共有

บทที่ 28 ประตูที่สอง

last update 公開日: 2026-10-21 19:10:05

ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม

‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’

เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้

ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน

หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง

เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ

“ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?”

หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น

เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น

“ข้าพักแล้ว”

“พักตอนใดคะ?”

“ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่”

“นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ”

เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก

“ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ”

หลินซีเหยาวางถ้วยยาลงบนโต๊ะ แล้วเลื่อนกล่องไม้ที่บรรจุบันทึกออกจากมือเขา

“ตอนนี้ตรวจเสร็จแล้วค่ะ ดื่มยาก่อน”

เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว

“เจ้าเริ่มออกคำสั่งกับข้าแล้วหรือ?”

“หากท่านยังดื้อ ข้าจะไปตามมู่ชางมาช่วยพูดอีกคนค่ะ”

เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมด

“พอใจหรือยัง?”

“มากค่ะ”

นางรับถ้วยคืน แล้วนั่งลงตรงข้ามเขา

“ข้าก็คิดเรื่องประตูที่สองเหมือนกันค่ะ”

สีหน้าของเฟิงอ้าวเทียนกลับมาเคร่งขรึม

“เจ้าเห็นภาพอะไรอีกหรือ?”

“ไม่ใช่ภาพค่ะ ข้าเพียงสงสัยว่าประตูที่สองจำเป็นต้องเป็นประตูอีกบานหนึ่งจริงหรือไม่”

เขานิ่งคิด

“เจ้าหมายถึงมันอาจเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ประตู?”

“ใช่ค่ะ บางทีประตูที่หนึ่งอาจหมายถึงการเปิดเผยความทรงจำ ส่วนประตูที่สองอาจหมายถึงการยอมรับความทรงจำนั้น หรืออาจเป็นสิ่งอื่นที่เราไม่เคยคิดถึงเลยก็ได้”

เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างพินิจ

“เจ้ากำลังเตือนข้าว่าอย่าตีความข้อความตามตัวอักษรมากเกินไป”

“ข้าเพียงไม่อยากให้เราตามหาประตูบานที่สองจนลืมตรวจสอบประตูบานแรกค่ะ”

เขายิ้มบาง ๆ

“ดูเหมือนข้าจะต้องเรียนรู้จากเจ้ามากกว่าที่คิด”

หลินซีเหยาส่ายหน้า

“เราเพียงช่วยกันคิดเท่านั้นค่ะ”

คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ตั้งแต่เดินทางมาถึงหุบเขาเหมันต์ เขาเคยชินกับการตัดสินใจด้วยตนเอง และมักเชื่อว่าการรับผิดชอบหมายถึงการหาคำตอบให้ได้ก่อนผู้อื่น

แต่หลินซีเหยาทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า บางครั้งการรับผิดชอบก็หมายถึงการยอมรับว่าตนเองยังไม่รู้ และเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นร่วมตัดสินใจด้วย

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะพูดต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

มู่ชางเดินเข้ามาพร้อมรายงานจากเหยียนซ่ง

“มีเรื่องผิดปกติที่ถ้ำศิลาดำขอรับ”

เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบทางเข้าเมื่อคืนพบว่ารอยสลักวงแหวนสามชั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย เส้นที่เคยเชื่อมวงนอกกับวงกลางปรากฏเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้น ทั้งที่ไม่มีใครเข้าไปแตะต้อง”

หลินซีเหยามองข้อมือตนเอง

เกล็ดสีเงินยังสงบนิ่ง แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่นางสัมผัสเมื่อคืนกลับหวนคืนมาอย่างแผ่วเบา

“มีผู้ใดเข้าไปใกล้ตราหรือไม่คะ?”

“ไม่มีขอรับ เหยียนซ่งสั่งห้ามทุกคนเข้าใกล้ผนังหินหลังจากพบความผิดปกติ”

เฟิงอ้าวเทียนหยิบเสื้อคลุมขึ้นสวม

“เราไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่ห้ามใครแตะต้องตราจนกว่าจะรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงเพราะอะไร”

มู่ชางรับคำสั่ง ก่อนออกไปเตรียมม้า

หลินซีเหยาลุกขึ้นตาม

“ข้าจะไปด้วยค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนหันมาหานาง

“หากพลังของเจ้าตอบสนองอีกครั้ง เราอาจต้องถอยออกมา”

“ข้าเข้าใจค่ะ และหากพลังของท่านผิดปกติ ท่านก็ต้องทำเช่นเดียวกัน”

เขาพยักหน้าโดยไม่โต้แย้ง

“ตกลง”

เมื่อทั้งสี่คนมาถึงถ้ำศิลาดำ เจ้าหน้าที่ของป้อมมังกรเหนือได้จัดพื้นที่รอบทางเข้าให้โล่งแล้ว ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ผนังหินที่มีตราวงแหวนสามชั้น

เหยียนซ่งรออยู่บริเวณเนินหิน เมื่อเห็นเฟิงอ้าวเทียนมาถึง เขาจึงรายงานสิ่งที่ตรวจพบอย่างละเอียด

“รอยสลักเปลี่ยนไปหลังเที่ยงคืนขอรับ แต่ไม่มีแสงปรากฏ และไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน”

“มีใครได้ยินเสียงหรือเห็นสิ่งผิดปกติหรือไม่?” เฟิงอ้าวเทียนถาม

“ไม่มีขอรับ มีเพียงเส้นที่เพิ่มขึ้นบนตราเท่านั้น”

อวี้เหิงเดินเข้าไปตรวจสอบจากระยะห่าง เขายกหยกประจำตัวขึ้น แต่แสงบนหยกกลับนิ่งสนิท

“พลังที่แผ่ออกมาน้อยมาก จนแทบตรวจจับไม่ได้” เขากล่าว “ข้าไม่คิดว่าเป็นการเปิดผนึกโดยตรง”

หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเฟิงอ้าวเทียน สายตาจับจ้องเส้นใหม่บนผนัง

มันไม่ได้เชื่อมวงแหวนเข้าด้วยกันเหมือนเส้นอื่น แต่ทอดออกจากวงชั้นในไปยังรอยแตกเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านล่าง

“เส้นนี้กำลังชี้ไปที่พื้นค่ะ”

ทุกคนมองตามทิศทางที่นางบอก

มู่ชางคุกเข่าลงตรวจสอบพื้นหิน แล้วพบว่ามีร่องบาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้ชั้นฝุ่น เมื่อใช้แปรงปัดออกอย่างระมัดระวัง ร่องนั้นก็เผยให้เห็นลวดลายต่อเนื่องไปยังด้านในของช่องทางแคบ

“ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางเดียวกับที่เราพบก่อนหน้านี้” เขากล่าว

อวี้เหิงส่ายหน้าเล็กน้อย

“ไม่เหมือนเสียทีเดียว เส้นนี้แยกออกจากทางเดินเดิม แล้วมุ่งลงไปด้านล่าง”

เฟิงอ้าวเทียนไม่รีบสั่งให้ขุดเปิดทาง เขาก้มลงตรวจสอบร่องหินด้วยตนเอง โดยใช้เพียงสายตาและพลังมังกรในระดับต่ำ

ใต้พื้นมีช่องว่างจริง แต่ไม่อาจทราบความลึกหรือสภาพโครงสร้างได้

“เราต้องตรวจสอบจากด้านข้าง” เขากล่าว “หากขุดจากตรงนี้โดยไม่รู้ว่าด้านล่างมีอะไร อาจทำให้ทางเดินพังลงมา”

เหยียนซ่งรีบสั่งเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ตรวจสอบหินตามคำสั่ง

ระหว่างรอ หลินซีเหยากลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้น

คราวนี้ไม่ใช่เสียงเรียก แต่เป็นความรู้สึกคล้ายกับมีใครบางคนกำลังยืนอยู่หลังประตู และรับรู้ว่านางมาถึงแล้ว

นางหลับตาลงชั่วครู่

ภาพเลือนรางปรากฏขึ้นในความคิด

หญิงสาวผมสีเงินยืนอยู่หน้าประตูหินบานเดิม แต่คราวนี้มีชายอีกคนอยู่ข้างนาง เสื้อคลุมของเขาเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับที่บ่งบอกฐานะ

หญิงสาวเอ่ยว่า

“หากวันหนึ่งพวกเขากลับมาที่นี่ อย่าบอกพวกเขาว่าควรเชื่อใคร”

ชายผู้นั้นถามกลับ

“แล้วข้าควรบอกอะไร?”

“บอกพวกเขาว่า สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ไม่ได้มีเพียงความทรงจำของผู้ตาย แต่ยังมีคำตัดสินของคนเป็นด้วย”

ภาพดับลงอย่างฉับพลัน

หลินซีเหยาลืมตาขึ้นพร้อมสูดลมหายใจ

เฟิงอ้าวเทียนหันมาหานางทันที

“เจ้าเห็นอะไร?”

นางเล่าทุกอย่างที่จำได้โดยไม่เติมรายละเอียดที่มองไม่เห็น

เมื่อฟังจบ อวี้เหิงก็มีสีหน้าครุ่นคิด

“ข้อความนั้นอาจหมายความว่า ผู้ที่เก็บรักษาความทรงจำเคยพยายามแยกข้อเท็จจริงออกจากการตัดสินของผู้คน”

“หรืออาจมีใครใช้ความทรงจำเพื่อทำให้คนอื่นเชื่อว่าตนเองถูกต้อง” มู่ชางกล่าว

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ทั้งสองอย่างเป็นไปได้ แต่เรายังไม่มีหลักฐานพอจะสรุปว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต”

หลินซีเหยามองตราวงแหวนอีกครั้ง

“ข้ารู้สึกว่าหญิงสาวคนนั้นไม่ได้ต้องการให้เราหาคนผิดค่ะ นางต้องการให้เราไม่ทำผิดซ้ำแบบเดิม”

ไม่มีใครตอบในทันที

คำพูดนั้นอาจเป็นเพียงการตีความจากภาพสั้น ๆ แต่กลับสอดคล้องกับข้อความที่พวกเขาพบในศาลโบราณหลายครั้ง

ความทรงจำอาจเป็นหลักฐานสำคัญ ทว่าหากผู้คนใช้มันเพื่อยืนยันความเกลียดชังของตนเอง หลักฐานนั้นก็อาจกลายเป็นอาวุธได้เช่นกัน

หลังตรวจสอบบริเวณรอบถ้ำอยู่นาน เจ้าหน้าที่พบช่องว่างที่ทอดลงไปใต้พื้นจริง แต่ทางเข้าแคบเกินกว่าจะให้คนผ่านได้ และผนังด้านในยังมีรอยแตกร้าวหลายจุด

เหยียนซ่งจึงเสนอให้หยุดการสำรวจไว้ก่อน

เฟิงอ้าวเทียนเห็นด้วย

“ปิดพื้นที่นี้ชั่วคราว จัดเวรเฝ้าตามปกติ แต่ห้ามผู้ใดพยายามขุดเปิดทางด้วยตนเอง”

“รับพระบัญชาขอรับ”

ขณะที่ทุกคนกำลังจะออกจากบริเวณนั้น เส้นวงแหวนสามชั้นกลับปรากฏแสงขึ้นอีกครั้ง

ไม่มีใครแตะต้องผนัง

เส้นแสงสีเงินไหลผ่านวงชั้นใน ก่อนเปลี่ยนเป็นสีทองดำเมื่อผ่านวงกลาง แล้วหยุดลงตรงวงนอก

จากนั้นมีอักขระหนึ่งตัวปรากฏขึ้นกลางวง

หลินซีเหยาอ่านมันออกทันที

“รอ”

เฟิงอ้าวเทียนหันมองนาง

“เจ้ามั่นใจหรือ?”

“มั่นใจค่ะ อักขระนี้หมายถึงการรอคอย”

แสงดับลงอย่างรวดเร็ว ราวกับตราได้เปิดเผยข้อความที่ต้องการเพียงเท่านั้น

มู่ชางมองผนังด้วยสีหน้าระมัดระวัง

“มันกำลังบอกให้เรารอหรือขอรับ?”

“อาจเป็นข้อความที่ผู้สร้างทิ้งไว้ให้ผู้มาถึงในภายหลัง” อวี้เหิงตอบ “หรืออาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไกที่เรายังไม่เข้าใจ”

เฟิงอ้าวเทียนพิจารณารอยสลักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจ

“เราจะกลับไปก่อน รอให้ซูเหวินตรวจสอบอักขระและค้นบันทึกเพิ่มเติม จากนั้นค่อยกลับมาพิจารณาอีกครั้ง”

หลินซีเหยาพยักหน้า

นางไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่ยังเข้าไปไม่ได้ ตรงกันข้าม การที่ตราแสดงข้อความเพียงคำเดียวกลับทำให้นางตระหนักว่าการเดินทางครั้งนี้อาจต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด

บางประตูไม่ได้เปิดเพราะผู้มาเยือนแข็งแกร่งพอ

แต่อาจเปิดเมื่อผู้มาเยือนเข้าใจว่าตนเองควรรอ

ใต้ธารน้ำแข็ง กระจกจันทราเกิดระลอกคลื่นขึ้นอีกครั้ง

ภาพหญิงสาวผมสีเงินปรากฏบนพื้นผิว เธอยืนอยู่หน้าประตูหินโดยไม่หันกลับมา

“พวกเขาพบตราแล้ว” เสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากความมืด

หญิงสาวตอบอย่างสงบ

“ข้ารู้”

“หากพวกเขาเข้าไปได้ ความทรงจำทั้งหมดอาจกลับคืนมา”

“ไม่ใช่ทั้งหมด”

“เจ้าแน่ใจหรือ?”

หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“ไม่มีผู้ใดสามารถคืนความทรงจำทุกส่วนได้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยังเหลืออยู่”

ชายผู้นั้นไม่ได้กล่าวอะไรต่อ

ทันใดนั้น เงากลืนมังกรก็เลื้อยผ่านพื้นห้องและหยุดอยู่ตรงแท่นหิน

“พวกเขาเลือกที่จะรอ”

หญิงสาวหลับตาลงเล็กน้อย

“เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขารอ”

“เจ้าไม่กลัวหรือว่าพวกเขาจะหาคำตอบพบก่อนเวลา?”

นางหันกลับมาเป็นครั้งแรก แต่ใบหน้ายังคงเลือนรางจนไม่อาจมองเห็นชัดเจน

“สิ่งที่ข้ากลัวไม่ใช่การที่พวกเขารู้ความจริง”

น้ำเสียงของนางแผ่วเบา

“แต่เป็นการที่พวกเขารู้เพียงครึ่งเดียว แล้วเชื่อว่าตนเองรู้ทุกอย่างแล้ว”

กระจกจันทราค่อย ๆ มืดลง

ก่อนที่ภาพจะหายไปทั้งหมด มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนผิวกระจก

‘ผู้ที่รอได้ อาจยังมีโอกาสเลือก’

จากนั้นห้องผนึกก็กลับสู่ความเงียบงัน

ส่วนที่ป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยากำลังเตรียมรอข้อมูลจากซูเหวิน โดยยังไม่รู้ว่าการตัดสินใจไม่เปิดประตูในวันนี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาโอกาสในการเลือกของพวกเขาไว้

เพราะสิ่งที่อยู่หลังประตูไม่ได้รอเพียงให้ใครสักคนค้นพบ

มันกำลังรอให้คนที่มาถึงตัดสินใจว่า จะเชื่อสิ่งที่เห็น หรือจะยอมรับว่ายังมีความจริงอีกด้านที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 40 หัวใจที่จักรพรรดิเลือก

    พระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 39 มังกรเหนือเปลวเพลิง

    ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 38 คำตัดสินเหนือสองเผ่า

    ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 37 ศึกกลางเวหามังกร

    ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 36 ศึกสองเผ่ามังกร

    ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 35 หุบเขามังกรใต้บัลลังก์

    ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status