนั้นข้าจะไปด้วย” เฟิงอ้าวเทียนมองนาง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องพูดเช่นนี้” “ถ้าท่านไม่ต้องการให้ข้าไป ท่านก็คงไม่มาถามเรื่องระฆังตั้งแต่แรก” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าอ่านความคิดคนอื่นเก่งขึ้นทุกวัน” “ไม่จำเป็นต้องอ่านความคิดหรอกค่ะ ท่านแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนจะตาย” “ข้าควรฝึกซ่อนสีหน้าให้มากกว่านี้แล้ว” “นั่นคงเป็นเรื่องยากสำหรับท่าน” เฟิงอ้าวเทียนส่ายหน้า แต่ไม่ได้โต้เถียงต่อ ในเวลาเดียวกัน ณ หุบเขามังกรเงินอันห่างไกล ผู้อาวุโสหลัวยืนอยู่หน้าวิหารเก่าที่ถูกปิดตายมานานหลายปี อักขระบนประตูหินส่องแสงจาง ๆ ตามจังหวะที่ลมพัดผ่าน ทั้งที่ภายในวิหารไม่มีผู้ใดเข้าไปแตะต้อง ชายชราวางมือบนประตู ก่อนหลับตาสัมผัสพลังที่แผ่ออกมา ไม่นานนัก เสียงระฆังแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของวิหาร กัง... กัง... กัง... ผู้อาวุโสหลัวลืมตาขึ้นทันที “เป็นไปไม่ได้...” เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ระฆังจันทราเงินไม่ควรดังขึ้นอีก เพราะหลังสงครามบรรพกาล บรรพชนของเขาได้ใช้พลังทั้งหมดปิดผนึกวิหาร และตัดขาดเส้นทางที่เชื่อมต่อกับสถานที่แห่งนั้น แต่เสียงที่ดังขึ้นเมื่อครู่เป็นเสียงเดียวกับที่เขาเคยได้ยินในวัยเยาว์ ตอนที่ยังติดตามอาจารย์เข้าไปประกอบพิธีบูชาผู้พิทักษ์ เขารีบยกมือขึ้นสร้างอักขระป้องกัน ทว่าพลังสีเงินบนประตูกลับสว่างขึ้นกว่าเดิม ตรงกลางประตูมีรอยแยกบาง ๆ ปรากฏขึ้น ผู้อาวุโสหลัวจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปเรียกผู้ดูแลวิหาร “ส่งสารถึงผู้อาวุโสทุกคน ให้มารวมตัวกันที่นี่ทันที” ผู้ดูแลวิหารรีบคำนับ “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” “ระฆังจันทราเงินดังขึ้นแล้ว” ชายหนุ่มเบิกตากว้าง “แต่ระฆังนั้นถูกผนึกไว้ตั้งแต่ยุคสงครามบรรพกาลไม่ใช่หรือขอรับ” “ข้าก็คิดเช่นนั้น” ผู้อาวุโสหลัวกำมือแน่น “หากระฆังดังขึ้น แสดงว่าผนึกชั้นแรกเริ่มสั่นคลอน และหากข้าคาดเดาไม่ผิด เด็กคนนั้นคงพบผู้สืบสายเลือดมังกรดำทองแล้ว” “ท่านหมายถึงหลินซีเหยาหรือขอรับ” ผู้อาวุโสหลัวไม่ได้ตอบทันที เขามองประตูหินที่ยังคงเรืองแสง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “ข้าหวังว่านางจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด เพราะเมื่อความทรงจำของผู้พิทักษ์ตื่นขึ้น สิ่งที่ถูกซ่อนมานานก็อาจไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป” ขณะเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนกำลังเตรียมออกจากป้อมพร้อมหลินซีเหยา มู่ชาง และทหารมังกรอีกสามนาย เหยียนซ่งยืนรออยู่หน้าประตูป้อมเพื่อรายงานสิ่งที่พบเพิ่มเติม “องค์รัชทายาท พวกกระหม่อมพบรอยแสงสีเงินบนผาหินทางเหนือ ห่างจากจุดรอยแยกเดิมประมาณหนึ่งลี้พ่ะย่ะค่ะ” “รอยแสงมีลักษณะอย่างไร” เหยียนซ่งหยิบแผ่นภาพที่วาดจากสิ่งที่พบออกมา บนแผ่นภาพเป็นสัญลักษณ์คล้ายจันทร์เสี้ยว ล้อมด้วยเส้นโค้งสองเส้นที่มีลักษณะคล้ายมังกรพันรอบกัน หลินซีเหยาเห็นภาพนั้นแล้วชะงัก “นี่คือสัญลักษณ์ของวิหารผู้พิทักษ์” เฟิงอ้าวเทียนหันมาหานาง “เจ้ามั่นใจหรือ” “ข้ามั่นใจค่ะ ข้าเคยเห็นมันบนผนังวิหารในหุบเขามังกรเงิน แต่ไม่คิดว่าจะพบที่นี่” มู่ชางมองภาพแล้วกล่าวว่า “หากสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับระฆัง เราอาจพบทางเข้าสู่สถานที่ที่ถูกซ่อนอยู่” “อย่าเพิ่งสรุป” หลินซีเหยากล่าว “สัญลักษณ์เหมือนกันไม่ได้หมายความว่าเป็นสถานที่เดียวกัน เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “ไปยังจุดที่พบสัญลักษณ์ แต่ห้ามผู้ใดแตะต้องผาหินจนกว่าจะตรวจสอบพลังโดยรอบแล้ว” ทหารทั้งสามรับคำสั่ง ก่อนนำทางไปยังบริเวณที่พบรอยแสง เส้นทางค่อย ๆ แคบลงเมื่อเข้าใกล้หน้าผา หิมะบริเวณนั้นบางกว่าจุดอื่น และมีผลึกสีเงินฝังอยู่ตามรอยแตกของหิน หลินซีเหยียมองผลึกเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนหยิบเกล็ดเงินออกมา เกล็ดเงินเรืองแสงขึ้นทันที พร้อมกันนั้น พลังสีดำทองในร่างของเฟิงอ้าวเทียนก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย “อย่าเพิ่งปล่อยพลังออกมา” นางเตือน “ข้าจะลองสัมผัสผลึกจากระยะนี้ก่อน” นางหลับตา ปล่อยพลังสีเงินออกเป็นเส้นบาง ๆ ผ่านอากาศ โดยไม่แตะต้องผาหินโดยตรง ครู่หนึ่ง เส้นแสงสีเงินก็เชื่อมต่อกับผลึกก้อนหนึ่ง และลวดลายบนหน้าผาค่อย ๆ ปรากฏขึ้น มันไม่ใช่ประตู แต่เป็นรูปมังกรเงินที่กำลังขดตัวอยู่รอบระฆังใบเล็ก ใต้ภาพมีอักขระโบราณเรียงเป็นแถว หลินซีเหยาพยายามอ่าน ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ผู้พิทักษ์มิได้มีหน้าที่เปิดประตู...แต่มีหน้าที่จดจำสิ่งที่ไม่ควรถูกลืม” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “ประโยคนี้คล้ายกับข้อความบนตำรา” “ใช่ค่ะ แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อย ตำราบอกว่าผู้เปิดทางไม่ใช่ผู้ปลดพันธนาการ ส่วนข้อความนี้บอกว่าผู้พิทักษ์มีหน้าที่จดจำ ไม่ใช่เปิดประตู” นางลืมตาขึ้น “บางทีหน้าที่ของมังกรเงินอาจไม่ใช่การปลดปล่อยสิ่งที่อยู่หลังประตู แต่เป็นการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งนั้น” ทันใดนั้น ผลึกสีเงินบนหน้าผาก็สว่างวาบ แรงสั่นสะเทือนแผ่ไปตามพื้นหินจนทหารมังกรต้องถอยหลัง มู่ชางรีบปล่อยพลังป้องกัน ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้ามาข้างหลินซีเหยา จากรอยแตกใต้ภาพสลัก มีเสียงระฆังดังขึ้นสามครั้ง กัง... กัง... กัง... หลินซีเหยารู้สึกถึงบางสิ่งแตะต้องจิตใจของนาง ภาพวิหารเก่าปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ตามด้วยหญิงสาวในชุดสีเงินที่ยืนอยู่หน้าประตูหิน ใบหน้าของหญิงสาวคล้ายกับนางอย่างน่าประหลาด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หญิงสาวในภาพหันมามองราวกับรับรู้ถึงการมีอยู่ของนาง “หากเจ้าได้ยินเสียงระฆัง แสดงว่าผนึกเริ่มอ่อนกำลังแล้ว” เสียงนั้นดังขึ้นภายในจิต “จงจำไว้...อย่าเชื่อผู้ที่บอกว่าเผ่าของเจ้าทรยศต่อมังกรดำทอง และอย่าเชื่อผู้ที่กล่าวว่ามังกรดำทองเป็นผู้ทำลายมังกรเงิน” ภาพสั่นไหว ก่อนจะเลือนหายไป หลินซีเหยาสะดุ้งกลับมาสู่ความจริง เฟิงอ้าวเทียนประคองแขนของนางไว้ “ซีเหยา เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” นางหายใจลึกสองครั้ง ก่อนพยักหน้า “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่เมื่อครู่ข้าเห็นภาพความทรงจำบางอย่าง” “เจ้าเห็นอะไร” หลินซีเหยามองสัญลักษณ์บนหน้าผา สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้น “ข้าเห็นหญิงสาวที่คล้ายกับข้า นางบอกว่าห้ามเชื่อคำกล่าวหาของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับสงครามในอดีต” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป “นั่นหมายความว่าบันทึกที่เราเคยได้รับอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “ใช่ค่ะ แต่ภาพที่ข้าเห็นก็ยังเป็นเพียงความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์ เราต้องหาหลักฐานอื่นมายืนยัน” เขาพยักหน้า “เราจะไม่ตัดสินบรรพชนของฝ่ายใดจากคำพูดเพียงประโยคเดียว” หลินซีเหยามองเขาอย่างแปลกใจเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ข้าดีใจที่ท่านคิดเช่นนั้น” “ข้าไม่รู้ว่าบรรพชนของเราทำสิ่งใดไว้ แต่ข้าไม่คิดจะให้ความผิดที่ยังไม่รู้ความจริงมาบังคับให้เรากลายเป็นศัตรูกัน” คำพูดนั้นทำให้หลินซีเหยาเงียบไปชั่วขณะ นางไม่ได้ตอบ แต่เก็บเกล็ดเงินลงในถุงผ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อทั้งสองหันกลับไปมองหน้าผา สัญลักษณ์บนหินก็เริ่มจางลงอีกครั้ง เหลือเพียงรอยมังกรสีเงินที่ดูคล้ายกำลังเฝ้ารอใครบางคน เฟิงอ้าวเทียนออกคำสั่งให้ทุกคนถอยออกจากบริเวณนั้น แล้วให้เหยียนซ่งคอยเฝ้าระวังโดยไม่แตะต้องผลึกใด ๆ ระหว่างเดินกลับ หลินซีเหยาเหลือบมองเขาเป็นระยะ “เฟิงอ้าวเทียน” “ว่าอย่างไร” “หากวันหนึ่งเราพบว่าความจริงเกี่ยวกับบรรพชนของทั้งสองเผ่าแตกต่างจากที่เคยได้ยิน ท่านจะทำอย่างไร” เขาไม่ได้ตอบทันที แต่ทอดสายตามองภูเขาเหมันต์ที่อยู่เบื้องหน้า “ข้าจะฟังความจริงให้ครบก่อน แล้วค่อยตัดสินด้วยตัวเอง” “แม้ความจริงนั้นจะทำให้ท่านต้องตั้งคำถามกับเผ่าของตัวเองหรือ” “แม้เป็นเช่นนั้น” เขาหันกลับมามองนาง “สายเลือดเป็นสิ่งที่ข้าเลือกไม่ได้ แต่สิ่งที่ข้าจะทำต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ข้าเลือกเอง” หลินซีเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ในเวลานั้น นางเริ่มเข้าใจว่าทำไมพลังสีเงินของตนจึงตอบสนองต่อเฟิงอ้าวเทียน แม้จะยังไม่รู้ว่าความเชื่อมโยงนี้มีต้นกำเนิดจากสิ่งใด แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ใช้สายเลือดของตนเป็นเหตุผลในการตัดสินผู้อื่น ทว่าไกลออกไปใต้หุบเขา เสียงระฆังยังคงสะท้อนอยู่ในความมืด และหลังประตูโบราณ เงาที่ถูกจองจำมานานนับพันปีก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะรอยร้าวบนผนึก “ผู้พิทักษ์เริ่มจดจำแล้ว...” มันพึมพำ “หากความทรงจำกลับคืนมา ประตูบานแรกก็จะไม่ใช่สิ่งเดียวที่ตื่นขึ้น” ดวงตาสีดำสนิทส่องประกายวูบหนึ่ง ก่อนความมืดจะกลืนทุกสิ่งกลับไป การเดินทางของผู้สืบสายเลือดทั้งสองเพิ่งเริ่มต้น แต่ความลับที่ถูกฝังไว้ใต้หิมะกำลังค่อย ๆ เผยตัวออกมาทีละน้อย และเมื่อความทรงจำในอดีตกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ทั้งสองอาจต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หนักหนากว่าการต่อสู้กับอสูรหรือการควบคุมพลังของตนเองเสียอีกพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







