LOGINหลินซีเหยาไม่อาจลืมภาพหญิงสาวในชุดสีเงินที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าผาได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว ถ้อยคำที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ยังคงชัดเจนอยู่ในใจ
อย่าเชื่อผู้ที่บอกว่าเผ่าของเจ้าทรยศต่อมังกรดำทอง และอย่าเชื่อผู้ที่กล่าวว่ามังกรดำทองเป็นผู้ทำลายมังกรเงิน คำเตือนนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่นางเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ผู้อาวุโสในหุบเขามังกรเงินไม่เคยเล่ารายละเอียดของสงครามบรรพกาล พวกเขาเพียงบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมังกรเงินกับราชวงศ์มังกรดำทองนำมาซึ่งหายนะ และนับแต่นั้น ทั้งสองสายเลือดก็ไม่ควรเข้าใกล้กันอีก แต่หากคำกล่าวนั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เหตุใดบรรพชนจึงเลือกปิดบังเรื่องราวไว้? หลินซีเหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องพักของป้อมมังกรเหนือ เกล็ดเงินวางอยู่บนฝ่ามือ แสงจากมันส่องวูบขึ้นเป็นระยะคล้ายกำลังตอบสนองต่อความคิดของนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง “ซีเหยา ข้าเข้าไปได้หรือไม่” เสียงของเฟิงอ้าวเทียนดังมาจากด้านนอก “เข้ามาได้ค่ะ” ประตูเปิดออก เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้สีเข้มใบหนึ่ง เขาวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนเลื่อนเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้าม หลินซีเหยามองกล่องนั้นอย่างสงสัย “อะไรหรือคะ” “มู่ชางนำมาให้ข้าเมื่อครู่ เป็นของที่บิดามอบไว้ก่อนข้าเดินทางมาป้อมแห่งนี้” เขาเปิดฝากล่อง ภายในมีแผ่นหยกสีดำทองขนาดเท่าฝ่ามือ สลักรูปมังกรกำลังโอบล้อมดวงอาทิตย์ไว้ตรงกลาง “นี่คือสิ่งใด” “ตราความทรงจำของราชวงศ์มังกร เป็นวัตถุที่ใช้เก็บภาพเหตุการณ์สำคัญของบรรพชน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเปิดดูได้ บิดาบอกว่ามันอาจตอบสนองต่อพลังสีเงินของข้าในช่วงที่พลังทั้งสองสายเริ่มปรากฏ” หลินซีเหยามองแผ่นหยกด้วยความสนใจ “พระบิดาของท่านรู้เรื่องพลังสีเงินมากเพียงใด” “น้อยกว่าที่ข้าต้องการรู้ แต่พระองค์เคยบอกว่าในราชวงศ์ของเรา มีบันทึกเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ผนึกอยู่ ทว่าบันทึกส่วนนั้นถูกปิดผนึกไว้หลังสงครามบรรพกาล” “ท่านคิดว่าแผ่นหยกนี้จะเปิดบันทึกนั้นได้หรือ” “ข้าไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นภาพที่เจ้าพบตรงหน้าผา ข้าก็คิดว่าเราควรลองดู” หลินซีเหยานิ่งคิด ก่อนเลื่อนเกล็ดเงินเข้าไปใกล้แผ่นหยก “ถ้าอย่างนั้นเราจะลองเพียงเล็กน้อย หากมีสัญญาณผิดปกติ เราจะหยุดทันที” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ตกลง” เขาวางมือเหนือแผ่นหยก ปล่อยพลังมังกรดำทองเพียงเส้นบาง ๆ ลงไป แผ่นหยกสว่างขึ้น แต่ไม่มีภาพใดปรากฏ หลินซีเหยาจึงค่อย ๆ ส่งพลังสีเงินเข้าไปใกล้ โดยไม่สัมผัสแผ่นหยกโดยตรง ทันใดนั้น ลวดลายมังกรบนแผ่นหยกก็ขยับราวกับมีชีวิต แสงสีทองและสีเงินหมุนวนเข้าหากัน ก่อนรวมเป็นวงแหวนเหนือโต๊ะ ภาพหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เป็นหุบเขากว้างใหญ่ในอดีต มีมังกรนับร้อยบินอยู่เหนือยอดเขา ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีทอง ขณะที่พื้นดินปกคลุมด้วยดอกไม้สีเงินซึ่งเรืองแสงในยามค่ำคืน หลินซีเหยาหยุดหายใจไปชั่วขณะ “ที่นี่...” “เจ้ารู้จักสถานที่นี้หรือ” “ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ภาพวาดในวิหารของหุบเขามังกรเงินมีทิวเขาคล้ายกันมาก” ภาพกลางอากาศเปลี่ยนไป คราวนี้เป็นลานหินขนาดใหญ่ มีมังกรดำทองตนหนึ่งยืนอยู่บนแท่นสูง ส่วนเบื้องหน้าคือมังกรเงินขนาดใหญ่ซึ่งมีเขายาวโค้งงดงาม ทั้งสองไม่ได้ต่อสู้กัน แต่กำลังหันหน้าเข้าหาประตูหินที่ถูกโซ่พันธนาการไว้ จากนั้นร่างมังกรทั้งสองก็แปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์ ชายในชุดสีดำทองมีใบหน้าสง่างาม ส่วนหญิงในชุดสีเงินถือกระบี่ที่มีแสงจันทร์ไหลวนรอบคม ทั้งคู่ยืนเคียงข้างกันอย่างสงบ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากภาพ “เมื่อประตูแรกสั่นคลอน ผู้สืบสายเลือดทั้งสองต้องร่วมกันรักษาผนึก มิใช่เพื่อเปิดทางให้ผู้ใด แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ความมืดหลุดออกมา” เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยามองหน้ากัน ถ้อยคำนี้ต่างจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากเสียงหลังประตูอย่างสิ้นเชิง ภาพยังคงดำเนินต่อไป ชายชุดดำทองยื่นมือให้หญิงชุดเงิน ก่อนทั้งสองจะวางฝ่ามือลงบนวงแหวนหินพร้อมกัน แสงสองสายเชื่อมต่อกัน ผนึกที่แตกร้าวค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ในช่วงเวลาที่วงแหวนกำลังส่องสว่าง เงาดำรูปร่างคล้ายมังกรกลับพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง มันไม่ได้โจมตีทั้งสองโดยตรง แต่พยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างของผนึก หญิงชุดเงินหันกลับไปขวางไว้ ส่วนชายชุดดำทองเร่งพลังเพื่อช่วยนาง ภาพสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะขาดหายไป แผ่นหยกดับแสงลงทันที ภายในห้องกลับสู่ความเงียบ หลินซีเหยากำเกล็ดเงินแน่น “พวกเขาไม่ได้กำลังต่อสู้กัน...พวกเขากำลังปกป้องผนึกด้วยกัน” เฟิงอ้าวเทียนมองแผ่นหยก “อย่างน้อยภาพนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง มังกรดำทองกับมังกรเงินเคยร่วมมือกัน” “แต่ภาพหยุดก่อนที่เราจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น” “อาจเป็นเพราะแผ่นหยกเก็บความทรงจำไว้เพียงบางส่วน หรือมีใครทำให้มันเสียหาย” หลินซีเหยาสูดลมหายใจช้า ๆ “ข้าต้องกลับไปถามอาจารย์หลัว เขาอาจรู้จักสถานที่ในภาพ หรือรู้ว่าบรรพชนของเราร่วมมือกันเมื่อใด” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ส่วนข้าจะส่งข่าวไปยังบิดา ขอให้พระองค์ตรวจสอบบันทึกของราชวงศ์อีกครั้ง แต่เราจะไม่กล่าวหาผู้ใดจนกว่าจะมีหลักฐานมากกว่านี้” นางมองเขาอย่างจริงจัง “ข้าหวังว่าท่านจะรักษาคำพูดนี้ แม้วันหนึ่งสิ่งที่พบจะเกี่ยวข้องกับคนในราชวงศ์ของท่านเอง” “ข้าจะรักษาคำพูด” เฟิงอ้าวเทียนตอบโดยไม่ลังเล “ข้าไม่ต้องการความจริงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้ฝ่ายใดดูดี ข้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ” หลินซีเหยารู้สึกว่าความหนักอึ้งในใจเบาบางลงเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าอนาคตจะนำพาพวกเขาไปพบสิ่งใด แต่การได้ร่วมค้นหาความจริงกับคนที่ไม่รีบด่วนตัดสินผู้อื่น ทำให้นางรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างประหลาด ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเก็บแผ่นหยก เส้นสีเงินเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของมัน เป็นอักขระโบราณที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน หลินซีเหยาโน้มตัวเข้าไปอ่าน “วิหารจันทรา...ใต้ธารน้ำแข็ง” นางเงยหน้าขึ้นทันที “เฟิงอ้าวเทียน นี่อาจเป็นสถานที่ในภาพ” เขามองอักขระนั้น ก่อนพยักหน้า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราอาจพบร่องรอยของผู้พิทักษ์ผนึกได้ที่นั่น” “แต่เรายังไม่ควรออกเดินทางทันที เราต้องให้เหยียนซ่งตรวจสอบเส้นทางและดูว่ามีพลังผิดปกติอยู่หรือไม่” “เห็นด้วย เราจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อน” ทั้งคู่เก็บแผ่นหยกลงในกล่อง แล้วออกจากห้องไปพร้อมกัน เหยียนซ่งรออยู่ในห้องบัญชาการของป้อมมังกรเหนือ เมื่อได้รับฟังเรื่องวิหารจันทราใต้ธารน้ำแข็ง เขาก็กางแผนที่เก่าของหุบเขาออกบนโต๊ะ “บริเวณนี้มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่จริงพ่ะย่ะค่ะ แต่ในแผนที่ปัจจุบันไม่มีการระบุวิหารใด ๆ อยู่ที่นั่น” หลินซีเหยาก้มมองแผนที่ “หากวิหารถูกฝังอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ก็เป็นไปได้ว่าไม่มีใครพบเห็นมาหลายร้อยปีแล้ว” เหยียนซ่งพยักหน้า “ข้าจะให้หน่วยลาดตระเวนตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน แต่บริเวณนั้นมีลมพายุรุนแรงและน้ำแข็งบางส่วนไม่มั่นคง หากจะเข้าไปจริง ๆ คงต้องใช้เส้นทางทางตะวันตก” เฟิงอ้าวเทียนมองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังช่องเขาแคบทางตะวันตกเฉียงเหนือ “เราจะใช้เส้นทางนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องนำคนจำนวนมากไปด้วย มู่ชางจะไปกับข้า ส่วนเหยียนซ่งให้ดูแลป้อมและเฝ้ารอยแยกต่อไป” เหยียนซ่งรับคำสั่ง “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” หลินซีเหยาชี้ไปยังแนวหินอีกด้าน “ตรงนี้มีทางลาดลงสู่ธารน้ำแข็งหรือไม่” “มีพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่มีผู้ใดใช้มานานแล้ว เพราะทางลาดถูกหิมะปกคลุม” “ถ้าอย่างนั้นให้คนตรวจสอบเพียงเส้นทาง อย่าเพิ่งขุดหรือทำลายสิ่งที่อยู่ใต้หิมะ หากเป็นทางเข้าวิหารจริง การเคลื่อนย้ายหินโดยไม่รู้โครงสร้างอาจทำให้มันพังลงมา” เหยียนซ่งมองนางด้วยความนับถือ “ข้าจะกำชับคนของข้าให้ระมัดระวัง” หลังวางแผนเสร็จ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาจึงเดินออกจากห้องบัญชาการ “เจ้าคิดว่าวิหารจันทราจะเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่เราเห็นหรือไม่” เขาถาม “ข้าคิดว่าเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยให้เราเข้าใจอดีตได้มากเพียงใด” “หากพบหลักฐานว่าบรรพชนของเราร่วมมือกันจริง เจ้าจะกลับไปยังหุบเขามังกรเงินหรือไม่” หลินซีเหยาชะลอฝีเท้าเล็กน้อย “ข้าต้องกลับไปแน่นอนค่ะ ข้าต้องถามอาจารย์หลัวว่าท่านรู้อะไรบ้าง แต่ก่อนหน้านั้น ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านถึงถามเช่นนี้” เฟิงอ้าวเทียนมองไปข้างหน้า “เพราะข้าคิดว่าเมื่อเราพบคำตอบแล้ว เจ้าคงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป” “แล้วท่านล่ะ” “ข้ายังเป็นองค์รัชทายาทของเผ่ามังกรดำทอง ไม่ว่าจะพบความจริงเช่นไร ข้าก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนของข้า” หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าก็ต้องรับผิดชอบต่อเผ่าของข้าเช่นกัน” ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง พวกเขาไม่ได้พูดถึงอนาคตไกลกว่านั้น เพราะต่างรู้ดีว่าความจริงที่กำลังตามหาอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยเชื่อมาทั้งชีวิต แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่เห็นตรงกัน ไม่ว่าบรรพชนจะเคยทำสิ่งใดไว้ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดเส้นทางของตนเอง ห่างไกลจากป้อมมังกรเหนือ ใต้ธารน้ำแข็งที่ถูกหิมะปกคลุมมานานนับพันปี มีแสงสีเงินส่องวาบขึ้นจากวิหารที่หลับใหล รูปสลักมังกรสองตัวตั้งอยู่หน้าประตูหิน ตัวหนึ่งมีเกล็ดสีดำทอง อีกตัวมีเกล็ดสีเงิน ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน โดยมีวงแหวนหินวางอยู่ระหว่างกลาง แสงบนวงแหวนส่องสว่างเพียงชั่วครู่ ก่อนดับลง ภายในวิหาร เงาร่างของหญิงสาวในชุดสีเงินปรากฏขึ้นเหนือแท่นหิน นางมีใบหน้าคล้ายหลินซีเหยาอย่างน่าประหลาด ดวงตาของหญิงสาวค่อย ๆ ลืมขึ้น “ผู้สืบสายเลือดกลับมาแล้วหรือ...” นางยกมือแตะผนึกบนแท่นหิน ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง “หากพวกเขามาถึงที่นี่ ก็หมายความว่าความทรงจำเริ่มฟื้นคืนแล้ว” ใต้แท่นหินมีเสียงโซ่สั่นสะเทือนดังขึ้นแผ่วเบา หญิงสาวลืมตาขึ้นทันที “ยังไม่ถึงเวลา...” แสงสีเงินแผ่ออกเป็นวง ปกคลุมแท่นหินไว้ ก่อนเสียงนั้นจะเงียบลง ทว่าบริเวณใต้ประตูหิน เงาดำเส้นหนึ่งได้เล็ดลอดผ่านรอยแตกเล็ก ๆ ออกมาแล้ว มันค่อย ๆ ไหลไปตามพื้น ก่อนหายเข้าไปในร่องน้ำแข็งที่ทอดยาวสู่หุบเขา ความทรงจำที่ถูกปิดผนึกเริ่มตื่นขึ้นทีละน้อย และสิ่งที่ถูกขังไว้ก็เริ่มหาทางหลบหนีออกมาพร้อมกัน เมื่อเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยามุ่งหน้าสู่วิหารจันทรา พวกเขาอาจพบคำตอบเกี่ยวกับอดีตของทั้งสองเผ่า แต่สิ่งที่รออยู่ใต้ธารน้ำแข็งนั้น ไม่ได้มีเพียงความทรงจำของบรรพชนเท่านั้น ยังมีบางสิ่งที่กำลังรอให้พวกเขาก้าวเข้าไปใกล้ประตูอีกครั้งพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ
![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






