ログインอวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ
เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพียงแต่ครั้งนี้กลับแฝงความเจ็บปวดบางอย่างเอาไว้ อวี้เหิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น “ดูเหมือนสถานที่แห่งนั้นจะรับรู้แล้วว่าผู้สืบสายเลือดทั้งสองมาถึงบริเวณนี้” มู่ชางขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่ามันกำลังเรียกพวกเขาอย่างนั้นหรือ?” “ข้าไม่แน่ใจว่าควรเรียกว่าการเรียกหรือการตื่นขึ้น” อวี้เหิงตอบ “แต่หากปล่อยให้พลังนั้นปะทุต่อไป น้ำแข็งที่กักมันเอาไว้อาจแตกออก” เฟิงอ้าวเทียนไม่เสียเวลาถามต่อ “เหยียนซ่ง เตรียมหน่วยลาดตระเวนไว้ แต่ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ยอดเขาจนกว่าข้าจะกลับมา” “องค์ชายจะเสด็จไปด้วยพระองค์เองหรือขอรับ?” “ใช่” “กระหม่อมจะจัดกำลังคุ้มกันให้” เฟิงอ้าวเทียนส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่จำเป็นต้องส่งคนจำนวนมาก หากพลังที่นั่นตอบสนองต่อสายเลือดมังกรจริง คนที่เข้าไปมากเกินไปอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง” เขาหันไปหาหลินซีเหยา “เจ้าไปกับข้าได้หรือไม่?” นางพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ได้ค่ะ” “หากรู้สึกผิดปกติ เจ้าต้องบอกข้าทันที” “ท่านก็เหมือนกัน อย่าทำเหมือนตัวเองรับมือได้ทุกอย่างเพียงคนเดียว” มู่ชางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจเบา ๆ “ข้ายังไม่ได้ออกเดินทาง พวกเจ้าก็เริ่มเตือนกันแล้ว หากไปถึงยอดเขาแล้วมัวแต่เป็นห่วงกันจนลืมระวังตัว ข้าคงต้องเป็นคนลากทั้งคู่กลับมาเอง” หลินซีเหยาหันไปยิ้มให้เขา “ท่านแม่ทัพไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาทำอะไรตามใจตัวเองแน่นอน” “ดี เช่นนั้นข้าก็เบาใจขึ้นเล็กน้อย” เฟิงอ้าวเทียนเหลือบมองทั้งสองคน แต่ไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงยื่นเสื้อคลุมกันหนาวให้นาง แล้วจึงออกเดินทางพร้อมมู่ชางและอวี้เหิง ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงประตูใต้ถ้ำหรือข้อความที่พวกเขาอ่านไม่เข้าใจอีก เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงปริศนาที่รอให้ใครมาไข หากแต่เป็นพลังที่กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพของภูเขาทั้งลูก และพวกเขาจำเป็นต้องหยุดมันก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้ เมื่อเข้าใกล้ยอดเขาทางเหนือ อากาศกลับอุ่นขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ เกล็ดหิมะที่ควรจับตัวอยู่บนกิ่งไม้ละลายกลายเป็นหยดน้ำ ส่วนผิวน้ำแข็งบนพื้นดินมีเส้นสีเงินแผ่กระจายออกไปคล้ายเส้นเลือด หลินซีเหยอหยุดเดิน “พลังนี้กำลังไหลลงมาจากยอดเขาค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลง แตะปลายนิ้วกับพื้นน้ำแข็ง พลังสีดำทองแผ่ออกจากฝ่ามือของเขาเป็นวงเล็ก ๆ ก่อนจะถูกแสงสีเงินใต้พื้นดูดกลืนไปอย่างรวดเร็ว เขาดึงมือกลับทันที “มันไม่ได้พยายามโจมตีข้า” มู่ชางมองรอยแสงที่กำลังหายไป “แต่ก็ไม่ได้ยอมรับพลังของเจ้าเช่นกัน” “ใช่ เหมือนมันกำลังพยายามตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไป” อวี้เหิงก้าวมาข้างหน้า เขาหยิบแผ่นหยกที่พกติดตัวออกมา แผ่นหยกซึ่งเคยมีสีเขียวหม่นกลับเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่ออยู่ใกล้พื้นน้ำแข็ง “ข้าเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้ว” เขากล่าว “แต่ครั้งนั้นยอดเขายังปิดสนิท ไม่มีพลังใดเล็ดลอดออกมา” “แล้วเหตุใดมันจึงตื่นขึ้นตอนนี้?” หลินซีเหยาถาม อวี้เหิงมองนาง “บางทีอาจเพราะสายเลือดของเจ้ากับองค์ชายอยู่ใกล้กันมากขึ้น แต่ข้าไม่อาจยืนยันได้” เฟิงอ้าวเทียนไม่ชอบคำตอบที่มีแต่ความไม่แน่นอน ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้เร่งให้อวี้เหิงพูดต่อ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำไม่ใช่การคาดเดาสาเหตุ แต่เป็นการหาทางหยุดพลังที่กำลังปะทุ เขายืนขึ้นแล้วมองไปยังทางลาดที่นำสู่ยอดเขา “ไปต่อกันเถอะ” ทั้งสี่เดินผ่านแนวหินที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบาง ๆ จนถึงลานกว้างใต้หน้าผา ที่นั่นมีเสาหินเก่าแก่ตั้งเรียงรายอยู่หลายต้น บางต้นหักโค่น บางต้นจมอยู่ใต้หิมะจนเหลือเพียงยอด ตรงกลางลานมีหลุมลึกซึ่งถูกน้ำแข็งปิดทับ แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นจากใต้หลุมนั้น หลินซีเหยารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งสัมผัสหัวใจของนางจากระยะไกล ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความกลัว แต่คล้ายกับความโศกเศร้าของใครบางคนที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังเป็นเวลานาน นางก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว “ซีเหยา!” เฟิงอ้าวเทียนคว้าข้อมือนางไว้ก่อนที่เท้าจะเหยียบลงบนแผ่นน้ำแข็งที่แตกร้าว นางสะดุ้งแล้วหันกลับมา “ข้า...ขอโทษค่ะ” “อย่าเดินเข้าไปโดยไม่ระวัง” น้ำเสียงของเขาเข้มกว่าปกติ แต่เมื่อเห็นว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาก็ผ่อนแรงมืออย่างระมัดระวัง หลินซีเหยาก้มมองมือที่จับข้อมือตนเอง “ข้ารู้สึกเหมือนมีใครกำลังเจ็บปวดอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปเล็กน้อย “เจ้าได้ยินเสียงหรือเห็นภาพอะไรหรือไม่?” “ไม่ได้ยินเสียงค่ะ เพียงแต่...ข้ารู้สึกได้” นางหลับตาลง พยายามแยกความรู้สึกของตัวเองออกจากพลังที่ไหลเวียนอยู่รอบกาย “มันไม่ได้ต้องการทำร้ายเรา แต่พลังของมันกำลังควบคุมไม่ได้” อวี้เหิงพยักหน้าอย่างช้า ๆ “หากเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรใช้กำลังทำลายมัน” มู่ชางยกแขนขึ้นกันลมเย็นที่พัดแรงกว่าเดิม “แล้วเราจะทำอย่างไร? หากปล่อยไว้ น้ำแข็งอาจแตกจนเกิดหิมะถล่ม” เฟิงอ้าวเทียนมองหลุมตรงกลางลาน ก่อนหันมาหาหลินซีเหยา “ข้าจะลองใช้พลังของข้าควบคุมแรงปะทุ ส่วนเจ้าช่วยประคองพลังสีเงิน อย่าฝืนดึงมันออกมา หากมันต่อต้าน เราจะหยุดทันที” หลินซีเหยามองเขาอย่างจริงจัง “ท่านต้องทำตามที่พูดด้วยนะคะ หากพลังย้อนกลับ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านฝืนต่อ” “ตกลง” ทั้งคู่ยืนคนละด้านของหลุม เฟิงอ้าวเทียนยกมือขึ้น พลังมังกรสีดำทองแผ่ออกเป็นวงกว้างคลุมพื้นน้ำแข็ง ขณะที่หลินซีเหยาค่อย ๆ ปล่อยพลังสีเงินออกจากฝ่ามือ ในตอนแรกไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง จากนั้นพื้นน้ำแข็งก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแตกหลายสายแล่นไปตามลานกว้าง มู่ชางรีบใช้พลังมังกรสร้างแนวกั้นรอบเสาหินเพื่อไม่ให้มันพังลงมา ส่วนอวี้เหิงปักแผ่นหยกลงบนพื้นเพื่อประคองพลังที่ไหลกระจายออกไป “อ้าวเทียน พลังของมันกำลังดึงพลังสีเงินของข้าเข้าไป!” หลินซีเหยาร้องบอก เฟิงอ้าวเทียนขบกรามแน่น “อย่าฝืนต้านทั้งหมด ปล่อยให้มันไหลผ่านเจ้า แล้วข้าจะช่วยดึงแรงปะทุออกมา” “ถ้าเช่นนั้นท่านก็จะได้รับผลกระทบด้วย!” “ข้ารู้” “เฟิงอ้าวเทียน!” เขาหันมาสบตานาง แม้พลังมังกรรอบตัวกำลังสั่นไหว แต่แววตาของเขายังคงมั่นคง “ข้าไม่ได้จะเสียสละตัวเองอย่างที่เจ้าคิด เราจะทำด้วยกัน หากคนใดคนหนึ่งรับไม่ไหว อีกคนต้องหยุดทันที” หลินซีเหยาสูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้า นางค่อย ๆ ปรับจังหวะพลังของตนเองให้สอดคล้องกับพลังสีดำทองของเขา พลังทั้งสองที่เคยหมุนวนแยกจากกันเริ่มประสานเป็นวงเดียว แสงสีทองเงินค่อย ๆ กระจายไปทั่วพื้นน้ำแข็ง แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงลดลงทีละน้อย แล้วบางสิ่งใต้หลุมก็ส่งประกายขึ้นมา ไม่ใช่ประตู ไม่ใช่ภาพความทรงจำ และไม่ใช่เงาร่างของผู้ใด มันเป็นเกล็ดมังกรสีเงินขนาดใหญ่ ซึ่งฝังอยู่ในชั้นน้ำแข็งลึกลงไปหลายจั้ง ทันทีที่เกล็ดนั้นปรากฏ พลังที่กำลังปะทุพลันสงบลง หลินซีเหยอรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่วเบาจากเกล็ดสีเงินนั้น ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนสัมผัสได้ถึงพลังอีกสายหนึ่งที่ไหลผ่านร่างของตน พลังสีเงินลึกลับซึ่งเขามีมาตั้งแต่แรกเริ่มตอบสนองต่อเกล็ดมังกรนั้นอย่างชัดเจน เขาก้มมองฝ่ามือของตนเอง “นี่ไม่ใช่พลังของซีเหยาเพียงอย่างเดียว” อวี้เหิงมีสีหน้าตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้...” มู่ชางหันไปมองเขาทันที “เจ้าเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนหรือ?” “ไม่เคยเห็นเกล็ดมังกรนี้ด้วยตาตนเอง” อวี้เหิงตอบ “แต่ในบันทึกเก่าแก่ที่ข้าเคยอ่าน มีการกล่าวถึงมังกรเงินโบราณที่ทิ้งพลังบางส่วนไว้ให้ผู้พิทักษ์รุ่นหลัง ทว่าพลังนั้นไม่ควรตอบสนองต่อผู้สืบสายเลือดมังกรทองดำ” เฟิงอ้าวเทียนมองเกล็ดสีเงินใต้พื้นน้ำแข็ง “เช่นนั้นก็แปลว่าความสัมพันธ์ระหว่างพลังของข้ากับสายเลือดมังกรเงินอาจลึกกว่าที่เราคิด” “อาจเป็นเช่นนั้น” อวี้เหิงกล่าว “แต่เราไม่ควรรีบสรุปว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” หลินซีเหยาค่อย ๆ ลดมือลง นางรู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อย แต่ยังยืนได้มั่นคง เฟิงอ้าวเทียนขยับเข้ามาประคองแขนของนางทันที “เป็นอย่างไรบ้าง?” “เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ แต่ไม่เป็นไร” “กลับไปพักก่อน” “เดี๋ยวค่ะ” นางมองเกล็ดมังกรที่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง “ข้าอยากรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพียงยืนอยู่ข้างนาง โดยไม่ปล่อยให้เข้าใกล้หลุมมากเกินไป ทั้งสี่เฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเกล็ดสีเงินค่อย ๆ ลดความสว่างลง พื้นน้ำแข็งกลับมาแข็งตัวดังเดิม รอยแตกที่กระจายไปทั่วลานหยุดขยายตัว และลมอุ่นผิดธรรมชาติก็เริ่มจางหาย พลังที่เคยปั่นป่วนไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่กลับสงบลงราวกับกำลังหลับใหลอีกครั้ง มู่ชางถอนหายใจอย่างโล่งอก “อย่างน้อยยอดเขาก็ไม่ถล่มลงมาในวันนี้” “แต่สิ่งที่อยู่ใต้พื้นน้ำแข็งยังคงอยู่” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว อวี้เหิงเก็บแผ่นหยกกลับคืน “และเราไม่รู้ว่ามันจะตื่นขึ้นอีกเมื่อใด” หลินซีเหยามองเกล็ดสีเงินเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันไปหาเฟิงอ้าวเทียน “ท่านคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับพลังสีเงินในตัวท่านหรือไม่?” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้ายังตอบไม่ได้ แต่ข้ารู้แล้วว่าเราไม่อาจมองพลังนี้เป็นเพียงสิ่งผิดปกติที่ต้องกำจัด” “เพราะมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของตัวท่านมาตั้งแต่ต้น?” “ใช่” เขามองนางตรง ๆ “และไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ข้าจะไม่ยอมให้ใครใช้มันบังคับให้ข้าทำสิ่งที่ข้าไม่ได้เลือก” หลินซีเหยอยิ้มบาง ๆ “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครใช้สายเลือดของข้าตัดสินชะตาชีวิตของข้าเช่นกัน” คำพูดของนางทำให้เฟิงอ้าวเทียนยิ้มตอบ “ตกลง เราจะเลือกด้วยตัวเอง” เมื่อกลับถึงป้อมมังกรเหนือ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เหยียนซ่งเข้ามารายงานว่าพื้นที่โดยรอบกลับสู่สภาพปกติแล้ว ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และไม่มีสัญญาณของหิมะถล่ม เฟิงอ้าวเทียนสั่งให้เฝ้าระวังยอดเขาต่อไป แต่ห้ามผู้ใดขุดเจาะน้ำแข็งหรือพยายามนำเกล็ดมังกรออกมาโดยพลการ เขาไม่ต้องการให้ความสงบที่เพิ่งเกิดขึ้นกลายเป็นหายนะเพราะความอยากรู้อยากเห็น หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ หลินซีเหยากำลังจะกลับห้องพัก แต่เฟิงอ้าวเทียนเรียกนางไว้ “ซีเหยา” “คะ?” เขายื่นถุงผ้าเล็ก ๆ ให้นาง ภายในมีหยกอุ่นชิ้นหนึ่งซึ่งช่วยบรรเทาความหนาวและประคองพลังมังกรได้ “เก็บไว้กับตัว หากพลังสีเงินในร่างเจ้าปั่นป่วนอีก ให้ใช้มันประคองพลังไว้ก่อน อย่าฝืนรับมือคนเดียว” นางรับหยกมา พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง “แล้วท่านล่ะคะ? พลังของท่านก็ปั่นป่วนเหมือนกัน” “ข้าจัดการได้” หลินซีเหยาหรี่ตามองเขา “ท่านเพิ่งรับปากว่าจะไม่ฝืนคนเดียว” เฟิงอ้าวเทียนชะงัก ก่อนยอมรับหยกอีกชิ้นที่นางหยิบออกมาจากถุงของตน “ข้ารู้แล้ว” “ดีค่ะ ข้าจะได้ไม่ต้องคอยเตือนซ้ำ” เขามองนางอย่างจนใจ “เจ้าเตือนข้าเก่งขึ้นทุกวัน” “เพราะท่านทำให้ข้าต้องเตือนอยู่เรื่อย ๆ ต่างหาก” ทั้งคู่สบตากัน ก่อนหลินซีเหยาจะหัวเราะเบา ๆ ความตึงเครียดจากเหตุการณ์บนยอดเขาคลายลงเล็กน้อย แต่เมื่อแยกจากกัน เฟิงอ้าวเทียนกลับยืนอยู่หน้าต่างห้องพักของตนอีกครั้ง เขายกมือขึ้นมองเส้นพลังสีเงินที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง วันนี้เป็นครั้งแรกที่พลังนั้นตอบสนองต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากหลินซีเหยาอย่างชัดเจน มันไม่ได้ทำให้เขารู้คำตอบทั้งหมด ทว่าทำให้เขาเข้าใจสิ่งหนึ่ง พลังที่อยู่ในตัวเขาอาจไม่ใช่เพียงพลังที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และการตื่นขึ้นของมันอาจเกี่ยวข้องกับชะตาของมังกรเงินโบราณมากกว่าที่เขาเคยคิดเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







