Home / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 24 บันทึกใต้ศาลมังกร

Share

บทที่ 24 บันทึกใต้ศาลมังกร

last update publish date: 2026-10-21 19:09:55

ทางเดินด้านหลังศาลโบราณแคบกว่าที่เฟิงอ้าวเทียนคาดไว้ ผนังหินทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและรากไม้ที่ชอนไชลงมาจากด้านบน อวี้เหิงเดินนำโดยอาศัยแสงจากหยกเรืองรองในมือ ส่วนมู่ชางคอยระวังความเคลื่อนไหวด้านหลัง

หลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเฟิงอ้าวเทียน นางยังนึกถึงหญิงสาวผมสีเงินที่เห็นหลังประตูเมื่อครู่ ใบหน้านั้นคล้ายกับนางมากเกินกว่าจะมองข้ามได้ แต่ยิ่งพยายามนึกถึงรายละเอียด กลับยิ่งจำได้เพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความเศร้า

“เจ้ากำลังคิดถึงหญิงสาวคนนั้นอีกแล้วใช่หรือไม่?” เฟิงอ้าวเทียนถาม

หลินซีเหยาหันมามองเขา

“ท่านสังเกตเห็นทุกอย่างเลยหรือเพคะ?”

“ไม่ใช่ทุกอย่าง อย่างน้อยข้าก็ยังไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้”

“ข้ากำลังคิดว่าหากนางเป็นผู้พิทักษ์มังกรเงินจริง เหตุใดจึงถูกขังอยู่หลังประตู และเหตุใดภาพของนางจึงปรากฏขึ้นเฉพาะตอนที่พวกเราใช้พลังร่วมกัน”

เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิดตาม

“อาจเป็นเพราะพลังของเราทำให้ผนึกตอบสนอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปิดเผยความทรงจำทั้งหมด”

“หรืออาจมีใครบางคนจงใจให้เราเห็นเพียงเท่านั้น”

“นั่นก็เป็นไปได้”

เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่นางเสนอ และท่าทีเช่นนั้นทำให้หลินซีเหยารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยเฟิงอ้าวเทียนก็ไม่ได้พยายามบังคับให้นางเชื่อในคำอธิบายของเขาเพียงฝ่ายเดียว

อวี้เหิงหยุดอยู่หน้าประตูหินบานเล็กที่ซ่อนอยู่หลังเสาหัก เขาใช้หยกเรืองรองส่องไปยังลวดลายบนประตู ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

“ถึงแล้ว ที่นี่คือทางเข้าห้องเก็บบันทึกของผู้พิทักษ์”

มู่ชางกวาดตามองรอบด้าน

“หากสถานที่นี้ถูกทิ้งร้างมานาน เหตุใดจึงไม่มีหินหรือดินถล่มมาปิดทางเข้า?”

“เพราะห้องนี้ถูกสร้างด้วยค่ายกลรักษาสภาพ” อวี้เหิงตอบ “มันป้องกันไม่ให้โครงสร้างภายในพังทลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เก็บไว้จะยังสมบูรณ์ทั้งหมด”

เขาวางฝ่ามือลงบนประตู พลังมังกรสายหนึ่งไหลออกจากร่างเข้าสู่รอยสลัก

คราวนี้ประตูเปิดออกโดยไม่ต้องอาศัยพลังของเฟิงอ้าวเทียนหรือหลินซีเหยา

ภายในเป็นห้องทรงกลมขนาดไม่ใหญ่นัก ชั้นหินเรียงรายอยู่รอบผนัง บนชั้นมีแผ่นหยก ม้วนภาพ และกล่องไม้เก่าหลายใบ บางส่วนแตกหักจนไม่อาจระบุได้ว่าเคยบรรจุสิ่งใด

กลางห้องมีแท่นหินเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ บนแท่นวางแผ่นจารึกสีเทาเข้มซึ่งไม่มีตัวอักษรปรากฏอยู่แม้แต่ตัวเดียว

เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้าไปใกล้ แต่ไม่ได้สัมผัสสิ่งของใดในทันที

“อวี้เหิง เจ้าบอกว่าบรรพบุรุษของเจ้าทิ้งบันทึกเกี่ยวกับศาลแห่งนี้ไว้ ที่นี่มีข้อความเกี่ยวกับมังกรทองดำและมังกรเงินหรือไม่?”

“มีขอรับ แต่บันทึกส่วนใหญ่กล่าวถึงหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดในอดีต”

อวี้เหิงเดินไปยังชั้นหินทางด้านซ้าย ก่อนหยิบม้วนภาพที่ห่อด้วยผ้าสีซีดออกมาอย่างระมัดระวัง

“ข้าจำได้ว่าบรรพบุรุษเคยบอกว่า บันทึกชิ้นนี้ไม่ควรอ่านด้วยพลังของสายเลือดใดสายเลือดหนึ่ง เพราะเนื้อหาบางส่วนอาจปรากฏไม่ครบ”

หลินซีเหยาขมวดคิ้ว

“หมายความว่าต้องใช้พลังของทั้งสองสายเลือดอีกแล้วหรือ?”

“อาจเป็นเช่นนั้น แต่เราควรตรวจสอบสภาพของมันก่อน”

มู่ชางรับม้วนภาพไปวางบนโต๊ะหินอย่างเบามือ เขาคลี่ผ้าออกทีละชั้น เผยให้เห็นแผ่นภาพที่เกือบซีดจางจนกลืนไปกับพื้นผิว

ภาพแรกเป็นหุบเขาที่มีต้นไม้สีเงินขึ้นเรียงราย ภาพถัดมาเป็นมังกรสองตัวบินอยู่เหนือทะเลหมอก ส่วนภาพสุดท้ายเป็นประตูหินที่ถูกล้อมด้วยเสาหินแปดต้น

ตรงมุมภาพมีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยอักษรโบราณ

อวี้เหิงอ่านออกเสียงอย่างช้า ๆ

“ผู้พิทักษ์ทั้งสองมิได้มีหน้าที่ครอบครองประตู แต่มีหน้าที่รักษาสิ่งที่อยู่ระหว่างการเปิดและการปิด”

เฟิงอ้าวเทียนพิจารณาข้อความนั้น

“สิ่งที่อยู่ระหว่างการเปิดและการปิดหมายถึงอะไร?”

“ข้าไม่ทราบ” อวี้เหิงตอบ “บันทึกของตระกูลข้าไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม”

หลินซีเหยาก้มลงมองภาพประตูหินอย่างละเอียด นางสังเกตเห็นว่ามังกรสีเงินไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูเหมือนภาพก่อนหน้านี้ แต่กลับยืนอยู่ข้างเสาหินต้นหนึ่ง ส่วนมังกรทองดำอยู่ห่างออกไปอีกด้าน

ทั้งสองไม่ได้หันหน้าเข้าหากัน ทว่ามีเส้นแสงบาง ๆ เชื่อมต่อระหว่างตำแหน่งของพวกมัน

“ดูตรงนี้สิคะ”

นางชี้ไปยังเส้นแสงในภาพ

“มันอาจไม่ใช่เพียงภาพของมังกรสองตัวที่ยืนอยู่คนละด้าน แต่เป็นสัญลักษณ์ของพลังที่เชื่อมโยงกัน”

เฟิงอ้าวเทียนมองตาม

“หากเป็นเช่นนั้น การแยกพลังทั้งสองออกจากกันอาจทำให้ผนึกไม่สมบูรณ์”

“และถ้าผนึกไม่สมบูรณ์ สิ่งที่อยู่ด้านในก็อาจหลุดออกมาได้” มู่ชางกล่าวเสริม

ไม่มีใครตอบทันที เพราะทุกคนต่างนึกถึงเงากลืนมังกรที่ปรากฏตรงประตูหลัก

อวี้เหิงเก็บม้วนภาพไว้ด้านข้าง ก่อนหันไปตรวจสอบแผ่นจารึกกลางห้อง

“ข้าคิดว่าเราควรตรวจสอบสิ่งนี้ต่อ มันอาจเป็นบันทึกที่สำคัญที่สุดของศาล”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า แต่ยกมือห้ามไว้ก่อนที่อวี้เหิงจะสัมผัสแท่น

“อย่าเพิ่งใช้พลัง หากแผ่นจารึกนี้มีค่ายกลซ่อนอยู่ เราควรรู้ก่อนว่ามันทำงานอย่างไร”

เขาเดินวนรอบแท่นหิน สังเกตเส้นสลักที่ฐานอย่างละเอียด ไม่นานก็พบว่ามีรอยสลักสองชุดซ้อนทับกัน ชุดหนึ่งเป็นลวดลายมังกรสีดำทอง อีกชุดเป็นลวดลายมังกรสีเงิน

ทั้งสองชุดมาบรรจบกันตรงกลาง แต่ไม่ได้รวมเป็นรูปเดียวกัน

“แผ่นจารึกนี้ถูกสร้างขึ้นให้ตอบสนองต่อพลังสองสาย” เขากล่าว “แต่เราไม่จำเป็นต้องปลุกมันขึ้นมาทั้งหมดในครั้งเดียว”

หลินซีเหยาพยักหน้า

“เช่นนั้นเราจะเริ่มจากพลังเพียงเล็กน้อย และหยุดทันทีหากมีสิ่งผิดปกติ”

ทั้งสองยืนอยู่คนละด้านของแท่นหิน เฟิงอ้าวเทียนส่งพลังสีดำทองเข้าสู่รอยสลักฝั่งหนึ่ง ส่วนหลินซีเหยาถ่ายทอดพลังสีเงินเข้าสู่อีกรอยหนึ่ง

แผ่นจารึกสั่นเบา ๆ

ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นทีละบรรทัด แสงไม่ได้สว่างจ้า แต่ค่อย ๆ ไหลไปตามรอยสลักราวกับมีใครกำลังเขียนข้อความขึ้นใหม่

อวี้เหิงรีบหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมาเตรียมจด ส่วนมู่ชางยืนเฝ้าระวังอยู่ใกล้ประตู

ข้อความบรรทัดแรกปรากฏขึ้น

“เมื่อประตูเริ่มสั่น ผู้พิทักษ์ต้องรักษาความสมดุล อย่าให้ความทรงจำของผู้หนึ่งกลายเป็นความจริงของทุกคน”

หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพบข้อความซึ่งกล่าวถึงความทรงจำโดยตรง และเนื้อหาก็สอดคล้องกับคำเตือนที่ได้รับจากกระจกจันทราอย่างน่าประหลาด

ข้อความบรรทัดถัดไปค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

“หากผู้ใดพยายามนำความทรงจำกลับคืนด้วยพลังที่ไม่ใช่ของตน ความทรงจำนั้นอาจกลายเป็นพันธนาการ”

เฟิงอ้าวเทียนหยุดถ่ายทอดพลังทันที

“พอแค่นี้ก่อน”

หลินซีเหยาถอนพลังกลับตามเขา แสงบนแผ่นจารึกดับลงอย่างช้า ๆ แต่ข้อความทั้งสองบรรทัดยังคงอยู่บนพื้นผิว

มู่ชางเดินเข้ามาใกล้

“ข้อความนี้หมายถึงกระจกจันทราหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“อาจหมายถึงกระจกจันทรา หรืออาจกล่าวถึงสิ่งอื่นที่เราไม่รู้จัก” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “แต่ตอนนี้เรามีเหตุผลมากพอที่จะไม่ทดลองเรียกคืนความทรงจำโดยตรง”

หลินซีเหยามองตัวอักษรบนแผ่นจารึก

“คำว่า ‘พลังที่ไม่ใช่ของตน’ อาจหมายถึงการใช้พลังของผู้อื่นเพื่อบังคับให้ความทรงจำปรากฏขึ้น หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่พยายามทำอาจไม่ใช่ผู้พิทักษ์ทั้งสองสายเลือดก็ได้”

อวี้เหิงพยักหน้าช้า ๆ

“นั่นอาจเป็นเหตุผลที่บรรพบุรุษของข้าสั่งให้เก็บรักษาบันทึกเหล่านี้ไว้โดยไม่เปิดเผยต่อคนนอก”

“แต่เหตุใดจึงต้องซ่อนมันจากคนรุ่นหลังด้วย?”

มู่ชางถาม

อวี้เหิงนิ่งไป

“ข้าไม่รู้ บางทีพวกเขาอาจต้องการป้องกันไม่ให้ใครใช้ข้อมูลนี้ผิดวิธี หรือบางทีพวกเขาอาจไม่ต้องการให้ความจริงบางอย่างถูกค้นพบ”

คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยลดลง กลับเพิ่มคำถามขึ้นอีกหลายข้อ

เฟิงอ้าวเทียนหันกลับไปมองแผ่นจารึก เขาสังเกตเห็นว่าบริเวณขอบด้านล่างมีรอยสลักอีกเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ใต้คราบฝุ่น เมื่อใช้ผ้าปัดออก เขาพบข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ปรากฏขึ้นพร้อมบรรทัดก่อนหน้า

“ผู้เฝ้าราตรีไร้นามเป็นพยาน แต่คำให้การของพยานมิใช่ความจริงทั้งหมด”

หลินซีเหยาชะงัก

“ผู้เฝ้าราตรีไร้นาม...”

ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกเกี่ยวกับกระจกจันทรา

เฟิงอ้าวเทียนอ่านข้อความซ้ำ ก่อนหันมองทุกคน

“เราเคยคิดว่าผู้เฝ้าราตรีไร้นามอาจเป็นผู้สร้างกระจก แต่ข้อความนี้บอกเพียงว่าเขาเป็นพยาน เราจึงยังสรุปไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้สร้าง ผู้พิทักษ์ หรือผู้เกี่ยวข้องกับการผนึก”

“และหากเขาเป็นพยานจริง เขาก็อาจรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต” หลินซีเหยากล่าว “แต่เหตุใดจึงมีคำเตือนว่า

คำให้การของเขาไม่ใช่ความจริงทั้งหมด?”

ไม่มีใครตอบได้

ทันใดนั้น แผ่นจารึกก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง ทั้งที่พวกเขาหยุดใช้พลังไปแล้ว

ตัวอักษรบนพื้นผิวค่อย ๆ เปลี่ยนรูป เส้นสีดำบาง ๆ

ไหลผ่านข้อความราวกับหมึกที่ถูกน้ำชะล้าง

เฟิงอ้าวเทียนรีบถอยออกจากแท่น

“ทุกคนออกห่าง!”

แสงสีเงินพุ่งขึ้นจากรอยสลักกลางแผ่นจารึก ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือแท่นหิน เป็นภาพห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยมังกรจำนวนมาก

มังกรสีดำทองยืนอยู่ด้านหนึ่ง มังกรสีเงินอยู่อีกด้านหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันอย่างตึงเครียด

ตรงกลางมีชายสวมชุดคลุมสีเข้มยืนอยู่ ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมด้วยเงา แต่ในมือกลับถือวัตถุทรงกลมที่มีแสงสีเงินส่องออกมา

เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากภาพ

“หากความทรงจำนี้ถูกเปิดเผย ทั้งสองเผ่าจะไม่มีวันกลับมาเป็นเช่นเดิม”

ภาพสั่นไหว

ชายชุดคลุมยกมือขึ้น วัตถุทรงกลมในมือแตกออกเป็นเส้นแสงนับไม่ถ้วน แล้วพุ่งเข้าสู่ร่างของมังกรทั้งสองฝ่าย

มังกรจำนวนมากส่งเสียงคำราม บางตัวทรุดลงกับพื้น ขณะที่บางตัวหันเข้าหากันด้วยความโกรธ

ก่อนที่ภาพจะดับลง เฟิงอ้าวเทียนเห็นชายชุดคลุมหันหน้ามาทางพวกเขาเพียงชั่วขณะ

ใต้เงาที่ปกปิดใบหน้า มีดวงตาคู่หนึ่งสะท้อนแสงสีเงิน

จากนั้นแผ่นจารึกก็แตกร้าว

มู่ชางพุ่งเข้าไปคว้าตัวเฟิงอ้าวเทียนถอยออกมา ส่วนหลินซีเหยารีบสร้างม่านพลังป้องกันอวี้เหิงจากเศษหินที่กระเด็นออกมา

เสียงแตกร้าวดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบ

เมื่อฝุ่นจางลง แผ่นจารึกกลางห้องมีรอยร้าวพาดผ่านเกือบครึ่งหนึ่ง ตัวอักษรทั้งหมดหายไป เหลือเพียงข้อความสุดท้ายที่ยังคงสลักอยู่ตรงขอบด้านล่าง

“อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า”

หลินซีเหยามองข้อความนั้นด้วยสีหน้าซีดลงเล็กน้อย

“เขา...เป็นใครกันแน่?”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบ เขายังคงมองภาพสุดท้ายที่เห็นอยู่ในความคิด ชายชุดคลุมผู้นั้นอาจเป็นผู้เฝ้าราตรีไร้นาม หรืออาจเป็นคนอื่นที่ใช้ชื่อของเขาเพื่อปกปิดตัวตน

แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลยิ่งกว่าคือภาพของมังกรทั้งสองเผ่าที่กำลังหันเข้าหากัน

หากภาพนั้นเป็นความทรงจำจริง ก็หมายความว่าความขัดแย้งในอดีตอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการทรยศของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากใครบางคนที่แทรกแซงความทรงจำของทั้งสองฝ่าย

ทว่าหากภาพนั้นเป็นภาพลวงตา พวกเขาก็เพิ่งเห็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ความทรงจำเพื่อชักนำให้คนเชื่อในสิ่งที่ผู้สร้างต้องการ

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบใด พวกเขาก็ยังไม่อาจเชื่อภาพที่เห็นได้ทั้งหมด

อวี้เหิงค่อย ๆ เก็บแผ่นหยกบันทึกที่จดข้อความไว้

“เราควรออกจากที่นี่ก่อน ข้าไม่เคยเห็นแผ่นจารึกตอบสนองรุนแรงเช่นนี้มาก่อน”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“เก็บบันทึกทุกชิ้นที่ปลอดภัยต่อการเคลื่อนย้าย ส่วนแผ่นจารึกนี้ห้ามแตะต้องอีก เราจะกลับมาพร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านผนึกเมื่อรู้วิธีป้องกันไม่ให้มันเสียหายมากกว่านี้”

มู่ชางรับคำสั่ง ก่อนช่วยอวี้เหิงรวบรวมสิ่งของที่จำเป็น

หลินซีเหยายังยืนอยู่หน้าแท่นหิน นางมองข้อความสุดท้ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“เฟิงอ้าวเทียน หากวันหนึ่งเราพบว่าความทรงจำของเราถูกใครบางคนเปลี่ยนแปลงไป ท่านจะยังเชื่อสิ่งที่ตัวเองจำได้หรือไม่?”

เขาหันกลับมาหานาง

“ข้าจะเชื่อว่าความทรงจำของข้าเป็นสิ่งที่ข้ารู้สึกว่าเคยพบ แต่จะไม่ใช้มันตัดสินความจริงทั้งหมด”

“แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนสำคัญของท่านหรือ?”

“โดยเฉพาะเรื่องนั้น”

เขามองนางตรง ๆ

“เพราะหากข้าใช้ความทรงจำที่อาจผิดพลาดไปตัดสินใครสักคน แล้วทำให้คนผู้นั้นต้องรับผลจากสิ่งที่ไม่เคยทำ ข้าก็คงไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าผู้ปกครอง”

หลินซีเหยอเงียบไป ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าจะจำคำพูดนี้ไว้”

“และข้าก็หวังว่าเจ้าจะเตือนข้า หากวันหนึ่งข้าลืมมันไป”

นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ข้าจะเตือนแน่นอนเพคะ”

ทั้งสี่คนออกจากห้องเก็บบันทึกและเดินกลับไปยังทางเดินด้านหลังศาล โดยไม่มีใครรู้ว่าการเปิดประตูหลักเพียงเล็กน้อยได้ปลุกสิ่งใดขึ้นมาแล้วบ้าง

ก่อนออกจากศาล หลินซีเหยาหันกลับไปมองอาคารเก่าแก่เป็นครั้งสุดท้าย

บนเสาหินด้านข้างประตู มีลวดลายเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตรงตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ว่างเปล่า เป็นรูปดวงจันทร์ที่ถูกเส้นสีดำพาดผ่าน

นางยังไม่ทันบอกคนอื่น ลวดลายนั้นก็เลือนหายไปเสียก่อน

ไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ลึกลงไปใต้ศาลโบราณ เสียงโซ่เส้นหนึ่งดังขึ้นในความมืด

เงากลืนมังกรค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านประตูหินที่ถูกปิดตาย มันไม่ได้พยายามทำลายผนึก เพียงหยุดอยู่ตรงหน้ารอยสลักของมังกรสีเงิน

“พวกเขาเห็นภาพแล้ว”

เสียงกระซิบดังขึ้น

“แต่ยังไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นของใคร”

เงาดำยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนเลื่อนไปยังผนังอีกด้าน ซึ่งมีรอยสลักรูปชายสวมชุดคลุมยืนถือกระจกจันทรา

ใบหน้าของชายผู้นั้นถูกขูดออกจนไม่เหลือเค้าเดิม

เงากลืนมังกรหยุดอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ก่อนกล่าวประโยคสุดท้าย

“เมื่อพวกเขาพบผู้เฝ้าราตรีไร้นาม เมื่อนั้นความทรงจำที่ถูกขโมยไปจะเริ่มทวงคืนเจ้าของ”

โซ่ในความมืดสั่นสะเทือนอีกครั้ง

และเป็นครั้งแรกที่ผนึกใต้ศาลโบราณส่งเสียงตอบรับจากภายในประตู

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 40 หัวใจที่จักรพรรดิเลือก

    พระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 39 มังกรเหนือเปลวเพลิง

    ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 38 คำตัดสินเหนือสองเผ่า

    ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 37 ศึกกลางเวหามังกร

    ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 36 ศึกสองเผ่ามังกร

    ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 35 หุบเขามังกรใต้บัลลังก์

    ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status