LOGINระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา
มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถามมาได้เลย” “หากวันหนึ่งเราพบว่าบรรพชนของเราทั้งสองฝ่ายมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งในอดีต ท่านจะทำอย่างไร?” เฟิงอ้าวเทียนชะลอฝีเท้า เขาไม่ได้ตอบทันที เพราะคำถามนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถตอบด้วยความรู้สึกเพียงชั่ววูบได้ “ข้าจะตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ก่อนตัดสินว่าใครต้องรับผิดชอบ” “แม้ผู้ที่ทำผิดจะเป็นบรรพชนของท่านเองหรือคะ?” “ใช่” เขาหันมาสบตานาง “การเป็นบรรพชนไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำถูกต้อง และการเป็นผู้สืบทอดก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปกป้องความผิดของคนรุ่นก่อน” หลินซีเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง “ข้าก็คิดเช่นนั้นค่ะ แต่ข้ากลัวว่าเมื่อความจริงปรากฏ คนของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ยอมรับมัน” “เช่นนั้นเราก็ต้องหาทางทำให้พวกเขาเห็นความจริงโดยไม่บิดเบือนมัน” เฟิงอ้าวเทียนหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “แต่ข้าไม่อาจรับปากได้ว่าทุกคนจะยอมรับสิ่งที่เห็น” “อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี” “ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเชื่อคำสัญญาที่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ นางไม่ได้ต้องการคำรับรองว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพียงต้องการรู้ว่าหากวันหนึ่งความจริงทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง เฟิงอ้าวเทียนจะยังยอมรับฟังเหตุผลของนางหรือไม่ จากคำตอบเมื่อครู่ นางเริ่มเชื่อว่าเขาจะทำเช่นนั้น เมื่อทั้งสี่คนกลับถึงป้อมมังกรเหนือ มู่ชางก็ส่งรายงานให้เหยียนซ่ง พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบถ้ำศิลาดำ เหยียนซ่งอ่านรายงานอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้น “พวกเจ้าพบทางลับที่ตอบสนองต่อพลังของผู้สืบสายเลือดทั้งสองจริงหรือ?” “ขอรับ” มู่ชางตอบ “แต่เรายังไม่ได้เปิดทางเข้า เพราะไม่ทราบว่าโครงสร้างด้านในมั่นคงเพียงใด” เหยียนซ่งพยักหน้า “ตัดสินใจถูกแล้ว ถ้ำศิลาดำเคยเกิดการพังทลายมาก่อน ข้าจะให้คนตรวจสอบแนวหินด้านนอก แต่จะไม่ส่งทหารเข้าไปโดยไม่มีคำสั่งจากพวกเจ้า” เฟิงอ้าวเทียนวางแผนที่ลงบนโต๊ะ “ข้าต้องการให้ตรวจสอบเฉพาะบริเวณทางเดินที่พบรอยสลัก อย่าให้ผู้ใดแตะต้องวงแหวนสามชั้นหรือพยายามเปิดผนังด้วยกำลัง” “รับพระบัญชาขอรับ” หลินซีเหยาหยิบสำเนาอักขระที่อวี้เหิงคัดลอกไว้ขึ้นมาดูอีกครั้ง “ข้าอยากให้ซูเหวินช่วยอ่านอักขระส่วนที่เหลือด้วยค่ะ แต่เราควรส่งเพียงสำเนา ไม่จำเป็นต้องนำแผ่นศิลาหรือวัตถุใดออกจากถ้ำ” อวี้เหิงเห็นด้วย “การนำวัตถุโบราณออกจากตำแหน่งเดิมอาจทำให้เราไม่สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมันกับสถานที่ได้ครบถ้วน” เฟิงอ้าวเทียนจึงสั่งให้ส่งสำเนาไปยังห้องเก็บบันทึกของราชสำนัก โดยกำชับว่าข้อมูลส่วนใดไม่ชัดเจนให้ทำเครื่องหมายไว้ ห้ามคาดเดาเติมข้อความเอง เมื่อจัดการเรื่องเหล่านั้นเรียบร้อย ทุกคนจึงพักการหารือชั่วคราว แต่ในขณะที่หลินซีเหยากำลังจะออกจากห้องทำงาน เกล็ดเงินบนข้อมือกลับเย็นวาบขึ้นอีกครั้ง นางหยุดเดินทันที เฟิงอ้าวเทียนซึ่งอยู่ใกล้ประตูหันกลับมา “ซีเหยา?” “ข้ารู้สึกถึงพลังอีกแล้วค่ะ” คราวนี้พลังไม่ได้มาจากทิศทางของถ้ำศิลาดำอย่างชัดเจน หากคล้ายกับมีบางสิ่งกำลังสะท้อนผ่านเกล็ดมังกรเงินจากระยะไกล นางหลับตาลงเพื่อแยกแยะความรู้สึกนั้น ภาพที่ปรากฏในความคิดไม่ใช่ภาพของชายคลุมหน้า และไม่ใช่กระจกจันทรา มันเป็นทางเดินหินแคบ ๆ ซึ่งทอดลงสู่ความมืด ผนังทั้งสองด้านมีรอยวงแหวนสามชั้นเรียงต่อกันไปเป็นระยะ ตรงปลายทางมีประตูบานหนึ่งตั้งอยู่ บนประตูสลักรูปมังกรสองตัว ตัวหนึ่งมีเกล็ดสีเงิน อีกตัวมีเกล็ดสีทองดำ แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นคือ มังกรทั้งสองไม่ได้หันหน้าเข้าหากัน มังกรเงินหันไปทางประตู ส่วนมังกรทองดำหันหลังให้มัน ภาพหายไปก่อนที่นางจะเห็นรายละเอียดอื่น หลินซีเหยาลืมตาขึ้น หายใจลึกเพื่อควบคุมพลังในร่าง เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ถามซ้ำหลายครั้ง เขาเพียงยืนอยู่ตรงหน้าและรอให้นางพร้อมจะพูด “ข้าเห็นทางเดินค่ะ อาจเป็นทางลับใต้ถ้ำศิลาดำ” “เจ้าเห็นประตูด้วยหรือไม่?” นางพยักหน้า แล้วเล่ารายละเอียดของภาพให้เขาฟัง เมื่อได้ยินว่ามังกรทั้งสองในภาพหันไปคนละทิศ เฟิงอ้าวเทียนก็ขมวดคิ้ว “ภาพนั้นอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทรยศหรือความขัดแย้ง” “ข้ารู้ค่ะ แต่ข้าอดคิดไม่ได้ว่าทำไมผู้สร้างจึงเลือกวางมังกรทั้งสองในลักษณะนั้น” “เราจะหาคำตอบจากสิ่งที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จากสิ่งที่เรากลัวว่าจะเกิดขึ้น” หลินซีเหยาพยักหน้า นางรู้ว่าเขาพูดถูก แต่ภาพนั้นกลับทำให้นางนึกถึงข้อความที่พบในศาลโบราณ ผู้หนึ่งปิดประตู อีกผู้หนึ่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง หากภาพทั้งสองเกี่ยวข้องกันจริง เรื่องราวในอดีตอาจซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิดมาก ในคืนเดียวกัน ซูเหวินส่งข้อความกลับมายังป้อมมังกรเหนือ อักขระบางส่วนบนสำเนาแผ่นศิลาสามารถอ่านได้แล้ว แต่ข้อความที่เหลือยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่อ่านได้มีเพียงสามบรรทัด ‘ผู้รักษาร่องรอยมิใช่เจ้าของความทรงจำ’ ‘ผู้สืบสายเลือดมิใช่ผู้มีสิทธิ์เปิดทุกประตู’ ‘หากประตูที่หนึ่งถูกเปิดโดยปราศจากความยินยอม ประตูที่สองจะเรียกหาผู้ที่ยังหลงเหลืออยู่’ เฟิงอ้าวเทียนอ่านข้อความนั้นซ้ำสองครั้ง “ประตูที่สอง...” เขาพึมพำ หลินซีเหยานั่งลงตรงข้ามเขา “ท่านคิดว่ามีประตูมากกว่าหนึ่งบานหรือคะ?” “เป็นไปได้ แต่ข้อความนี้ยังไม่เพียงพอจะยืนยันว่าหมายถึงประตูจริง อาจเป็นคำเปรียบเทียบถึงผนึกสองชั้นหรือสถานที่สองแห่งก็ได้” อวี้เหิงรับสำเนามาตรวจดู ก่อนกล่าวว่า “คำว่า ‘ผู้ที่ยังหลงเหลืออยู่’ อาจหมายถึงผู้พิทักษ์ที่ยังมีชีวิต หรือผู้ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ก็ได้” มู่ชางถอนหายใจ “ยิ่งตรวจสอบ เราก็ยิ่งพบคำถามเพิ่มขึ้น” “นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเดินผิดทาง” หลินซีเหยากล่าว “อย่างน้อยตอนนี้เรารู้แล้วว่าตราวงแหวนสามชั้นเกี่ยวข้องกับผู้รักษาร่องรอย และมีข้อห้ามบางอย่างเกี่ยวกับการเปิดประตู” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “พรุ่งนี้เราจะกลับไปถ้ำศิลาดำ แต่จะตรวจสอบเฉพาะทางเดินด้านนอกก่อน หากพบช่องทางที่มั่นคง เราค่อยพิจารณาว่าจะเข้าไปหรือไม่” มู่ชางรับคำ ส่วนอวี้เหิงเก็บสำเนาบันทึกไว้ในกล่องไม้ การหารือจบลงโดยไม่มีใครพยายามหาคำตอบเพิ่มเติมในคืนนั้น แต่สำหรับหลินซีเหยา ภาพทางเดินที่ปรากฏขึ้นในความคิดยังคงไม่จางหาย นางรู้สึกเหมือนเคยยืนอยู่หน้าประตูนั้นมาก่อน ทั้งที่ไม่อาจจำได้ว่าเคยเดินทางไปยังสถานที่เช่นนั้นเมื่อใด และสิ่งที่นางกลัวที่สุดไม่ใช่การที่ความทรงจำกลับคืนมา หากเป็นการที่ความทรงจำนั้นอาจไม่เคยเป็นของนางตั้งแต่แรก ใต้ถ้ำศิลาดำ ลึกลงไปจากทางเดินที่พวกเขาพบ มีประตูหินบานหนึ่งตั้งอยู่จริง พื้นผิวของมันถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและรอยแตก แต่สัญลักษณ์มังกรเงินกับมังกรทองดำยังคงชัดเจน ตรงกลางประตูมีวงแหวนสามชั้นฝังอยู่ในหิน เมื่อหลินซีเหยาสัมผัสพลังที่อยู่ห่างออกไป ประกายสีเงินเล็ก ๆ ก็สว่างขึ้นบนวงแหวน จากนั้นประกายสีทองดำก็ค่อย ๆ ปรากฏตามมา แต่ไม่มีประตูใดเปิดออก ไม่มีเสียงเรียกจากอดีต และไม่มีภาพความทรงจำปรากฏขึ้น มีเพียงข้อความเลือนรางที่ค่อย ๆ ปรากฏบนผนังด้านข้าง ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เมื่อข้อความปรากฏครบถ้วน แสงทั้งหมดก็ดับลง ความมืดกลับเข้าปกคลุมประตูหินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ภายในวงแหวนชั้นในมีรอยร้าวเล็ก ๆ เกิดขึ้น ราวกับสิ่งที่ถูกผนึกอยู่หลังประตูกำลังรับรู้ว่า ผู้สืบสายเลือดทั้งสองเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกทีเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







