ログインหลินซีเหยาเดินทางออกจากหุบเขามังกรเงินได้ไม่ถึงครึ่งวัน ก็พบว่าพลังมังกรในโลกภายนอกแตกต่างจากที่นางเคยสัมผัสอย่างสิ้นเชิง
ภายในหุบเขา พลังปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนอย่างสงบ ราวกับสายน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง แต่เมื่อออกมาสู่ดินแดนภายนอก พลังหลายสายกลับปะปนกันจนเกิดกระแสปั่นป่วน บางแห่งอบอุ่น บางแห่งเย็นเยียบ และบางแห่งแฝงกลิ่นอายอันตรายที่ทำให้นางต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว นางหยุดอยู่บนสันเขา มองลงไปยังป่าเบื้องล่าง ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมหุบเขา ใบไม้สีเขียวเข้มไหวตามแรงลม ขณะที่ไกลออกไปมีเทือกเขาสีดำทอดตัวขวางเส้นทางสู่ทิศใต้ เกล็ดเงินในแขนเสื้อของนางอุ่นขึ้นอีกครั้ง หลินซีเหยาหยิบมันออกมา แสงสีเงินบางเบาปรากฏตามขอบเกล็ด ก่อนจะชี้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ “พลังดำทองอยู่ทางนั้นหรือ?” นางพึมพำกับตัวเอง นางไม่รู้ว่าพลังที่สัมผัสได้นั้นเป็นของมังกรตนใด แต่ความรู้สึกจากเกล็ดเงินบอกชัดเจนว่ามันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป หลินซีเหยาเก็บเกล็ดกลับเข้าที่ แล้วกระโดดลงจากสันเขาอย่างคล่องแคล่ว ร่างของนางเคลื่อนผ่านกิ่งไม้และโขดหินราวกับเงาสีเงิน นางตั้งใจจะหาที่พักก่อนค่ำ แล้วค่อยเดินทางต่อไปยังเมืองมังกรที่อยู่ใกล้ที่สุด ทว่ายังไม่ทันถึงเชิงเขา กลิ่นอายผิดปกติก็ลอยมาจากป่าด้านหน้า มันเป็นกลิ่นคาวเลือดผสมกับพลังมังกรที่แตกกระจาย หลินซีเหยาชะลอฝีเท้า ดวงตาสีเงินหรี่ลงเล็กน้อย มีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่นานมานี้ นางไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่น แต่ในจังหวะที่กำลังจะเปลี่ยนเส้นทาง เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็พลันดังขึ้นจากกลางป่า ตามด้วยเสียงกิ่งไม้หักและเสียงตะโกนของใครบางคน “ระวังด้านหลัง!” หลินซีเหยาหันขวับ เงาดำขนาดใหญ่พุ่งทะลุพุ่มไม้เข้ามาอย่างรวดเร็ว มันมีร่างคล้ายหมาป่า แต่มีเกล็ดแข็งปกคลุมตามลำตัว ดวงตาสีแดงฉาน และเขาสั้นสองข้างงอกขึ้นจากหน้าผาก อสูรมังกรเขาโลหิต! แม้จะไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูง แต่ความดุร้ายของมันก็ทำให้มังกรทั่วไปไม่อาจประมาทได้ อสูรตัวนั้นพุ่งเข้าใส่นางโดยไม่ลังเล หลินซีเหยาหมุนตัวหลบ กรงเล็บของมันเฉี่ยวผ่านชายแขนเสื้อไปเพียงเล็กน้อย นางยกมือขึ้น สร้างม่านพลังสีเงินขวางตรงหน้า ปัง! ร่างของอสูรมังกรกระแทกเข้ากับม่านพลังจนเกิดเสียงดังสนั่น มันถอยไปหลายก้าว ก่อนแยกเขี้ยวคำรามอย่างเกรี้ยวกราด หลินซีเหยาขมวดคิ้ว อสูรมังกรตัวนี้มีบาดแผลอยู่หลายแห่ง เลือดสีเข้มไหลจากหัวไหล่ลงมาตามลำตัว และพลังปราณของมันกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง นางสังเกตเห็นว่ามีหนามสีดำฝังอยู่บริเวณต้นคอ หนามนั้นปล่อยหมอกดำบาง ๆ ออกมาไม่หยุด นี่ไม่ใช่บาดแผลจากการต่อสู้ธรรมดา มีผู้ใช้พลังบางอย่างทำให้มันคลุ้มคลั่ง “หยุดเสียที!” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง นักรบมังกรสามคนรีบตามมาถึง คนที่อยู่หน้าสุดมีผมสีน้ำตาลเข้มและสวมเกราะหนังสีดำ เขาถือหอกยาวไว้ในมือ ส่วนอีกสองคนมีบาดแผลตามแขนและไหล่ เมื่อเห็นหลินซีเหยา ชายหนุ่มก็ชะงัก “แม่นาง ระวัง! มันถูกพลังทมิฬครอบงำแล้ว อย่าเข้าใกล้เด็ดขาด!” หลินซีเหยาไม่ได้หันไปตอบ นางยังคงจับตาดูอสูรมังกรตรงหน้า “ถ้าพวกเจ้าต้องการช่วยมัน ก็อย่าเพิ่งโจมตี” “ช่วยมันหรือ?” ชายหนุ่มเบิกตากว้าง “มันทำร้ายพวกเราจนบาดเจ็บไปหลายคนแล้ว!” “ข้าเห็นแล้ว แต่หนามที่คอมันกำลังควบคุมพลังของมันอยู่ หากพวกเจ้าฆ่ามันในตอนนี้ พลังทมิฬอาจระเบิดออกมา” ชายหนุ่มมองหนามสีดำบนต้นคอของอสูรมังกร สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “เพราะข้ามองเห็น” หลินซีเหยาตอบสั้น ๆ ก่อนก้าวเข้าไปข้างหน้า อสูรมังกรเขาโลหิตแยกเขี้ยว พลังสีแดงเข้มรวมตัวอยู่รอบกรงเล็บของมัน มันกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง หลินซีเหยาขยับปลายนิ้ว อักขระสีเงินปรากฏขึ้นกลางอากาศ “ผนึกจันทรา!” วงแหวนสีเงินแผ่ลงบนพื้น กลายเป็นเส้นแสงหลายสายพันรอบขาของอสูรมังกร มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งจนพื้นดินแตกร้าว แต่ไม่อาจหลุดออกมาได้ หลินซีเหยาเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว หมอกดำรอบตัวอสูรมังกรพุ่งเข้าหานางราวกับมีชีวิต ทว่าทันทีที่สัมผัสกับพลังสีเงิน มันกลับส่งเสียงแหลมสูงแล้วถอยหนี ดวงตาของนางเย็นลง “เป็นพลังแบบเดียวกับที่กำลังรบกวนผนึกโบราณจริง ๆ ด้วย” นางยื่นมือไปทางต้นคอของอสูรมังกร แล้วปล่อยพลังสีเงินให้แทรกเข้าไปตามรอยแตกของหนามสีดำ อสูรมังกรคำรามลั่น ร่างใหญ่ดิ้นสะบัดอย่างรุนแรง “แม่นาง ถอยออกมา!” ชายหนุ่มตะโกน หลินซีเหยาไม่ขยับ นางรวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนกระชากหนามสีดำออกมาในคราวเดียว หมอกดำระเบิดออกจากบาดแผลทันที นางพลิกข้อมือ สร้างตราผนึกสีเงินครอบหมอกทั้งหมดไว้ แล้วบีบมือเข้าหากันจนมันสลายเป็นผงสีดำ อสูรมังกรเขาโลหิตทรุดตัวลงกับพื้น ลมหายใจหนักหน่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาสีแดงจะค่อย ๆ กลับเป็นสีทองหม่นตามเดิม หลินซีเหยาถอยออกมาเล็กน้อย “มันจะไม่คลุ้มคลั่งแล้ว แต่บาดแผลยังต้องรักษา พวกเจ้าควรพามันไปยังสถานที่ปลอดภัย” ชายหนุ่มยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบเก็บหอก “ขอบคุณแม่นาง หากไม่ได้เจ้า พวกเราคงต้องฆ่ามันจริง ๆ” หลินซีเหยาส่ายหน้า “ข้าเพียงเอาสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในร่างมันออกมา” นางก้มมองเศษหนามสีดำที่เหลืออยู่บนพื้น แม้มันจะสูญเสียพลังไปแล้ว แต่ลวดลายเล็ก ๆ บนผิวของมันกลับทำให้นางรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ลวดลายนั้นคล้ายกับรอยแตกที่ปรากฏบนผนึกมังกรโบราณ นางหยิบเศษหนามขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง “พวกเจ้าเจอมันที่ไหน?” ชายหนุ่มชี้ไปทางทิศตะวันออก “ใกล้ถ้ำหินดำ พวกเราตามรอยอสูรมังกรที่ออกมาทำร้ายสัตว์ในละแวกนี้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังทมิฬอยู่ในร่าง” “ถ้ำหินดำอยู่ไกลจากที่นี่หรือไม่?” “เดินทางครึ่งวันก็ถึง แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปที่นั่น ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน” หลินซีเหยามองเศษหนามในมืออีกครั้ง นางเพิ่งออกจากหุบเขาได้ไม่นาน แต่กลับพบร่องรอยของพลังที่เชื่อมโยงกับผนึกโบราณแล้ว ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด “ข้าจะระวังตัว” นางกล่าว ก่อนหันหลังเดินออกจากป่า ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของนาง แล้วรีบตะโกนถาม “แม่นาง! ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย!” หลินซีเหยาหยุดฝีเท้าเล็กน้อย “หลินซีเหยา” “ข้าชื่อจ้าวเหิง หากมีเรื่องเดือดร้อนในเขตแดนเหนือ เจ้าสามารถมาหาข้าได้!” นางพยักหน้ารับ ก่อนก้าวหายเข้าไปในแนวไม้ จ้าวเหิงมองเศษหนามที่เหลืออยู่บนพื้น แล้วหันไปสั่งลูกน้อง “รีบพาอสูรมังกรกลับค่าย เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว ต้องรายงานผู้คุมด่านให้ทราบ” เขาไม่รู้เลยว่าหญิงสาวที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเขาไว้ คือผู้สืบสายเลือดของเผ่ามังกรที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ และไม่รู้ด้วยว่า การพบกันครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่กำลังขยายตัวไปไกลกว่าดินแดนเหนือ ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เฟิงอ้าวเทียนยังคงฝึกควบคุมพลังอยู่กลางลาน คราวนี้มู่ชางไม่ได้ให้เขาสร้างลูกแก้วพลังหรือเรียกมังกรดำทองออกมา แต่กลับวางหินสีดำขนาดเท่าฝ่ามือไว้ตรงหน้า “หินนี้เรียกว่าศิลากักปราณ มันสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากพลังมังกรได้ หากเจ้าปล่อยพลังมากเกินไป หินจะแตก แต่ถ้าเจ้าควบคุมพลังได้อย่างแม่นยำ มันจะเปล่งแสงเพียงเล็กน้อย” เฟิงอ้าวเทียนมองหินตรงหน้า “ให้ข้าส่งพลังเข้าไปในหินหรือ?” “ใช่ แต่ต้องใช้เพียงปลายนิ้ว ห้ามปล่อยพลังจากทั้งฝ่ามือ” เฟิงอ้าวเทียนยกนิ้วชี้ขึ้นแตะผิวหิน พลังดำทองไหลออกไปอย่างระมัดระวัง หินสีดำส่องประกายขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเขาพยายามเพิ่มพลังอีกเพียงนิดเดียว เส้นร้าวก็ปรากฏขึ้นบนผิวหินทันที มู่ชางถอนหายใจ “เจ้ากำลังเร่งพลังอีกแล้ว” “ข้าเพียงต้องการให้มันสว่างขึ้น” “พลังไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะบังคับให้มากขึ้นได้ตามใจ หากเจ้าไม่รู้จักขีดจำกัดของมัน ต่อให้มีพลังมหาศาลก็ไม่ต่างจากการถือดาบที่คมทั้งสองด้าน” เฟิงอ้าวเทียนถอนมือออก “ข้าเข้าใจแล้ว” เขาหลับตา ตั้งสติ แล้วเริ่มต้นใหม่ คราวนี้เขาไม่พยายามเพิ่มพลัง แต่ปล่อยให้มันไหลไปตามจังหวะลมหายใจ หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หินสีดำค่อย ๆ เปล่งแสงสีทองอ่อนออกมาโดยไม่มีรอยร้าวเพิ่ม มู่ชางพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีขึ้นมาก” เฟิงอ้าวเทียนยังไม่ทันตอบ เกล็ดเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็พลันสั่นขึ้น เขาชะงักทันที แสงสีเงินบางเบาไหลออกจากเกล็ด แล้วพุ่งตรงไปยังทิศเหนือ ศิลากักปราณบนพื้นสว่างวาบ ก่อนจะแตกออกเป็นสองส่วน มู่ชางรีบก้าวเข้ามา “องค์ชาย!” เฟิงอ้าวเทียนมองแสงสีเงินที่ลอยอยู่ตรงหน้า คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความปั่นป่วนเหมือนก่อน แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังอีกสายหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป พลังนั้นบริสุทธิ์ เยือกเย็น และมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับกำลังตอบรับเขาอยู่เช่นกัน เฟิงเทียนหลงเสด็จเข้ามาในลานฝึกเมื่อทรงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน พระองค์ทอดพระเนตรเศษศิลาบนพื้น ก่อนหันไปมองพระโอรส “เกิดอะไรขึ้น?” เฟิงอ้าวเทียนยกเกล็ดเงินขึ้น “พลังของมันตอบสนองต่อบางสิ่งทางเหนือพะยะค่ะ” เฟิงเทียนหลงรับเกล็ดเงินมาพิจารณา แววพระเนตรเคร่งขรึมลงเมื่อเห็นแสงสีเงินที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายใน “ดูเหมือนว่าผนึกโบราณจะไม่ได้ตื่นขึ้นเพียงเพราะพลังในตัวเจ้า” มู่ชางขมวดคิ้ว “พระองค์หมายความว่า มีผู้ครอบครองพลังมังกรเงินอยู่จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “ข้ายังไม่อาจยืนยันได้” เฟิงเทียนหลงส่งเกล็ดคืนให้พระโอรส “แต่หากมีผู้ใดสามารถทำให้พลังของมันตอบสนองได้จากระยะไกล คนผู้นั้นย่อมมีความเกี่ยวข้องกับผนึกโบราณอย่างแน่นอน” เฟิงอ้าวเทียนกำเกล็ดเงินไว้ในมือ “เสด็จพ่อ ลูกต้องการไปทางเหนือ” เฟิงเทียนหลงมองเขานิ่ง “เจ้าฝึกควบคุมพลังได้เพียงเล็กน้อย ก็คิดจะออกเดินทางแล้วหรือ?” “ลูกไม่ได้ต้องการออกไปโดยไม่เตรียมตัว แต่หากมีใครบางคนกำลังเผชิญอันตรายเพราะผนึกโบราณ ลูกไม่อยากรอจนทุกอย่างสายเกินไป” เฟิงเทียนหลงไม่ได้ตอบทันที พระองค์ทรงเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของพระโอรส และทรงรู้ดีว่าการปิดบังทุกอย่างไว้ย่อมไม่ทำให้ความสงสัยหายไป ในที่สุดพระองค์จึงตรัสว่า “อีกสามวัน ข้าจะให้มู่ชางพาเจ้าไปยังป้อมมังกรเหนือ เจ้าจะได้เรียนรู้สภาพของดินแดนชายขอบ และตรวจสอบร่องรอยพลังที่พบได้ แต่ห้ามเข้าใกล้ถ้ำหรือเขตอาคมโบราณโดยพลการ” เฟิงอ้าวเทียนก้มศีรษะ “ลูกจะปฏิบัติตามพะยะค่ะ” “และจำไว้” เฟิงเทียนหลงตรัสเสียงหนักแน่น “เป้าหมายของเจ้าไม่ใช่การพิสูจน์ว่าตนเองแข็งแกร่งเพียงใด แต่คือการกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมคำตอบที่เชื่อถือได้” “พะยะค่ะ” เมื่อพระบิดาเสด็จออกไป มู่ชางจึงเดินเข้ามายืนข้างเขา “การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การฝึกธรรมดา องค์ชายต้องเตรียมใจให้พร้อม” เฟิงอ้าวเทียนมองไปยังทิศเหนือ “ข้าพร้อมแล้ว” แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าหญิงสาวในภาพคือใคร และไม่รู้ว่าเหตุใดพลังของนางจึงตอบสนองต่อเขา แต่ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนั้นชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เกล็ดเงินส่องแสง เขาไม่อาจปล่อยให้คำถามเหล่านี้ค้างคาอยู่ตลอดไป ค่ำวันเดียวกัน หลินซีเหยาพบที่พักเล็ก ๆ ริมลำธารใต้หุบเขา นางก่อกองไฟด้วยพลังปราณเพียงเล็กน้อย แล้วนำเศษหนามสีดำออกมาวางบนก้อนหิน แสงไฟสะท้อนผิวของมัน เผยให้เห็นอักขระจาง ๆ ที่นางไม่เคยพบมาก่อน นางใช้นิ้วแตะลงบนอักขระอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น เศษหนามก็สั่นสะเทือน เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากภายใน “...ผู้พิทักษ์...” หลินซีเหยอชักมือกลับทันที นางจ้องเศษหนามเขม็ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้าม “เจ้าพูดว่าอะไร?” ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีก เศษหนามสีดำค่อย ๆ แตกเป็นผงละเอียด เหลือเพียงอักขระสีดำตัวหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนสลายหายไปในความมืด หลินซีเหยานั่งนิ่งอยู่ข้างกองไฟ คำว่า ผู้พิทักษ์ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่นางเห็นมันบนเสาหินในหุบเขา นั่นหมายความว่า ผนึกโบราณกับพลังทมิฬที่กำลังแพร่กระจาย อาจเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่นางคิด นางเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือแนวเขา “ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ข้าจะค้นหาให้พบ” ลมหนาวพัดผ่านลำธาร เปลวไฟสั่นไหวไปตามแรงลม ไกลออกไปทางเหนือ เงาของมังกรสีดำตนหนึ่งบินผ่านยอดเขาอย่างเงียบงัน ดวงตาสีแดงของมันจับจ้องลงมายังป่าที่หลินซีเหยาพักอยู่ มันไม่ได้โจมตี เพียงวนอยู่เหนือท้องฟ้าชั่วครู่ ก่อนหายเข้าไปในกลุ่มเมฆดำ หลินซีเหยาไม่ทันสังเกตเห็นเงานั้น แต่เกล็ดเงินที่นางเก็บไว้กลับสั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แสงสีเงินไม่ได้ชี้ไปทางราชวงศ์เฟิง มันกำลังเตือนนางถึงบางสิ่งที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด และสิ่งนั้น กำลังเฝ้ามองการเดินทางของนางมาตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากหุบเขาเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







