ログインเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน
ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหนือฝ่ามือ เขาควบคุมมันให้หดเล็กลง จากนั้นจึงลองเรียกพลังสีเงินที่ซ่อนอยู่ภายใน คราวนี้ไม่มีแรงต่อต้านรุนแรงเหมือนครั้งก่อน เส้นแสงสีเงินค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางวงแหวนสีดำทอง ทั้งสองพลังเคลื่อนตัวอยู่ใกล้กันโดยไม่ปะทะ ทว่าทันทีที่เขาพยายามรวมมันเข้าด้วยกัน พลังสีดำทองกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง เฟิงอ้าวเทียนรีบหยุดมือ แรงสะท้อนทำให้พื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นเส้นเล็ก ๆ เขาก้มมองรอยแตก ก่อนถอนหายใจ “ยังไม่ได้สินะ” “หากเจ้าตั้งใจจะทำให้ลานฝึกพังตั้งแต่ก่อนอาหารเช้า ข้าคงต้องรายงานผู้บัญชาการเหยียนซ่งเสียแล้ว” เสียงของมู่ชางดังมาจากทางเข้า เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองแม่ทัพหนุ่มที่เดินเข้ามาพร้อมถ้วยชาในมือ “ท่านมาเร็วเกินไป” “ข้าควรพูดประโยคนี้กับเจ้ามากกว่า คนที่มาถึงลานฝึกก่อนทุกคนย่อมไม่ใช่คนที่นอนหลับเต็มอิ่ม” มู่ชางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหิน แล้วเดินมาดูรอยแตกร้าวบนพื้น “พลังสีเงินอีกแล้วหรือ?” “ใช่” “เมื่อคืนเจ้าควรพักผ่อน” “ข้าพักแล้ว” “นั่นเรียกว่าพักหรือ? เจ้ากำลังคิดถึงเกล็ดมังกรเงินจนไม่ยอมหลับต่างหาก” เฟิงอ้าวเทียนไม่ตอบ มู่ชางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลดน้ำเสียงลง “อ้าวเทียน ข้าไม่รู้ว่าพลังนี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด แต่เจ้าต้องแยกให้ออกระหว่างการทำความเข้าใจกับการบังคับให้มันยอมเชื่อฟัง” “ข้ารู้” “หากรู้จริง เจ้าคงไม่ทำให้พื้นหินแตกไปครึ่งลาน” เฟิงอ้าวเทียนเหลือบมองพื้นอีกครั้ง “ข้าจะให้คนซ่อม” “นั่นไม่ใช่ประเด็น!” มู่ชางยกมือกุมขมับ ก่อนถอนหายใจยาว “บางครั้งข้าก็สงสัยว่าเจ้าฟังคำพูดของข้าจริงหรือไม่” “ฟัง แต่ข้าไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง” “ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังพูดตรงไปตรงมาเหมือนเดิม” มู่ชางหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อ “เจ้าลองคิดดู หากพลังสีเงินไม่ได้เป็นศัตรูกับเจ้า บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวพลัง แต่อยู่ที่วิธีที่เจ้าพยายามควบคุมมัน” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์บนยอดเขาอีกครั้ง ตอนที่เขาและหลินซีเหยาช่วยกันประคองพลังใต้พื้นน้ำแข็ง ทั้งสองไม่ได้พยายามกลืนพลังของอีกฝ่ายหรือบังคับให้มันเปลี่ยนรูปแบบ เพียงปรับจังหวะให้สอดคล้องกัน แรงปะทุจึงค่อย ๆ สงบลง “บางทีข้าอาจกำลังพยายามทำให้มันเป็นไปตามความต้องการของข้ามากเกินไป” มู่ชางพยักหน้า “เจ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่าลืมว่าพลังที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นพลังที่ทำลายทุกสิ่งได้เสมอไป” เฟิงอ้าวเทียนกำลังจะตอบ แต่เสียงฝีเท้าจากทางเดินด้านนอกทำให้ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน หลินซีเหยาเดินเข้ามาในลานฝึก นางสวมเสื้อคลุมสีอ่อนและถือถุงผ้าขนาดเล็กไว้ในมือ เมื่อเห็นรอยแตกบนพื้น นางก็หยุดเดินทันที “ข้ายังมาไม่ทันไร พื้นลานฝึกก็ได้รับบาดเจ็บแล้วหรือคะ?” มู่ชางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “เจ้ามาได้ถูกเวลาจริง ๆ ข้ากำลังหาคนช่วยพูดกับเขาอยู่พอดี” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างไม่เห็นด้วยนัก “ข้าเพียงทดสอบพลัง” “ข้าทราบค่ะ แต่การทดสอบพลังไม่จำเป็นต้องทำให้พื้นแตกทุกครั้งก็ได้” นางเดินเข้ามาใกล้ ก่อนวางถุงผ้าลงบนโต๊ะ “ข้านำยาสมุนไพรจากท่านหมอไป๋เหวินมาให้ เขาบอกว่าหากพลังมังกรทำให้ร่างกายตึงเครียดมากเกินไป ควรพักก่อนฝึกต่อ” มู่ชางพยักหน้าทันที “เห็นหรือไม่ แม้แต่หมอไป๋เหวินก็พูดเช่นเดียวกับข้า” เฟิงอ้าวเทียนมองคนทั้งสองสลับกัน “พวกเจ้าตกลงกันมาก่อนหรือ?” “ไม่จำเป็นต้องตกลงกันค่ะ” หลินซีเหยาตอบอย่างสบายใจ “คนที่เห็นท่านฝึกจนพื้นแตกย่อมคิดเหมือนกันได้” มู่ชางหัวเราะอีกครั้ง ก่อนยกถ้วยชาของตนขึ้นแล้วเดินออกจากลานฝึก “ข้าจะไปตรวจเวรด้านเหนือ ปล่อยให้พวกเจ้าคุยกันเถอะ แต่ขอเตือนไว้ก่อน หากพื้นแตกเพิ่มอีก ข้าจะไม่ช่วยอธิบายกับเหยียนซ่งให้เจ้าแล้ว” เมื่อเหลือกันเพียงสองคน หลินซีเหยาจึงหันกลับมาหาเฟิงอ้าวเทียน “ท่านลองใช้พลังสีเงินอีกครั้งหรือคะ?” “ใช่ แต่ยังไม่สามารถควบคุมให้ทำงานร่วมกับพลังสีดำทองได้อย่างสมบูรณ์” “ข้าขอดูได้ไหม?” เฟิงอ้าวเทียนลังเลเล็กน้อย “หากพลังย้อนกลับ เจ้าอาจได้รับผลกระทบ” “ข้าจะไม่เข้าใกล้เกินไปค่ะ และถ้าท่านรู้สึกผิดปกติ เราจะหยุดทันที” เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ตกลง” เฟิงอ้าวเทียนยกมือขึ้นอีกครั้ง พลังสีดำทองปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือ ขณะที่เส้นแสงสีเงินค่อย ๆ แทรกตัวออกมาจากแกนกลาง หลินซีเหยาหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสการเคลื่อนไหวของพลัง “ท่านกำลังดึงพลังสีเงินออกมาจากข้างในหรือเปล่าคะ?” “ใช่” “ลองหยุดดึงมันได้ไหมคะ เพียงปล่อยให้มันปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “หากข้าไม่ควบคุม มันอาจปะทุขึ้นมา” “เช่นนั้นอย่าปล่อยทั้งหมดค่ะ เริ่มจากลดแรงควบคุมลงทีละน้อยก็พอ” เขาทำตามคำแนะนำอย่างระมัดระวัง ในตอนแรกพลังสีเงินสั่นไหวเล็กน้อย แต่เมื่อเขาหยุดบังคับทิศทางของมัน เส้นแสงกลับค่อย ๆ สงบลง วงแหวนสีดำทองที่ล้อมอยู่ด้านนอกยังคงหมุนต่อไปโดยไม่เกิดแรงสะท้อน หลินซีเหยาลืมตาขึ้น “เห็นไหมคะ มันไม่ได้พยายามทำร้ายท่าน” “แต่ก็ยังไม่ยอมรวมเข้ากับพลังของข้า” “บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องทำให้มันรวมกันในตอนนี้ก็ได้ค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนมองเส้นแสงทั้งสองที่เคลื่อนไหวอยู่ในฝ่ามือ เขาค่อย ๆ ลดมือลง พลังสีเงินไม่ได้หายไปในทันที แต่กลับเลือนกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างสงบ ครั้งนี้ไม่มีแรงสะท้อน ไม่มีพื้นหินแตกร้าว และไม่มีความเจ็บปวดที่ข้อมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง “เจ้าคิดว่าพลังสองสายนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้หรือ?” “ข้าไม่รู้ค่ะ” นางตอบตามตรง “แต่ข้าคิดว่าท่านไม่จำเป็นต้องรีบหาคำตอบทุกอย่างในวันนี้” เฟิงอ้าวเทียนเงียบไป ก่อนยิ้มบาง ๆ “เจ้ากำลังพูดเหมือนมู่ชาง” “เช่นนั้นท่านก็ควรฟังพวกเราบ้างนะคะ” “ข้าฟังเจ้าอยู่” หลินซีเหยาหลุบตามองถุงผ้าบนโต๊ะ ก่อนกล่าวเสียงเบาลง “ข้าไม่ได้อยากให้ท่านหยุดฝึก เพียงแต่ไม่อยากให้ท่านคิดว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองนางนิ่ง ๆ นับตั้งแต่พลังสีเงินปรากฏขึ้น เขาเคยพยายามทำความเข้าใจมันเพียงลำพัง เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดเห็นความไม่แน่นอนของตนเอง แต่หลินซีเหยากลับไม่เคยบังคับให้เขาต้องอธิบายทุกอย่างในทันที นางเพียงยืนอยู่ข้างเขาในเวลาที่เขายังไม่รู้คำตอบ “ขอบใจนะ ซีเหยา” นางชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอบคุณที่จริงจังกว่าปกติ “ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าทุกครั้งหรอกค่ะ” “เหตุใด?” “เพราะข้าก็อยากช่วยท่านอยู่แล้ว” คำตอบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงหยิบถุงผ้าขึ้นมาแล้วเดินไปส่งนางที่ทางออกของลานฝึก ช่วงสาย ซูเหวินได้รับข้อความจากป้อมมังกรเหนือเกี่ยวกับเหตุการณ์บนยอดเขา เขาอ่านรายงานจนจบ ก่อนขอเข้าเฝ้าเฟิงเทียนหลงทันที ภายในตำหนักจักรพรรดิ เฟิงเทียนหลงรับฟังเรื่องเกล็ดมังกรสีเงินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าบอกว่าเกล็ดนั้นตอบสนองต่อพลังของอ้าวเทียนด้วยหรือ?” “พ่ะย่ะค่ะ แม้จะยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามันเป็นเกล็ดของมังกรตนใด แต่จากรายงานของอวี้เหิง พลังที่ปรากฏมีลักษณะใกล้เคียงกับพลังมังกรเงินโบราณ” เฟิงเทียนหลงวางรายงานลงบนโต๊ะ “ในบันทึกของราชวงศ์ มีการกล่าวถึงพลังเช่นนี้หรือไม่?” ซูเหวินนิ่งคิด ก่อนตอบ “มีเพียงบันทึกสั้น ๆ ว่าผู้สืบสายเลือดมังกรทองดำบางรุ่นอาจมีพลังที่ไม่ปรากฏในสายเลือดโดยทั่วไป แต่ไม่มีคำอธิบายว่าพลังนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเกี่ยวข้องกับมังกรเงินโบราณหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” จักรพรรดิมังกรทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง พระองค์รู้ว่าการปิดบังความจริงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่การเปิดเผยเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบก็อาจทำให้ผู้คนหวาดระแวงโดยไม่จำเป็น “อย่าเพิ่งประกาศเรื่องนี้ออกไป ให้ซูเหวินตรวจสอบบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดมังกรทองดำและมังกรเงินโบราณเท่าที่มีอยู่ แต่ห้ามนำบันทึกไปตีความเกินกว่าที่ข้อความระบุ” “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนอ้าวเทียน ให้เขาเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังโดยไม่ฝืนร่างกาย ข้าไม่ต้องการให้เขาใช้ตัวเองเป็นเครื่องทดลอง” ซูเหวินก้มศีรษะรับคำสั่ง แม้พระองค์จะไม่ได้กล่าวออกมาตรง ๆ แต่ผู้เฒ่ารู้ดีว่าความกังวลของจักรพรรดิไม่ได้มีเพียงเรื่องพลังลึกลับเท่านั้น เฟิงเทียนหลงกำลังกลัวว่าบุตรชายจะต้องเผชิญชะตาที่ตนเองไม่อาจช่วยเหลือได้ ในช่วงบ่าย เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาออกไปเดินเล่นบริเวณสวนด้านหลังป้อม หิมะที่ปกคลุมพื้นดินเริ่มบางลงหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ทว่าความหนาวยังคงอยู่ ทั้งคู่จึงเดินไปตามทางหินที่ทอดผ่านต้นสนเก่าแก่ หลินซีเหยาหยุดมองกิ่งไม้ที่มีหยดน้ำเกาะอยู่ “ท่านคิดว่าเกล็ดมังกรนั้นเป็นของใครคะ?” “ข้าไม่รู้” “แล้วท่านอยากรู้หรือไม่?” “แน่นอน” เขาหันมาหานาง “แต่ข้าไม่อยากให้ความอยากรู้ทำให้เราต้องเสี่ยงโดยไม่จำเป็น” นางยิ้ม “ดูเหมือนท่านจะเรียนรู้จากมู่ชางและข้าแล้วนะคะ” “ข้าเพียงเห็นว่าคำพูดของพวกเจ้ามีเหตุผล” “ถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกันค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ทั้งสองเดินต่อไปอีกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้น “ซีเหยา หากวันหนึ่งเราพบว่าพลังของข้าเกี่ยวข้องกับสายเลือดของเจ้าอย่างที่คาดไว้ เจ้าจะกังวลหรือไม่?” นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขา “ท่านหมายถึงอะไรคะ?” “ข้าหมายถึง หากความสัมพันธ์ระหว่างพลังของเรามีต้นกำเนิดจากอดีตที่เราไม่รู้จัก” หลินซีเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าอาจสงสัยค่ะ อาจอยากรู้ด้วยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ข้าจะไม่ตัดสินท่านจากเรื่องที่ท่านไม่ได้เลือก” เฟิงอ้าวเทียนมองนางนิ่ง “แม้ความจริงนั้นจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหรือ?” “หากมีสิ่งใดเปลี่ยนไป เราก็ค่อยหาทางรับมือด้วยกันค่ะ แต่ข้าไม่คิดว่าความจริงเกี่ยวกับสายเลือดจะมีสิทธิ์กำหนดความรู้สึกของเราไปทั้งหมด” คำตอบของนางทำให้เขานิ่งไปนานกว่าปกติ เขาเคยคิดว่าการเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์หมายถึงการต้องแบกรับทุกสิ่งที่บรรพชนทิ้งไว้ ทั้งเกียรติยศ ความผิดพลาด และความคาดหวังของผู้คน แต่หลินซีเหยากลับเตือนให้เขาจำได้ว่า ต่อให้สายเลือดกำหนดจุดเริ่มต้นของชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกำหนดทุกการตัดสินใจของเขาได้ “ข้าจะจำคำพูดของเจ้าไว้” นางยิ้มให้เขา “ดีค่ะ เพราะข้าไม่อยากพูดซ้ำหลายรอบ” เฟิงอ้าวเทียนส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนยื่นมือไปช่วยจัดเสื้อคลุมที่เลื่อนลงจากไหล่ของนาง “ลมเริ่มแรงแล้ว กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ” “ได้ค่ะ แต่คราวนี้ท่านห้ามแวะไปฝึกต่อ” “ข้ารับปาก” “และต้องพักให้เพียงพอด้วย” “ได้” หลินซีเหยอมองเขาอย่างพอใจ ก่อนเดินเคียงข้างกันกลับไปยังป้อม ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพลังสีเงินในตัวเฟิงอ้าวเทียนมีต้นกำเนิดจากที่ใด หรือเกล็ดมังกรใต้ยอดเขาจะนำพาพวกเขาไปพบสิ่งใดในอนาคต แต่สำหรับวันนี้ ทั้งคู่ได้เรียนรู้สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง พลังที่แตกต่างกันไม่จำเป็นต้องทำลายกันเสมอไป และการยอมรับว่าตนเองยังไม่เข้าใจทุกสิ่ง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความแข็งแกร่งที่แท้จริง ส่วนสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพลังเพียงอย่างเดียว หากค่อย ๆ เติบโตจากการรับฟัง การไว้วางใจ และการเลือกยืนเคียงข้างกันด้วยความเต็มใจเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







