LOGINหลินซีเหยาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหินสีขาวซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างหน้าผาสองด้าน เบื้องล่างคือทะเลหมอกที่ปกคลุมหุบเขามังกรเงินมานับพันปี ส่วนเหนือศีรษะมีเกล็ดน้ำแข็งลอยวนอยู่ในอากาศ ราวกับม่านที่กั้นแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากโลกภายนอก
นางมองตราประทับรูปมังกรบนประตูหิน ก่อนยกมือแตะลงไปเบา ๆ ทันใดนั้น ลวดลายสีเงินก็สว่างขึ้น มังกรเงินตัวหนึ่งปรากฏขึ้นกลางม่านแสง เกล็ดของมันใสกระจ่างราวกับสร้างจากจันทรา ดวงตาสีเงินจับจ้องนางอย่างเงียบงัน “ผู้สืบสายเลือดมังกรเงิน จงบอกเหตุผลที่เจ้าต้องการออกจากหุบเขา” เสียงโบราณดังขึ้นโดยไม่ผ่านริมฝีปากของมัน แต่กลับสะท้อนอยู่ภายในจิตวิญญาณของนาง หลินซีเหยาไม่ถอยหนี “ผนึกมังกรโบราณกำลังสั่นคลอน ข้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” “เรื่องนั้นไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า” “หากผนึกพังทลาย หุบเขาแห่งนี้ก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบได้อีกต่อไป แล้วเหตุใดจึงไม่ใช่หน้าที่ของข้า?” มังกรเงินในม่านแสงเงียบไปครู่หนึ่ง “ผู้ที่อยู่นอกหุบเขาอาจต้องการใช้พลังของเจ้า พวกเขาอาจหลอกลวงเจ้า หรืออาจสังหารเจ้าเพื่อแย่งชิงสายเลือดมังกรเงินที่สูญหายไปจากโลก” “ข้ารู้ว่าข้างนอกอันตราย” นางลดมือลง แววตาแน่วแน่ “แต่การซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ไม่ได้หมายความว่าอันตรายจะหายไป” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง “ซีเหยา!” ชายชราผมขาวในชุดคลุมสีเทาเงินเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาคือผู้อาวุโสหลัว ผู้ดูแลหุบเขามังกรเงินและเป็นผู้สอนวิชาควบคุมพลังให้นางตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อเห็นนางยืนอยู่หน้าประตูหิน สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นทันที “เจ้าคิดจะออกไปจริง ๆ หรือ?” “ท่านอาจารย์ ผนึกโบราณกำลังเรียกข้า” “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผนึกนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งใด?” “ข้ายังไม่รู้ทั้งหมด จึงต้องออกไปค้นหาคำตอบ” ผู้อาวุโสหลัวถอนหายใจ “บรรพชนของเราสั่งห้ามมังกรเงินออกจากหุบเขาโดยไม่มีเหตุจำเป็น คำสั่งนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการกักขังลูกหลาน แต่เพราะโลกภายนอกเคยทำให้เผ่ามังกรเงินต้องสูญเสียทุกสิ่ง” หลินซีเหยานิ่งฟัง ก่อนเอ่ยถาม “แล้วท่านจะให้ข้ารอจนกว่าความสูญเสียครั้งนั้นจะเกิดขึ้นอีกหรือเจ้าคะ?” ผู้อาวุโสหลัวขมวดคิ้ว “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องเสี่ยงชีวิต” “ข้าก็ไม่ต้องการให้ท่านต้องสูญเสียสิ่งที่ปกป้องมาทั้งชีวิตเช่นกัน” นางหันกลับไปมองประตูหิน “หากผนึกโบราณเกี่ยวข้องกับเผ่ามังกรเงินจริง การหนีจากมันอาจทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ข้าไม่อาจแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้” ผู้อาวุโสหลัวมองศิษย์ของตนอยู่นาน เขารู้ดีว่านิสัยของหลินซีเหยาเป็นเช่นไร นางดูสงบนิ่ง แต่เมื่อใดที่ตัดสินใจแล้ว ก็ยากจะมีผู้ใดเปลี่ยนใจนางได้ “เจ้าจะไปก็ได้” เขากล่าวในที่สุด “แต่ต้องผ่านบททดสอบของประตูมังกรเงินก่อน” หลินซีเหยาพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ข้ายอมรับ” ผู้อาวุโสหลัวยกไม้เท้าขึ้น กระแทกลงบนพื้นหินสามครั้ง ครืน! ประตูหินขนาดใหญ่ค่อย ๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นสะพานแคบที่ทอดข้ามเหวลึก ด้านล่างมีพลังหมอกเย็นหมุนวนเป็นเกลียว ขณะที่ปลายสะพานมีเสาหินสามต้นตั้งเรียงกัน แต่ละต้นสลักอักษรมังกรโบราณเอาไว้ “บททดสอบนี้ไม่ได้วัดเพียงพลังของเจ้า” ผู้อาวุโสหลัวกล่าว “มันจะทดสอบจิตใจและความมั่นคงของสายเลือดด้วย หากเจ้าใช้พลังอย่างไม่ระวัง ประตูจะปฏิเสธเจ้า” “ข้าเข้าใจแล้ว” หลินซีเหยาก้าวขึ้นสู่สะพาน เพียงก้าวแรก หมอกใต้เหวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงามังกรจำนวนมาก พวกมันพุ่งขึ้นมาจากความมืดพร้อมเสียงคำรามกึกก้อง คลื่นพลังมหาศาลกดทับร่างของนางจนพื้นสะพานสั่นสะเทือน นางหยุดฝีเท้า ปล่อยพลังมังกรเงินออกจากตันเถียน เกล็ดสีเงินบาง ๆ ปรากฏขึ้นตามลำคอและหลังมือ ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีเงินสว่างวาบ “จงกลับไป!” นางสะบัดแขน พลังสีเงินแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง เงามังกรที่พุ่งเข้ามาถูกผลักกลับลงไปในเหว แต่ยังมีเงาอีกหลายตนทะยานขึ้นมาจากหมอกไม่หยุด หลินซีเหยาไม่ได้ใช้พลังโจมตีอย่างบ้าคลั่งอีก นางสังเกตเห็นว่าเงามังกรทุกตัวพุ่งเข้ามาตามจังหวะเดียวกัน และทุกครั้งที่พวกมันเคลื่อนไหว อักษรบนเสาหินต้นแรกจะสว่างขึ้น นี่ไม่ใช่การทดสอบกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทดสอบการควบคุมพลัง นางหลับตาลง สูดลมหายใจลึก แล้วรวบรวมพลังมังกรเงินไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนวาดอักขระลงกลางอากาศ “ผนึกจันทรา!” วงแหวนสีเงินปรากฏขึ้นใต้สะพาน แสงของมันไหลผ่านรอยสลักบนพื้นหินทีละเส้น เงามังกรที่กำลังพุ่งเข้ามาพลันหยุดชะงัก ก่อนสลายกลายเป็นละอองหมอก อักษรบนเสาหินต้นแรกส่องสว่างเต็มที่ หลินซีเหยาก้าวต่อไปยังเสาต้นที่สอง คราวนี้หมอกโดยรอบกลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ ภาพของหุบเขามังกรเงินปรากฏขึ้นตรงหน้า นางเห็นผู้อาวุโสหลัวล้มลงท่ามกลางเปลวเพลิง เห็นประตูหินพังทลาย และเห็นเหล่ามังกรเงินถูกพลังสีดำกลืนกินทีละตน เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตใจ “หากเจ้าออกไป ทุกสิ่งที่เจ้ารักจะพินาศ” หลินซีเหยากำมือแน่น ภาพตรงหน้าสมจริงจนหัวใจของนางเจ็บแปลบ ทว่าเมื่อนางมองให้ละเอียด ก็พบว่ามังกรในภาพไม่มีเงาสะท้อนบนพื้น ทั้งยังไม่มีลมหายใจของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย มันเป็นเพียงภาพลวงตา “ความกลัวไม่ใช่คำทำนาย” นางเอ่ยเสียงหนักแน่น “และข้าจะไม่ยอมให้ความกลัวตัดสินเส้นทางของข้า” พลังมังกรเงินแผ่ออกจากร่าง ภาพลวงตาแตกร้าวราวกับกระจก ก่อนสลายหายไปในพริบตา เสาหินต้นที่สองสว่างขึ้นเช่นกัน เมื่อมาถึงเสาต้นสุดท้าย หลินซีเหยากลับพบว่ามันไม่มีอักษรใดปรากฏอยู่เลย มีเพียงรอยเว้ารูปเกล็ดมังกรตรงกลางเสา นางหยิบเกล็ดเงินที่พกติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ออกมา เกล็ดชิ้นนี้เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่จากมารดา ผู้ซึ่งหายตัวไปในคืนที่นางยังเป็นเพียงทารก นางไม่เคยรู้ว่ามารดาหายไปที่ใด และไม่มีผู้ใดในหุบเขายอมบอกความจริงทั้งหมด เมื่อเกล็ดเงินเข้าใกล้เสาหิน มันก็ส่องประกายขึ้นเอง แสงสีเงินไหลเข้าไปตามรอยสลัก ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นอักษรโบราณสามคำ ผู้พิทักษ์ผนึก หลินซีเหยอเบิกตากว้าง ยังไม่ทันที่นางจะพิจารณาอักษรนั้นให้ชัดเจน เสียงคำรามจากส่วนลึกของหุบเขาก็ดังกึกก้อง ประตูหินด้านหลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผู้อาวุโสหลัวรีบยกมือสร้างม่านพลังป้องกัน “เป็นไปไม่ได้... ผนึกชั้นในกำลังตอบสนองต่อเจ้า!” หลินซีเหยามองเกล็ดเงินในมือ ความรู้สึกบางอย่างบอกนางว่ามันไม่ได้เป็นเพียงของที่ระลึกจากมารดา แต่ยังเกี่ยวข้องกับความลับที่เผ่ามังกรเงินปิดบังมานาน นางเก็บเกล็ดเงินกลับเข้าแขนเสื้อ ก่อนก้าวข้ามเสาต้นสุดท้าย “ข้าผ่านการทดสอบแล้ว” ผู้อาวุโสหลัวมองนางด้วยสีหน้าซับซ้อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้า “เจ้าผ่านแล้ว” ประตูมังกรเงินเปิดออกจนสุด เผยให้เห็นเส้นทางที่ทอดลงสู่โลกภายนอก “จำเอาไว้ ซีเหยา” ชายชรากล่าว “อย่าเปิดเผยสายเลือดของเจ้าแก่ผู้ใดง่าย ๆ และหากพบมังกรจากราชวงศ์เฟิง จงระวังพลังสีดำทองของพวกเขา” หลินซีเหยาหันกลับมาทันที “เหตุใดต้องระวังราชวงศ์เฟิงด้วยเจ้าคะ?” ผู้อาวุโสหลัวเงียบไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เพราะเมื่อหลายพันปีก่อน สายเลือดมังกรเงินกับราชวงศ์เฟิงเคยมีความเกี่ยวข้องกัน และความเกี่ยวข้องนั้นนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่” “แล้วใครเป็นผู้เริ่มต้นหายนะนั้น?” “ข้ายังไม่อาจบอกเจ้าได้” หลินซีเหยามองเขาอย่างไม่พอใจนัก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซักถามต่อ นางคารวะอาจารย์ ก่อนก้าวออกจากประตูหิน “ข้าจะกลับมาเมื่อรู้ความจริงแล้วเจ้าค่ะ” ผู้อาวุโสหลัวมองแผ่นหลังของนางจนลับสายตา ในใจของเขามีคำพูดหนึ่งที่ไม่อาจเอ่ยออกมา ความจริงบางอย่าง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องผู้คนจากความกลัวเท่านั้น บางครั้งมันยังมีไว้เพื่อปกป้องผู้คนจากความผิดพลาดของบรรพชนด้วย ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลานฝึกซึ่งรายล้อมด้วยเสาหินดำทองสิบสองต้น เฟิงเทียนหลงประทับอยู่บนแท่นหินด้านหนึ่ง ขณะที่มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างลาน “ครั้งนี้ เจ้าจะต้องควบคุมพลังทั้งสองสายโดยไม่ปล่อยให้มันหักล้างกัน” เฟิงเทียนหลงตรัส “หากรู้สึกว่าพลังเงินกำลังแทรกซึมขึ้นมา ให้หยุดทันที” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขายกมือขึ้น พลังมังกรดำทองไหลออกจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็นมังกรขนาดเล็กที่พุ่งวนอยู่รอบร่าง ก่อนจะรวมตัวเป็นลูกแก้วพลังเหนือศีรษะ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นในช่วงแรก แต่เมื่อเฟิงอ้าวเทียนพยายามดึงพลังเข้าสู่จุดศูนย์กลางของตันเถียน ความเย็นสายหนึ่งกลับแล่นขึ้นมาตามเส้นลมปราณ แสงสีเงินวาบขึ้นใต้ผิวหนัง มังกรดำทองเหนือศีรษะพลันคำรามก้อง ขณะที่พลังสีเงินอีกสายพุ่งออกจากอกของเขา ตูม! ลูกแก้วพลังแตกกระจายเป็นละอองแสง เสาหินรอบลานฝึกสั่นสะเทือนพร้อมกัน มู่ชางรีบพุ่งเข้ามา แต่เฟิงเทียนหลงยกพระหัตถ์ห้ามไว้ “อย่าเพิ่งเข้าไป!” เฟิงอ้าวเทียนกัดฟัน พยายามกดพลังทั้งสองสายลง ทว่าพลังสีเงินกลับไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุม มันไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณอย่างอิสระ ราวกับกำลังตามหาเส้นทางบางอย่าง ทันใดนั้น ตราประทับสีเงินก็ปรากฏขึ้นกลางหน้าผากของเขา ภาพหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะผุดขึ้นในห้วงจิต เขาเห็นประตูหินสีขาว เห็นสะพานเหนือเหวลึก และเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางละอองแสงสีเงิน คราวนี้ภาพนั้นชัดเจนกว่าทุกครั้ง หญิงสาวมีผมยาวสีดำอมเงิน ดวงตาสุกสว่างราวกับดวงดาว และมีเกล็ดมังกรสีเงินปรากฏอยู่บนลำคอ นางหันมาราวกับรับรู้ว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ แม้ทั้งสองจะอยู่ห่างไกลกันคนละดินแดน แต่ชั่วขณะนั้นเฟิงอ้าวเทียนกลับรู้สึกว่าหัวใจของตนถูกบางสิ่งดึงรั้งไว้ เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตใจ “ในที่สุด... เจ้าก็ได้ยินข้า” เฟิงอ้าวเทียนชะงัก “เจ้าเป็นใคร?” หญิงสาวไม่ได้ตอบ ภาพตรงหน้าพลันแตกสลาย พลังสีเงินหดกลับเข้าไปในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงตราประทับเล็ก ๆ บนหน้าผากที่ค่อย ๆ จางลง เฟิงอ้าวเทียนทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น หายใจหนักอยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น เฟิงเทียนหลงเสด็จลงจากแท่นหินทันที “อ้าวเทียน เจ้าเห็นอะไร?” เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่งพะยะค่ะ นางอยู่ในหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ และมีพลังมังกรเงินเหมือนกับที่ปรากฏในผนึก” มู่ชางขมวดคิ้ว “หุบเขาหิมะ... หรือจะเป็นหุบเขามังกรเงินในตำนาน?” เฟิงเทียนหลงหันไปมองเขา “เจ้ารู้จักสถานที่แห่งนั้นหรือ?” “กระหม่อมเคยได้ยินจากบันทึกของผู้เฒ่าเผ่ามังกรพะยะค่ะ กล่าวกันว่ามังกรเงินเคยอาศัยอยู่ทางเหนือสุด ก่อนที่พวกเขาจะหายไปจากโลกมังกร ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่าหุบเขานั้นยังคงมีอยู่จริงหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนก้มมองฝ่ามือของตน “ข้าคิดว่าพลังของข้ากำลังพยายามบอกทาง” “หรือกำลังนำเจ้าไปสู่อันตราย” เฟิงเทียนหลงตรัสทันที พระองค์ทอดพระเนตรพระโอรสอย่างจริงจัง “เจ้ายังไม่รู้ว่าพลังสีเงินคืออะไร ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าผนึกโบราณกำลังปกป้องสิ่งใด การเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่รู้จักโดยปราศจากการเตรียมพร้อม ย่อมไม่ใช่ความกล้าหาญ” เฟิงอ้าวเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะรับ “ลูกเข้าใจพะยะค่ะ” “ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าออกไปตลอดกาล” เฟิงเทียนหลงกล่าวต่อ “แต่ก่อนจะเดินทาง เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังทั้งสองสายเสียก่อน หากเจ้าควบคุมตนเองไม่ได้ ต่อให้พบคำตอบ เจ้าก็อาจไม่มีชีวิตกลับมา” คำพูดนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิด เขาเคยเชื่อว่าพลังที่แข็งแกร่งเพียงพอจะทำให้ตนเองเอาชนะทุกสิ่งได้ แต่เหตุการณ์เมื่อครู่พิสูจน์แล้วว่า พลังที่ตนยังไม่เข้าใจอาจกลายเป็นอันตรายเสียเอง “ลูกจะฝึกให้สำเร็จพะยะค่ะ” เฟิงเทียนหลงพยักหน้า “ตั้งแต่วันนี้ มู่ชางจะฝึกเจ้าโดยเน้นการควบคุมพลัง ไม่ใช่เพียงเพิ่มความแข็งแกร่ง และหากตราประทับปรากฏขึ้นอีก เจ้าต้องบอกข้าทันที” “พะยะค่ะ” มู่ชางมององค์ชายด้วยแววตาจริงจัง “ถ้าเช่นนั้น การฝึกครั้งต่อไปจะไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่เคยคิดว่ามันจะง่ายอยู่แล้ว” ทว่าในใจของเขายังคงมีภาพหญิงสาวผู้นั้นติดอยู่ นางไม่ได้ดูเหมือนภาพลวงตา และน้ำเสียงที่ดังขึ้นในจิตใจของเขาก็ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน นางรู้จักเขา หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าพลังของเขามีอยู่จริง และเขาต้องการรู้ว่านางเป็นใคร ในขณะเดียวกัน ทางตอนเหนือของดินแดนมังกร หลินซีเหยาก้าวผ่านม่านหมอกเป็นครั้งแรก โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าที่นางเคยจินตนาการไว้ ภูเขาสูงทอดตัวยาวสุดสายตา แม่น้ำสีครามไหลผ่านป่าหิน และไกลออกไปมีเงาของมังกรขนาดมหึมาบินผ่านกลุ่มเมฆ นางหยุดยืนบนหน้าผา สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ กลิ่นอายของโลกภายนอกแตกต่างจากหุบเขามังกรเงินอย่างสิ้นเชิง มีพลังมังกรหลากหลายสายปะปนกันอยู่ในอากาศ และหนึ่งในนั้นทำให้เกล็ดเงินใต้แขนเสื้อของนางสั่นเบา ๆ มันเป็นพลังดำทอง พลังที่ผู้อาวุโสหลัวเตือนให้นางระวัง หลินซีเหยากำเกล็ดเงินไว้ในมือ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ราชวงศ์เฟิง...” นางพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ นางยังไม่รู้ว่าราชวงศ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหายนะในอดีตอย่างไร และไม่รู้ว่าหญิงสาวในความทรงจำของตนเกี่ยวข้องกับผนึกโบราณเพียงใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาความจริงเกี่ยวกับผนึกอีกต่อไป เพราะที่ปลายทางของพลังสีเงินนั้น มีมังกรอีกตนหนึ่งกำลังรอคำตอบเช่นเดียวกับนาง และเมื่อทั้งสองได้พบกัน ความลับที่ถูกฝังไว้ใต้กาลเวลาหลายพันปี อาจเริ่มตื่นขึ้นอีกครั้งเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







